มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มองอย่างพุทธ




คอลัมน์ มองอย่างพุทธ
[ เป็นคอลัมน์ประจำรายเดือน ลงตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน ]


ความตกต่ำทางศีลธรรมของผู้คน รวมทั้งความซวดเซของพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการคุกคามจากภายนอก ได้ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากมีความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องชูพุทธศาสนาให้กลับมามีความสำคัญในระดับชาติมาตรการหนึ่งก็คือการเรียกร้องให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างเด่นชัดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

แม้ว่าในอดีตพุทธศาสนาจะมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับชนชาติไทยทั้งในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยากจะปฏิเสธได้ แต่ในปัจจุบันประเทศไทยนับวันจะห่างไกลจากคำสอนทางพุทธศาสนายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งไม่หยุด การคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดไปทุกหย่อมหญ้าและทุกระดับ ความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะกับผู้หญิงและเด็ก การหมกมุ่นในอบายมุขและการสำส่อนทางเพศ การหลงใหลวัตถุจนถึงขั้นบูชาเงินและพึ่งพิงวิงวอนอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จนไสยพาณิชย์ระบาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดมีข้อกังขาว่าพุทธศาสนายังเป็นศาสนาประจำชาติอยู่อีกหรือ?

โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 09:15:19 น.] ( IP = 58.9.141.245 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ไม่เป็นการเสียหาย กลับเป็นการดีด้วยซ้ำ หากเราพยายามทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่นั่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่น้อยด้วยการเพิ่มข้อความดังกล่าวลงไปในรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามอาจเกิดความฉงนสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่คนต่างชาติต่างศาสนาว่า ในเมื่อพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว แต่เหตุใดความตกต่ำทางศีลธรรมยังมีอยู่ทั่วประเทศไทย? พุทธศาสนาไม่ได้ทำให้คนไทยมีศีลธรรมสูงขึ้นเลยหรือ?

หากจะทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างแท้จริง มีทางเดียวเท่านั้นคือทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำใจของผู้คนให้ได้ ชาวพุทธจึงควรระดมสรรพกำลังเพื่อการนี้ยิ่งกว่าอย่างอื่น จริงอยู่พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาประจำใจได้ ต้องอาศัยมาตรการต่าง ๆ มากมาย มิใช่แค่การเทศนาสั่งสอนเท่านั้น มาตรการเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วย เช่น การออกกฎหมาย การช่วยเหลือด้านงบประมาณและบุคลากร แต่บทบาทสำคัญของรัฐนั้นยังมีความสำคัญน้อยกว่าบทบาทของคณะสงฆ์และประชาชน การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อาจเป็นเงื่อนไขผูกมัดรัฐให้ทำการอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างจริงจัง แต่แทบจะไม่สามารถขับเคลื่อนคณะสงฆ์หรือประชาชนให้ทำอะไรเพื่อพุทธศาสนาได้เลย

มักมีความเข้าใจว่าการที่พุทธศาสนาตกต่ำในเวลานี้เป็นเพราะการปล่อยปละละเลยของรัฐบาล ดังนั้นถ้ารัฐให้การสนับสนุนมากกว่านี้ พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่อ่อนแอซวดเซอย่างทุกวันนี้ หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหางบประมาณแก่สถาบันและกิจกรรมทางพุทธศาสนามากกว่านี้ คำถามก็คือทุกวันนี้วงการชาวพุทธขาดแคลนเงินทองจริงหรือ คำตอบก็คือไม่ได้ขาดแคลนเลย เงินทองที่สถาบันสงฆ์และวัดวาอารามได้รับจากประชาชนทั่วประเทศนั้นมีจำนวนมหาศาล คำถามต่อไปก็คือ เงินเหล่านั้นถูกใช้ไปกับเรื่องอะไรบ้าง

คำตอบคือ ส่วนใหญ่ หมดไปกับวัตถุโดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ในขณะที่เงินนับร้อยหรือพันล้านถูกใช้ไปกับการสร้างโบสถ์อันงดงามตระการตา แต่การศึกษาสำหรับพระเณร รวมทั้งการอบรมจริยธรรมสำหรับเยาวชนกลับขาดแคลนเงินทุนสนับสนุน แม้แต่อาหารสำหรับพระเณรในสำนักเรียนตามหัวเมืองก็ยังไม่เพียงพอ ในขณะที่บางวัดมีเงินหลายพันล้านบาท แต่หลายวัดทั่วประเทศกลับยากจน (แม้กระนั้นหมู่บ้านที่รายล้อมวัดดังกล่าวกลับมีเงินสำหรับอบายมุขทั้งเหล้าและหวยปีละหลายแสนบาท)

โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 09:19:01 น.] ( IP = 58.9.141.245 : : )


  สลักธรรม 2

ปัญหาสำคัญที่สุดจึงมิได้อยู่ที่การขาดเงินหรือการปล่อยปละละเลยจากรัฐ แต่เป็นเพราะวงการชาวพุทธในทุกระดับไม่ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับพุทธศาสนาต่างหาก อีกทั้งยังขาดความร่วมมือในการฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้นมาในใจของผู้คน ลองคิดดูว่าพุทธศาสนาจะเจริญมากกว่านี้สักเพียงใดหากวัดวาอารามที่ร่ำรวยมีความเอื้ออาทรต่อวัดที่ยากจน เช่น ให้เงินสนับสนุนการศึกษาสำหรับพระเณรในชนบท หรือจัดส่งบุคลากรไปช่วยสอน ส่วนประชาชนก็เห็นคุณค่าของการศึกษาของพระเณร แทนที่จะปล่อยปละละเลยหรือสนใจสร้างวัตถุมากกว่าเพราะหวังโชคลาภ

จริงอยู่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความใส่ใจเท่าที่ควรในเรื่องการพระศาสนา แม้กระนั้นสถานการณ์พุทธศาสนาจะไม่ซวดเซเท่านี้หากพุทธบริษัททุกฝ่ายตื่นตัวในหน้าที่ของตน เริ่มตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงมา ตัวอย่างเช่น การศึกษาของสงฆ์ ซึ่งกำลังอยู่ในสภาพที่วิกฤต ทุกวันนี้คณะสงฆ์ยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พระเณรได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง กลับปล่อยให้วัดต่าง ๆ ดูแลกันเอง คณะสงฆ์เพียงแต่จัดให้มีการสอบเท่านั้น แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษาของสงฆ์ แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่มหาเถรสมาคมมีความรับผิดชอบโดยตรง ในสภาพเช่นนี้ แม้รัฐจะใส่ใจเพียงใด ก็ยากที่จะทำให้การศึกษาของสงฆ์กระเตื้องขึ้นได้ ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการปฏิรูปการปกครองสงฆ์ ซึ่งแม้รัฐบาลจะตราร่างพระราช บัญญัติฉบับใหม่ออกมาแล้ว แต่ก็ค้างคามาจนทุกวันนี้ เพียงเพราะความขัดแย้งในคณะสงฆ์เอง โดยมหาเถรสมาคมลอยตัวเหนือปัญหา

โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 09:20:46 น.] ( IP = 58.9.141.245 : : )


  สลักธรรม 3

การพยายามผลักดันให้มีการตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีพื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐเป็นสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐเป็นแค่ปัจจัยสนับสนุนเท่านั้น ปัจจัยหลักอยู่ที่คณะสงฆ์และประชาชน ถ้าปัจจัยหลักไม่ขยับ รัฐก็ทำอะไรได้น้อยมาก ดังกรณีการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ ยิ่งในบางเรื่องด้วยแล้ว รัฐแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐาน

เช่น การทำให้วัดเป็นเขตปลอดเหล้า ทั้ง ๆ ที่เหล้ากับพุทธศาสนานั้นเป็นปฏิปักษ์กันโดยตรง แต่ปัจจุบันการกินเหล้าในวัดโดยเฉพาะเมื่อมีงานผ้าป่า งานกฐิน งานวัด หรืองานศพ เป็นเรื่องธรรมดามากในหลายวัดทั่วประเทศ ปัญหาอย่างนี้ มีแต่พระสงฆ์กับชาวบ้านเท่านั้นที่จะแก้ได้ แต่หลายวัดก็ทำไม่ได้ สาเหตุสำคัญอยู่ที่วัดอ่อนแอ ส่วนชาวบ้านก็ไม่ใส่ใจ

คำถามก็คือ หากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแล้ว เหล้าจะหมดไปจากวัดหรือไม่?

โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 09:22:46 น.] ( IP = 58.9.141.245 : : )


  สลักธรรม 4

ที่กล่าวมานี้ว่าเฉพาะปัญหาของพระสงฆ์อย่างเดียว ปัญหาของพุทธศาสนายังครอบคลุมไปถึงปัญหาความเสื่อมทางด้านศีลธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน รัฐไม่ว่าจะทรงอำนาจเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจของประชาชนได้ ทำได้อย่างมากก็เพียงแค่บังคับให้คนเรียนวิชาศีลธรรมมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำให้คนมีศีลธรรมมากขึ้นเลย แต่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐนั้นไร้น้ำยาหรือไร้ประโยชน์ ยังมีบทบาทหลายอย่างที่รัฐทำได้ แต่แทนที่จะคิดถึงการทำให้คนเรียนศีลธรรมหรือฟังเทศน์มากขึ้น ควรนึกไปถึงการทำให้ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวและชุมชนนั้นเป็นสถาบันทางศีลธรรมที่เคยมีความสำคัญมากในอดีต

แต่ทุกวันนี้อ่อนแอลงไปมากจนไม่อาจทำงานได้เหมือนเก่า การสร้างกลไกทางสถาบันและกฎหมายที่ส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนเข็มแข็งขึ้น (เช่น ช่วยให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น) เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างศีลธรรมของผู้คนได้เป็นอย่างดี การปฏิรูปสื่อมวลชนให้ปลอดพ้นจากอิทธิพลของบริโภคนิยม ก็เป็นหนึ่งในอีกหลายมาตรการที่รัฐควรทำ แต่มาตรการเหล่านี้เราสามารถผลักให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 09:24:16 น.] ( IP = 58.9.141.245 : : )


  สลักธรรม 5

การบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นอกจากจะไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจได้แล้ว ยังทำให้ปัญหาต่าง ๆ ในแวดวงพุทธศาสนาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเป็นการฝากความหวังไว้กับรัฐมากเกินไป จนกลายเป็นการพึ่งพารัฐและเรียกร้องจากรัฐแต่ฝ่ายเดียว แทนที่จะหันมาร่วมมือกันในหมู่พระสงฆ์กับประชาชน (โดยมีรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน)

การบัญญัติว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะไม่ช่วยให้เกิดผลดีที่ตั้งใจแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ความแตกแยกระหว่างศาสนาเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงมาก ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย

หากศาสนิกทั้งหลายนับถือศาสนาด้วยความใจกว้าง แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ไม่อาจทำให้เรากล่าวเช่นนั้นได้เต็มปาก เพราะการติดยึดกับความเห็นของตนจนไม่ยอมรับทัศนะที่ต่างไปจากตนนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะเมื่อมีอิทธิพลของชาตินิยมเข้าไปเกี่ยวข้อง การประกาศสาปแช่งหรือถึงขั้นขู่ทำร้ายคนที่มีความเห็นว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ มิใช่เป็นผลงานของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ดี หรือเห็นว่าคุณหญิงโมมิได้ทำวีรกรรมอย่างที่เชื่อกันก็ดี หรือเห็นว่าไม่ควรกีดกันผู้หญิงให้เข้าไปบริเวณชั้นในของพระเจดีย์ที่มีพระธาตุอยู่ข้างในก็ดี (ข้อกล่าวหาอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ คนเหล่านี้ “ไม่ใช่คนไทย”) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งมากจนทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับขันติธรรมของคนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังกล่าวถึงก็เพราะว่า หากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็ง่ายที่จะนำไปสู่ความคิดว่าเป็นไทยก็ต้องเป็นพุทธ และเมื่อยึดติดกับความคิดดังกล่าวอย่างขาดขันติธรรม ก็อาจปลุกเร้าให้เกิดความขัดแย้งกับคนที่ต่างศาสนา (หรือแม้แต่กับคนศาสนาเดียวกันที่คิดต่างกัน) เช่นการกล่าวหาว่าเขาไม่ใช่ไทย หรือเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการที่เป็นบวกกับพุทธศาสนาแต่ส่งผลลบต่ออีกศาสนาหนึ่งโดยอ้างความเป็นไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยึดติดศาสนาอย่างขาดขันติธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบางส่วนที่ถือตนว่าเป็นชาวพุทธเท่านั้น หากยังเกิดกับบางส่วนที่เรียกตนว่าเป็นชาวมุสลิม แม้คนเหล่านี้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ก็สามารถสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับคนส่วนใหญ่ได้อย่างนึกไม่ถึง ดังที่กำลังเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่ว่าจะเห็นต่างกันอย่างไร ขันติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือประณามกัน โดยเฉพาะหากทั้งสองฝ่ายยังถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ อย่างน้อยไม่ควรโกรธเกลียดกัน เพราะนี้คือสิ่งที่ชี้ว่าเรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจหรือไม่

โดย..พระไพศาล วิสาโล


โดย ทับตะวัน...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 09:28:37 น.] ( IP = 58.9.141.245 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณค่ะ..ที่นำมาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 17:51:14 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 7

บทความเรื่องชาวพุทธยังไม่เข้าใจทำไมต้องขอให้มีการบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติโดยคณาจารย์บัณฑิตวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย



ก่อนอื่นชาวพุทธต้องเข้าใจให้เป็นเรื่องเดียวกันให้เป็นเอกภาพก่อนว่า
จุดประสงค์หลักของการให้มีการบัญญัติว่า
พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญนั้น
ต้องการจะยกย่องส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เป็นสถาบันหนึ่ง
คู่กับชาติและพระมหากษัตริย์
มิใช่เป็นเพียงศาสนาหนึ่งในห้าศาสนาที่กฎหมายรับรองเท่านั้น
การที่ชาวพุทธมีมุมมองในเรื่องส่วนตัวนั้นโดยคิดทำดีทำที่ตัวแล้วจะรักษาให้พุทธศาสนาดำรงมั่น
ลืมเกื้อกูลอุปถัมภ์ค้ำชูและอนุเคราะห์
ด้วยคิดว่ารักษาใจที่ตนแล้วพระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่เป็นสถาบันได้



ยังมีสิ่งที่ชาวพุทธต้องหมั่นศึกษาและเรียนรู้และต้องช่วยกันคอยดูการเปลี่ยนแปลง
จะเห็นมีโทษภัยที่แฝงมาเมื่อผู้นำประเทศไม่เห็นค่าและภัยรูปแบบต่างๆอีกมากมาย
ลองเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาให้ดีอย่าเพียงเฉพาะคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
เพราะจะเห็นได้ว่ามีสิ่งที่ทำลายพระพุทธศาสนาอีกมากและที่ได้ผลที่ดีสุดกับเป็นการทำลายของผู้นำประเทศนั้นเอง
ถ้าผู้นำประเทศที่ปกครองมีใจเห็นคุณค่ายุคนั้นพระพุทธศาสนาไม่เสื่อมถอย
แต่เมื่อใดผู้นำประเทศไม่เห็นคุณค่ายุคนั้นสมัยนั้นศาสนาพุทธเสื่อม
ใช่ว่าจะเสื่อมเพราะบริษัท ๔ เท่านั้นเพียงอย่างเดียวก็หาไม่



การออกเรียกร้องให้เป็นสถาบัน ชาวพุทธอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่เห็นภัยหรือความจำเป็นนั้นยังไม่เข้าใจ
ส่วนใหญ่คิดว่า ปฏิบัตให้ดีที่ตัวแล้วจะรักษาให้พุทธศาสนาดำรงมั่น
สิ่งนี้เป็นสิ่งถูกแต่จะมีชาวพุทธในประเทศนี้สักกี่คนที่จะทำดีอย่างที่ว่า
ยังมีสิ่งที่ชาวพุทธต้องหมั่นศึกษาและเรียนรู้และต้องช่วยกันคอยดูการเปลี่ยนแปลง
จะเห็นมีโทษภัยที่แฝงมากับผู้นำประเทศไม่เห็นคุณค่าและมีภัยรูปแบบต่างๆอีกมากมาย
การจะให้พุทธศาสนาดำรงคงอยู่ให้คู่ชาติแผ่นดินไทยต้องยกฐานะเป็นสถาบันหนึ่งของชาติ
การขอให้มีกการบัญญัติกับมองว่ายึดติด ทางธรรมนั้น เป็นเช่นนั้นจริง
แต่ทางโลกถ้าไม่บัญญัติเท่ากับไม่มี แต่ละคำมีความหมายในทางกฎหมาย



เมื่อพุทธศาสนาไม่ได้เป็นศาสนาประจำชาติ
พุทธศาสนาเป็นเพียงศาสนา หนึ่งใน ห้าของชาติไทย
จึงขอให้แยกให้เห็นประโยชน์ของการเรียกร้อง
ทำเพื่อสถาบันมิได้ทำเพื่อส่วนตัว

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 เม.ย. 2550 , 21:28:44 น.] ( IP = 58.9.109.80 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org