ศีลตามที่กล่าวมานี้แหละ จะเป็นปัจจัยให้บรรลุถึงพระนิพพานได้ เข้าในบาลีข้อที่ว่า สีเลน นิพพุตึ ยนติ แปลว่า จะไปสู่พระนิพพานได้ ก็เพราะศีลฯ
ส่วนคำว่า สังวร นั้น หมายความว่า ระวัง กั้น ปิด หรือคุ้มครองตามพระบาลีที่มีมาในธรรมปทัฎฐกถา ภาค ๘ หน้า ๕๐ ว่า
จกฺขุนา สํวโร สาธุ. การสำรวมตาได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ ฯ
สาธุ โสเตน สํวโร. การสำรวมหูได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
ฆาเนน สํวโร สาธุ. การสำรวมจมูกได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สาธุ ชิวฺหาย สํวโร. การสำรวมลิ้นได้ เป็นการยงประโยชน์ให้สำเร็จฯ
กาเยน สํวโร สาธุ. การสำรวมกายได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สาธุ วาจาย สํวโร. การสำรวมวาจาได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
มนสา สํวโร สาธุ. การสำรวมใจได้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร. การสำรวมได้ในทุก ๆ ทวาร เป็นการยงประโยชน์ให้สำเร็จฯ
สพพตถ สํวุโต ภิกขุ. ภิษุผู้ทีสำรวมได้ในทุก ๆ ทวาร
สพพทุกขา ปมุจฺจติ ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ฯ
ดังจะขออธิบายตามนัยของอรรถกถาต่อไป ในบทเหล่านั้น บทว่า จกขุนา ที่แปลกันว่า ตา นั้น มีใจความว่า ก็เมื่อใดรูปารมณ์ มาปรากฏในประตูตาของภิกษุ, ในเวลานั้น เธอไม่ยินดีในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่ยินร้ายในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง ก็ได้ชื่อว่าเธอได้สังวร กั้น ปิด คุ้มครอง ในประตูนั้นแล้ว การสังวรระวังตาของเธอเห็นปานนั้นชื่อว่า ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ถึงในประตูหูเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกันฯ
ก็แล ในประตูตาเป็นต้น การสังวรหรือไม่สังวรยังเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ก็จะได้สังวรดังว่านี้ ในชวนวิถีข้างหน้า ก็ในขณะ นั้น อสังวร เมื่อจะเกิดขึ้นธรรมห้าอย่างนี้คือ อสัทธา อขันติ โกสัชชะ ความหลงลืมสติ และความไม่รู้เท่าทันย่อมมีขึ้นได้ในอกุศลวิถี.