มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ของปลอมของชีวิต (๑)








ของปลอมของชีวิต (๑)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง วันนี้จะนำเรื่องราวอันเป็นสารประโยชน์ที่จริงแท้มาสู่ท่านทั้งหลายด้วยการสร้างทิฏฐิวิสุทธิ หรือเรียกว่า สัมมาทิฎฐิ คือ ความเห็นอันถูกต้อง หรือความเห็นอันถูกตรงต่อทางมรรคผลนิพพาน เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากไม่ศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว การกระทำต่าง ๆ ของเราก็จะได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือประโยชน์นั้น ไม่เป็นที่พึ่งอันเป็นสรณะ

วันนี้เป็นวันทหารผ่านศึก ซึ่งเราล้วนทราบกันดีว่า ทหารกล้าเหล่านั้นเป็นรั้วของประเทศได้พลีชีพเพื่อชาติ ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยของเรามานานแล้ว แม้บางท่านจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ได้รับทุกขเวทนาจากสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกับคนทั่วไป เพราะว่าได้รับอุบัติเหตุจากการศึกสงครามนั่นเอง บุคคลเหล่านี้จึงเป็นบุคคลที่ควรสรรเสริญ

ขอผลานิสงส์ของเราทั้งหลายที่ได้กระทำมาแล้วในกุศลกรรมต่าง ๆ มีทาน ศีล และภาวนา ขอเดชาแห่งบุญเหล่านั้นจงคุ้มตรองทหารกล้าทั้งหลายให้ได้รับความสุขใจ แม้บางท่านจะมีร่างกายไม่สมบูรณ์ต้องได้รับความพิการ ก็ขอให้ความสุขความเจริญนี้จงคุ้มครองเขาได้ตลอดไป

ส่วนทหารกล้าที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ขอให้ได้รับกุศลอันเกิดขึ้นเป็นผลานิสงส์ของทาน ศีล และภาวนานี้ จงทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในสัมปรายภพ รายการหันหน้าเข้าวัดขอเป็นกำลังใจส่วนหนึ่งให้แก่ทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบทุกท่าน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:37:20 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่สำคัญมากก็จริง แต่เราควรรับผิดชอบชีวิตของเราให้มากที่สุด เพราะมนุษย์ทุกคนที่เกิดมา ไม่มีใครสักคนที่จะไม่กลัวตาย ความกลัวตายเป็นของที่มีอยู่ ขณะนี้เรายังไม่ตาย เราจึงพูดได้ว่าเราไม่กลัวตาย แต่เมื่อถึงคราวเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล บางคนต้องเข้ารับการผ่าตัด

และในการผ่าตัดนั้นร้อยทั้งร้อยมีความหวั่นใจ และมีความกลัวเจ็บไปก่อนการกระทำมากมาย แต่ไม่มีใครช่วยได้จริง ๆ เพราะเราเกิดมาด้วยกรรมของเรา อยู่ด้วยกรรมของเราและต้องเป็นไปตามกรรมของเราแน่นอน ทำไมแต่ละชีวิตจึงมีความแตกต่างกัน ก็เพราะว่าชีวิตของคนเรามีการกระทำพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าเป็นกรรมนั้นแตกต่างกัน

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า ทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีผู้กำหนด เพราะว่าในชีวิตของเรามีทุกข์กันอยู่ทุกวี่วัน เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นอิริยาบถที่ต้องแก้ไข จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ เช่น เมื่อรู้สึกหิวก็ต้องรับประทานอาหาร ปวดหนักปวดเบาก็ต้องขับถ่ายกันอยู่เสมอ จะเห็นได้ว่าทุกข์อย่างนี้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย และทุกข์ประจำคือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย นับเป็นความหายนะของชีวิตอย่างยิ่ง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:38:36 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



สมุทัยเหตุแห่งความทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีผู้ละ เหตุของทุกข์ได้แก่ ความโลภต่าง ๆ สภาวธรรม หรือองค์ธรรมคือ โลภะ ซึ่งเราไม่ได้ละ เพราะความโลภต่าง ๆ เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ทั้งสิ้น เมื่อเราได้มาสมความปรารถนาแล้ว โลภะก็ยังไม่ได้หยุดแค่นั้น ยังอยากได้อยู่เรื่อยไป โลภะจึงเปรียบได้กับชะลอมที่ตักน้ำไม่รู้จักเต็ม ชะลอมเป็นภาชนะจักสานที่มีลักษณะเป็นช่องมีรอยรั่วรอบด้านซึ่งใช้สำหรับใส่ผลไม้ เมื่อเรานำไปตักน้ำและยกขึ้นมา ไม่ว่าชะลอมเล็กหรือใหญ่ น้ำก็ไหลออกตามรอยรั่วของชะลอมจนหมด

โลภะก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้มาอย่างนี้ก็จะเอาอย่างนั้น ได้มาแค่นี้ก็จะเอาแค่นั้น ลองถามใจตัวเองสักนิดว่า ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้ เราเคยมีความพอกันบ้างหรือยัง เช่น การรับประทาน ตั้งแต่เกิดมาเรารับประทานอาหารไปกี่มื้อแล้ว แต่เราก็ยังไม่เคยพอ เพราะเรามีความทุกข์มาเป็นตัวบีบคั้น สมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก

โดย น้องกิ๊ฟดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:39:11 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



นิโรธ คือ ความสิ้นสุดทุกข์มีอยู่ แต่ไม่มีผู้ทำให้แจ้ง กลับนึกว่าถ้ามีเงินมาก ๆ มีข้าทาสบริวาร มีบ้าน มีทรัพย์สิน ทุกอย่างครบบริบูรณ์ ก็จะเป็นความสุข แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นความสุขที่จริงแท้เลย เพราะการวิ่งเต้นโลดแล่นไปกับอวิชชาและตัณหา คือ ความไม่รู้ และความทะยานอยากนี้ เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นความสิ้นสุดทุกข์มีอยู่ แต่เราไม่รู้จักกัน สิ่งนั้นคือพระนิพพาน ได้แก่ ความสิ้นสุดจากกิเลส เพราะกิเลสถูกตัดเป็นสมุจเฉทปหาน คือไม่เหลือรากเหง้าเอาไว้ เมื่อกิเลสถูกตัดเป็นสมุจเฉทปหาน คือ ไม่เหลือรากเหง้าเอาไว้ เมื่อกิเลสไม่มีเยื่อเมือกหรือยางเหนียวไม่มี ก็ไม่สามารถที่จะปลูกหรือเพาะพืชพันธุ์ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้อีก เหมือนกับไฟหมดเชื้อที่ไม่สามารถจะลุกลามต่อไปได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:39:57 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



มรรคหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์นี้มีอยู่ แต่ไม่มีผู้เจริญ คือ ไม่ปฏิบัติอยู่บนทางมรรคอันมีองค์แปด แต่ปฏิบัติอยู่นอกทางมรรค เพราะฉะนั้นวัฎฎสงสาร คือ การเวียนว่ายอยู่ในภพภูมิน้อยใหญ่ ถึง ๓๑ ภูมิ จึงเป็นที่ไปที่มาของเราอย่างไม่มีวันหยุดหย่อน จะเห็นได้จากชีวิตทุกวันนี้ ที่มีทั้งด้านสุขและด้านทุกข์ ทั้งความสวยและความเสื่อม ทั้งความงามและความไม่งาม ก็เปรียบเสมือนเป็นชีวิตสองด้านนั่นเอง

ความจริงแล้วสิ่งที่เราพบ เช่น รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริงแท้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าชาวโลกทุกวันนี้ต่างก็ชอบของปลอม จึงต่างพยายามเสริมเติมแต่งเอามาหลอกกัน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:40:39 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5



รูปร่างกายมนุษย์นี้คิดดูให้ดีมีอะไรบ้าง จากการศึกษาธรรมชาติด้วยวิชาการทางโลก ก็จะทราบได้ว่า มีเพียงสรีระร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นผู้หญิง ผู้ชาย แต่กระนั้นเราก็ยังดูไม่ออก และไม่เข้าใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้ดม รสที่ได้ลิ้ม และสัมผัสที่ได้กระทบถูกต้อง แม้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาคุณจะทรงเรียกให้ดู ก็ยังดูกันไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจแล้วจึงพากันหลงรักใคร่ติดอยู่ในของปลอมเหล่านี้ ไม่มีความอิ่มในการดูรูปเลย

เราดูทีวี เราดูรูปต่าง ๆ ทั้งที่ดีและมีความประณีตมากน้อยขนาดไหนเราก็ดูไม่พอ อย่างมีนิทรรศการภาพเขียน หรือรูปถ่ายต่าง ๆ เราเห็นว่าฝีมือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราเป็นผู้ดู เราก็ดูไปเรื่อย ๆ เราไม่เคยรู้จักอิ่มในการดู ในเสียงที่ได้ยินก็เหมือนกัน ในกลิ่นที่ได้ดมก็เหมือนกัน ในรสที่ได้ลิ้ม ก็เหมือนกัน และที่สุดในความสัมผัสถูกต้อง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อนตึง เราก็ทำกันอยู่เสมอ ๆ จึงเรียกได้ว่า ชาวโลกถูกความหิวกระหายบังคับให้ต้องดิ้นรนขวนขวายไปแสวงหาเหยื่อของโลก คือ โลกามิสเหล่านี้ โดยไม่มีวันได้หยุดพักผ่อนกันเลย

เมื่อไม่มีจึงต้องแสวงหาด้วยอำนาจของตัณหาคือความต้องการ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ต้องออกนอกบ้านกันแล้ว พวกพ่อค้าแม่ขายต้องออกไปทำมาหากิน ข้าราชการต้องออกไปทำงานที่ตนเองรับผิดชอบ ชาวไร่ชาวนาก็ต้องไปทำไร่ทำนากรรมกรรับจ้างก็ต้องออกไปทำงานไม่ไปไม่ได้เพราะถูกเจ้านายที่แท้จริงคือความต้องการของเราเองบังคับ เมื่อสิ้นวันมืดค่ำลงจึงกลับมาพักผ่อนนอนหลับกันเสียทีหนึ่ง รุ่งขึ้นก็ต้องออกไปอีกหยุดไม่ได้ เราทำกันมาอย่างนี้จนมีอายุ ๔๐ - ๖๐ ปี ซึ่งเรียกว่า เกษียณ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:41:34 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6



ถ้าหากจะตั้งคำถามว่าไปทำงานทำไม คำตอบคือทำไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ ถามว่าไปเรียนทำไม เรียนเพื่อจะได้มีงานทำ ถ้าตั้งคำถามอีกว่า ทำงานไปทำไม ทำงานก็เพื่อต้องหาเงินอีกใช่ไหม ถ้าถามว่าหาเงินไปทำไมอีกล่ะ หาเงินมาเพื่อชื้อรูปสวย ๆ มาดูใช่ไหม ซื้อรูปอะไร เราก็ซื้อทีวียี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ ขณะนี้มีทีวีจอแบน เราซื้อมาเพื่อจะเปลี่ยนชองหมุนดูรายการที่ชอบ ดูรูปที่เคยชอบ เช่น รูปดาราในละคร ซึ่งเป็นรูปภาพต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วตามอำนาจของเทคโนโลยี ซื้อเสียงเพราะ ๆ มาฟัง เช่น เทปเพลงของคนนั้นคนนี้ ซื้อกลิ่นที่หอมมาดม เช่น น้ำหอมต่าง ๆ ซื้อรสที่อร่อย ๆ มากิน เช่น ข้าว เรายังต้องเลือกข้าวหอมมะลิ เป็นต้น ซื้อความสัมผัสนุ่มนวลมาบำเรอชีวิตทั้งสิ้น ต้องเสาะแสวงหาด้วยอำนาจของตัณหา อันนี้จัดเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งเรียกว่า คเวสนทุกข์

เมื่อเราได้สิ่งเหล่านั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์แล้วก็ต้องลงทุนต่อไปอีก คือ คอยพิทักษ์รักษา เป็นห่วงเป็นใยต้องระแวดระวังกลัวคนอื่นจะมาแย่งชิง กลัวว่าใครจะมามีส่วนร่วมในกรรมสิทธิ์ที่ตนได้มา ก็เลยเกิดความหวงแหน ซึ่งเป็นความลำบากใจมากนับว่าเป็นความทุกข์อีกอย่าง ความทุกข์นี้ต่างจากความทุกข์เมื่อตอนแรก คือ ตอนที่แสวงหานี้เรียกว่า คเวสนทุกข์ เมื่อได้มาแล้ว เรียกว่า อารักขทุกข์ คือ ทุกข์เพราะต้องคอยดูแลรักษา ไม่มีก็ต้องเสาะแสวงหาเพราะอำนาจตัณหา เมื่อได้มาแล้วก็ต้องคอยดูแลด้วยอำนาจของอุปาทานอันเป็นตัวกิเลสวัฎฎ์ คือ กิเลสที่หมุนเวียนไปอย่างไม่มีหยุดหย่อน กิเลสวัฏฏ์เป็นตัวผลักดันให้เหล่าสัตว์หมุนไปเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้มาเป็นกรรมสิทธิ์ การเสาะแสวงหาและการถือกรรมสิทธิ์จัดเป็นกรรมวัฏฏ์ ส่วนผลที่ได้มาภายหลังจะดีบ้าง ประณีตบ้าง หรือไม่ดีบ้างจัดเป็นวิปากวัฏฏ์

ฉะนั้นรวมความว่า กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ และวิปากวัฏฏ์ เป็นวงกลมสามเปลาะที่ไม่เคยหลุดรอดไปจากชีวิตเราเลยแม้แต่น้อยนิด


โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 09:42:10 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

การแสวงหาด้วยกิเลสตัณหาเป็นการสร้างทุกข์ ทำให้เกิด กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ และวิปากวัฏฏ์ หมุนเรื่อยไป

ขอบพระคุณค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 เม.ย. 2550 , 23:10:11 น.] ( IP = 58.8.49.229 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org