มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทานมัยที่ให้ผลมาก (๓)








ทานมัยที่ให้ผลมาก (๓)

จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)

ตอนที่ผ่านมา

ทานมัยเป็นบุญกิริยาวัตถุเบื้องต้น ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรจะต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจให้ถ่องแท้ตามพระพุทธบัญญัติที่ว่า บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ทานคืออะไร ควรจะทำอย่างไรจึงจะเป็นการปฏิบัติตามพระวินัยธรรม และได้อานิสงส์มาก

ทานจะมีผลมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ ๓ ประการนี้ คือ ทายก ปฏิคาหก ไทยธรรมหรือไทยทาน

๑. ทายก หมายถึง ผู้ให้ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรม โดยเฉพาะเป็นผู้ไร้ราคะ หรือกำลังทำราคะให้หมดไป เป็นผู้ไร้โทสะ หรือเป็นผู้ที่กำลังทำโทสะให้หมดไป เป็นผู้ไร้โมหะ หรือผู้ที่กำลังทำโมหะให้หมดไป และเป็นผู้มีเจตนาที่จะให้ คือ ทำทานนี้ด้วยศรัทธา มีจิตใจตั้งมั่นเบิกบาน การกระทำทานนั้นก็จะมีผลมาก

๒. ปฏิคาหก หมายถึง ผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรม เป็นผู้ไร้ราคะ กำลังทำราคะให้หมดไปเช่นเดียวกัน เป็นผู้ไร้โทสะ หรือผู้ที่กำลังทำโทสะให้หมดไป ผู้ที่ไร้โมหะ หรือผู้ที่กำลังทำโมหะให้หมดไป และเป็นผู้มีความประพฤติมีการกระทำเช่นนี้ จะทำให้ทานนั้นมีผลมาก

๓. ไทยธรรมหรือไทยทาน หมายถึง วัตถุ สิ่งของ ที่จะมอบหรือจะถวาย ควรต้องเป็นของบริสุทธิ์ได้มาโดยสุจริต เป็นของประณีต จัดหามาด้วยความตั้งใจตามกำลัง เป็นของที่เหมาะสมและคู่ควรแก่ผู้รับ ทานนั้นจะมีผลมาก

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:38:10 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



และทายก (ผู้ให้) หรือผู้ที่จะให้ทานนี้ จะต้องมีเจตนาที่ดีตลอด ๓ กาล คือ

ปุพพเจตนา (เจตนาก่อนให้) จะต้องทำความตั้งใจให้ด้วยความศรัทธา มีจิตใจตั้งมั่นแจ่มใสเบิกบาน เป็นอิสระปรารถนาให้ทานนี้เป็นประณีตทาน โดยทานกุศลนี้ตั้งใจถวายเพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ปรารถนาให้ผู้รับและตัวเองเข้าสู่กระแสของมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ คือ มีความปรารถนาเพื่อจะถึงมรรคผลนิพพานนั่นเอง

มุญฺจนเจตนา (เจตนาขณะให้) มีความตั้งใจจริงขณะกระทำ มีศรัทธา มีมนสิการที่จะให้ด้วยจิตใจเบิกบาน ผ่องใส ให้ด้วยความอ่อนน้อม สุภาพเรียบร้อย มีความปรารถนาที่จะให้ตนเองและผู้รับเข้าสู่กระแสมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เช่นกัน

อปราปรเจตนา (เจตนาหลังให้) หลักจากการให้ทานแล้วก็ยังมีความอิ่มเอิบใจ ปีติ ที่ได้ให้ทานและระลึกถึงทานที่ทำมาแล้วทั้งอดีตและปัจจุบัน ถ้านึกขึ้นมาได้อีกก็มีความปีติและมีความสุขใจอีก จึงมีความปรารถนาที่จะทำต่อ ๆไป ปรารถนาที่จะให้ตนเองและผู้รับเข้าสู่กระแสมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

ผู้ทำจะต้องมีเจตนาพร้อม อย่าให้มีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง เรามักพบอยู่เสมอว่า ส่วนมากผู้ที่กระทำทาน จะมีความปรารถนาขอให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้เกิดที่นั่น ที่นี่ ซึ่งยังเป็นความตั้งใจอันมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ แต่ถ้าหากผู้ทำมีความตั้งใจตลอดทั้ง ๓ กาล โดยน้อมใจไปสู่มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ การมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลังก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:39:06 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 2



สำหรับคุณสมบัติของปฏิคาหกนั้น หากการทำมหาทานซึ่งผู้รับไม่มีศีล ประพฤติไม่ดี ไม่มีความสุจริต ทานที่ให้ก็มีผลน้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าปฏิคาหกนี้เป็นวิญญูชน เป็นบัณฑิต และเป็นพระอริยบุคคล หรือผู้ที่กำลังกระทำความเพียร ละโลภ โกรธ หลง กำลังกระทำสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้ถึงซึ่งพระอริยบุคคลบรรลุนิพพานในที่สุดนั้น ทานก็ย่อมมีผลมาก ซึ่งจะขอกล่าวถึงอานิสงส์ของทาน ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อีกครั้งหนึ่ง

๑. การทำทานที่เป็นมหาทานให้กับปฏิคาหกที่เป็นปุถุชนธรรมดา ผู้มีศีล ประพฤติตัวดีถึง ๗ ปี ๗ เดือน ก็ยังไม่เท่ากับทำแก่พระโสดาบัน ๑ ท่าน คือ เพราะพระโสดาบันเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย ไม่มีความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจิตใจพร้อมบริจาคทุกเมื่อ นี่คือความพิเศษ หรือระดับจิตพิเศษต่างจากปุถุชนธรรมดา

๒. การทำทานกับพระโสดาบัน ๑๐๐ ท่าน เท่ากับ การทำทานแก่พระสกทาคามี ๑ ท่าน

๓. การทำทานกับพระสกทาคามี ๑๐๐ ท่าน เท่ากับการทำทานแก่พระอนาคามี ๑ ท่าน

๔. การทำทานกับพระอนาคามี ๑๐๐ ท่าน เท่ากับการทำทานแก่พระอรหันต์เพียง ๑ ท่าน

๕. การทำทานกับพระอรหันต์ ๑๐๐ ท่าน เท่ากับการทำทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเพียง ๑ พระองค์

๖. การทำทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ พระองค์ เท่ากับการทำทานแด่พระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สามารถสั่งสอนให้แก่เวไนยสัตว์ต่าง ๆ ได้เพียง ๑ พระองค์

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:40:06 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 3



๗. การทำทานกับพระพุทธเจ้า ๑๐๐ พระองค์ ก็เท่ากับการถวายทานแด่พระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเรียกว่า สังฆทาน เพียง ๑ ครั้ง ฉะนั้น สังฆทาน คือ ทานที่มิได้เจาะจงย่อมมีอานิสงส์มาก

๘. การทำสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง เท่ากับ การสร้างวิหารทานถวายสงฆ์ที่มาจากจตุรทิศ ๑ หลัง

๙. การสร้างวิหารทาน ๑๐๐ หลัง เท่ากับ การสมาทานไตรสรณคมน์เพียง ๑ ครั้ง คือ ทำจิตใจให้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เรากล่าวว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” น้อมใจรับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นสรณะที่พึ่งเพียง ๑ ครั้ง

๑๐. การสมาทานไตรสรณคมน์ ๑๐๐ ครั้ง เท่ากับการสมาทานสิกขาบทในศีล ๕ ศีล ๘ หรือ ศีล ๑๐ (นับตั้งแต่ที่เรารับศีลจากพระภิกษุสงฆ์ และตั้งอยู่ไม่ให้ศีลด่าง พร่อง หรือขาดไป) เพียง ๑ ครั้ง

๑๑. การสมาทานศีล ๑๐๐ ครั้ง เท่ากับการเจริญสมถภาวนา คือ การทำสมาธิแม้นเพียงสูดลมหายใจเข้าออกได้ ๑ ครั้ง

๑๒. การเจริญสมถกรรมฐาน คือ ทำสมาธิ ๑๐๐ ครั้งเท่ากับการเจริญวิปัสสนาเพียงชั่วลัดนิ้มมือเดียว เพียง ๑ ครั้ง เช่น กำหนดรู้สึกว่าขณะนี้ไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์ รู้สึกว่าขณะนี้เป็นรูป หรือเป็นนาม เป็นการกระทำที่มีอานิสงส์สูงสุด เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการละความเห็นผิดคิดวิปลาสออกไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:40:50 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 4



จะเห็นว่ามีความลดหลั่นแห่งผลของทานตามพระพุทธบัญญัติ เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสทำทานแล้วเราควรจะเลือกทำ โดยเฉพาะการถวายสังฆทาน เราจะต้องทำอย่างถูกต้องตามพุทธบัญญัติด้วย ไม่ควรเจาะจงว่าพระรูปนี้เรารู้จัก หรือสนิทชิดเชื้อ เพราะการทำเช่นนี้เป็นการทำสังฆทานที่ไม่ถูกต้อง

แต่ถึงกระนั้น การทำสังฆทานก็ยังมีอานิสงส์น้อยกว่าการกระทำความรู้ให้เกิดขึ้นโดยการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น คือตื่นจากโมหะอวิชชา มารู้ในสภาวธรรมความเป็นจริง ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นการกระทำที่เรียกว่า อุกกัฎฐุกกัฎฐะ เพราะเป็นการกระทำกรรมที่เป็นวิวัฏฏคามินีปฎิปทา อันเป็นทางสายเดียวเท่านั้นที่ทำลายวัฎสงสาร คือ การหมุนเวียนของชีวิตได้

ในพระพุทธวจนะได้กล่าวถึงทานไว้ ๒ ความหมายได้แก่ ทานที่สำเร็จลง และสิ่งที่บุคคลพึงได้ คือ พูดถึงวัตถุทาน และเจตนาในการให้ทาน อันสำเร็จลงได้ด้วยเจตนาทาน ๓ กาล โดยสรุปแล้วจะต้องมีทั้งวัตถุทาน และเจตนา ๓ กาล เพราะการสำเร็จแห่งวัตถุทานนั้น จะปราศจากเสียซึ่งเจตนาไม่ได้ ส่วนเจตนาทานก็จะสำเร็จลงได้ด้วยการอาศัยวัตถุทานซึ่งเป็นอัญญมัญญปัจจัย

การบำเพ็ญกุศลที่ประกอบด้วยวัตถุทาน และเจตนาทานที่ถูกต้อง นับเป็นทานกุศลที่สำเร็จลงได้อย่างสมบูรณ์ เราจึงต้องมีความประณีตในการทำ และการกระทำนี้ต้องมีเจตนา ๓ กาล คือ ปุพพเจตนา มุญจเจตนา และอปรเจตนา

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:41:34 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 5



วัตถุทาน ในพระธรรมวินัยที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกมีหลายนัยด้วยกัน แบ่งวัตถุทานเป็น ๒ ชนิด

๑. อามิสทาน คือ การถวายวัตถุปัจจัยต่าง ๆ ที่เราทำกัน มีดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องอัฐบริขารต่าง ๆ

๒. ธรรมทาน คือ การให้ธรรมเป็นทาน ได้แก่การแสดงธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

อามิสทานที่จะเป็นทานกุศลได้นั้น วัตถุปัจจัยที่นำมาต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ ไม่ใช่กระทำตามที่ได้รับบอกเล่า หรือเคยทำสืบต่อกันมา เช่น การตักบาตรอาหารแห้ง ประเภทข้าวสาร เครื่องกระป๋อง ถวายเงินทอง หมาก พลู หรือบุหรี่แด่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรกระทำด้วย พระพุทธองค์ทรงอธิบายเรื่องของวัตถุทานไว้ว่า สิ่งที่ทำนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่สมควรและเหมาะสมด้วย

ส่วนธรรมทานก็เช่นเดียวกัน การแสดงธรรมไม่ใช่เรื่องราวที่ผู้สอนเอามาคิดและพูดเอง ตัดสินเอง หรือคิดขึ้นมาเอง ต้องเป็นธรรมะที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก การบรรยายธรรมนั้น จึงจะเรียกว่า เป็นทานกุศล

ทานทั้งสองอย่างนี้ ธรรมทานเป็นทานที่ประณีตกว่าอามิสทาน มีพระบาลีแสดงไว้ว่า สพฺพทนํ ธมฺมํทานํ ชินาติ แปลว่า การให้ธรรมะเป็นทานย่อมชนะการให้ทานทั้งปวง อามิสทานที่ถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะให้ผลก็คือ เมื่อทำแล้ว มีทรัพย์สมบัติวัตถุสิ่งของบริบูรณ์ ส่วนธรรมทานให้ผลก็คือ เกิดปัญญาในทางพระพุทธศาสนา

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:42:11 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 6



อามิสทานยังแบ่งออกเป็นอีกหลายนัยด้วยกันซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียง ๒ นัย คือ

ถาวรทาน ได้แก่ การสร้างถาวรวัตถุถวายเป็นทาน เช่น พุทธเจดีย์ พระพุทธรูป วัด ศาลา บ่อน้ำ กุฏิ พระไตรปิฎก สะพาน หรือปลูกต้นไม่ให้ร่มเงา เหล่านี้เป็นถาวรทาน เพราะว่าเมื่อพระภิกษุสงฆ์ หรือปฏิคาหกที่รับอยู่ในขณะนี้ถึงแก่กรรม หรือมรณภาพลงแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่มาจากทิศต่าง ๆ ได้ต่อไป เช่น กุฏิที่พระรูปนี้อยู่ เมื่อพระรูปนี้มรณภาพไปแล้ว พระภิกษุสงฆ์ที่บวชมาใหม่ก็สามารถอยู่ต่อไปได้ อันนี้จัดเป็นถาวรทาน

อถาวรทาน ได้แก่ การถวายอัฐบริขาร วัตถุปัจจัยสิ่งของต่างๆ

ถาวรทานเวลาให้ผลจะได้ผลมั่นคงกว่าอถาวรทาน คือ มีทรัพย์สมบัติเป็นหลักฐานมั่นคง สิ่งใดเป็นสมบัติของเราแล้วสิ่งนั้นย่อมไม่สูญหายไป และพ้นจากอันตราย เช่น เกิดอัคคีภัย หรือโจรภัย ส่วน อถาวรทาน เป็นทานที่ให้ผลไม่มั่นคง คือ ไม่มีรากฐานแน่นหนา ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มาแล้วย่อมอยู่ไม่ได้นาน ได้มาแล้วก็หมดไป เมื่อได้มาใหม่ก็หมดไปอีก

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:42:45 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 7



จะเห็นว่าบุคคลบางคนรับเงินเดือนมามากมาย ถ้าถามว่าคนมีเงินเดือนเป็นผลของการทำงานในชาตินี้ หรือชาติที่แล้วด้วย ก็ต้องตอบว่าธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ คือจะต้องมีผลของทานเป็นเหตุ ความขยันหมั่นเพียร และการตั้งตนเองไว้ชอบเป็นปัจจัย ฉะนั้น ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยขาดเหตุ แม้จะมีปัจจัยเป็นตัวสนับสนุน เราจะลงทุนเท่าไหร่ก็แล้วแต่

แต่ถ้าหากเราไม่มีผลของทาน เช่นเราจะเห็นได้ว่าบางคนทำมาค้าขายไม่ขึ้น หรือเรียกว่า อถาวรทานให้ผลก็ได้ ได้ทรัพย์มาแล้วก็เสื่อมในทรัพย์ ทรัพย์หมดไปง่าย รับเงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท เดี๋ยวก็หมด บางคนแม้ขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงินมาสี่สิบห้าสิบบาท แต่เป็นผู้ตั้งตนเองได้ มีการสะสมทรัพย์ ทรัพย์นั้นก็งอกเงยขึ้นมา เป็นเพราะว่าเขาสร้างความถาวรทานไว้

ดังนั้น ความแตกต่างในการให้ผลของทาน เราจะรับทราบได้จากการศึกษาหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันและทำให้เราคลายวิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยได้ และจะทำให้เราสามารถสร้างบันไดชีวิตให้ก้าวไปสู่ที่สูงขึ้น และทำสิ่งต่างๆ ให้มีผลานิสงส์มากขึ้น

เราทุกคนไม่ชอบอะไรที่ไม่มั่นคง เราจึงจะต้องเพียรพยายามทำสิ่งที่มั่นคง แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างกุฏิทั้งหลังเพียงลำพัง หรือมุ่งกระทำถาวรทานเพียงอย่างเดียว แต่ให้มีโอกาสไปร่วมสร้าง ร่วมเสริม ร่วมเติม และร่วมแต่งในถาวรทานนั้นก็จะให้ผลที่มั่นคงได้

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:43:16 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 8



การนำเสนอเรื่องทานในวันนี้ มุ่งหมายที่จะให้ท่านทั้งหลายเข้าใจ และปฏิบัติถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ เพราะว่าเวลาของเราแต่ละคนเหลือน้อยลง แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ รายรับของเราแต่ละคนลดน้อยถอยลงมาก ดอกเบี้ยเงินฝากตกลงจนแทบจะไม่มีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม อย่าให้ศรัทธาตก เพราะศรัทธาเป็นตัวนำประโยชน์สุขและความสมบูรณ์ต่างๆ แม้กระทั่งมรรคผลนิพพานก็จะต้องอาศัยศรัทธา คือศรัทธาทั้ง ๔ ได้แก่

ศรัทธาในเรื่องกรรม เราเชื่อว่าเรามีกรรมเป็นของของตน ทำอย่างไรย่อมได้อย่างนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ศรัทธาในวิบาก คือ ผลของกรรม ต้องเชื่อเรื่องผลของกรรมว่าธรรมทั้งหลาย หรือว่าผลทั้งหลายไหลมาแต่เหตุทั้งสิ้น ไม่มีใครช่วยเราได้ หรือไม่มีใครมาดลบันดาลให้เราเป็นอย่างไรได้ ต่างเป็นไปตามอำนาจะกรรมทั้งสิ้น เราเกิดมาเพราะกรรม อยู่เพราะกรรม และต้องตายไปเพราะกรรม เช่นเดียวกัน เรามีเพราะกรรม และเราก็หมดเพราะกรรม ชีวิตของเราก็เหมือนกันที่มาตั้งอยู่ได้ มานั่งอยู่ได้ ฟังวิทยุอยู่ได้เดินกันอยู่ตามท้องถนนได้ก็เพราะยังมีกรรมอยู่ และกรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ก็คือกุศลกรรมนำเกิด และมีผลของกรรมเป็นวิบากซึ่งที่เรามีกันอยู่ในขณะนี้คือ วิบากขันธ์

รูปนามขันธ์ห้าของเราเป็นวิบากที่ได้มาจากอดีตชาติ อดีตชาติทำไว้ดีอย่างไร ปัจจุบันชาติก็ดีตาม อดีตชาติทำไว้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ปัจจุบันชาติก็ได้รับผลลุ่ม ๆ ดอน ๆ ดังนั้น เราต้องมีความศรัทธา เชื่อเรื่องวิบากกรรม

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:43:47 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 9



ศรัทธาว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของของตน ไม่มีใครทำอะไรให้ใครเป็นอย่างไรได้ ไม่มีใครจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แม้นมีเงินทอง ลาภยศ ก็ไปซื้อความสุขที่แท้จริงไม่ได้ เป็นความสุขจอมปลอม มีเงินทองเท่าไหร่ก็รั้งชีวิตไว้ไม่อยู่ ต้องเป็นไปตามอำนาจกรรม เมื่อหมดกรรมก็ตายลง หมดทั้งกรรมและหมดทั้งอายุขัยก็ต้องตายลง และมีอำนาจอุปเฉทกรรม หรืออุปฆาตกรรม คือ กรรมตัดรอนที่ทำให้ชีวิตนั้นต้องจบลงโดยกะทันหัน

ฉะนั้น สัตว์โลกต่างเป็นไปตามกรรม เราจะต้องสู้เรื่องนี้เพื่อจะได้นำมาปลงและปลดใจออกจากความอุปาทานบ้าง ปลงให้รู้ว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน และปลดชีวิตจากการร้อยรัดพันธนาการไว้กับอารมณ์ที่เป็นอดีต และเรื่องที่จบไปแล้ว ส่วนมากเรื่องมันจบไปแล้ว แต่เราไม่จบด้วย เราจึงมอดม้วยอยู่กับอารมณ์แห่งความเสื่อมตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นไปตามกาล และเป็นไปตามกรรม ไม่มีใครบังคับฤดูกาลได้ เช่น เมืองไทยปีนี้มีความแปลกเกิดขึ้น คือ หนาวมาก และในวันนี้ยังหนาวอยู่ อากาศเย็นมากในช่วงเช้า ตอนบ่ายอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย พอตกค่ำก็เริ่มหนาวอีก เช้ามืดก็หนาว ทำให้สุขภาพของแต่ละคนไม่ดี ห่วงใยในสุขภาพกันบ้าง พยายามหาสิ่งอบอุ่นให้แก่ตนเอง ป้องกันความหนาวโดยการหาปัจจัยที่ดีให้แก่ชีวิต นอนพักผ่อนให้พอ ใส่เสื้อให้ถูกต้องตามฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนหลีกเลี่ยงธรรมไม่ได้

ศรัทธาในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นจริง คงทนต่อการพิสูจน์ ไม่มีวันวิปริตผันแปร พระองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย และทรงรื้อสัตว์ขนสัตว์เป็นพระขีณาสพไปมากต่อมาก เหลือแต่เราท่านนั้นเองที่ยังต้องมีความเพียรต่อไป โดยเฉพาะเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:44:19 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )


  สลักธรรม 10



เพียรละบาป ที่เกิดขึ้นในกายตนในชีวิตของตน คือ มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดโดยตรงให้หมดไป โดยเฉพาะเรื่องตัวตนคนสัตว์แท้ที่จริงคือ รูปนามขันธ์ห้าที่เป็นไปตามกรรม

เพียรระวัง อย่าให้บาปที่เคยเกิดขึ้นมากลับมาเกิดขึ้นอีก

เพียรสร้าง บุญที่ยังไม่เคยสร้างให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องทานที่พูดในวันนี้ กระทำให้ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ

เพียรรักษา ไว้หรืออนุรักขนาปทานการทำทานนี้อย่าให้เสื่อมไป

ชีวิตเราจะเป็นประโยชน์ มีความสุขได้ เพราะอาศัยหลักธรรมมาเป็นสิ่งที่นำชีวิต ขอความสุข ความเจริญ ความสวัสดี ความมีสติมีปัญญาจงบังเกิดแก่ท่านผู้รับฟัง และสาธุชนทั่วหน้า

โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [10 พ.ค. 2550 , 07:44:54 น.] ( IP = 58.9.142.228 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org