มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๖




หลายๆครั้งที่มีความรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจว่า ช่วงนี้เราสามารถประคองชีวิตให้อยู่กับกุศลได้ดี พอถึงวันอาทิตย์ก็จะได้รับฟังคำเตือนให้กลับมารู้ตัวว่าที่กำลังคิดอยู่นั้นไม่ถูกต้อง เพราะถ้าเราสามารถทำได้จริงก็เท่ากับว่าเรามีความคิดว่านั่นมันเที่ยงแล้ว เหมือนกับเมื่อครั้งที่อาจารย์มาเตือนพวกเราในห้องนั่งเล่นแห่งความรักตอนที่ ๔ ว่า

…ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบันที่เป็นอยู่ที่มีความวุ่นวายมาก หากเราตายแล้วเกิดในตอนนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไร ? เราซึ่งเป็นผ้าที่ถูกหลวงพ่อรีดไว้จนเรียบบ้างแล้ว มิถูกขยำจนยับยู่ยี่หรอกหรือ ? แล้วถ้าตายไปและได้เกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อๆไปอีกล่ะ หากต้องพบสภาพสังคมที่เลวร้ายลงไปอีก ...เราจะเป็นอย่างไรในตอนนั้น ...



เพียงแค่นี้พวกเราต่างก็รู้สึกว่า อนาคตข้างหน้านับวันก็มีแต่ความเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ...หากคิดอย่างนี้ก็ถือมันเที่ยงแล้ว เพราะในความเป็นจริงตามพุทธทำนายนั้น เมื่อถึงอนาคตกาลข้างหน้าในกัปป์ต่อไปก็จะมีพระศรีอารยเมตตไตรมาโปรดสัตวโลก ย่อมแสดงว่าช่วงยุคนั้นความเจริญของพระพุทธศาสนาย่อมมีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ...แต่วันนี้ที่หลวงพ่อมาเตือนก็เพื่อให้พวกเราได้กระทำตนเองให้มีหนทางแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อไปสู่ภพภูมิที่ดี คือดีเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตเกิดความประมาทน้อยที่สุด เพื่อเส้นทางชีวิตจะได้ตรงไปยังเครือข่ายที่พระพุทธองค์สามารถโปรดได้ เพราะหากเราพลาดพลั้งตกไปในอบายภูมิเนื่องจากสภาพแวดล้อมตอนนี้อาจทำให้เราวุ่นวายตามไปด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นโอกาสที่ชีวิตจะเวียนว่ายตายเกิดจนสามารถได้เกิดเป็นมนุษย์ที่สามารถมาศึกษาธรรมอย่างเช่นทุกวันนี้อีกก็คงเป็นไปได้ยาก แล้วเมื่อนั้นเราก็จะหลุดรอดออกจากอุ้งมือพุทธ สู่อุ้งมือมารอย่างแน่นอน

ก็เพราะหลวงพ่อท่านต้องการให้พวกเราได้สร้างทางชีวิตที่ปลอดภัยนี่เอง ...วันนี้ท่านจึงฝากความห่วงใยมาให้อีกว่า

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2550 , 14:15:19 น.] ( IP = 58.9.144.76 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

แสงแดดทำให้บัวบานได้
พ่อเองก็เชื่อเช่นนั้นเสมอ
แต่ทว่า...บัวนั้นบานอยู่ตรงไหน?


เพราะทุกวันนี้ชีวิตของคนมากมาย พ่อรู้สึกเหมือนว่า จะเป็นบัวในกระถางมากขึ้นทุกที เพราะต้องติดข้องอยู่ในสมมุติที่ปรุงปลอมตลอดเวลา

หากดอกบัวคือ น้ำใจที่ดีงาม...คือ คุณธรรมที่เผื่อแผ่ และปัญญาที่รู้เท่าทันสิ่งภายนอก ! ดอกบัวที่มีอยู่ทุกวันนี้กำลังเหี่ยวเฉาลงไป ทีละน้อยๆ ในกระถางที่ดูงามใบนั้น แม้บัวกระถางจะถูกนำมาจัดวางจนแน่นเป็นกลุ่มใหญ่(ในห้องพ่อ) พ่อก็หาได้รู้สึกปลอดโปร่งใจ เท่ากับดอกบัวธรรมชาติที่ดารดาษในบึงกว้างไม่ได้

พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า “เธอจงมองหมู่เมืองที่งดงามดั่งราชรถ อันคนเขลาพากันข้องอยู่ แต่เราผู้รู้หาข้องไม่”

ด้วยเหตุแห่งพระคำตรัสนี้ พ่อจึงอยากให้ลูกรักของพ่อเป็นบัวที่บานพร้อมในบึง รับแสงแดดคือพระธรรม จนซับดูดแต่คุณค่าแห่งพระธรรมนั้นอย่างมั่นคง เพื่อพร้อมจะรับกระทบ ลม และแมลงได้อย่างองอาจ เพราะความรู้เท่าทันนั้น

อย่าเป็นบัวในกระถางที่รอวันเหี่ยวเฉาไป เพราะหลงว่าบัวบานได้แล้ว ด้วยเพราะมีความรู้ (ปริยัติ) ด้านเดียวเท่านั้น

อย่าลืม “ที่กระทบนั้นคือวิบาก ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม” นี่คือสิ่งที่พ่อเตือนลูกๆ เพียงแค่รักษาอารมณ์ แต่ทุกวันนี้ ลูกควรจะเตือนตนเองมากขึ้นลงไปว่า ....กรรมที่ทำลงไปนั้น เป็นกรรมชนิดไหน “วัฏฏะหรือวิวัฏฏะ”

ด้วยรักจากพ่อเสือ
๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2550 , 14:23:20 น.] ( IP = 58.9.144.76 : : )


  สลักธรรม 2

ครั้งหนึ่งเคยมีความรู้สึกว่า พวกเราเป็นดอกบัวที่หลวงพ่อปลูกเลี้ยงไว้ ท่านคอยทนุถนอมดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ให้ได้รับแสงโดยทั่วถึง และคอยเวลาที่จะชื่นชมดอกบัวบานนั้น แต่พอมาวันนี้คำถามที่ท่านตั้งมาว่า... บัวนั้นบานอยู่ตรงไหน กับความรู้สึกของพ่อที่บอกว่า
“แม้บัวกระถางจะถูกนำมาจัดวางจนแน่นเป็นกลุ่มใหญ่(ในห้องพ่อ) พ่อก็หาได้รู้สึกปลอดโปร่งใจ เท่ากับดอกบัวธรรมชาติที่ดารดาษในบึงกว้างไม่ได้”
บวกกับพระคำตรัสที่ท่านยกมาว่า “เธอจงมองหมู่เมืองที่งดงามดั่งราชรถ อันคนเขลาพากันข้องอยู่ แต่เราผู้รู้หาข้องไม่”

ทำให้รู้ว่า..บางครั้งในสิ่งที่เราคิดนั้นไม่ถูกต้องเสมอไป เช่นเคยคิดว่า ...ทุกวันนี้ดีนะที่พวกเรามาใช้เวลาอยู่กับกุศลมากขึ้นกว่าเดิม..เพราะตั้งแต่เช้าวันเสาร์ จนถึงเย็นวันอาทิตย์ เราใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนั่งเรียนพระอภิธรรมอยู่ในห้องพ่อ พ่อคงปลื้มใจที่เราลูกๆ ทำเช่นนี้...ต้องใช้คำเราทำกันอย่างจริงๆจังๆ ทำจนบางครั้งลืมเป้าหมายที่เคยมี(ปรารถนาความพ้นทุกข์) มาก่อนไปเลย นั่นคือหลงขลุก(ข้อง)อยู่กับ ปริยัติ จนลืมการ ปฏิบัติ ดังที่ท่านบอกเตือนมาในคราวที่แล้วว่า

“มันจะไม่เป็นประโยชน์แก่ลูกเลย ถ้าไม่ลงมือกระทำไปตามความศักดิ์สิทธิ์นั้น” เช่นเดียวกัน แม้พวกเราจะใช้เวลาทุ่มเทให้กับการเรียนมากสักเพียงใด หากไม่นำความรู้ที่เรียนมานั้นมาทำประโยชน์ให้เกิดกับตนเองได้ ก็คงไม่ต่างกับดอกบัวที่นำมาจัดวางรวมกัน แม้จะดูสวยงามเพียงไร หลวงพ่อก็คงไม่ปลอดโปร่งใจ ท่านจึงใช้คำว่า พ่อก็หาได้รู้สึกปลอดโปร่งใจ เท่ากับดอกบัวธรรมชาติที่ดารดาษในบึงกว้างไม่ได้ เพราะความสวยงามของกลุ่มบัวนั้นก็ไม่ต่างไปจากคำว่า...หมู่เมืองที่งดงามดั่งราชรถ อันคนเขลาพากันข้องอยู่ ...

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2550 , 14:38:37 น.] ( IP = 58.9.144.76 : : )


  สลักธรรม 3

ครั้งนี้ท่านจึงมีคำเตือนมาให้ เพื่อพวกเราจะได้ใช้เป็นกระจกส่องดูตนเอง

ฟังดูแล้วทำให้รู้สึกว่า ตอนนี้พวกเราลูกพ่อต่างก็เป็นดอกบัวกันแล้ว (จะเป็นบัวเหล่าใดเท่านั้น) เพียงแค่เป็นบัวในกระถางที่ถูกนำมาวางไว้รวมกัน(ในห้องพ่อ) บ้างก็อยู่ในกระถางดิน(ผู้เรียน) ที่ดูโดดเด่นหน่อยก็อยู่ในกระถางลายคราม(ผู้สอน) แต่เมื่อยังอยู่ในกระถางถึงอย่างไรก็ต้องคอยเติมน้ำอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นก็จะเหี่ยวเฉาลงได้ แล้วอาจารย์ก็บอกว่า ....อย่าลืมนะว่าไม่ว่าจะเป็นกระถางดินหรือกระถางลายคราม ในที่สุดกระถางนั้นๆก็ต้องแตก

ทำให้นึกถึงภาพต้นดอกบัวที่เราเคยเลี้ยงไว้ในกระถาง ทั้งต้องคอยเติมน้ำ เปลี่ยนน้ำ ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ นานๆเข้าดินในกระถางนั้นจะเต็มไปด้วยรากที่อัดกันแน่น ซึ่งคงไม่ต่างไปจากมานะที่เพิ่มพูนขึ้น คือความหลงลำพองว่าตนเองมีความรู้มาก(กว่าผู้อื่น)

แม้ดอกบัวในกระถางนั้นจะบาน ก็บานเพราะปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใส่เข้าไปเร่ง ผิดกับบัวในบึงกว้างที่ดูดซับสารจากธรรมชาติ แม้รากบัวในธรรมชาติจะไม่มากเท่าบัวในกระถาง เป็นเพราะบางส่วนเจริญไปเป็นไหลบัวที่พร้อมจะแยกแตกกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นหน่อใหม่ น้ำในบ่อที่มีสารจากธรรมชาตินั้นจึงทำให้ดอกที่ออกมาดูทนทานและแข็งแรง ยิ่งเมื่อได้รับแสงก็สามารถบานอยู่ได้นานกว่าบัวในกระถาง หลวงพ่อท่านจึงฝากข้อคิดให้มาว่า

หากดอกบัว คือ น้ำใจที่ดีงาม...คือ คุณธรรมที่เผื่อแผ่ และปัญญาที่รู้เท่าทันสิ่งภายนอก ! ดอกบัวที่มีอยู่ทุกวันนี้กำลังเหี่ยวเฉาลงไป ทีละน้อยๆ ในกระถางที่ดูงามใบนั้น

...อย่าเป็นบัวในกระถางที่รอวันเหี่ยวเฉาไป เพราะหลงว่าบัวบานได้แล้ว ด้วยเพราะมีความรู้ (ปริยัติ) ด้านเดียวเท่านั้น

ทำให้นึกถึงก่อนนี้ ที่เวลาสอนธรรมะ หลวงพ่อมักจะแทรกข้อคิดให้กับพวกเราหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น

- น้ำบ่อทำให้บัวสดใส น้ำใจทำให้คนสดชื่น (ทั้งผู้ให้และผู้รับ)
-มองแคบ คิดใกล้ ใฝ่ต่ำ แต่ถ้าหากมองไกล คิดไกล ใจก็จะสูง ซึ่งท่านอุปมาให้พวก
เราเห็นได้ชัดด้วยการยกตัวอย่างว่า เวลาที่เราขึ้นเครื่องบิน ตอนเครื่องจอดอยู่ที่พื้นดินเรามองไกลๆไม่เห็น มองได้แค่ใกล้ๆ เท่านั้น เห็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ก็เหมือนในที่แคบ คนใจแคบ(ต่ำ) ย่อมเห็นแต่ของใกล้ๆ ตัวเอง คนก็ต้องเป็นคนของเราจึงจะให้ได้ เวลาที่อะไรมากระทบตัวเองก็เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน แต่สำหรับพระอริยชนนั้น จิตใจท่านสูงแล้ว ก็เหมือนกับเวลาที่เราอยู่ในเครื่องบินที่กำลังบินสูงขึ้นๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมองออกไปได้กว้าง บ้านเรือนต่างๆ ก็จะเล็กลงๆ จนมองไม่ออกว่าบ้านเราอยู่ตรงไหน อันไหนเป็นของๆเรา เป็นคนของเรา ...ไม่มีแล้ว ยิ่งสูงขึ้นไปอีก จิตใจที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ก็จะเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่ามีนั้น แท้ที่จริงไม่มีอะไรเลย

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2550 , 14:45:09 น.] ( IP = 58.9.144.76 : : )


  สลักธรรม 4

จึงขอนำมาประมวลความคิดกับเรื่องบัวในกระถางซึ่งอยู่ในที่แคบๆ คือพวกเราในปัจจุบันนี้ กับสิ่งที่ท่านปรารถนาให้เราได้เป็น คือบัวที่อยู่ในบึงกว้าง

คำเตือนของพ่อในวันนี้ ทำให้ต้องกลับมาทบทวนว่า สิ่งที่เราเรียนมานั้นเป็นปัญญาก็จริง แต่เป็นปัญญาที่เราสามารถนำมาเท่าทันสิ่งภายนอกหรือไม่ เราดูดซับคุณค่าของการเรียนได้มากเพียงใด คุณธรรม ความมีน้ำใจของเราที่มีให้ผู้อื่นเป็นอย่างไร



หลวงพ่อถามอาจารย์ว่า หน้าร้อนเคยไปดูเขาเล่นว่าวที่ท้องพระเมรุบ้างหรือไม่ (คือที่สนามหลวงนั่นเอง) ท่านปรารถว่า ...พ่ออยากให้ลูกๆพ่อเป็น ว่าวปักเป้า หางมันสั้นมันจึงเชิดตัวขึ้นสูงได้ ทรงตัวเองอยู่ได้ แต่ลูกๆของพ่อส่วนใหญ่จะเป็น ว่าวงู คอยแต่ส่ายไปส่ายมาเพราะหนักหางที่ยาว คือการมีพรรคมีพวก นี่กลุ่มของเรา นี่กลุ่มของเขา จะไปไหนทีก็ต้องคอยกัน แม้แต่การเข้าปฏิบัติวิปัสสนาก็ต้องคอยเข้าไปเป็นกลุ่ม ทั้งๆ ที่การพ้นทุกข์นั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ต้องอาศัยทางๆเดียวเท่านั้น คือ เอกยมัคโค ที่สำคัญทางนี้ต้องไปคนเดียว ....พ่อเองก็เคยสอนลูกมาตลอดว่า ชีวิตคนเรา มาคนเดียว แล้วในที่สุดเราก็ต้องไปคนเดียว จะเวียนว่ายตายเกิดไปในภพภูมิใหม่ก็คนเดียว หรือจะบรรลุพระนิพพานก็คนเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลที่พ่อยังไม่สามารถวางใจลูกๆ ได้ ยังต้องคอยมาตักเตือนลูกๆ มิได้ขาด

ตอนนี้หลวงพ่อท่านคงเห็นว่า เราลูกๆ ก็เรียนกันมามากแล้ว รู้ว่าจิตที่เป็นอกุศลมีเท่าไร ที่เป็นมหากุศลมีเท่าไร รู้ว่าจิตดวงไหนเป็นวิบาก รู้ไปแม้กระทั่งวิถีการทำงานของจิต กามชวนะมีเท่าไรก็รู้ แล้วยังรู้ว่าในขณะใดของวิถีจึงจะเป็นกุศล อกุศล และพยายามตั้งตัวเองอยู่ในกุศล โดยการใช้เวลาส่วนใหญ่ให้กับการเรียนปริยัติ หลวงพ่อจึงฝากทิ้งท้ายให้พวกเราได้คิดว่า..

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2550 , 14:51:00 น.] ( IP = 58.9.144.76 : : )


  สลักธรรม 5

“ที่กระทบนั้นคือวิบาก ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม” นี่คือสิ่งที่พ่อเตือนลูกๆ เพียงแค่รักษาอารมณ์ แต่ทุกวันนี้ ลูกควรจะเตือนตนเองมากขึ้นลงไปว่า ....

กรรมที่ทำลงไปนั้น เป็นกรรมชนิดไหน “วัฏฏะหรือวิวัฏฏะ” เพราะวัฏฏะ เป็นกรรมที่นำมาซึ่งความทุกข์ แต่วิวัฏฏะ เป็นกรรมที่จะทำให้หมดไปจากความทุกข์

และนี่ ก็เป็นโจทย์ชีวิตอีกข้อหนึ่งที่เราต้องนำมาขบคิด และแก้ให้ออก เพราะเชื่อว่า หลวงพ่อท่านไม่ได้ต้องการให้เราเลิกเรียนปริยัติ เพราะนั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องสร้างสมไว้ เพื่อต่อไปภายภาคหน้าในอนาคตกาลที่พระพุทธศาสนาเฟื่องฟู สิ่งที่เราได้สะสมนี้จะได้เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เราเข้าใจธรรมได้มากขึ้น

แม้ในพระสูตรก็ยังกล่าวว่า พระสาวกบางองค์เพียงได้ฟังพระคาถาบาทเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งจนสำเร็จดวงตาเห็นธรรมได้

เพียงแต่ ท่านคงต้องการให้เราเรียนเป็น เห็นความสำคัญของคุณค่ามากกว่าเนื้อหา เพราะทุกวันนี้เรารู้ดีเพียงแค่ปริยัติ แต่บางครั้งยังไม่ได้ทำดี ประการสำคัญ เรายังไม่มีดีที่ตนเอง

วันนี้ท่านจึงมาบอกความต้องการของท่านให้พวกเราได้รู้ว่า
“พ่อจึงอยากให้ลูกรักของพ่อเป็นบัวที่บานพร้อมในบึง รับแสงแดดคือพระธรรม จนซับดูดแต่คุณค่าแห่งพระธรรมนั้นอย่างมั่นคง เพื่อพร้อมจะรับกระทบ ลมและแมลง(วิบาก)ได้อย่างองอาจ เพราะความรู้เท่าทันนั้น”

ที่สำคัญ พวกเราจงอย่าลืมคำเตือนของท่านในตอนที่ผ่านมาแล้ว คือ .ลูกพ่อต้องเป็นผู้ฉลาดหลักแหลมในความคิดถูก

ลูกขอกราบแทบเท้าหลวงพ่อด้วยความระลึกถึงพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

โดย วยุรี [10 พ.ค. 2550 , 14:59:48 น.] ( IP = 58.9.144.76 : : )


  สลักธรรม 6

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อสำหรับความห่วงใยและคำเตือนที่มีต่อลูกๆ ค่ะ

อย่าเป็นแค่บัวในกระถางที่นับวันจะเหี่ยวเฉาลงไป จะต้องปรับเปลี่ยนชีวิตด้วยการนำความรู้มาให้เกิดคุณค่าด้วยการปฏิบัติเพื่อจะได้เป็นบัวที่บานพร้อมในบึง

และลูกก็จะเตือนตนเองมากขึ้นค่ะ...กรรมที่ทำลงไปนั้น เป็นกรรม “วัฏฏะ หรือ วิวัฏฏะ

โดย เซิ่น [10 พ.ค. 2550 , 23:17:04 น.] ( IP = 58.8.45.100 : : )


  สลักธรรม 7


กราบนมัสการหลวงพ่อขอรับ


วันนี้เณรจิ๋วได้มีโอกาสเข้ามารับธรรมจากหลวงพ่อแต่เช้าเลยครับ
ได้อ่านเรื่องบัวที่บานอยู่ในกระถางแล้ว เณรจิ๋วก็นึกไปถึงภาพดอกบัวสวยๆที่บานอัดแน่นกันอยู่ในกระถางตามตลาดนัดเลยล่ะครับ มองเผินๆก็ดูสวยดีอยู่แต่ดูแล้วอึดอัดอย่างไรชอบกล เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกโปร่งโล่งเวลาเห็นดอกบัวเล็กๆที่บานรับแสงแดดอยู่ในสระ


เณรจิ๋วมีโอกาสได้คุยกับพี่เณรเมื่อวันก่อน พี่เณรบอกว่าบางครั้งคิดว่าเราเรียนธรรมะมามากแล้ว หลงคิดไปเรามีความดีมีความรู้มากกว่าคนอื่นๆ ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะจัดการให้คนโน่นคนนี้เป็นอย่างที่เราคิด แต่สุดท้ายแล้วเราก็ลืมไปว่าความคิดเช่นนั้นเกิดมานะ ความความเห็นแก่ตัวและความใจแคบของเราล้วนๆเลย ซึ่งน่าจะเปรียบได้กับดอกบัวที่บานอยู่ในกระถางอย่างที่หลวงพ่อมาเตือนไว้


หลวงพ่อครับ ... เณรจิ๋วไม่อยากเป็นคนใจแคบและไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวเลยครับ

โดย เณรจิ๋ว [11 พ.ค. 2550 , 08:59:46 น.] ( IP = 202.231.41.1 : : )


  สลักธรรม 8

“ที่กระทบนั้นคือวิบาก ที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม” คือ หนึ่งในคำสอนจากหลวงพ่อที่จำจนขึ้นใจ ..ไม่ใช่เพราะความไพเราะสละสลวยของคำ แต่ประโยคนี้เปรียบเสมือนเบรคที่ชลออารมณ์ได้เป็นอย่างดี

เพราะทำให้นึกถึงภาพของผังจิตที่เกิดขึ้นในแถวของวิบากจิตที่เป็นอเหตุกะ ..ส่งต่อกันไปเป็นการทำงานของวิถีจิต ที่นำไปสู่การสร้างกรรมใหม่ในชวนจิตที่เราเลือกกระทำเอง...ซึ่งจะส่งผลต่อไปทั้งเพื่ออยู่ในวัฏฏะและออกจากวัฏฏะ

และในส่วนนี้เองที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า ธรรมะทั้งหลายที่พระพุทธองค์ทรงสอนและที่หลวงพ่อพยายามนำมาอธิบายถ่ายทอดแก่ลูกๆ นั้น ก็เพื่อให้กระทำที่ตน มิใช่นำไปบังคับใช้กับใคร ..เป็นการเดินทางไปบนเส้นทางสายเอกที่ต้องเดินไปตามลำพังคนเดียว ...ถ้าต้องการพ้นไปจากทุกข์

กราบขอบพระคุณความห่วงใยจากหลวงพ่อ และความกรุณาของท่านอาจารย์ที่นำมาถ่ายทอด ตลอดจนพี่วยุรีที่สงเคราะห์สรุปใจความสำคัญมาให้อ่านทบทวนอีกครั้ง

ขอบพระคุณมากค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [11 พ.ค. 2550 , 10:44:03 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อเป็นอย่างสูงค่ะ
มาน้อมรับคำสอนด้วยความเคารพ
และน้อมรับความเมตตาอันสูงสุดค่ะ

ทางเดินจึงเป็นของแต่ละบุคคลที่ต้องกระทำเอง
และเลือกทางเดินที่งดงาม ให้งดงามเหมือนบัวธรรมชาติ

ซึ่งในส่วนนี้ก็ห่วงใยไม่น้อย ที่จะพัฒนาตนให้ดีขึ้น
และ จะมีส่วนร่วมที่จะพัฒนาผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันให้เติบโตได้อย่างไร

ขอบพระคุณมากค่ะ อ. วยุรี ที่นำสิ่งที่มีค่ามาฝาก


โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 พ.ค. 2550 , 13:08:22 น.] ( IP = 202.28.181.9 : : 10.6.129.63 )


  สลักธรรม 10


กราบขอบพระคุณในความรักความห่วงใยที่หลวงพ่อมีต่อลูกๆค่ะ

เรียนให้เก่งสักเพียงใด หากไม่สามารถนำความรู้นั้นมาใช้ให้ถูกต้องแล้ว ความรู้นั้นกลับเป็นพิษภัย กักให้เป็นได้แค่บัวในกระถางรอวันเหี่ยวเฉา

กราบขอโทษหลวงพ่อค่ะ เนื่องด้วยลูกอ่อนด้อยทางปัญญา หลายต่อหลายครั้งที่หลวงพ่อเตือน แต่ลูกก็ยังไม่สามารถพาตนให้ออกจากกระถางได้
ลูกจะเพียรประคองตนให้ไปเป็นบัวกลางบึงให้ได้ค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 พ.ค. 2550 , 17:02:34 น.] ( IP = 124.121.174.37 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org