มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สีลสังวร




สีลสังวร
โดย..พระครูศรีโชติญาณ


คำว่า สีลสังวร หรือ “สีลสํวโร” คำนี้ เป็นชื่อของบุคคลผู้สังวรในศีลหรือระวังศีล ซึ่งก็จะขออธิบายไปตามหลักที่ควรทราบ เพราะคำ ๆ นี้ เป็นฉายาของพระครูสีลสังวร อดีตเจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรม

ก็คำว่า “สีล” นั้น ในคัมภีร์ปฎิสัมภิทามรรรคได้ชี้ให้เห็นถึง ศีล ว่าได้แก่อะไร ? แล้วพระธรรมเสนาบดีชื่อสารีบุตรก็ได้แก้ไว้เองว่า เจตนา ชื่อว่า “ศีล” เจตสิก ชื่อว่า “ศีล” สังวร ชื่อว่า “ศีล” การไม่ล่วงละเมิด ก็ชื่อว่า “ ศีล” ส่วนจะเป็นศีลได้อย่างไรนั้น ผู้ประสงค์ทราบถึงรายละเอียดโปรดตรวจดูได้ในที่นั้น

สำหรับในที่นี้จะขอสรุปพูดเอาสั้น ๆ ว่า ศีลในที่นี้ มีอยู่ด้วยกัน ๒ อย่างคือ ศีลในมรรค ๑ ศีลนอกมรรค ๑ หรือ ถ้าจะพูดกันอย่างชนิดที่ฟังได้ง่าย ๆ ก็หมายความว่า ศีลในทางกับศีลนอกทางนั่นเอง

อันมีความหมายย่อ ๆ ว่า ศีลนอกทางนั้น หมายถึงศีลเท่าที่เรากำลังรักษากันอยู่ในทุก ๆ วันนี้เอง จะมีอานิสงส์เข้าในบาลีที่ว่า สีเลน สุคตึ ยนฺติ จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ก็เพราะศีล สีเลน โภคสมฺปทา จะเพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ก็เพราะศีล แต่ถ้าจะไปพระนิพพานด้วยศีลนอกทางตามที่ว่านี้ เป็นอันว่า ไปกันไม่ได้ เพราะศีลนอกทางดังกล่าวนี้ เป็นศีลที่ตัณหาและทิฎฐิอาศัยเกิดได้นั่นเอง

แต่ถ้าจะไปพระนิพพานกันโดยตรงก็จะต้องไปด้วยศีลในมรรคคือศีลในทาง ซึ่งศีลดังกล่าวนี้ จะเกิดมีได้ก็เฉพาะขณะที่เกิดวิปัสสนาญาณเท่านั้น และศีลชนิดนั้นท่านก็เรียกว่า “อธิศีล” คือ ศีลยิ่ง เพราะเป็นศีลที่เกิดร่วมกับสมาธิและวิปัสสนาปัญญาโดยตรง เป็นศีลที่สามารถจะกางกั้นตันหาและทิฐิไม่ให้เกิดขึ้นได้ในอารมณ์คือ นามรูปนั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 07:48:10 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ศีลตามที่กล่าวมานี้แหละ จะเป็นปัจจัยให้บรรลุถึงพระนิพพานได้ เข้าในบาลีข้อที่ว่า “สีเลน นิพพุตึ ยนติ “ แปลว่า จะไปสู่พระนิพพานได้ ก็เพราะศีลฯ

ส่วนคำว่า “สังวร” นั้น หมายความว่า ระวัง กั้น ปิด หรือคุ้มครองตามพระบาลีที่มีมาในธรรมปทัฎฐกถา ภาค ๘ หน้า ๕๐ ว่า

จกฺขุนา สํวโร สาธุ. การสำรวมตาได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ ฯ
สาธุ โสเตน สํวโร. การสำรวมหูได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
ฆาเนน สํวโร สาธุ. การสำรวมจมูกได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สาธุ ชิวฺหาย สํวโร. การสำรวมลิ้นได้ เป็นการยงประโยชน์ให้สำเร็จฯ
กาเยน สํวโร สาธุ. การสำรวมกายได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สาธุ วาจาย สํวโร. การสำรวมวาจาได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
มนสา สํวโร สาธุ. การสำรวมใจได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร. การสำรวมได้ในทุก ๆ ทวาร เป็นการยงประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สพพตถ สํวุโต ภิกขุ. ภิษุผู้ทีสำรวมได้ในทุก ๆ ทวาร
สพพทุกขา ปมุจฺจติ ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ฯ

ดังจะขออธิบายตามนัยของอรรถกถาต่อไป ในบทเหล่านั้น บทว่า “จกขุนา” ที่แปลกันว่า “ตา” นั้น มีใจความว่า ก็เมื่อใดรูปารมณ์ มาปรากฏในประตูตาของภิกษุ, ในเวลานั้น เธอไม่ยินดีในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่ยินร้ายในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ก็ได้ชื่อว่าเธอได้สังวร กั้น ปิด คุ้มครอง ในประตูนั้นแล้ว การสังวรระวังตาของเธอเห็นปานนั้นชื่อว่า “ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้” ถึงในประตูหูเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกันฯ

ก็แล ในประตูตาเป็นต้น การสังวรหรือไม่สังวรยังเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ก็จะได้สังวรดังว่านี้ ในชวนวิถีข้างหน้า ก็ในขณะ นั้น อสังวร เมื่อจะเกิดขึ้นธรรมห้าอย่างนี้คือ อสัทธา อขันติ โกสัชชะ ความหลงลืมสติ และความไม่รู้เท่าทันย่อมมีขึ้นได้ในอกุศลวิถี.

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 07:52:52 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )


  สลักธรรม 2

สังวร เมื่อจะเกิดขึ้น คุณธรรมห้าอย่างนี้คือ สัทธา ขันติ วิริยะ สติ ญาณ ก็ย่อมจะเกิดมีขึ้นได้ ในกุศลวิถี. ก็แล ทั้งปสาทกายทั้งโจปนกายก็ย่อมได้ในพระดำรัสที่ว่า “กายเยน สํวโร” นี้ ก็กายแม้ทั้งสองนี้ก็เป็นกายทวารเหมือนกัน

ในทวารทั้งสองนั้น ตรัสถึงการสำรวมและไม่สำรวมไว้เฉพาะในปสาทกาย ปาณาติบาต อทินนาทานและกามสุมิจฉาจาร ซึ่งมีปสาทกายนั้นเป็นที่อาศัย ก็ตรัสไว้ แม้ในโจปนกาย แต่เมื่อโทสธรรมเกิดขึ้นในอกุศลวิถีกับกายทั้งสองนั้น ทวารนั้นก็ย่อมเป็นทวารที่เธอไม่สำรวมแล้ว เมื่อคุณธรรมทั้งหลายมีเจตนาเครื่องเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในกุศลวิถี ทวารก็ชื่ออว่าเป็นอันเธอสำรวมแล้ว

พระผู้มีพระภาคตรัสโจปนวาจาไว้ในประดำรัสที่ว่า “สาธุ วาจาย” นี้ ทวารนั้น เป็นอันว่าเธอไม่สำรวมแล้ว เพราะทุจริตทั้งหลายมีมุสาวาทเป็นต้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับโจปนวาจานั้น (แต่) เป็นอันว่าเธอสำรวมแล้ว เพราะคุณธรรมทั้งหลายมีเจตนาเครื่องเว้นจากมุสาวาทเป็นอันว่าเธอสำรวมแล้ว เพราะคุณธรรมทั้งหลายมีเจตนาเครื่องเว้นจากมุกสาวาทเป็นต้น

แม้ในพระดำรัสสองคำที่ว่า “มนสา สํวโร” นี้ ก็ควรเข้าใจว่าอภิชฌาคือความเพ่งเล็งเป็นต้น หามีกับใจอื่นที่นอกจากใจที่เป็นชวนะไม่ แต่ทวารนั้นก็ย่อมเป็นทวารที่เธอไม่สำรวมแล้ว เพราะอนภิชฌาคือความไม่เพ่งเล็งเป็นต้นซึ่งกำลังเกิดขึ้น ในขณะแห่งชวนะในมโนทวาร

พระดำรัสสองบทที่ว่า “สาธุ สพฺพตฺถ” ความว่า การสำรวมใจจักขุทวารเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทุก ๆ ทวารเป็นอาการที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ก็ทวารที่ภิกษุไม่สำรวมแปดและที่สำรวมแปด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้

ภิกษุ ผู้ที่ตั้งอยู่ในทวารที่ไม่สำรวมแปดเหล่านั้น ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ซึ่งมีวัฎฎะเป็นมูลทั้งสิ้นไปได้ ส่วนภิกษุผู้ที่ตั้งอยู่ในทวารที่สำรวมแล้วก็ย่อมพ้นไปจากทุกข์ที่มีวัฎฎะเป็นมูลทั้งปวงไปได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกขา ปมุจฺจติ” ซึ่งแปลว่า “ภิกษุผู้ที่สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”ฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 07:57:49 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )


  สลักธรรม 3

อธิบายเพิ่มเติมบางคำที่เข้าใจยาก


คำว่า “สังวร” ท่านหมายถึงการระมัดระวัง ในคัมภีร์พระวิสุทธิมรรคพระพุทธโฆษาจารย์ได้แจกสังวรไว้ ๕ อย่างคือ

๑. ปาติโมกขสังวร คือการสังวรระวังในพระปาติโมกข์สิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้เป็นพุทธอาณาและอภิสมาจาร

๒. สติสังวร คือสติที่สังวรระวังในจักขุนทรีย์ที่ตาเป็นต้น ว่าขณะที่เห็นรูปต้องมีสติที่สัมปยุตด้วยสัมปชัญญะระลึกอยู่ในขณะที่เห็นว่าเป็นนามเห็น มิได้ส่งใจให้เลยอออกไปว่าเป็นรูปอะไรเป็นต้น อย่างนี้ สติก็จะสามารถกางกั้นอาสวธรรมไม่ได้ไหลเข้ามาท่วมทับใจได้เหมือนกับภาษิตที่ตรัสแก่อชิตมาณพว่า สติ เตสํ นิวารณํ แปลว่า สติเป็นธรรมที่กั้นอาสวธรรรมเหล่านั้นได้

๓. ญาณสังวร ก็หมายถึงวิปัสสนาญาณที่เกิดขึ้นในขณะที่นามรูปกำลังปรากฏเป็นปัจจุบันอารมณ์อยู่ในทวารทั้งหก ทวารใดทวารหนึ่ง คือรู้ว่านามรูปนี้เป็นธรรมะมิใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขาเมื่อทราบอยู่อย่างนี้ ก็ย่อมห้ามความเห็นผิด สำคัญผิดและคิดผิดไม่ให้เกิดขึ้นได้ ทำอารัมมณานุสัยให้น้อยลง ๆ จนเป็นปัจจัยให้เกิดพระอริยมรรคในกาลต่อไปได้ สมกับภาษิตที่ตรัสแก่อชิตมาณพว่า ปญฺญาเยเต ปิธิยฺยเร แปลว่า จะปิดกั้นอาสวธรรมเหล่านั้นเสียได้ด้วยปัญญา แม้การใช้สอยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ก็รวมลงในญาณสังวรนี้เหมือนกันฯ

๔.ขันติสังวร หมายถึงความอดทนต่อความเย็นและความร้อนเป็นต้นดังที่ตรัสไว้ในมัชฒิมนิกาย ภาค ๑ หน้า ๑๓ และในอังคุตตรนิกาย ภาค ๒ หน้า ๓๔๑ เป็นต้นไป สีตสส อุณหสส ดังนี้ ความว่า เพื่อป้องกันความหนาวและความร้อนฯ

๕. วิริยสังวร คือเพียรพยายามอดกลั้นต่ออารมณ์ที่มายั่วให้เกิดกามวิตกเป็นต้น อย่างที่ตรัสไว้ในมัชฌิมนิกาย ภาค ๑ หน้า ๑๔ และอังคุตตรนิกายภาค ๒ หน้า ๓๔๒ ว่า อดทนต่อกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วเป็นต้น. แม้อาชีวปราณิสุทธิก็รวมลงในวิริยะสังวรนี้เหมือนกันฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 08:03:12 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )


  สลักธรรม 4

ก็คำอธิบายของอรรถกถาตอนที่ว่า ก็เมื่อใด รูปารมณ์มาปรากฎในประตูตาของภิกษุในเวลานั้น เธอไม่ยินดีในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่ยินร้ายในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย และไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง เธอก็ได้ชื่อว่า สังวร ปิดกั้น คุ้มครองในประตูนั้นแล้ว การสังวรระวังตาของเธอเห็นปานนั้น ชื่อว่ายังประโยชน์ให้สำเร็จได้

ตามความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก เพราะเห็นรูปครั้งไร ก็มีอยู่ด้วยกันสองอย่างคือ ไม่รัก ก็ชังกัน อยู่อย่างนี้เป็นประจำ ที่ต้องรักในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความรัก และที่ชังในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความชังนั้น ก็เพราะความหลงไม่รู้จริงเป็นตัวสนับสนุนนั่นเอง เพราะในเมื่อความมืดเข้ามาปิดบังไม่ให้เห็นความจริงเสียแล้ว ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องรักและชัง

ดังนั้น ในทางปฏิบัติของภิกษุผู้หวังความบริสุทธิ์ จึงจำเป็นจะต้องมีสติและสัมปชัญญะรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตนกำลังเป็นอยู่ โดยที่ไม่ยอมส่งจิตออกไปว่าเป็นรูปอะไร หมายความว่าพยายามประคองจิตให้รู้อยู่แค่เห็นเท่านั้น

เพราะกิจของภิกษุที่จะทำการกำหนดรู้ทุกข์ในขณะนั้น ก็ คือกำหนดรู้นามเห็นไม่ใช่ส่งใจออกไปรู้อย่างอื่น ก็เมื่อภิกษุสามารถใช้สติให้ระลึกอยู่แค่เห็น และให้รู้สึกตัวอยู่ว่า การเห็นเป็นนามธรรมเพียงเท่านี้โดยที่ไม่ยอมให้จิตเลยออกถึงนิมิตและอนุพยัญชนะว่าเป็นหญิงหรือชายว่าเป็นมือ เป็นเท้า เป็นหน้าหรือศีรษะเป็นต้นแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นการสังวรระวังตาในที่นี้

ข้อความต่อไปตอนที่ว่า ก็แลในประตูตาเป็นต้น การสังวรหรือไม่สังวร ยังเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ก็จะได้สังวรดังว่านี้ในชวนวิถีข้างหน้า ก็ในขณะนั้นอสังวรเมื่อจะเกิดขึ้น โทสธรรมห้าอย่างคือ ความไม่เชื่อ ความไม่อดทน ความเกียจคร้าน ความหลงลืม และความไม่รู้เท่าทัน ย่อมมีขึ้นได้ในอกุศลวิถี

ข้อความอธิบายของพระอรรถกถาในตอนนี้ก็เข้าใจยากมากเช่นกัน เพราะถ้าผู้อ่านขาดพื้นอภิธรรมเสียแล้ว ก็แทบจะไม่รู้เรื่องเอาเสียเลยที่เดียว แต่เพื่อทำความเข้าใจแก่ท่านที่สนใจในเรื่องนี้ก็ใคร่จะขอขยายความไว้บ้าง คือตามปกติของจิตเมื่อมีอารมณ์มากกระทบเป็นปัจจัยครั้งหนึ่ง ๆ ก็จะต้องเกิดวิถีจิตถึง ๔ วิถีก่อนคือจะต้องมีวิถีแล่นไปตามอารมณ์ถึง ๔ วิถี ตามบาลีที่ว่า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 08:32:02 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )


  สลักธรรม 5

รูปํ ปฐมจิตฺเตน แปลว่า เห็นรูปด้วยวิถิจิตหนึ่งก่อนแล้ว
ทุติยํ อดีตเจตสา แปลว่า รู้รูปเป็นอดีตด้วยจิตเป็นวิถีทีสอง
นามํ ตติยจิตฺเตน แปลว่า รู้นามด้วยจิตอนเป็นวิถีที่สาม
อตถํ จตุตฺถเจตสา แปลว่า รู้เรื่องราวด้วยจิตอันเป็นวิถีที่สี่

ตามบาลีเท่าที่ได้อ้างมานี้ เราจะเห็นได้ว่า เมื่อมีรูปมาปรากฏแก่ตาครั้งหนึ่งนั้น ตามหลักความจริงจะต้องเกิดวิถีเป็นธรรมเนียมของจิตถึง ๔ วิถีด้วยกัน คือ วิถีที่หนึ่งเป็นจักขุทวารวิถี เป็นได้แต่รูปที่เป็นปัจจุบันอย่างเดียวเท่านั้น ความเป็นหญิงเป็นชายมิรู้ในวิถีนั้นเลย

เมื่อวิถีที่หนึ่งดับลงไปแล้วสิบเจ็ดขณะจิต จึงจะเกิดวิถีที่สองรับรู้รูปที่เป็นอดีตล่วงแล้ว แต่กระนั้นก็ยังรู้อะไรที่นอกไปจากรูปธรรมที่เป็นอดีตไม่ได้เลย ต่อเมื่อการรู้รูปที่เป็นอดีตดับลงไปแล้วสิบเจ็ดขณะ จึงจะเกิดวิถีจิตที่สามขึ้นมารับรู้ชื่อไปจนสุดวิถีสิบเจ็ดขณะแล้ว จากนั้นจึงจะเกิดวิถีที่สี่ขึ้นมารรับรู้เรื่องราวว่าเป็นรูปอะไรต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ความละเอียดลออของธรรมะจึงไม่ใช่วิสัยของคนที่ไม่มีพื้นรองรับจะพึงเข้าใจได้ การสังวรหรือไม่สังวรจะเกิดหรือไม่เกิดก็จะต้องขึ้นอยู่กับเหตุใกล้คือตัวโยนิโสมนสิการ คือหมายความว่า ขณะเห็นรูปถ้าขาดปัญญา ขาดตัวโยนิโสมนสิการเสียแล้ว ก็จะต้องเกิดความรักและความชังขึ้นเป็นธรรมดา คือเกิดอภิชฌาความรัก และเกิดโทมนัส คือความชังได้อย่างแน่นอน

แต่ถ้าาภิกษุมีสติสัมปชัญญะในขณะที่เห็นโดยรู้สึกตัวอยู่ว่า ขณะที่เห็น เป็นอะไร เป็น เราเห็น หรือ เป็น นามเห็น ถ้ารู้อยู่ว่าเป็นนามเห็น ไม่ใช่เราเห็น กิริยาอาการที่เห็นเป็นนาม ไม่ใช่เราเห็น วิปัลลาสธรรมคือตัวจำผิด คิดผิด เห็นผิดที่เป็นอนุสัยที่จะไหลออกมาฉาบทาอารมณ์นั้น ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เป็นการกันไม่ให้ความคลาดเคลื่อนในความจำความคิดและความเห็นเกิดขึ้นได้เลย

ในตอนนี้ ภิกษุผู้ที่หวังความบริสุทธิ์ ก็จะต้องพยายามประคองสติสัมปชัญญะไม่ให้ตกจากอารมณ์ คือการเห็นนั้นตลอดไปโดยไม่ขาดสาย จึงจะชื่อว่า “ เป็นการสังวรในทางตา” ได้ เมื่อภิกษุสามารถใช้สติสัมปชัญญะป้องกันไม่ให้ความรักและความชังอาศัยการเห็นเกิดขึ้นได้แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ เพราะอาศัยตาเป็นเหตุ แม้ในประตุหูเป็นต้น ก็เป็นแบบเดียวกันเหมือนกันฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 08:36:11 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )


  สลักธรรม 6

การระวังตาแบบทั่วไป

การสำรวมตานั้นเรื่องการดูของคนไทยเราในสมัยปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าก้าวหน้ากันไปมาก สิ่งใดที่ไม่ควรจะดู แต่คนไทยมักชอบ แม้จะห้ามเท่าไรก็ไม่ยอมฟัง เรื่องอะไรต่ออะไรที่เป็นไปในทางลามกหรือเป็นไปเพื่อความฉิบหายของคนอื่นเขาละก็ชอบดูกันนัก เช่นเรื่องลามกอนาจาร แม้กฎหมายจะลงโทษอย่างแรง แต่คนไทยอยากดูเสียอย่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเอาพระเจ้าเงินเซ่นสรวงเสียอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เงียบ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกันไปหมด

เพราะเหตุนี้ในเมืองหลวงหรือสถานที่ที่ว่าเจริญแล้ว จึงทำให้เยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติเสียหายกันหมด พูดถึงเรื่องความเสียหายแห่งชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น ๆ ที่เขากำลงประสบกับความเสียหาย เช่นถกไฟไหม้ถูกรถชนหรือรถคว่ำ หรือถูกระเบิด พอรู้ข่าวก็รีบพากันไปดูอย่างเอาเป็นเอาตายทีเดียว แต่พอไปถึงแล้ว ไปเห็นเขาเสียหายนิดหน่อยหรือเห็นคนบาดเจ็บกันนิดหน่อย บางทีก็ไม่สะใจ บางคนถึงกับพูดกันว่า “แหม กูนึกว่าไฟไหม้มากหรือ คนตายกันมาก ที่แท้ก็ไหม้นิดเดียว บาดเจ็บนิดหน่อย เท่านั้นเอง ไม่สมกับที่ได้ลงทุนรีบวิ่งมาดูเลย เสียเส้นเปล่า ๆ”

นี้ขอให้ดูเอาเถิดคนไทยเรา ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ชอบดูแต่ความฉิบหายของคนอื่นเขา ถ้าเขาเกิดฉิบหายมาก ๆ ละก็ชอบใจ พอใจถึงกับน้ำหูน้ำตาไหลทีเดียว เรื่องความสะดวกสบายทำให้คนเสีย เรื่องของศีลธรรมเป็นเรื่องขัดเกลา ฝืนความรู้สึกของคนสมัยใหม่ กระแสของค่านิยมในทางผิด ๆ ตรงข้างกับศีลธรรม บางอย่างเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไปแล้ว

จึงเป็นที่น่าวิตกว่า ต่อไปความหายนะต่าง ๆ เกี่ยวกับความรู้สึกในทางลบและความวิบัติต่าง ๆ จะต้องเกิดขึ้นเพราะการกระทำที่ไร้เหตุผล จะต้องเกิดขึ้นเพราะการกระทำของตนเองอย่างแน่ ๆ โดยไม่ต้องสงสัย แม้ว่าประเทศไทยเราจะเป็นชาวพุทธ มีคนไทยสังกัดอยู่ในบัญชีชาวพุทธถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ตามที่ แต่ในทางปฎิบัติคนไทยไม่ยอมรับ ศาสนาจึงช่วยอะไรไม่ได้เลย สู้คนต่างชาติ ต่างภาษาบางชาติไม่ได้ เช่นคนญี่ปุ่น คนจีนเป็นต้น

คนชาติเหล่านี้ พื้นจิตใจเขาเป็นคนขยัน เขาเข้ามาสู่ประเทศไทยเรา บางคนหรือส่วนมากไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมาเลย มีแต่เสื่อผืน หมอนใบ เพียงไม่กี่ปี เขาก็ร่ำรวยกันไปหมดแล้ว เหลียวมาดูคนไทยเรา คนรวยกลับกลายเป็นคนจน คนจนยิ่งกลายเป็นล่อนจ้อน หมดเนื้อประดาตัว ต้องกลายเป็นขี้ข้าคนต่างชาติด้วยความจำใจ นี่ไม่ใช่การกระทำของตนเอง แล้วใครเล่าเป็นผู้มาทำให้ พระสอนเท่าไรก็ไม่ยอมเชื่อ เท่าที่พูดมาทั้งหมดนี้ มันเป็นความจางอย่างนั้น ไม่ใช่แกล้งว่าคนไทยด้วยกัน...

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 08:40:41 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านแล้วได้ความรู้มากขึ้นเลยว่า เรายังไม่รู้อะไรอีกเยอะ แม้กระทั่งรับพรจากศีลมาก็มาก แต่ก็หาได้เข้าใจลึกซึ้งไม่ รับพรเสร็จแล้วก็ยินดีพอใจในพรนั้น ว่า..เราจะได้ไปสุคติ .. เราจะได้มีทรัพย์สมบัติ ...เราจะได้ไปนิพพาน ยิ้มอย่างมีความสุข

แท้จริงแล้วศีลที่เรากระทำอยู่ประจำนั้นเป็นศีลนอกทาง นอกทางมรรค นอกทางพ้นทุกข์ แถมยังเป็นที่อาศัยเกิดของตัณหาทิฏฐิอีก

ชีวิตนี้อยู่อยากจริงๆ : .(

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ซึ่งสามารถช่วยให้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ มีความระมัดระวังมากขึ้นค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 09:27:14 น.] ( IP = 124.121.174.221 : : )


  สลักธรรม 8

ศีลที่รักษากันอยู่ในทุกๆ วัน ยังไม่มีกำลังพอ จะต้องเป็นศีลที่เกิดร่วมกับการเจริญวิปัสสนา ที่จะกางกั้นตันหาและทิฐิได้

ขอบพระคุณพี่เณรที่นำมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 14:04:34 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 9

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 14:49:20 น.] ( IP = 58.9.140.183 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org