มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถามเรื่องการให้ผลของการล่วงกาเมฯ




ขอเรียนถามครับ

ผลของการล่วงอกุศลกรรมบทในข้อกาเมสุมิจฉาจารนั้น หากครบองค์อกุศลกรรมบทก็เป็นอกุศลที่มีกำลัง สามารถให้ผลในปฏิสนธิกาล คือนำเกิดในทุคติภูมิได้ (ปฏิสนธิด้วย อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก)

แต่หากไม่ครบองค์ก็จะให้ผลที่มีกำลังอ่อนกว่า คือให้ผลในปวัตติกาล ซึ่งได้มีระบุไว้ดังนี้เป็นต้น

๑. มีผู้เกลียดชังมาก
๒. มีผู้ปองร้ายมาก
๓. ขัดสนในทรัพย์
๔. ยากจนอดอยาก
๕. เป็นผู้หญิง
๖. เป็นกะเทย
๗. เป็นชายในตระกูลต่ำ
๘. ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ
๙. ร่างกายไม่สมประกอบ
๑0. มากไปด้วยความวิตกห่วงใย
๑๑. พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก


ที่สงสัยคือ ข้อ 5 และ 6 เกิดเป็นหญิงหรือกะเทย เหตุใดจึงจัดอยู่ในการให้ผลในปวัตติกาล

ทั้งนี้ เนื่องด้วยในขณะปฏิสนธิ จะต้องมี หทยรูป กายปสาทรูป และภาวรูป เกิดประกอบร่วมพร้อมกันกับปฏิสนธิจิต

ด้วยผลกรรมของกาเมฯ ทำให้ภาวรูปนั้น เป็นอิตถีภาวรูป หรือไม่มีภาวรูปประกอบ (นปุงสกบัณเฑาะก์)

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การให้ผลเป็นหญิงหรือกะเทยอันเป็นผลจากกาเมฯ นั้น เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิเลยทีเดียว ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก อยู่ในสถานะ อภัพบุคคล

ดังนั้น เหตุใดจึงจัดเอาการเกิดเป็นหญิงหรือกะเทย ไว้เป็นการให้ผลในปวัตติกาล เพราะน่าจะถือเป็นการให้ผลในปฏิสนธิกาล เพียงแต่มีกำลังอ่อน จึงไม่นำเกิดในทุคติ

ขอความกระจ่างด้วยครับ ขอบคุณครับ

โดย เรียนถามดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [24 เม.ย. 2550 , 13:51:28 น.] ( IP = 202.90.116.49 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


  สลักธรรม 11

ในเรื่องนี้ปัญหาก็คงอยู่ตรงที่คำว่า ..."เกิด"...คือ เกิดเป็นหญิง เกิดเป็นกะเทย

และในความเข้าใจของเราคำว่าเกิดมักจะหมายถึงขณะปฏิสนธิกาล แต่คำว่าเกิดหรือชาติหมายถึงฐีติขณะของวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมัชรูปก็ได้เหมือนกันซึ่งเป็นเรื่องของปวัตติกาลด้วย

ตรงนี้จึงเป็นปัญหาของภาษาว่า เกิด หมายถึงตอนไหนกันแน่?

และหากนำคำที่แสดงไว้ในเรื่องผลของอกุศลหรือกุศลที่จะได้รับในปวัตติกาลที่แสดงไว้โดยสุตตันนัยมาเทียบเคียงวิเคราะห์กับหลักทางพระอภิธรรมนัย ก็คงเป็นเรื่องที่เสียงในการตีความเป็นอย่างยิ่ง

เพราะไม่ต้องพูดไปไกลมาก เพียงแค่เรื่องสังโยชน์ก็ต่างกันหลายประการในนัยทั้งสอง นี่ยิ่งเป็นเรื่องการให้ผลของกรรมด้วยแล้วด้วยปัญญาอย่างเราๆ ก็ยิ่งยากจะวินิจฉัยให้ลงรอยอย่างไร้ข้อขัดแย้ง

คงขอร่วมแสดงความคิดเห็นเท่านั้นนะคะว่า

เรื่องการให้ผลของกรรมในปวัตติกาลนั้นเกี่ยวข้องกับอำนาจของชวนะดวงที่ ๗ และดวงที่ ๒ - ๖ ในลักษณะของอุปปัชชัชเวทนียกรรม และอปรปริยเวทนียกรรม

เรื่องหน้าที่การให้ผลของกรรมมีทั้งชนกกรรม อุปถัมภกกรรม อุปปีฬิกกรรม และอุปฆาตกรรม ซึ่งในเรื่องนี้ชนกกรรมนั้นเกิดได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล

ส่วนอุปถัมภถกรรมก็มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนกรรมอื่นๆ ให้เจริญขึ้นแต่ไม่มีอำนาจไม่เปลี่ยนแปลงการให้ผลของใคร

ที่น่าสนใจคือกรรมเบียดเบียนหรืออุปปีฬิกกรรมที่มีอำนาจเบียดเบียนรูปนามที่เกิดจากชนกกรรมอื่นให้ไม่มีโอกาสส่งผล หรือลดกำลังการส่งผลลง

โดยเฉพาะอกุศลอุปปีฬิกกรรมเบียดเบียนรูปนามที่เกิดจากกุศลชนกกรรมให้มีความวิบัติเสียหาย เช่นเจตนาของการฆ่าตามมาเบียดเบียนร่างกายให้เกิดโรคภัย อย่างนี้เป็นต้น

และประการสุดท้ายคืออุปฆาตกรรม เป็นกรรมที่มีหน้าที่ตัดกรรมอื่น และรูปนามที่เกิดจากกรรมอื่นให้สิ้นลง ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจคือ อกุศลอุปฆาตกรรม ตัดรูปนามที่เกิดจากอกุศลชนกกรรม เช่น ให้ปรากฏในสภาพของการตาย หรือความพิการ

และในเรื่องของกัมมปัจจัย คือ นานักขณิกกัมมปัจจัยนั้นก็แสดงถึงอำนาจไว้ว่าสามารถทำให้เกิดปัจจยุบันธรรมในภายหลังได้ซึ่งมีปวัตติกัมมัชรูปรวมอยู่ด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 10:00:20 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 12

สำหรับเรื่องการเกิด(ปฏิสนธิ)เป็นหญิงนั้นเกิดด้วยอำนาจของกุศลที่เป็นสสังขาร ส่วนคำว่าเกิดเป็นหญิง ซึ่งเป็นผลในปวัตติกาลของการผิดศีลข้อกาเมนั้น หากวินิจฉัยแล้วก็จะได้ความว่า ในขณะปฏิสนกาล(อุปาทักขณะ)จะต้องเกิดเป็นปุริสภาวะ และหลังจากนั้นภาวรูปได้เปลี่ยนไปด้วยการเบียดเบียนและตัดรอนให้ปุริสภาวะนั้นสิ้นไป และมีอิตถีภาวะเกิดขึ้นมาเป็นภาวรูป อย่างที่คุณเรียนถามกล่าวไว้แล้วในสลักธรรมที่ ๘

ในเรื่องของภาวรูปนี้มีคำอธิบายไว้ว่า "ภาวรูปทั้งสองนี้ ในครั้งต้นกัป ย่อมตั้งขึ้นในปวัตติกาล ต่อมาย่อมตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาลนั่นเทียว แม้ว่าตั้งขึ้นในปฏิสนธิกาลอย่างนั้นก็ยังมีความคลอนแคลนเปลี่ยนแปลงได้ในปวัตติกาล

คืออิตถีภาวะอันตรธานไป ปุริสภาวะตั้งขึ้น ปุริสภาวะอันตรธานไป อิตถีภาวะตั้งขึ้น ข้อนี้สมจริงตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า

"เตน โข สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อิตฺถีลิงฺคํ ปาตุภูตํ โหติ ฯเปฯ ปุริสลิงฺคํ ปาตุภูตํ โหติ" แปลว่า ในสมัยนั้นแล เพศหญิงปรากฏแล้วแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ฯลฯ เพศชายปรากฏแล้วแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง ดังนี้

ก็ในสองเพศนั่นเหล่านี้ เพศชายเป็นเพศอุดม(สูงส่ง) เพศหญิงเป็นเพศต่ำทราม เพราะฉะนั้น เพศชายย่อมตั้งขึ้นเพราะกุศลที่มีกำลัง และย่อมอันตรธานไปเพราะอกุศลที่มีกำลัง ส่วนเพศหญิงย่อมตั้งขึ้นเพราะกุศลที่ทรามกำลัง และย่อมอันตรธานไปเพราะอกุศลที่ทรามกำลัง

พึงทราบว่า เพศทั้งสองย่อมตั้งขึ้นเพราะกุศล ย่อมอันตรธานไปเพราะอกุศล ตามประการดังกล่าวมานี้"


และในกรณีของการเป็นกะเทยก็ไม่ต่างกันซึ่งเป็นอำนาจของกรรมที่มาปรากฏในภายหลังให้เกิดภาวะเช่นนั้นขึ้น โดยที่มิได้เป็นมาตั้งแต่ปฏิสนธิกาลนั่นเอง ซึ่งในเรื่องของกะเทยนี้ ท่านอาจารย์บุญมีได้ให้คำอธิบายไว้แล้วในการบรรยายเรื่อง คนเป็นกะเทยได้อย่างไร? จึงจะขอยกบางตอนมาไว้ในที่นี้ด้วยนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 10:02:08 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 13

เหตุที่เป็นกะเทย


ผมคิดว่าได้นำทางมานานพอสมควรแล้ว ควรจะถึงเวลาที่ผมจะเสนอเรื่องของกะเทยตั้งแต่ในขณะปฏิสนธิให้ท่านฟัง ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของกะเทยว่า เกิดเป็นกะเทยในชาติหน้าได้อย่างไร ในชาตินี้ทำบาปอะไร

ท่านทั้งหลายบรรดาผู้ที่จะเกิดมามีร่างกายพิกลพิการก็ดี พิกลพิการทางจิตใจก็ดี หรือทั้งร่างกายและจิตใจก็ดี เราแยกการเกิดที่พิการนี้ออกเป็น ๒ คือ

๑. ผลเกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล แปลว่าให้ผลในขณะที่กำลังเกิดขึ้นมาในภพชาติใหม่ (แก๊กแรกที่เกิด)
๒. ผลเกิดขึ้นในปวัตติกาล แปลว่า ตั้งแต่เกิดแล้วไปจนถึงแก่ความตาย

ที่พูดว่าให้ผลในปฏิสนธิกาลหมายความว่า ผม "เคาะ" ให้ฟังแก๊กเดียวขณะนี้เท่านั้น(เคาะเครื่องขยายเสียง) เรียกว่าปฏิสนธิ คือ ขณะเกิด เราเรียกว่า "ปฏิสนธิกาล" และต่อจากนี้ไปจนกว่าจะตายเรียกว่า ปวัตติกาล เป็นเรื่องราวเกิดขึ้นภายหลังจากปฏิสนธิ ดังนั้น ผู้ที่จะมาเกิดเป็นกะเทยได้ทำอะไรไว้ในอดีตชาติ จึงมาให้ผลตั้งแต่ในปฏิสนธิกาลก็ได้ หรือมาให้ผลในปวัตติกาลก็ได้

สำหรับการให้ผลในปวัตติกาลนั้นเป็นการกำหนดของอำนาจกรรมเอาไว้ เพราะเป็นจุดเล็กๆ ยังให้ผลเต็มที่มไม่ได้ เหมือนเม็ดผลไม้เช่นมะม่วง เรามองเห็นเม็ด แต่เรามองเห็นอำนาจที่อยู่ภายในเม็ดของมันไม่ได้ อำนาจนี้แหละเป็นตัวการทำให้เกิด เป็นลำต้น กิ่ง ก้าน ดอก ใบ และผล ซึ่งรูปแบบตามพันธุ์ของมันจะให้มีรสหวานหรือเปรี้ยวก็ได้

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 10:02:54 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 14

โดยทำนองที่ผมได้กล่าวมา ทันทีที่ปฏิสนธิอำนาจกรรมก็ได้ผันแปรเซลล์ของบิดามารดาโดยกำหนดไว้แล้วว่าผู้นั้นผู้นี้จะต้องเป็นกะเทย เพราะในขณะแรกเกิดเรียกว่า กลละ เป็นจุดเล็กๆ เท่ากับขนจามรีที่จุ่มในน้ำมันงาที่ใสสะอาดแล้วสลัดเสีย ๗ ครั้ง รูปปรมาณูที่เกิดขึ้นมา ๓ กลุ่มนี้เราเห็นมันไม่ได้ มีกายทสกะคือกลุ่มรูปอันเป็นที่ตั้งของประสาทกาย มีหทยสกะได้แก่กลุ่มรูปอันเป็นที่ตั้งของจิตใจ และภาวทสกะได้แก่กลุ่มรูปอันเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย

เพศหญิงและเพศชายมิใช่อวัยวะเพศเท่านั้น หากแต่เป็นปรมาณูทั่วร่างกายทั้งภายนอกและภายในมองเห็นมันไม่ได้

กลุ่มรูปทั้งหลายเป็นปรมาณูทั้งนั้น แต่ละรูปประกอบขึ้นด้วยธาตุอะไร เรียนพระอภิธรรมแล้วจะมีรายละเอียดมาก คือตั้งแต่ปฏิสนธิขณะมีอะไรเกิดขึ้น แล้วอีก ๗ วันมีอะไรเกิดขึ้น พอถึง ๕ สัปดาห์มีปุ่มเกิดขึ้น ๕ ปุ่ม คือ ปุ่มศีรษะ ปุ่มแขน ๒ ปุ่ม และปุ่มขา ๒ ปุ่ม ปรากฏรวมเป็น ๕ ปุ่ม แล้วจะกลายเป็นศีรษะเป็นแขนเป็นขา แล้วต่อไปเมื่อประมาณ ๑๐ สัปดาห์ อำนาจของกรรมจึงจะผันแปรเซลล์ของบิดามารดาสร้างประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้นขึ้นต่อๆ กันไปโดยเร็วกว่าวินาที

มันจะเกิดขึ้นและผันแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วยอำนาจของกรรมที่ได้ทำมาต่อๆ กันไปไม่ขาดสาย อำนาจกรรมจะกำหนดให้เป็นไปตั้งแต่เป็นน้ำใสจุดเล็กๆ ที่เรียกว่า ปฏิสนธิหรือว่าเป็นภายหลังจากปฏิสนธิแล้วก็ได้อำนาจกรรมกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะต้องเป็นกะเทย เป็นคนปัญญาอ่อน หรือเป็นคนร่างกายพิกลพิการ อำนาจกรรมกำหนดตั้งแต่ยังเป็นกลละ เป็นน้ำใสๆ ยังไม่มีตัวตนเหมือนกับอำนาจของเม็ดมะม่วงพิมเสนที่กำหนดว่าจะต้องเป็นเม็ดมะม่วงพิมเสนจะมีรูปร่างอย่างไร จะต้องมีรสเปรี้ยว อำนาจนี้มันกำหนดเอาไว้ตั้งแต่มันยังเป็นเม็ดอยู่

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 10:03:18 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 15

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าเมื่อบุคคลได้กระทำผิดทางเพศไว้มาก มีเจตนาอย่างไร เมื่อขณะทำผิดทางเพศปรารถนาเกี่ยวข้องในทางเพศที่เป็นทุจริตเพราะละเมิดอำนาจของผู้ปกครองของเขาเป็นทุจริตในทางเพศมีอำนาจเพียงพอที่จะส่งให้ปฏิสนธิได้

ดังนั้นทันทีที่ปฏิสนธิร่างกายและจิตใจก็ผิดปกติแล้ว กำหนดเอาไว้ตั้งแต่เป็นกลละแล้ว พอเติบโตขึ้นมาก็แสดงออกซึ่งร่างกายพิกลพิการ แสดงออกซึ่งความเป็นเพศที่ผิดปกติ จะไปในสายทางไหนก็ได้ทั้งนั้น ตลอดจนคนไม่มีอวัยวะเพศก็ได้ เช่นคนไปตอนสัตว์โดยตัดอวัยวะเพศของสัตว์ต่างๆ เขาจะต้องมีอวัยวะเพศพิกลพิการหรือไม่มีอวัยวะเพศ มันจะกำหนดไว้ตั้งแต่เป็นกลละอย่างไรก็ดีทางทีก็เป็นภายหลังจากปฏิสนธิแล้วเมื่อใดก็ได้แล้วแต่อำนาจของกรรม

ด้วยเหตุดังนี้เองท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า บรรดาบุคคลที่เขาทำผิดในทางเพศเมื่อเวลาเขาทำผิดลงไปนั้น อำนาจของอกุศลกรรมได้เก็บสะสมไว้ในใจของเขาเรื่อยๆไป ครั้นเวลาที่จะสิ้นชีวิตไปเกิดขึ้นในชาติหน้า อำนาจของกรรมก็ส่งให้ไปเป็นมนุษย์หรือเป็นเทวดาชั้นต่ำ เป็นเปรต อสุรกาย หรือเป็นสัตว์เดรัจฉานประเภทใดประเภทหนึ่ง(พวกร่างกายเป็นปรมาณู เช่น เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อกุศลผิดกามเจือปนกับอกุศลโลภะหรือโมหะ) จิตนี้ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก

ทันทีที่อำนาจของกรรมผิดในทางเพศกับกรรมชรูปก็ให้อำนาจทำให้เป็นรูปที่เกิดขึ้นมาวิปริตและบางทีก็เป็นในทางใจอย่างเดียวก็ได้ เป็นผู้ชายแต่ใจชอบเป็นหญิงหรือเป็นผู้หญิงแต่ใจชอบเป็นผู้ชาย และเจตนาผิดเกี่ยวกับเพศร่วมกับอกุศลอาจนำเกิดเป็นเปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานได้

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 10:04:55 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 16

"ท่านทั้งหลาย หากว่าผู้ใดปฏิสนธิเป็นกะเทยในขณะแรกเกิด ผู้นั้นจะปฏิสนธิด้วยจิตที่ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ไม่ว่าจะเกิดเป็นคน หรือเป็นเทวดาชั้นต่ำก็ตาม ต้องเป็นจิตชนิดนี้

แต่หากว่าผู้ใดปฏิสนธิเป็นมหาวิบาก หรือเป็นบุคคลที่ชื่อว่า ทวิเหตุกบุคคล หรือติเหตุกบุคคล ปฏิสนธิเป็นคนสมบูรณ์เต็มที่ แต่ทว่าหลังจากปฏิสนธิแล้วเกิดกลายเป็นกะเทยขึ้นมา พวกนี้จึงชื่อว่าไม่ได้เป็นเมื่อตอนปฏิสนธิ ความแตกต่างกันอยู่ที่ตรงไหน?

ตรงที่เป็นกะเทยในปวัตติกาล(ภายหลังปฏิสนธิ) สามารถเป็นผู้มีปัญญาในปัญหาของชีวิตจิตใจที่ลึกซึ้งได้ เพราะเกิดขึ้นมาด้วยจิตที่ชื่อว่า มหาวิบากญาณสัมปยุต(กุศลที่มีปัญญา) ถ้ามีปัญญาก็สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้

เกิดเป็นกะเทยด้วยอำนาจกรรมภายหลัง เช่น โสเรยยะไปอาบน้ำในแม่น้ำ เห็นพระมหากัจจายนะแล้วเกิดอยากได้ไว้เป็นภรรยา ตัวเองเลยกลายเป็นหญิงด้วยกรรมในอดีตมาสนับสนุน เพราะฉะนั้นจึงสามารถเป็นพระอริยบุคคลได้ เพราะไม่ได้ปฏิสนธิด้วยจิตที่ชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก หรือปฏิสนธิด้วยมหาวิบากญาณวิปปยุต ๔ ดวงใดดวงหนึ่ง

ด้วยเหตุดังนี้เอง ถ้าเราเห็นคนเป็นกะเทยเราจะไปว่า เอ๊ะ..คุณนี่ไม่สามารถจะมีปัญญารู้ธรรมะที่ลึกซึ้งก็ไม่เป็นการสมควร เพราะเราไม่ทราบว่าเขาปฏิสนธิด้วยจิตประเภทไหน หรือบรรลุมรรคผลเป็นอริยบุคคลไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาอาจจะปฏิสนธิด้วยมหาวิบากญาณสัมปปยุตดวงใจดวงหนึ่ง "

"แต่ในหลักทางธรรมะนั้นกลับตรงกันข้ามกับวิชาการทางโลก เพราะเหตุว่าในการปฏิสนธิ(แก๊กแรก)นั้นเป็นได้เพศเดียว ไม่ใช่สองเพศ ในทันทีที่ปฏิสนธินั้นจะมีกลุ่มรูปปรมาณูเป็นเพศหญิงหรือชาย(ผันแปรเซลล์)ของบิดามารดา) ด้วยอำนาจของกรรมเรียกว่า กรรมชรูปเพศเดียว


ขอเชิญศึกษาต่อได้ที่นี่ค่ะ http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/search.php?key=กะเทย&page=2&user=dokgaew
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=9016

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 10:05:18 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 17

ขอบคุณทุกๆ ความเห็นครับ ในเรื่องการให้ผลเป็นหญิงหรือกะเทยในปวัตติกาล รวมทั้งเรื่องชวนะ กรรม 12 ปฏิสนธิชาติ ปัจจยาการ และอื่นๆ เหล่านี้มิได้สงสัยแต่อย่างใด ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้กรุณานำมาแสดงเพื่อประกอบในการพิจารณาโดยภาพรวมอย่างกว้างของเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่อง

ดังที่เรียนให้ทราบว่าประเด็นที่สงสัยนั้น จากที่บอกเล่าไปทั้งหมด ได้พยายามที่จะสรุปไว้ในความเห็นที่ 10 คือกรณีเช่นนี้ ผู้นั้นเกิดเป็นหญิงหรือกะเทยอันเป็นผลจากกาเมฯ ทำให้เป็นอภัพบุคคลตั้งแต่กำเนิดเลยทีเดียว (เน้นว่าตั้งแต่กำเนิด) คือมีภาวรูปที่เป็นอิตถี หรือปราศจากภาวรูป (กะเทยบางชนิด) เกิดร่วมกับอุปาทขณะของปฏฺสนธิด้วยเลยทีเดียว ซึ่งเหตุปัจจัยที่นำเกิดอย่างนี้ก็มี เมื่อมีก็ย่อมจะปฏิเสธมิได้ว่านี่ก็เป็นการให้ผลอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในปฏิสนธิกาล

ประเด็นนี้เน้นชัดว่า ผลของกาเมฯ ที่มีกำลังอ่อน ยังไม่มีกำลังพอถึงกับจะนำเกิดในทุคติ แต่เพราะผลของกำลังที่อ่อนนั้นจึงนำเกิดในสถานภาพอภัพบุคคลตั้งแต่กำเนิด

ส่วนเหตุปัจจัยอื่นที่จะให้ผลในรายละเอียดต่างๆ กันไป เช่น การให้ผลเป็นหญิงหรือกะเทยในปวัตติกาล มิได้สงสัยแต่ประการใด เพราะสามารถที่จะเกิดการผันแปรของภาวรูปได้ในภายหลัง

คงจะเป็นเพราะกระผมเห็นว่า ในกำหนดข้อกาเมฯ ที่ให้ผลนำเกิดนั้น ท่านแสดงไว้ให้เห็นถึงผลอย่างหนัก คือนำเกิดในทุคติ เป็นการแสดงให้เห็นถึงผลอย่างอุกฤษฏ์ ซึ่งในอกุศลกรรมบทข้ออื่นๆ ก็เช่นกัน หากเป็นผลอย่างหนักแล้ว จะนำเกิดในทุคติทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการแสดงผลโดยอุกฤษฏ์

แต่สำหรับผลของกาเมฯ นี้มีข้อแตกต่างจากผลของกรรมอื่น คือสามารถทำให้เกิดเป็นหญิงหรือกะเทยตั้งแต่ปฏิสนธิกาลเลยทีเดียวก็ได้ด้วย เพียงแต่ในบทสรุปของอกุศลกรรมบทมิได้กล่าวระบุไว้ ว่าการให้ผลในปฏิสนธิกาลนั้น หากเป็นผลของกรรมอย่างอ่อนก็จะทำให้นำเกิดเป็นหญิงหรือกะเทยตั้งแต่กำเนิด คือไม่ได้แสดงตรงส่วนนี้ไว้ด้วย เพราะเน้นแสดงผลโดยอุกฤษฏ์

อย่างไรก็ตาม เหตุปัจจัยต่างๆ, ความวิจิตรของกรรม ก็ทำให้มีกำลังต่างๆ กันไป กรรมหนักก็มีตั้งแต่หนักมากที่สุดไปจนถึงหนักน้อยที่สุด กรรมเบาก็มีตั้งแต่เบาน้อยไปจนถึงเบาน้อยที่สุด

เหตุนี้ ในข้อกาเมฯ หากเป็นผลของกรรมอย่างหนักก็จะให้ผลในปฏิสนธิกาลนำเกิดในทุคติ แต่หากกำลังอ่อนลงมาแต่ก็ยังมีกำลังพอที่จะให้ผลในปฏิสนธิกาลได้ ก็จะให้ผลนำเกิดเป็นหญิงหรือกะเทย ส่วนที่มีกำลังรองๆ ไปตามกำลัง ก็ให้ผลในปวัตติกาล อาจจะเป็นหญิงหรือกะเทยในปวัตติกาลได้

ดังนั้นอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่า ในบทสรุปของอกุศลกรรมบทนั้น ท่านเน้นแสดงการให้ผลเป็นสองตอน คือปฏิสนธิกาล และ ปวัตติกาล โดยในปฏิสนธิกาลนั้น ท่านแสดงให้เห็นถึงผลอย่างอุกฤษฏ์ไว้ในทุกๆ กรรมบทแต่ละข้อ

ส่วนรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่ทำให้ปฏิสนธิ ก็ต้องศึกษาจากในส่วนอื่นๆ แต่ละส่วนๆ ที่มีกล่าวรายละเอียดไว้ พิจารณาประกอบกันไปนอกเหนือจากที่มีสรุป (ย่อๆ) ในอกุศลกรรมบทเพียงอย่างเดียว ก็จะทำให้เห็นถึงการให้ผลเป็นหญิงหรือกะเทยด้วยผลของกาเมฯ นั้น หากมีกำลังอ่อนลงมา คือไม่ใช่อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก แต่เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ก็นำเกิดได้ในปฏิสนธิกาลเช่นกัน แต่ไม่ใช่ผลอย่างอุกฤษฏ์

เช่นนี้แล้ว จึงทำให้ทราบได้ว่า ทุกอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านได้แสดงไว้นั้น เกี่ยวเนื่องสอดคล้องกันไปตลอดทั้งสิ้น ไม่มีส่วนใดที่ขัดแย้งกันเลย แต่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันโดยตลอดทั้งสิ้นทีเดียวครับ อยู่ที่ว่าในขณะนั้นเราหยิบส่วนใดมาพิจารณา หยิบในส่วนที่เป็นเพียงบทสรุป หรือ หยิบเอาในรายละเอียดต่างๆ มาพิจารณาในขณะนั้นๆ

จึงทำให้กระผมพอจะสรุปได้ว่า กรณีประเด็นที่สงสัยนั้น เมื่อเหตุปัจจัยเงื่อนไขกำหนดให้เป็นเช่นนั้น ก็ต้องเป็นการให้ผลในปฏิสนธิกาล จะปฏิเสธหรือเลี่ยงไม่ได้เลยว่าไม่ใช่ปฏิสนธิกาล ส่วนการให้ผลอย่างอื่นอย่างใด ก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยเงื่อนไขนั้นๆ แต่ละอย่างๆ ไป

อย่างไรก็ดี ตามที่กระผมเข้าใจนี้ มิทราบว่าถูกต้องหรือผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการใด ช่วยให้คำชี้แนะด้วย และขอขอบคุณทุกๆ ความเห็นอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

โดย เรียนถาม (เรียนถาม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 14:55:34 น.] ( IP = 202.90.116.49 : : )


  สลักธรรม 18

ขออภัยที่เข้าใจผิดค่ะ ขอทำความเข้าใจใหม่นะคะ ที่คุณเรียนถามต้องการทราบว่า

การเกิดเป็นหญิง(อิตถีภาวรูป) และการเกิดเป็นกระเทยนั้น จะจัดว่าเป็นผลในปฏิสนธิกาลของกาเมสุมิจฉาจารได้ไหม? ...ใช่ไหมคะ

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในพระสูตรว่า " เรารู้ชัดทั้งกาเมสุมิจฉาจาร ผลของกาเมสุมิจฉาจาร และ ตลอดถึงความที่บุคคลผู้ประพฤติผิดในกามปฏิบัติอย่างไรแล้ว เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก " (ปาฏลิยสูตร)

ซึ่งในพระอภิธรรมก็แสดงชัดว่า อกุศลกรรมบถคือทางของการกระทำที่นำไปสู่อบายภูมิ เท่านั้น

ในเบื้องต้นสำหรับประเด็นนี้จึงมิกล้าแสดงความคิดเห็นว่า การเกิดเป็นหญิงที่ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากที่เป็นผลของมหากุศลโดยตรงนั้น จะจัดเป็นผลในปฏิสนธิกาลอันเนื่องมาจากการผิดกาเมด้วย เพราะเรื่องการให้ผลของกามาวจรกุศลกรรม (อสังขาริก สสังขาริก)ก็แสดงไว้ชัดเจนเช่นนั้น (อสังขาริก สสังขาริก)ก็แสดงไว้ชัดเจนเช่นนั้น


ฉะนั้น จึงต้องขออภัยที่มิอาจร่วมแสดงความคิดเห็นได้มากกว่านี้ค่ะ ซึ่งในเรื่องนี้อาจจะมีแง่มุมอื่นที่ยังศึกษาไปไม่ถึงจึงขอร่วมแสดงความคิดเห็นแต่เพียงเท่านี้นะคะ

ขอบพระคุณมากค่ะติดตามอ่านความคิดเห็นที่แสดงไว้ และจะรอศึกษาความคิดเห็นจากผู้รู้ท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 16:23:55 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 19

เอ่อ ครับ คือ ยังไม่ได้กล่าวไปถึงผลจากมหาวิบาก ในประเด็นนี้คือกล่าวถึงเฉพาะ อุเบกขาสันตีรณะอกุศลวิบาก ซึ่งเป็นผลจากการล่วงกาเมฯ ที่ครบองค์ของอกุศลกรรมบทเป็นกรรมหนักที่สมบูรณ์ กับอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก (นำเกิดเป็นหญิงหรือกะเทย) ที่เกิดจากการล่วงกาเมฯ แต่ไม่ครบองค์อกุศลกรรมบท

ส่วนการเกิดเป็นผู้หญิงตามปรกติที่ปฏิสนธิด้วยมหาวิบาก เป็น ทุพฺพลกุสลกมฺม ส่วนนี้ไม่ติดใจแต่ประการใดครับ

ต้องขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียวครับ

โดย เรียนถาม (เรียนถาม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 เม.ย. 2550 , 19:57:47 น.] ( IP = 58.64.40.223 : : )


  สลักธรรม 20

อ่านไปอ่านมา ได้ความรู้ไปอีกแบบ น่าสนใจดี ขอร่วมแจมด้วยคนนะคะ

กรรมหนักที่ให้ผลในปฏิสนธิกาลนั้น กรรมใดให้ผลขณะปฏิสนธิแล้ว ก็จะหมดหน้าที่ของตัวลง (ให้ผลในอุปาทขณะ ขณะเดียว)

ฐีติขณะต่อมาที่จัดว่าเป็นปวัตติกาลนั้น ก็เป็นหน้าที่ของอุปถัมภกกรรมที่จะหล่อเลี้ยงให้กรรมในปฏิสนธิกาลนั้น ดำเนินต่อไปได้

โดยมี กรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตอารมณ์ ที่มีอารมณ์เดียวกันกับปฏิสนธิจิตนั่นแหละที่รักษาภพชาติของตัว ให้ดำรงชีวิตตามภพภูมิ จนกว่าจะถึงจุติจิต

กรรมอารมณ์ กรรมนิมิต คตินิมิตอารมณ์ใดที่เกี่ยวกับการจงใจ หรือไม่จงใจล่วงเกินทางเพศ หากถูกกระตุ้นให้ปรากฎในมรณาสัณนกาล มีผลต่อรูปธรรม-นามธรรมในอุปาทขณะของภพใหม่แน่นอน

ส่วนจะให้ผลแบบอุกฤษฏ์ หรือไม่อุกฤษฏ์ขึ้นกับประเภทอารมณ์ของชวนะในมรณาสัณนกาลมากกว่า และโอกาสของทุก ๆ อารมณ์มีเท่ากัน เนื่องจากขณะใกล้ตาย ปุถุชนกำหนดอารมณ์ตนเองไม่ได้

กุศลวิบากใดที่ให้ผลปฏิสนธิกาลในมนุษย์ภูมิ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นกระเทย พิการ ปัญญาอ่อน ตาบอด หูหนวก ฯลฯ

วิบากประเภทเดียวกันก็จะอุปถัมภ์ลักษณะที่ได้มาแต่กำเนิด (จากอุปาทขณะ) ให้แสดงลักษณะเฉพาะตัวเหล่านั้นให้ปรากฎตลอดชีวิตเช่นกัน

ที่เราสามารถเป็นชาย เป็นหญิง เป็นกระเทย ฯลฯ อยู่ได้ตลอดชีวิต ก็ด้วยอุปถัมถกกรรม ไม่ใช่ชนกกรรม

สมมุติว่า ขณะเกิดเราได้สมบัติเพศชายมา ถ้าไม่มีอุปถัมภกกรรม ไม่มีการรักษาภพชาติแล้ว ในเวลาต่อมาเราก็อาจจะกลายเพศเป็นหญิง เป็นกระเทยไปเมื่อไรก็ได้ สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมา ปีนี้เป็นเพศหนึ่ง ปีหน้าเปลี่ยนเป็นอีกเพศหนึ่งก้ได้ ซึ่งคงจะยุ่งวุ่นวายกันจนดูไม่จืดเชียวล่ะ

ดังนั้น วิบากกรรมของอกุศลประเภทกาเมฯ จึงให้ผลได้ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล ก็ด้วยเหตุผลทางกรรมนิยาม รวมถึงวิบากอื่น ๆ ตามสมควรด้วย


โดย herb (herbal) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 20:29:46 น.] ( IP = 202.28.179.3 : : 10.7.61.253 )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org