| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ท่านทำอย่างไร ท่านย่อมได้สิ่งนั้น (๓)
![]()
![]()
ท่านทำอย่างไร ท่านย่อมได้สิ่งนั้น (๓)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓)
ตอนที่ผ่านมา
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เปิดวีดีโอเทป เรื่อง ชีวิตที่ร่ำไห้ ให้แก่คณะผู้มาฟังธรรม ณ อภิธรรมมูลนิธิได้รับชมจำนวน ๑๐๐ คน ทุกคนต่างเกิดความสังเวชสลดจิตว่า เบื้องหลังความอร่อยของเรานี้ช่างมีแต่ความทุกข์เหลือเกิน ทุกข์จากการที่สัตว์ต่าง ๆ ต้องตายลงเพื่อมาเป็นอาหาร ที่จริงแล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงว่า มิได้สั่งให้ฆ่ามาทำเป็นอาหารก็ทานไปเถิด แต่ภาพที่ให้ผู้ฟังธรรมทั้งหลายได้รบชมนั้นต้องการให้เห็นว่าทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันอย่างบำเรอมิใช่บำรุงชีวิต
การบำรุงชีวิต คือการกินเพื่ออยู่ มิได้กินเพราะอยาก อยู่เพื่อแก้ทุกข์ มิได้อยู่เพื่อแก้อยาก อาหารอร่อยหรือไม่อร่อยก็อิ่มได้เหมือนกัน แต่พวกเราเลือกกันมากว่าต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ มีความพิถีพิถันในโภชนาการอย่างมากมายเจาะจงจะต้องบำรุงอย่างโน้นอย่างนี้ เช่น ต้องรับประทานอุ้งตีนหมี หรือต้องกินเลือดงู ดีงู แม้กระทั่งเป็ด ไก่ วัว ควาย หมู ปลา
ภาพที่ได้รับชมจากวีดีโอเทป ทำให้แต่ละท่านนึกไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ขนาดนี้ พากันเกิดสังเวชสลดจิต รับประทานอาหารไม่ค่อยลง ส่วนมากจะเลือกรับประทานอาหารที่ไม่เป็นชิ้น หรือไม่เป็นรูปต่าง ดูภาพจากวีดีโอแล้วเกิดความสงสารสัตว์ที่ถูกฆ่า แต่ที่น่าสงสารมากกว่าก็คือ ผู้ที่ฆ่านั่นเอง เพราะผู้ฆ่านั้นไม่รู้ว่าการดำรงชีวิตของเขาเป็นมิจฉาอาชีวะ เพราะทำให้ชีวิตสัตว์เหล่านั้นต้องตายไปไม่รู้วันละเท่าใด โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [23 พ.ค. 2550 , 12:27:38 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 5อนุโมทนาและน้องกิ๊ฟมากค่ะ ที่นำประโยชน์มาฝากเสมอค่ะ
โดย เซิ่น (เซิ่น) [23 พ.ค. 2550 , 18:07:52 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 7สวัสดีค่ะคุณสุพัฒน์
อ่านแล้วก็นึกถึงเวลาที่ไปร่วมงานกุศลในหลายๆ แห่งนะคะ เช่นจะมีคนยกพานดอกไม้ ธูปเทียน และปัจจัยไทยทาน มาให้แขกผู้ร่วมงานได้ "จบ" เพื่อร่วมกุศลด้วยกัน ทั้งๆ ที่แขกนั้นก็อาจไม่ได้มอบปัจจัยใส่ลงในพานนั้นเลย... หรืออย่างเวลาที่ใครหลายคนได้รับคำเชิญให้ถวายของแก่พระสงฆ์ในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งก็ไม่ได้นำของติดไม่ติดมือมาด้วยสักนิด ...หรือบางครั้งที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกล่าวคำถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์พร้อมๆ กันตามที่มีผู้นำกล่าวถวาย โดยข้าวปลาอาหารนั้นเราก็มิได้เป็นผู้นำมาร่วมงานเลยสักอย่าง ซึ่งก็นับว่าเป็นการกระทำที่เป็นกุศลทั้งสิ้นเลยค่ะ
เรื่องที่ถามมานี้คงมีปัญหาไม่สบายใจติดอยู่ที่ว่า "ใครเป็นเจ้าของ" ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเป็นการจัดงานในฐานะขององค์กรก็จะมีการตั้งงบประมาณไว้เพื่อการจัดงานในทุกฝ่าย และเจ้าภาพก็คือ สมาชิกทุกคนในองค์กร ข้าวของเครื่องใช้ตลอดจนภัตตาหาร ก็ถือว่าเป็นทรัพย์ขององค์กรนั้นเช่นกัน โดยมีสมาชิกทุกคนนั่นแหละค่ะที่ร่วมกันดูแลตามอำนาจและหน้าที่ในการจัดงานนั้นๆ เวลาที่มีแขกมา พนักงานของบริษัทก็สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองว่า จะนำน้ำดื่มไปบริการแขกเหล่านั้น ..ตรงนี้ก็ชัดเจนว่า ไม่ได้ลักทรัพย์ของใครแม้จะไม่ได้ช่วยออกเงินก็ตาม แต่ถ้าแอบนำน้ำนั้นกลับบ้าน หรือไปใช้ผิดวัตถุประสงค์สิคะนั่นจึงจะน่ากังวลใจ
เพราะฉะนั้น จะว่าไปแล้วเครื่องถวายเหล่านั้นก็เป็นของส่วนรวม ที่หากใครได้เป็นผู้ถวายก็หมายถึงตัวแทนของทุกคนนั่นเองค่ะ และทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะกล่าวคำถวายพร้อมกันได้อีกด้วย แม้จะมีความตั้งใจไว้ก่อนคนอื่นก็ไม่ได้จะเสียหายตรงไหน
ส่วนการที่นึกในใจว่าขอมอบสังฆทานเหล่านี้ให้พระสงฆ์ ก็เป็นเพียงการตั้งบุพพเจตนาเท่านั้นเองค่ะ เพราะพิธีการถวายจริงๆยังไม่เกิดขึ้น..ปฏิคาหกยังไม่ได้รับของนั้น
และคุณสุพัฒน์... ก็เป็นส่วนหนึ่งของพนักงานที่มีสิทธิอยู่ร่วมพิธีถวายสังฆทานนั้น ซึ่งหากจะบอกว่าเป็นการลักทรัพย์ก็ยังไม่ได้เพราะไม่ยังไม่ได้คิดเรื่องลักทรัพย์เลยสักนิด เพียงแต่มีจิตใจน้อมไปในกุศลเพื่อจะถวายเท่านั้น ....แต่ถ้าหากรู้มาก่อนหน้านั้นว่า เครื่องสังฆทานนี้มิใช่งบของบริษัทและมีเจ้าภาพปวารณามาเป็นส่วนตัวการที่จะน้อมใจไปเสมือนหนึ่งว่าตนเองเป็นเจ้าของเครื่องสังฆทานนั้นก็เป็นการไม่สมควรค่ะ
...เพราะลึกๆ แล้วนั้นคือความโลภที่อยากจะทำ ไม่ใช่เพื่อสงเคราะห์หรือเพื่อละกิเลส ซ้ำยังเพิ่มพูนกิเลสให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่บุพพเจตนาอย่างนี้แม้จะเป็นทรัพย์ของตนเองที่ได้มาโดยบริสุทธิ์แต่มิได้ถวายด้วยมือตนเอง หรือฝากคนอื่นกำลังของเจตนาในขณะกระทำก็จะเสียหายไป มิใช่น้อยเลย เพียงแต่จิตใจที่ละเอียดอ่อน และประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะนั้น ทำให้หันกลับมาสำรวจจิตใจและพฤติกรรมของตนเองว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรทำลงไปหรือไม่
ความรู้สึกนึกคิดตรงนี้น่าชื่นชมมากเลยค่ะ ..เพราะเป็นการตรวจสอบความสุจริตของตนเอง ซึ่งอาจไม่เคยมีเกิดขึ้นเลยในใจของหลายๆ คนก็ได้และก็จะเป็นบันไดสำคัญที่จะนำไปสู่การรู้จักพิจารณาปัจจัยสี่ทั้งหลายก่อนที่จะนำมาใช้อีกด้วยค่ะ
เคยได้รับคำสอนจากครูมาว่า กลัวบาปน่ะดีแล้ว แต่อย่าจมปลักอยู่กับความกลัวนั้น เพราะนั้นคือการทำให้บาป(กุกกุจจะ)เจริญมากขึ้น
ขอให้มีความสบายใจและมีความรอบคอบในการทำกุศลได้ยิ่งๆ ขึ้นไปนะคะ ขอแสดงความเห็นเพียงเท่านี้นะคะ เพราะตนเองนั้นก็เป็นเพียงผู้ที่ยังไม่แตกฉานในการศึกษาพระธรรม และก็เพียงแต่เป็นผู้นำคำบรรยายของท่านอาจารย์บุษกร มาลงให้อ่านเพื่อประโยชน์ของแต่ละท่านเท่านั้นเองค่ะ
โดย น้องกิ้ฟ [24 พ.ค. 2550 , 18:43:01 น.] ( IP = 58.9.144.182 : : )
สลักธรรม 8
อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา (พี่ดา) [25 พ.ค. 2550 , 09:34:24 น.] ( IP = 124.121.173.36 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |