มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การเอาใจใส่ดูแลตัวเอง





การเจริญวิปัสสนาที่แท้มิใช่อื่นไกล ก็คือ “การเอาใจใส่ดูแลตัวเอง” นั่นเอง ดังมีหลักฐานปรากฏในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรติตัสสะสูตร ว่า
“อปิจาหํ อาวุโส อิมสฺมึเยว พฺยามมตฺตกเฬวเร สสญญิมฺหิ สมนเก โลกญฺจ ปญญาเปมิ โลกสมุทยญฺจ โลกนิโรธญฺจ โลกนิโรธคามินิญฺจ ปฏิปทนฺติ
เออ นี่แน่ะอาวุโส เราบัญญัติโลก และโลกสมุทัย โลกนิโรธ โลกนิโรธคามินีปฏิปทา ในกเฬวระ (ร่างกาย) อันยาวประมาณ 1 วา ซึ่งมีสัญญาและใจ
อิตินาหํ อาวุโส อิมานิ จตฺตาริ สจฺจานิ ติณกฏฐาทีสุ ปญฺญเปมิ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ผู้มีอายุเราย่อมไม่บัญญัติสัจจะ 4 เหล่านี้ ลงในหญ้าและไม้ เป็นต้น แต่เราย่อมบัญญัติลงในกายนี้ที่มีมหาภูต 4 เท่านั้น

เมื่อเราคิดที่จะมาดูตนเอง หรือคิดหันมาสนใจเอาใจใส่ดูแลตัวเราเอง แล้วในตัวของเราจะมีอะไรให้เราดู ตัวคนเราแบ่งประเภทใหญ่มีอยู่ 2 ประเภท คือ
1. ร่างกาย (รูปธรรม)
2. จิตใจ (นามธรรม)
ในกายและใจทั้งสองอย่างนั้นควรดูอะไรก่อน ตามนัยแห่งวิสุทธิวรรค อรรถถาท่านกล่าวไว้ว่าควรดูรูปก่อน ดังปรากฏหลักฐานดังนี้
ยถา ยถา หิสฺส รฺปํ สุริกฺขาสิตํ โหติ นิชฺชฏํ สุปริสุทฺธํ ตถา ตถา ตทารมฺมณา อรูปธมฺมา สยเมว ปากฏา โหนติ.
พระโยคาวจร พึงลูบคลำทำในใจ กำหนดแยกแยะดูรูปนั่นแหละไว้ร่ำไปเถิด ด้วยว่ารูป (ปรากฏ) เป็นสิ่งที่สะอาดหมดจดดี ไม่มีอะไรคาบเกี่ยวโดยประการใด ๆ อรูปธรรมทั้งหลายที่มีรูปธรรมนั้นเป็นอารมณ์ก็ย่อมปรากฏขึ้นเองโดยประการนั้น ๆ



หรืออีกนัย จริงอย่างนั้น ถ้ากำหนดดูรูปบ่อย ๆ ครั้ง ก็ทำให้นามปรากฏได้ พระโยคาวจรกำหนดรูปโดยอาการใด รูปก็ชื่อว่า ถูกชำระล้าง สะสางไม่ยุ่งเหยิง เข้าถึงความสะอาดบริสุทธิ์ นามธรรมทั้งหลาย ซึ่งกำหนดดูที่สะอาดบริสุทธิ์เหล่านั้นก็จะปรากฏชัดขึ้นมาเอง
ร่างกาย คือ รูปธรรมที่ควรดูก่อนนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสวิธีการดูกายไว้ 14 วิธีด้วยกันคือ
อานาปานะ 1 วิธี, อิริยาบถ 1 วิธี, สัมปชัญญะ 1 วิธี, ปฏิกูลนมสิการะ 1 วิธี, ธาตุมนสิการะ 1 วิธี, สิวถิกะ 9 วิธี รวม 14 วิธี
ใน 14 วิธีเหล่านั้น วิธีที่เราจะกำหนดดูมี 3 วิธีด้วยกัน คือ อิริยาปถวิธี, สัมปชัญญะวิธี, ธาตุมนสิการะวิธี


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2550 , 08:21:38 น.] ( IP = 58.9.108.234 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


วิธีการกำหนดในกายฯ
คำว่า อิริยาบถ แปลว่า อาการเคลื่อนไหว, อิริยาบถ,
อิริยาบถนี้เมื่อแยกประเภทใหญ่ มี 2 อย่าง คือ
1. อาการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ
2. อาการเคลื่อนไหวย่อย ๆ หรือน้อย ๆ
อาการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ แบ่งออกเป็น 4 อย่าง คือ เดิน, ยืน, นั่ง, นอนส่วนอาการเคลื่อนไหวย่อย ๆ หรือน้อย ๆ มีมากไม่มีการนับจำนวนไว้ ดังมีพระบาลีแสดงถึงอาการเคลื่อนไหวเหล่านั้นว่า
ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ คจฺฉนฺโต วา คจฺฉาปีติ ปชานาติ, ฐิโต วา ฐิโตมฺหีติ ปชานาติ, นิสินฺโนว นิสินฺโนมฺหีติ ปชานาติ, สยาโน วา สยาโนมฺหีติ ปชานาติ
ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถา นํ ปธานาติ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดินก็รู้ชัดว่า เราเดิน เมื่อยืนก็รู้ชัดว่า เรายืน เมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่า เรานอน หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด ๆ ก็รู้ชัดด้วยอาการอย่างนั้น ๆ
ความหมายของคำว่า อิริยาบถใหญ่หรือย่อย
อาการเดิน ยืน นั่ง นอน ที่เรียกว่าเป็นอิริยาบถใหญ่ หรือเรียกว่า อาการเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ นั้น หมายความว่า “อิริยาบถทั้ง 4 เหล่านั้น” “เวลาเคลื่อนไหว ที่เคลื่อนไหวไปทั้งหมด” จึงได้ชื่อว่าอิริยาบถใหญ่
ส่วนอิริยาบถย่อยหรือน้อยนั้นก็มีความหมายตรงกันข้ามคือ “เคลื่อนไหวไปบางส่วน”



หน้าที่และขอบเขตที่พึงดูแลรักษาของผู้ปฏิบัติธรรม
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ มีหน้าที่ เอาใจใส่ดูแลตัวเอง
ขอบเขตที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลรักษา ก็มีเพียงแค่ กว้างศอก, ยาววา, หนาคืบ เท่านั้นเอง
คำว่า เอาใจใส่ดูแลตัวเองนี้ มีความหมายอยู่ 2 อย่าง คือ มีความหมาย ว่ารับ และมีความหมายว่าปฏิเสธที่มีความหมายว่า รับ นั้น คือ รับว่าจะเอาใจใส่ดูแล ตัวเองเท่านั้น ที่ว่า ปฏิเสธ นั้น ก็คือไม่สนใจเอาใจใส่บุคคลอื่น


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2550 , 08:22:57 น.] ( IP = 58.9.108.234 : : )


  สลักธรรม 2


หลักการปฏิบัติธรรม
ปัจจุบันการพัฒนาจิตใจควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านวัตถุมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพัฒนาการด้านวัตถุอย่างเดียว ก่อให้เกิดปัญหามากมายด้วยความเครียดและความเห็นแก่ตัวของบุคคลในสังคม เพื่อป้องกันและขจัดปัญหาดังกล่าว จึงควรส่งเสริมให้ทุกคนพัฒนาจิตด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นการพัฒนาจิตให้รู้เท่าทันโลก รู้จักชีวิตตามเป็นจริง เพื่อลดละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน อันจะเป็นผลให้จิตบริสุทธิ์และเกิดปัญญา
การบริหารจิตเจริญปัญญา เป็นการนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธ-ศาสนามาปฏิบัติจนเห็นผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโน้มน้าวและถ่ายทอดให้เด็กและเยาวชนปฏิบัติตามโอวาท 3 คือ เว้นชั่ว ทำดี ฝึกจิตให้ผ่องใสบริสุทธิ์ ซึ่งขยายความได้ดังนี้
เว้นชั่ว ด้วยการรักษาศีล
ทำดี โดยประพฤติธรรม
ชำระจิตให้ผ่องใส ด้วยการฝึกสติ บริหารจิต เจริญปัญญา
รักษาศีล ประพฤติธรรม บริหารจิตเจริญปัญญา
ไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนกัน มีเมตตากรุณา ฝึกสติปัฎฐาน 4 ได้แก่
- ระลึกรู้ในกาย
- ระลึกรู้ในเวทนา
- ระลึกรู้ในจิต
- ระลึกรู้ในธรรมะ
ไม่ลักขโมย ประกอบสัมมาอาชีพ
ไม่ล่วงละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักและหวงแหน สำรวมในกาม
ไม่พูดเท็จ (เว้นวจีทุจริต 4) รักษาสัจจะ
ไม่เสพของเสพติดให้โทษ มีสติสัมปชัญญะ
ผู้ปฏิบัติได้ครบองค์ 3 จึงเป็นผู้มีคุณธรรมโดยสมบูรณ์ การสอนให้ฝึกปฏิบัติตามโอวาท 3 เป็นการปลูกฝัง และสร้างลักษณะนิสัย กาย - วาจา - ใจ




ประโยชน์ของการบริหารจิตเจริญปัญญา
คืออะไร
- การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง
- โดยฝึกดูที่กาย และใจของตนเอง
- หลักในการดูกายและใจตนเอง
ต้องเคลื่อนไหวช้า ๆ
ดูอย่างจิตจดจ่อ
ดูอย่างต่อเนื่อง

ผลของการฝึกสติ
1. ประสาทการรับรู้ว่องไวทันการ
2. เห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง
3. กล้าหาญ ยอมรับความจริง ไม่ลำเอียง ยุติธรรม
4. ไม่หวั่นไหวตื่นตระหนก ควบคุมตัวได้
5. มีวินัยจากศีลในจิตใจ

ผลของการฝึกสมาธิ
เมื่อจิตเป็นสมาธิจะมีพลัง คือ
1. รักษาระบบร่างกายให้สดชื่นแข็งแรง
2. พัฒนาจิตใจให้ปลอดโปร่ง แจ่มใส
3. สร้างความอดทนทางกายและใจ ระงับทุกขเวทนาได้ เพราะจิตที่เป็นสมาธิ โดยมีสติคุม เป็นเหตุให้ใจเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว เป็นอิสระ ไม่หวั่นไหว ไม่ตามเหตุการณ์ทั้งหลาย
4. พัฒนาศักยภาพสมองทั้งความจำและความคิด
5. เป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญาขั้นสูงได้



ผลของปัญญา
1. เข้าใจกฎสามัญของธรรมชาติ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป)
2. มีเหตุผล ไม่ถูกหลอกโดยกฎเกณฑ์ของมนุษย์
3. อยู่กับทุกข์สุขไม่หวั่นไหว
4. คลายความยึดมั่นในตัวตนและอุปาทาน
5. ถึงที่สุดแห่งทุกข์ โดยปราศจากตัวตนและความยึดมั่น

สรุป ประโยชน์ของการบริหารจิต เจริญปัญญา (ฝึกสติปัฏฐานสี่)
1. รู้จักตนเอง / เข้าใจตนเอง
2. เข้าใจธรรมชาติ
3. มีและอยู่กับเหตุผล
4. ไม่หวั่นไหวในสุข / ทุกข์
5. สิ้นทุกข์โดยปราศจากตัวตนและความยึดมั่น


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2550 , 08:24:14 น.] ( IP = 58.9.108.234 : : )


  สลักธรรม 3


การเจริญสติปัฏฐานสี่
“โลกภายนอกมองออกไปใครใครรู้ โลกภายในลึกซึ้งอยู่รู้บ้างไหม อยากรู้โลกภายนอกมองออกไป อยากรู้โลกภายในมองใจตน มนุษย์เราส่วนใหญ่กลัวภัยจากภายนอก จึงพยายามหาสิ่งที่ป้องกันและคุ้มครองให้พ้นจากภัย เช่น สร้างรั้วป้องกันภัยแบบต่าง ๆ ตั้งแต่รั้วลวดหนาม รั้วไม้ระแนง กำแพงก่ออิฐ ไปจนถึงป้อมค่าย คู ประตูเหล็ก ซึ่งก็คุ้มกันให้ปลอดจากภัยได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่มนุษย์มักไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ภัยที่สำคัญและมีภัยต่อชีวิตของตนยิ่งกว่าภัยจากภายนอก คือ ภัยจากภายใน นั้นก็คือ ทุกข์ ที่เกิดในจิตของตนนั่นเอง
โดยปกติ จิตของมนุษย์มักจะผูกพันกับอดีตและใฝ่ฝันถึงอนาคต เมื่อได้รับการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องตอบสนองด้วยอำนาจของกิเลสที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ เกิดผลเป็นความสุขบ้างทุกข์บ้าง แม้ผลจากที่จิตกระทบความชอบใจเป็นความสุข เมื่อสุขนั้นเปลี่ยนไปหรือลดน้อยถอยไปก็เกิดเป็นทุกข์ เพราะวิตกกังวลและมีอาการเครียดเกิดขึ้น ถ้าไม่รู้จักระงับความวิตกกังวลหรือผ่อนคลายความเครียด ก็จะเกิดปัญหาทางจิตประสาทขึ้นได้ สรุปว่า ภัยคือทุกนั้น เกิดขึ้นที่ใจ โดยผ่านเข้ามาทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง



พระพุทธองค์ตรัสสอนให้เฝ้ารักษาจิตของตนด้วยความไม่ประมาท คือ มีสติรู้เท่าทันสิ่งที่เข้ามากระทบจิต เสมือนมีเครื่องกรองน้ำสีและกลิ่นต่าง ๆ ก่อนไหลลงสู่แก้วใจ เมื่อมีเครื่องกรองเสียก่อน น้ำที่ไหลลงแก้วใจ (หรือจิต) ก็จะใสสะอาด สามารถมองทะลุออกไปเห็นสิ่งต่าง ๆ ด้านหลังอย่างชัดเจนและถูกต้องตามความเป็นจริง ฉะนั้น เมื่อเจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ความระลึกรู้นั้นจะไปแทนที่ความคิดฟุ้งปรุงแต่ง จิตจึงสงบและเป็นสุข เมื่อมีอะไรมากระทบหรือสัมผัสก็มี ปัญญา เข้าไปรับรู้ เห็นความเป็นจริง ช่วยให้ ไม่ตอบสนองสิ่งกระทบด้วยอำนาจของกิเลส ปัญญาดังกล่าวนี้เรียกว่า วิปัสสนา หรือปัญญาหยั่งรู้ที่เกิดจากการเจริญสติ จนกระทั่งมีสมาธิ เมื่อมีสมาธิตั้งมั่นแล้วจึงเกิด ปัญญาญาณ
การเรียนรู้ความจริงของชีวิตเพื่อความพ้นทุกข์ด้วยการ ดูกายดูใจของเราเอง ความจริงดังกล่าวคือ อาการปรากฏทางกายกับใจ ถ้าผู้ฝึกสามารถรับรู้อาการและความรู้สึกได้ทันการและรับรู้ว่า มีเพียงรูปกับนาม เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยในแต่ละขณะไม่มีบุคคล ตัวเรา ของเรา เมื่อนั้น สติจะเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน สิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการเจริญสติ สติทำให้เราเห็นว่า สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นทุกข์ และทุกสิ่งไม่จีรังยั่งยืน (พระคันธสาราภิวงศ์ วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง, ศึกษาวิธีเจริญสติด้วยภาษาง่าย ๆ หน้า ๒)


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2550 , 08:25:24 น.] ( IP = 58.9.108.234 : : )


  สลักธรรม 4


หมั่นสังเกตดูสภาวะ พิจารณาเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่งไปตามความต้องการของตน ดูอาการใดเกิด รู้ตามอาการนั้น ความรู้สึกอันใดเกิด รับรู้ความรู้สึกนั้น ทุกขณะที่รู้ตัวว่ายืน ก็รับรู้กำหนดรู้ว่ายืนอยู่ เมื่อรู้ตัวว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส (ถูก, แตะ, จับ, ถึง ฯลฯ) และนึกคิด ถ้าผู้ฝึกเฝ้าดูอาการปรากฏทางกายและจิตด้วยสติที่รู้ทันและวางใจเป็นกลาง ไม่ปรุงแต่ง เมื่อนั้นจิตก็จะเกิดสมาธิตั้งมั่นเองผู้ที่ฝึกเจริญสติอย่างสมบูรณ์ จะเป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับสิ่งใด หลุดพ้นจากความอ่อนแอของมนุษย์ มีจิตมั่นคง ไม่หวาดกลัว ไม่โลเล สติจะช่วยป้องกันภัยเหมือนเป็นรั้วกั้นจิต ไม่ให้หลงทำผิดและเตือนให้รู้เท่าทันกิเลส คือ ความชั่วร้าย ความเกลียดชัง ฯลฯ ทำให้ระลึกรู้สึกตัวตามที่เป็นจริง ไม่หลอกตัวเอง ไม่เข้าข้างตัวเอง แม้ตนทำผิด เห็นแก่ตัว หรือมีทุกข์ก็รู้เหตุแห่งทุกข์นั้น เช่น ยอมรับความผิด รับว่าเห็นแก่ตัว หรืออาจเคยทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดหรือเป็นทุกข์มาก่อน สติจึงก่อให้เกิดปัญญาเพื่อพัฒนาชีวิต “รู้รับทุกข์ รับโทษ รู้อดทน รู้ดิ้นรน เพื่อรอดจากอวิชชา”
อาวุธสำหรับต่อสู้กิเลส เครื่องเศร้าหมองที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะไว้ในมหาสติปัฏฐานสี่ได้แก่
อาตาปี - พากเพียรพยายาม เผากิเลสโดยการกำหนด
สัมปะชาโน - รู้ตัวทั่วพร้อม ไม่หลงไปอดีต อนาคต ได้แก่ ทันปัจจุบัน
สะติมา - มีสติระลึกรู้ ระลึกได้
สรุป วิธีฝึกบริหารจิตเพื่อเจริญปัญญา คือ มีสติ กำหนดให้ทันปัจจุบัน


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2550 , 08:26:31 น.] ( IP = 58.9.108.234 : : )


  สลักธรรม 5

ขอขอบคุณ คุณ ธีรวัส คับ สติเป็นสิ่งสำคัญจิง ๆ ผมก้ออยากมีสติ ที่มีสมาธิเป็นพลังคับ ขออนุโมทนาด้วยคับ

โดย น้อง บู (jringna) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 พ.ค. 2550 , 16:48:11 น.] ( IP = 58.9.177.186 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org