
ทุกสรรพสิ่งในโลกเมื่อมีหรือเกิดขึ้นมาแล้วย่อมต้องแตก ทำลาย สลายไปเป็นธรรมดาทั้งสิ้น ผลไม้ที่สุกแล้วย่อมร่วงหล่นจากต้น ภาชนะดินที่ช่างปั้นปั้นแล้วไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ย่อมมีวันแตกทำลาย มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะมีฐานะเช่นไร มีอำนาจวาสนาแค่ไหน ไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งก็ต้องตาย แต่มนุษย์กลับไม่มองหรือยอมรับความเป็นธรรมดานั้น จึงปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจกับความตายเท่าที่ควร สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองอย่างมหาศาลจึงดูไม่มีคุณค่า ยิ่งไปกว่านั้นยังพากันหวาดกลัวต่อความตาย ปฏิเสธความตายด้วยการหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึง พยายามดิ้นรนเพื่อยืดชีวิตให้ยาวนานด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะด้วยพิธีกรรม หรือด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเพียงใดก็ตาม ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าในที่สุด ความตายก็จะต้องคืบคลานมาถึงอย่างแน่นอน
สารวัฎฏ์หรือ การเวียนว่ายตายเกิด จึงมีความลังเลสงสัย ขาดความเข้าใจในเรื่องกรรม สิ่งที่ก่อให้เกิดกรรม และ ผลของกรรม ทำให้ไม่แน่ใจในชีวิตหลังความตายว่าจะดีหรือเลวกว่าในชีวิตปัจจุบัน ตายแล้วจะได้เกิดอีกหรือไม่ ถ้าเกิดอีก จะไปเกิดที่ใด เพราะไม่มั่นใจว่าได้กระทำกรรมดีหรือกรรมชั่วไว้มากน้อยแค่ไหน เพียงพอที่จะทำให้ไปเกิดในที่ที่ปรารถนาจะไปเกิดหรือไม่ จึงมีความทุกข์ ความเศร้าโศก ความหวาดกลัว ด้วยเกรงว่าหากมีความดีน้อย เมื่อตายแล้วก็จะต้องไปทนทุกข์ทรมานในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ความไม่เข้าใจหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวล้วนชักนำให้กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อันเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน โดยไม่กังวลต่ออันตรายที่มีอยู่อย่างมากมายทั้งภายในภายนอก ทำให้ขาดสำนึกและการเตรียมพร้อมต่อความตาย กระทั่งเห็นความตายมาใกล้ตัว จึงห่วงหน้าพวงหลังและหวาดหวั่นพรั่นพรึงเกินกว่าจะแก้ไข