มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๑)








หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๑)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓)


สวัสดีค่ะ วันนี้ตรงกับวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เราทุกคนได้ปฏิบัติภารกิจกันมาตลอด สัปดาห์ และมีวันหยุดพักในวันเสาร์และอาทิตย์ แต่ในวันเสาร์นี้ตรงกับวันเลือกตั้ง เราจึงมีหน้าที่สำคัญของการเป็นประชาชนที่ดี คือ ต้องไปเลือกตั้ง ทางมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิมีความประสงค์ที่จะให้ท่านสาธุชนคนดีทั้งหลาย รู้จักเอาใจใส่หน้าที่ขวนขวายในกิจการงานที่ชอบประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ ๆ ของชีวิตก็คือ ทำทุกอย่างที่มีประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับชีวิตของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สุดความสามารถ เพราะว่าเกินความสามารถไม่มีใครทำได้

หน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ การรู้จักตนเอง และละวางสิ่งที่ไร้สาระออกไปจากชีวิตเสียบ้าง การรู้จักตนเองนั้นต้องรู้จักว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์อันจริงแท้มีสาระแก่นสารให้กับชีวิต ไม่ใช่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เพราะชีวิตหน้ามีแน่ ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เพราะว่ามีอดีตเหตุจึงมีปัจจุบันผล มีปัจจุบันเหตุจึงมีอนาคตผล

ก่อนที่จะพูดถึงเนื้อหาสาระอันเป็นเรื่องสำคัญ จะขอนำพุทธโอวาทก่อนปรินิพพานมากล่าวสักเล็กน้อย ก่อนพุทธปรินิพพานพระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “เมื่อชีวิตของเราล่วงลับไปแล้ว เธอทั้งหลายอาจจะคิดว่า บัดนี้ พวกเธอไม่มีศาสดาแล้วจะพึงว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง อานนท์ เอ๋ย พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วหันว่า ธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว ขอให้ธรรมวินัยนั้น จงเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป เธอทั้งหลายจงมีธรรมวินัยเป็นที่พึงเถิด อย่าได้มีสิ่งอื่นเป็นที่พึงเลย”

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:41:32 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เมื่อพระอานนท์มิได้ทูลถามอะไร พระธรรมราชาตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ผู้ใดมีความสงสัยในเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าบ้าง ในมรรคหรือปฏิปทาใด ๆ ก็จงถามเสียเถิด ท่านทั้งหลายจะได้ไม่เสียใจในภายหลังว่า มาอยู่พระพักตร์พระศาสดาแล้ว มิได้ถามข้อสงสัยแห่งตน”

ภิกษุทุกรูปนั้นเงียบกริบ บริเวณที่ปรินิพพานสงบเงียบไม่มีเสียงใด ๆ เลย แม้จะมีพุทธบริษัทมาประชุมกันอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ทุกคนปรารถนาที่จะฟังพระพุทธเจ้าดำรัสเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจเป็นครั้งสุดท้าย พระพุทธองค์ตรัสว่า “บัดนี้ กำลังของตถาคตเหลืออยู่น้อยเต็มทีประดุจน้ำที่เขาราดลงไปในดินที่แตกระแหงย่อมพลันเหือดแห้งหายไป มิได้ปรากฏแก่สายตา”

ถึงกระนั้น พระบรมโลภนาถยังทรงประทานปัจฉิมโอวาทเป็นพุทธดำรัสสุดท้ายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายของเราแล้ว เราขอเตือนเธอทั้งหลาย ให้จำไว้ให้มั่นว่า สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:42:59 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมยาม พระจันทร์โคจรไปทางของฟ้าทิศตะวันตก และได้สาดแสงผ่านทิวต้นไม้ลงมา ท้องฟ้าเกลี้ยงเกลาปราศจากเมฆหมอก รัชนีแจ่มจันทร์ดูเหมือนจะจงใจส่องแสงเปล่งปลั่งเป็นพิเศษครั้งสุดท้าย และสลัวลงเล็กน้อยเหมือนจะอาลัยพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมครูของเทวดาและมนุษย์

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระกายสงบหลับพระเนตรสนิท พระอนุรุทธเถระ ซึ่งเป็นเถระผู้ใหญ่อยู่ในเวลานั้น ได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นเลิศทางทิพยจักษุ ได้เข้าฌานตามทราบว่าพระพุทธองค์เข้าสู่ปฐมฌาน ทุติยฌาน จตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้วเข้าสู่อรูปสมาบัติ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ตามลำดับ และถอยออกมาจากสัญญาเวทยิตนิโรทจนถึงปฐมฌาน แล้วเข้าสู่ปฐมฌาน จนถึงจตุถฌานอีก ออกจากจตุตถฌาน ยังมิทันเข้าสู่อากาสานัญจายตนะ พระองค์ทรงปรินิพพานในระหว่างนี้เอง

ในที่สุดแม้พระองค์ก็ประสบอวสานเหมือนคนทั้งหลาย พระธรรมที่พระองค์ทรงสอนมาตลอดพระชนมชีพว่า สัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุดนั้น เป็นสัจธรรมที่ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พระองค์เอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:43:45 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3



เมื่อย้อนหลังไป ๔๕ ปี ก่อนปรินิพพาน พระองค์เคยเป็นผู้โดดเดี่ยวเพราะปัญจวคีย์ได้ทอดทิ้งพระองค์ไปภายใต้ต้นโพธิบัลลังก์ครั้งกระนั้น แสงสว่างแห่งการตรัสรู้ได้เกิดโชติช่วงขึ้นพร้อมด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ พระองค์มีเพียงหยาดน้ำบนโพธิพฤกษ์เป็นเพื่อน ต้องเสด็จจากโพธิมณฑลไปเมืองพาราณสีด้วยพระบาทเปล่าถึง ๑๐ วัน เพียงเพื่อหาผู้รับคำแนะนำของพระองค์สัก ๕ คน

แต่มาบัดนี้ พระองค์มีภิกษุสาวกเป็นจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน มีหมู่ชนเป็นจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วสารทิศเพียงเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์บุคคลทั้งหลายรู้สึกว่าการได้เห็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง

๔๕ ปีที่ผ่านมาพระองค์มีเพียงหญ้าคามัดหนึ่งเท่านั้นที่นายโสตถิยะได้นำมาถวาย และทรงทำเป็นที่รองประทับมาบัดนี้มีเสนาสนะมากมายที่สวยงามซึ่งมีผู้ศรัทธาสร้างอุทิศถวายพระองค์ เช่น พระเชตวัน พระเวฬุวัน พระมหาวัน บุพพาราม นิโครธาราม โฆสิตาราม และที่อื่น ๆ อีกมากมายที่เศรษฐีและคหบดีต่างแย่งชิงกันจอง เพื่อให้พระองค์รับภัตตาหารของเขา และเป็นที่แน่นอนทีเดียว หากพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิคงไม่ได้ความนิยมเลื่อมใสขนาดนี้ และไม่ยั่งยืนยาวนานปานนี้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:45:46 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 4



๔๕ ปีที่ผ่านมาแล้ว ภายใต้โพธิพฤกษ์อันร่มเย็นริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระองค์ได้บรรลุซึ่งนิพพาน กำจัดกิเลสแห่งความมือให้หมดไป แต่บัดนี้ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ และความเย็นยะเยือกแห่งปัจฉิมยาม พระองค์ได้ดับขันธปรินิพพานสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระรูปอันวิจิตรด้วยพระมหาปุริสลักษณะ มีศีลขันธ์อันบริสุทธิ์ด้วยอาการทั้งปวง ถึงฝั่งแห่งความยิ่งใหญ่ด้วยยศ และได้บุญด้วยฤทธิ์ ด้วยกำลัง และด้วยปัญญา

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นยังต้องดับและตกลงแห่งมรณะเหมือนกัน และต้องมอดลงเพราะฝนห่าใหญ่ตกลงมา พระองค์ได้เคยตรัสไว้ว่า ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิตไม่ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ ไวศยะ ศูทร หรือจัณฑาล ในที่สุดต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตายเหมือนภาชนะไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ในที่สุดต้องแตกสลายเหมือนกันหมด

ตรงนี้เป็นความจริง อันว่าความตายมีอิทธิพลยิ่งใหญ่นัก ไม่มีใครสักคนจะสามารถต่อต้านต่อสู้ได้เลย การเข้าไปสู่ปราสาทแห่งกษัตริย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นไปด้วยความสงบ มีความสง่าผ่าเผย ปราศจากความสะทกสะท้านใด ๆ และเช่นเดียวกันกับการเข้าไปสู่กระท่อมน้อยของขอทาน พญามัจจุราชเป็นตุลาการที่เที่ยงธรรม ไม่เคยลำเอียง และอ่านคำพิพากษาด้วยถ้อยคำอันหนักแน่น เด็ดเดี่ยว ไม่ฟังเสียงคัดค้านและขอร้องของใคร ๆ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:47:04 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5



ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญอันระคนด้วยกลิ่นธูปควันเทียน ท่านได้ยื่นหัตถ์ออกกระชากให้ความหวังของทุกคนหลุดลอย และทุกอย่างก็เป็นไปตามพระบัญชาของพระองค์ มาถึงจุดนี้แล้วความยิ่งใหญ่ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย กลายเป็นเพียงนิยายที่เล่าสู่กันฟังสืบต่อมา

เมื่อความตายมาถึง มงกุฎที่ประดับด้วยเพชรก็มีค่าเท่ากับหมวกฟาง พระคฑาที่มีลวดลายวิจิตร ก็เหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า พระราชาต้องถอดมงกุฎเพชรวางลง ทิ้งพระคฑาไว้แล้วเดินเคียงคู่ไปกับชาวนาหรือขอทาน ผู้ทิ้งจอบ เสียม หมวดฟาง และคันไถ หรือภาชนะไว้ให้ทายาทของตนเอง

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว ร่างกายของพระองค์ก็เหมือนคนทั้งหลายที่ซึ่งจะต้องแตกสลายไปในที่สุด แต่ความดีและพระเกียรติคุณของพระองค์ยังคงดำรงอยู่ในโลกนี้อีกนานเท่านานตราบเท่าทุกวันนี้ ความดีนี้เองคือสาระอันแท้จริงของชีวิต

เราจึงควรสร้างสมแต่ความดีให้มาก ๆ และจะต้องพยายามระลึกถึงพระพุทธพจน์ไว้ให้มั่นคงว่า จงยังมีชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:47:41 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 6



จะไม่ประมาทได้อย่างไร ก็จะต้องเรียนให้รู้ว่า อย่างไรเรียกว่ารู้ อย่างไรเรียกว่าหลง โมหะคือความหลง อันเป็นโทษยิ่งใหญ่มาก โมหะเป็นเหตุให้เกิดความคิดผิด เห็นผิด เห็นผิดว่าผลของการกระทำไม่มี ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว แม้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมด ทรงสอนว่าการกระทำทุกอย่างมีผล ผู้ใดทำความดีก็จะได้รับความดีผู้ใดกระทำชั่ว ก็จะได้รับผลชั่ว

แต่ด้วยโมหะหรือความหลงก็สามารถทำให้คิดผิดเห็นผิดไปเป็นอย่างอื่นได้ ทำให้ไม่เชื่อในพระพุทธเจ้าได้ ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงมีดวงพระเนตรเป็นทิพย์แล้วด้วยพระปัญญา มีพระคุณค่าไม่มีใครเสมอเหมือนและทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นผู้มีดวงตามืดมัวเพราะปราศจากแสงแห่งปัญญา คือมีโมหะและความหลงผิดเข้าประกอบความคิดความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง มีความเชื่อที่หลงผิด มีความคิดที่เห็นผิด มีความรู้ที่ผิดจากความเป็นจริง

ผู้มีปัญญามากในเรื่องใด ๆ ก็มีโมหะความหลงผิดน้อยในเรื่องนั้น ผู้มีโมหะหลงผิดน้อยในเรื่องใด ก็มีปัญญามากในเรื่องนั้น ผู้มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใด ก็ไม่มีโมหะหลงผิดในเรื่องนั้นเลย หรือผู้ไม่มีโมหะความหลงผิดเลย ก็มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องนั้น

แต่สำหรับพวกเราสามัญชนจะไม่มีโมหะความหลงผิดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ และถ้าจะมีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน มีเพียงพระอริยบุคคลเท่านั้นที่มีปัญญาบริบูรณ์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะปราศจากโมหะในเรื่องนั้นแล้ว และพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกเท่านั้น ที่ทรงมีพระปัญญาอย่างบริบูรณ์อย่างไรก็ตามไม่นับผู้ที่มีปัญญาบนโลกคือพระอรหันต์เป็นต้นไป เราท่านทั้งหลายก็จะต้องเป็นผู้คิดพิจารณาให้ดี

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 12:48:26 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 7

หน้าที่สำคัญ คือ การรู้จักตนเอง และละวางสิ่งที่ไร้สาระออกไป ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

อนุโมทนาและขอบคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ..ที่นำประโยชน์มาให้อ่าน

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 พ.ค. 2550 , 22:37:09 น.] ( IP = 58.8.45.23 : : )


  สลักธรรม 8


จริงสินะ คนเรามักมองเห็นคนอื่นว่าบกพร่องในหน้าที่ใดบ้าง

แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่เราควรใส่ใจและควรรู้ที่สุดก็คือหน้าที่ของตนเอง ... คือ การรู้จักตนเอง และละวางสิ่งที่ไร้สาระออกไปจากชีวิตเสียบ้าง

ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 08:53:28 น.] ( IP = 124.121.174.221 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org