มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ของปลอมของชีวิต (๓)








ของปลอมของชีวิต (๓)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)


ตอนที่ผ่านมา

ความเจริญของรูปมีลักษณะ ๓ ประการดังกล่าว แต่เพราะเราไปปกปิดความจริงของรูปไว้ รูปจึงไม่มีโอกาสแสดงความจริงออกมา เรื่องรูปจึงเป็นภัยที่น่ากลัวมาก เพราะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิด เป็นภาระที่จะให้เกิดปลิโพธิกังวลในการดูแลรักษา เราหลงดูแต่รูปกายภายนอกที่ถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องประดับประดาสวย ๆ ใหม่ ๆ จึงไม่เห็นความจริงภายใน

ซึ่งไม่ต่างอะไรกับหีบศพที่ถูกประดับประดาไว้ด้วยเครื่องตั้งของหอมต่าง ๆ มีลายกนกวิจิตรบรรจงทำให้เกิดความเข้าใจผิดสำคัญว่ารูปเป็นของสวย แสดงถึงความวิลาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ภายในโลงศพนั้นเป็นของปฏิกูลคือสิ่งที่ขึ้นอืด ถ้าท่านเคยเห็นรูปที่ใช้สำหรับปลงอสุภะเป็นภาพของศพที่เสียชีวิตมาแล้ว ๑ วัน ๒ วันก็ดี พอถึงวันที่ ๕ ศพจะดูไม่ได้เลย

ฉะนั้น ตัณหา ราคะ ความกำหนัด จึงทำให้เกิดความยินดี ทำให้สัตว์โลกตาบอดมองไม่เห็นความเป็นจริงของรูป จึงพากันหลงรักหลงอาลัย เฝ้าใฝ่ฝันวาดภาพไปต่าง ๆ ว่า งดงาม ผมงาม ใบหน้างาม ฟันสวย ทรวดทรงงาม ซึ่งเป็นความจำผิด คิดผิด และเห็นผิดจากความเป็นจริงของรูป

เพราะรูปนี้เกิดมาจากอดีตกรรมในชาติที่ล่วงมาแล้วนำมาเกิด โดยได้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนด้วยจิต อุตุ และอาหาร จึงเป็นไปได้ และอยู่ได้ แต่จะยึดเอาสาระแก่นสารจากรูปนี้ไม่ได้เลย เพราะรูปนี้มีแต่จะรุกคืบหน้าไปสู่ความเสื่อม

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:47:36 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เราตกเป็นทาสคอยรับใช้รูปโดยการพยุงให้ลุกนั่ง เดิน ยืน นอน อาบน้ำ กินข้าว ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะมาตั้งแต่เกิดจนอายุล่วงเข้า ๔๐-๕๐ ปี และยังต้องรับภาระนี้ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จนกระทั่งวันตายก็ไม่มีวันหยุดพัก เพราะตายแล้วต้องเกิดใหม่ และรับใช้รูปนี้ไม่มีเวลาพักผ่อน ภาระหนักในการรับใช้รูปไม่มีการว่างเว้นเลย

ตราบใดที่เรายังมีรูปอยู่ก็ต้องรับใช้กันเรื่อยไป รูปจึงเป็นตัวทุกข์ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้แบกรูปขันธ์นี้มีภาระจำเป็นต้องแบกทุกข์ไปสิ้นกาลนานดั่งพระบาลีที่ว่า ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้ง ๕ รวมรูป ๑ นี้ เป็นของหนัก แต่เพราะมีอวิชชาและตัณหา จึงไม่รู้ว่ารูปนี้เป็นทุกข์ จึงเป็นเหตุให้เกิดความอยากได้ เพราะเข้าใจว่าถ้าได้รูปนี้มาแล้วจะเป็นความสุข

ในโลกทุกวันนี้ส่วนมากเป็นไปอย่างนี้ทั้งสิ้น ต่างคนต่างไหลไปตามกระแสของกิเลส ถูกกิเลสพัดพาไปตกเหวแห่งโอฆะ คือ อ่าวของกิเลสตัณหา แล้วก็รอดพ้นไปไม่ได้ พากันจมน้ำตายอยู่ในวัฎฎะ คือ อ่าวแห่งความทุกข์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

เกิดมาตัวเปล่าไม่มีทรัพย์สินติดตัวมาเลย เวลาตายไปก็ไปมือเปล่า ไม่อาจเอาสมบัติอะไรติดตัวไปได้ ความจริงเราก็เห็นกันอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ เด็กคลอดออกมาใหม่ไม่เห็นมีอะไรติดตัวมา พอมีคนตายเวลาไปรดน้ำศพ เขาก็แบมือเปิดเผยว่าเขาไม่ได้เอาอะไรไปได้เลย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:49:13 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 2



โลกมนุษย์เป็นเพียงที่พักระหว่างทางชั่วคราวเท่านั้นเอง บ้างก็พักแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ต่อไปอีก บ้างก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน บ้างไปเกิดเป็นเทวดา พรหมและอรูปพรหมตามอำนาจกรรม เรามาพักไม่เท่าไหร่แล้วต้องลาตายไปจากมนุษย์ และต้องเดินทางต่อไป จึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าการเดินทางต่อไปต้องไปตามยถากรรม คือ กรรมที่ทำไว้อย่างไรก็จำเป็นต้องไปตามกรรมนั้น

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราจะหวังอะไรได้จากรูปนี้ เราหวังไม่ได้เลย เพราะรูปร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา รูปนี้เกิดมาจากเหตุปัจจัย เมื่อหมดเหตุปัจจัย รูปก็ต้องแตกสลายไปตามสภาพ

เรื่องนี้เป็นกฎธรรมดาที่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราท่านทั้งหลายไม่เข้าใจในรูปจึงหลงรักใคร่ และมีความอาลัยในรูปจนถึงขนาดโศกเศร้าเสียใจในรูป แต่รูปก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ว่าเราเสียใจเพราะรูป รูปก็รุดหน้าไปสู่ความเสื่อมอยู่อย่างนั้น บางทีซูบผอมลงไปเลย บางครั้งเวลาปวดนั่นปวดนี่เราร้องห่มร้องไห้หาทางเยียวยา แต่ผู้ที่ปวดคือจิตของเรา เพราะเป็นผู้รับรู้คือนามเป็นผู้ปวด แต่รูปนี้ก็เสื่อมอยู่นั่นเอง ไม่เคยสนใจว่านามจะร้องไห้เท่าไร

เรื่องรูปเป็นวิชาการที่ลึกลับ เรียนเข้าใจได้ยาก เพราะเรื่องการไม่เข้าใจรูปนี้เอง ทำให้เราทั้งหลายพากันหลงในรูปแม้จะเป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้มากเท่าใดก็ตาม ส่วนมากก็มาหลงรักรูป และจะตายเพราะรูปทั้งนั้น ชายก็รักหญิง หญิงก็รักชาย ที่จริงรูปไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย เพราะรูปไม่เคยบอกกับใครเลยว่าเป็นหญิงเป็นชาย แต่เราเองต่างหากที่เข้าใจว่ารูปเป็นหญิง รูปเป็นชาย แท้ที่จริงสภาวะหนึ่งของรูปธรรมที่เรียกว่า อิตถีภาวรูป กับ ปุริสภาวรูป และเราก็ลงทุนหลงรักกัน แต่พอรูปแตกทำลายไปแล้วเป็นธรรมดา เช่น คนที่เรารักตายไปก็เสียใจ อาลัยถึงรูปนั้น ทุกคนต่างดิ้นรนคิดไป เอง คิดว่ารูปนั้นดีก็หัวเราะชอบใจ แต่พอคิดว่ารูปไม่ดีก็ร้องไห้อาลัย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:49:36 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 3



อาการทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของตัณหาและราคะทั้งสิ้น เราทั้งหลายไม่มีสติปัญญาหรืออาวุธอะไรที่จะสามารถไปทำลายจึงต้องถูกกิเลสมารทำร้าย และพาไปให้ได้รับความทุกข์ ต้องเกิด ๆ ตาย ๆ ไปในวังวนแห่งวัฎฎะสงสารนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถูกอวิชชาคือความไม่ห่อหุ้มเอาไว้ให้มือมนไม่เห็นสภาพความเป็นจริงตามพระสัจธรรมว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างมีแต่ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้

การศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องของชีวิต จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่เราจะต้องเข้าใจว่า เรามีชีวิตเกิดขึ้นมานี้ชีวิตของเราประกอบไปด้วยอะไร แล้วเราจะทำอย่างไรดี

รูปร่างกายตามความเป็นจริงแล้วประกอบไปด้วย ธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒

ธาตุดิน ๒๐ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารเก่า อาหารใหม่ มันสมอง เป็นธาตุดิน ๒๐ ที่เหลืออีก ๑๒ เป็นธาตุน้ำ คือ น้ำดี เสมหะ น้ำเหลือง โลหิต เหงื่อ น้ำตา น้ำมันข้น น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำปัสสาวะ รวมเป็น ๑๒ ทั้งหมดรวมเรียกกันว่า อาการ

ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายนี้เป็นของไม่สะอาด เกิดมาจากปัจจัยคือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และอาหาร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:49:57 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 4



อวิชชา คือ ความไม่รู้เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์เป็นปัจจัยให้เกิดรูปนาม อาหารเป็นตัวอุปถัมภ์ ปัจจัยประคองให้รูปนี้เป็นอยู่ได้ ตัณหา อุปาทาน และกรรมเป็นปัจจุบันเหตุ คือ ตัณหาและอุปาทาน เป็นกิเลสวัฎฎะ ส่วนกรรมเป็นกรรมวัฎฎะ และเป็นปัจจัยให้เกิดอนาคตผลในชาติหน้า

ถ้าหากเราใช้ปัญญาพิจารณาชีวิตคือรูปนามแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย เป็นภาระหนักที่จำจะต้องรับผิดชอบตัวเองตลอดมา ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตาย และเมื่อตายแล้วก็ต้องไปเกิดรับภาระขันธ์ห้าต่อไปในเรื่องรูปนามนี้อีก

กิเลส ๓ ตัว คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ เป็นธรรมะที่ทำให้เหล่าสัตว์เนิ่นช้าอยู่ในวัฏฏะสงสาร ถ้าตั้งคำถามว่าทำไมเราไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ไม่ได้ ทำไมเราตายแล้วจะไม่เกิดไม่ได้หรือ ก็ต้องตอบว่าไม่ได้ เพราะเรายังมีตัณหาคือความทะยานอยาก มีมานะคือความถือตัวลำพอง และโดยเฉพาะมีทิฏฐิ คือความเห็นที่ผิดจากความเป็นจริงไปเป็นความปลอมมีความพอใจความอยากได้ในความสุขอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ โดยเห็นผิดว่าเป็นของดีของงามยังมีอยู่

เช่น “เจ้าประคุณ ขอให้ชาติหน้าฉันดีกว่านี้ ทำบุญแล้วขอให้ชาติหน้านั้นได้ขึ้นสวรรค์” อยากเป็นเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ โดยความเข้าใจผิดไม่รู้ว่าจะเกิดที่ไหนก็แล้วแต่ชีวิตเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เพราะว่าชีวิตมีกิเลสเป็นเจ้าเรือนหมักดองอยู่ในความรู้สึกของสัตว์ทั้งหลาย ไม่สามารถที่จะแกะออกได้ หรือจะมีเครื่องอะไรมาทำลายได้ ยึดติดอยู่ภายในตัวเองบ้าง ยึดติดอยู่ภายนอกตัวบ้าง ไม่มีช่องว่างให้สติปัญญาเกิดมาเห็นความจริงได้เลย

เพราะสัตว์ทั้งหลายเพลิดเพลินหลงใหลอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสอันนุ่มนวล ชวนชม โดยไม่ยอมห่างจากสิ่งเหล่านั้นเพราะมีความเพลิดเพลินและความคุ้นเคยกับเหยื่อล่อเหล่านี้อย่างมาก

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:50:18 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 5



รูปจึงเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดกิเลสตัณหาได้ง่าย เพราะว่าเป็นของหยาบ ความที่สัตว์โลกไม่ค่อยได้ใช้ปัญญาพิจารณาความจริงของรูปว่า รูปมีความจริงอย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไรในเรื่องรูป รูปนี้ความจริงเป็นอย่างไร ความจริงของรูป คือ แตกดับเป็นของธรรมดา รูปเป็นของสกปรกโสมม เป็นของปฏิกูล น่าเกลียด จำต้องคอยขัดสีฉวีวรรณให้เกิดความสะอาดอยู่เสมอ ๆ แม้กระนั้นก็ยังไม่วายเหม็น

ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตน่าสงสาร เราต้องสงสารชีวิตและทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อพิจารณาหรือหรือเรียนแล้ว ก็จะแจ้งแก่ใจว่าชีวิตคืออะไร เมื่อแจ้งแก่ใจจะได้เกิดความสลดจิตสลดจิตที่เคยคิดว่าชีวิตเป็นของดีน่าใคร่น่าอภิรมย์ และความเข้าใจผิดต่าง ๆ ว่าชีวิตเป็นของดี เมื่อแจ้งแก่ใจก็เกิดความสลดจิตสังเวชจิตแล้วเราจะได้เปลี่ยนวิถีชีวิต จากการทำทุกอย่างด้วยความอยากมาเป็นการทำทุกอย่างเพื่อการแก้ไขทุกข์ เช่น กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน หาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ได้หาเพื่อแก้อยาก อยู่เพื่อแก้ทุกข์ไม่ได้อยู่เพื่อแก้อยาก ควรเปลี่ยนวิถีชีวิตมาดำรงชีวิตอยู่ในความเป็นจริง แล้วค่อย ๆ หลีก ละ ลด และเลิกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

การเลี้ยงดูชีวิตต้องบำรุงชีวิตให้ร่างกายแข็งแรงแต่อย่าบำเรอชีวิต เพราะเป็นการเอากิเลสไปบำเรอ โดยปล่อยให้ตัณหาเป็นกองหน้าที่จะพาเราให้โลดแล่นไปกับความทุกข์เราจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เมื่อเราเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ เราก็ไม่คิดจะกลับคืนมาสู่การมีชีวิตอีก เพราะเห็นว่าการมีชีวิตนั้นเป็นภาระอันสำคัญและยุ่งยาก

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:50:40 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 6



การที่อารัมภบทเรื่องชีวิตขึ้นมานี้ เพื่อที่จะชี้แนวทางตามการสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงกล่าวไว้ว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธัมมา อนัตตา (ติ) สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหมดไม่สามารถบังคับบัญชาได้

เมื่อค่อย ๆ ศึกษาทำความเข้าใจแล้ว เราก็เห็นประโยชน์ในการขัดเกลาจิตใจ โดยหลักของฆราวาสคือทาน ศีล ภาวนา ส่วนหลักของพระภิกษุสงฆ์คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มาเป็นข้อปฏิบัติวิรัติ จะทำให้ชีวิตค่อย ๆ ปลีกออกเดินออกจากกิเลศตัณหา ซึ่งเป็นตัวรั้งให้เราจมอยู่ในวัฏฏะไม่ได้มามุ่งคิดแต่เพียงว่าเงินทองที่มีอยู่เป็นของสำคัญ

ในเรื่องของทรัพย์สินเงินทองนี้ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นความสำคัญว่า เป็นปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้อยู่ได้ของชาวบ้าน โดยเฉพาะคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนทั้งหลาย จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย ๔ ที่จะต้องเลี้ยงชีวิตของตน และสิ่งอำนวยความสุข ความสะดวก ความสบาย ตลอดจนการรับผิดชอบต่อหมู่ชน สิ่งแวดล้อม และครอบครัว สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ต้องอาศัยทรัพย์สินเงินทอง อย่างไรก็ดีแม้ว่าทรัพย์สินเงินทองจะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็มีโทษมหันต์

เพราะตามหลักธรรมที่เป็นพื้นฐานแล้วเงินทองเป็นของไม่เที่ยงค่าเงินบาทก็ลด ดอกเบี้ยก็ลดไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน เป็นทุกข์คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตาคือบังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อไม่เที่ยงก็ทำให้คนเรามีสภาพจิตใจอย่างหนึ่งคือ ความห่วงและความกังวล

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:51:00 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 7



นอกจากนี้แล้วคนทั้งหลายมีสภาพจิตใจที่เกินเลยไปกว่านี้คือ ความหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นความหวงแหนในทรัพย์หรือสิ่งใด ๆ ความหวงแหนล้วนเป็นสภาพจิตที่เป็นความทุกข์ทั้งสิ้น นอกจากนั้น ทรัพย์ทั้งหลายยังเป็นที่มาของการทะเลาะวิวาทแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จะเห็นได้ว่าบางทีเป็นเหตุให้พี่น้องต้องแตกแยกกัน ทะเลาะกัน แม้แต่พ่อแม่ลูกยังทะเลาะกันเพราะเรื่องทรัพย์สินเงินทอง

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนที่มีทรัพย์สินขึ้นมาแล้วเกิดการหลงใหลมัวเมาติดอยู่ในทรัพย์ หรือในยศที่เนื่องมาจากทรัพย์ ทำให้ชีวิตเสื่อมคุณค่าตกต่ำไปจากคุณงามความดีมัวหมอง และไม่เจริญงอกงามในด้านคุณธรรม บางคนอาศัยทรัพย์เป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน แม้แต่การแสวงหาทรัพย์นั้น ก็นำมาซึ่งการเอารัดเอาเปรียบ ความทุกข์ที่มีอยู่ในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งทรัพย์มีอยู่มากมาย

ทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้เห็นความสำคัญในเรื่องทรัพย์ พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานจากบุคคลธรรมดาให้เกิดความเห็นถูก เห็นชอบ ปฏิบัติถูก ปฏิบัติชอบ เพื่อย้อมใจ อบรมใจ และบ่มใจ ให้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้องตรงกับสภาพเป็นจริง และทรงสอนไว้มากมายในเรื่องการใช้ทรัพย์ให้ถูกต้อง และใช้ทรัพย์อย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ที่สุดกับชีวิตของเรา

รายการหันหน้าเข้าวัดจะพยายามนำเสนอในเรื่องที่เป็นสาระแก่นสาร และนำคำสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาบอกกล่าวให้ท่านทั้งหลายสามารถเลือกไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ และที่สำคัญเราทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย แต่ภายหลังความตายเราไม่สามารถที่จะรับรู้ได้เลยว่าภายหน้าเราจะต้องเจออะไรบ้าง และสมบัติต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปชาติหน้าได้ มีแต่ความดีและความชั่วเท่านั้นที่ติดตามตัวเราไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:51:25 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 8



มีผู้รู้ท่านหนึ่งเขียนไว้ว่า

“เมื่อสิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพ
ถึงจุดจบเกมชีวิตปิดฉากฉาย
นอนในโลงใบแคบแคบโอบแนบกาย
ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา”


สิ่งใดก็แล้วแต่ที่เราหลงยึด หลงรัก หลงเป็นของเรานี้ เมื่อสิ้นลมแล้ว เราก็เอาไปไม่ได้ แม้แต่สหายที่ว่ารักกันถึงขนาดยอมตายแทนกันได้ ญาติหรือทรัพย์ของเราก็เอาไปกับเราไม่ได้ สิ่งที่เราเคยอาศัยนอนอยู่ เช่น บ้านหรือคฤหาสน์เราก็อยู่ไม่ได้ ต้องนอนในโลงใบแคบ ๆ โอบแนบกาย ไม่มีสหายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา

ดังนั้น แนวทางการปฏิบัติชีวิตให้ถูกต้องตามสัมมาปฏิบัติ คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการกระทำทางสายเดียวและทางสายเอกเท่านั้น ที่จะให้เราหลุดรอดพ้นจากกิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด และอวิชชาคือความไม่รู้

ขอฝากไว้ว่าทุกอย่างเราต้องทำสำเร็จได้ เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่ที่ใจ และความเพียรของเรา ไม่มีใครทำอะไรครั้งเดียวสำเร็จ แต่ขอว่าอย่าท้อแท้ อย่าท้อถอย อย่าน้อยใจ ในโชคชะตา เราเกิดมาด้วยกรรม อยู่ด้วยกรรม และรับผลกรรมที่ตัวเองทำไว้ แต่บัดนี้เมื่อเรามีความเห็นถูกมากขึ้น เราก็สามารถเลือกทำกรรมได้


โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 08:51:56 น.] ( IP = 58.9.91.207 : : )


  สลักธรรม 9



คุรั

โดย ทับตะวัน (ทับตะวัน) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 พ.ค. 2550 , 18:16:49 น.] ( IP = 58.9.138.203 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ ที่ได้นำเรื่องดีๆ มาฝากเสมอ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 พ.ค. 2550 , 22:58:04 น.] ( IP = 58.8.47.83 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org