มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๒)








หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๒)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓)

ตอนที่ผ่านมา

อาจจะกล่าวได้ว่า ความไม่มีปัญญาในโลกนี้นับเป็นความมีโมหะหรือความหลงก็ต่อเมื่อขาดปัญญาในความรู้ความคิด ความเห็น และความเชื่อที่จะทำให้ทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารลดน้อยลง หรือหมดสิ้นไปเท่านั้น

เช่นการศึกษาคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจและนำมาปฏิบัติขจัดโมหะอวิชชาความหลงให้หมดไป การกระทำไม่ดีไม่งาม ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบไม่ควรทั้งหลายที่มีอยู่กันธรรมดานั้น ผู้ทำล้วนแต่เป็นผู้มีโมหะ หลงผิดด้วยกันทั้งสิ้น แตกต่างกันที่บางคนมีมากบ้างน้อยบ้าง คนมีโมหะหลงผิดมากก็ทำไม่ดีไม่งาม ไม่ถูกต้องมาก ส่วนคนที่มีโมหะความหลงผิดน้อย ก็ทำไม่ดีไม่งามน้อย เป็นไปตามอำนาจความรู้ความเห็นที่ศึกษาเล่าเรียนมา

เมื่อโมหะหรือความหลงมีอยู่ในสามัญชนทุกคน จึงทำให้ชีวิตสภาพจิตใจแต่ละคนที่เป็นปุถุชนเต็มไปด้วยความครอบงำของกิเลส ตัณหา ราคะ อุปาทาน มีเพียงปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้โมหะ หรือความหลงผิดลดน้อยลง

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 10:03:34 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



จึงต้องตั้งใจจริงที่จะพากเพียรอบรมให้ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาได้บังเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น ความง่วงเหงาหาวนอน ความเซื่องซึม ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัยและความเคลือบแคลงอยู่ในกลุ่มของโมหะ เพราะนิวรณ์ หรืออาการดังกล่าว เป็นเหตุให้ความคิด ความเห็น ความรู้ผิดไปจากความจริง

ผู้ที่ง่วงอยู่ ผู้ที่ซึม ผู้ที่ฟุ้ง ผู้ที่ลังเลสงสัย เป็นผู้ที่ปัญญามิอาจเกิดได้และเมื่อปัญญาไม่เกิดโมหะก็เกิดเป็นของธรรมดา หากนึกถึงตัวเราเองก็จะเห็นได้ไม่ยากเลย เพราะเวลาที่เราง่วงหรือเซื่องซึมหรือกำลังฟุ้ง ลังเลสงสัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ ย่อมเป็นเวลาที่ไม่อาจใช้ปัญญาพิจารณาให้เกิดความรู้ ความเห็น ความเชื่อ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ตามสมควร เพราะเวลานั้นมีโมหะมาก หรือมีความหลงมาก

ถ้าจะเปรียบความหลงกับการนอนหลับ ความคิด ความเห็น ความเชื่อ และความรู้ของจิตที่มีความหลงก็เปรียบเสมือนความฝัน คือ ไม่จริงในขณะฝันนั้น หรือขณะมีความหลงย่อมคิดจริงว่า มีความยินดียินร้ายไปตามประสบการณ์ทุกคนจะรู้ว่าเป็นความฝันก็ต่อเมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว

ผู้หลงก็เหมือนกันเรียกได้ว่าเป็นผู้ฝันไปทั้งกำลังตื่นนั่นเอง เมื่อประสบโลกธรรม คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็เกิดอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ไปตามเรื่องตามราว ซึ่งปราศจากความเป็นจริง และชีวิตก็ตกอยู่ในกระแสธรรมที่เรียกว่าความหลง ซึ่งเป็นของธรรมดาของสามัญชน

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 10:04:25 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 2



สรุปได้ว่า โมหะความหลง คือ การถือเอาความผิดสัจจะหรือความจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น เราเป็นหญิง เราเป็นชาย เราเป็นคนดี เราเป็นคนไม่ดี เขาเป็นคนดี เขาเป็นคนไม่ดี

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ตื่นด้วยความรู้ในสัจจะทั้งหลาย สัจจะในที่นี้คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ ทรงเห็นเหตุเกิดทุกข์และความดับทุกข์ตามความเป็นจริง ทรงเห็นสัจจะทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์จึงทรงรู้โลกธรรมตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฎฐารมณ์ก็ตามทรงรู้ว่าเป็นธรรมะ คือเรื่องของโลกอยู่ในโลก จะเป็นปุถุชนหรืออริยชนก็ต้องพบธรรมที่เป็นเรื่องของโลก ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ปรารถนาภพ

พระองค์ก็ตรัสรู้ว่าโลกธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวน เป็นของธรรมดา มีได้ก็ต้องมีเสีย ยึดเอาไว้ก็จะเป็นทุกข์ แม้ชีวิตของเราเอง เมื่อมีเกิดก็ต้องมีการแตกดับเป็นโลกธรรมเหมือนกัน ไม่มีใครบังคับบัญชาได้

เมื่อรู้และเข้าใจถึงความจริงนี้แล้วเราจะไปฝืนโลกได้อย่างไร จะไปล้างโลกได้อย่างไร เหมือนกับว่าเราจะหยุดดวงอาทิตย์ไม่ให้โคจร หรือบังคับโลกไม่ให้หมุนไป เป็นธรรมดาที่โลกจะต้องหมุนไป มีเช้า สาย บ่าย เย็น จะให้เช้าอยู่เสมอไม่ได้ แม้จะเย็นค่ำไปแล้ว ก็จะกลับมาเช้าใหม่ หมุนเวียนอยู่อย่างนี้เหมือนกับการเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วก็เกิดอีกและก็แก่เจ็บตายไปเป็นโลกธรรมตามสัจจะ

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 10:05:04 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 3



ฉะนั้น สัจจะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น จึงทรงได้พระนามว่า พุทโธ

และเพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเบิกบานปราศจากความทุกข์ทั้งปวง พระองค์ทรงรู้เต็มที่ทรงมีคุณธรรมทั้งปวงเต็มที่ ไม่บกพร่อง และพระองค์ทรงบริบูรณ์ด้วยความรู้ ไม่มีสัจจะอะไรที่พระองค์ไม่ทรงทราบ ทรงบริบูรณ์ด้วยความรู้ ทรงสิ้นทุกข์ ทรงสิ้นความเศร้าหมองด้วยประการทั้งปวง จึงทรงเบิกบานเต็มที่เหมือนดอกบัวที่ต้องแสงอาทิตย์ ปัญญาตรัสรู้ก็เทียบได้กับแสงอาทิตย์ เมื่อตรัสรู้ก็ทรงเบิกบานเต็มที่ไม่บกพร่อง จึงได้นามว่า พุทโธ

และเมื่อแสดงพระธรรมก็เพื่อให้ผู้ฟังตื่นด้วยความรู้ คือ ตื่นจากการหลับเพราะความหลงตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ธรรมะของพระพุทธองค์จึงเปรียบเสมือนดวงประทีปที่ส่องให้ได้รู้สัจจะคือความเป็นจริงกัน แต่มีผู้รู้ไม่มาก เพราะว่าถูกห่อหุ้มด้วยโมหะอวิชชาเหมือนคนตาบอด แม้จะมีแสงสว่างอยู่ก็ไม่อาจเห็นสิ่งที่ทำให้เกิดความมืดบอด แม้จะมีแสงสว่างอยู่ก็ไม่อาจเห็นสิ่งที่ทำให้เกิดความมือบอดได้แก่โลกธรรมทั้งหลาย เมื่อมีความลุ่มหลงมากเกินไป แสงสว่างคือธรรมะก็ยากที่จะสาดส่องเข้าถึงจิตใจ

ผู้ที่สนใจศึกษาให้เกิดความรู้ตามคำสั่งสอนของพระองค์แล้วได้รู้สัจจะพอสมควร และปฏิบัติตนให้มีสติปัญญาในธรรมพอสมควรย่อมได้เปรียบ เวลาประสบโลกธรรมทั้งหลายก็พอจะมีแสงสว่างส่งให้เห็นถึงความจริงของโลกธรรมเหล่านั้นจะทำให้ตาไม่บอด แต่ถ้าตาบอดแล้วถึงจะมีแสงสว่างก็ไร้ประโยชน์

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 10:05:40 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 4



ฉะนั้น ตาต้องดี และมีแสงสว่าง เมื่อลืมตามองก็จะเห็นสัจจะตามความเป็นจริง จะทำให้ผู้นั้นมีตามีมีละอองในจักษุน้อย ก็ยังพอเป็นเวไนยคือบุคคลที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำอบรมสั่งสอนได้ สามารถใช้ตาอาศัยธรรมให้เป็นแสงสว่างเห็นสัจจะตามความเป็นจริงได้

ถึงขณะนี้แล้ว เราจะต้องรู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของปัญญาที่เห็นจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ คือ การดับไปของโมหะความหลงผิดนั่นเอง ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความไม่ประมาท และสำคัญมากด้วยการหลีก ละ ลดและเลิก หลีกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง ละชีวิตจากความทะยานอยาก

เช่น การสรรหาต่าง ๆ ต้องสรรหามาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่แก้อยาก ลดทุกอย่างลงมา ลดความโลภ ความโกรธ ความหลง เคยอยากได้อะไรมาก ๆ ก็ต้องคิดให้มาก ๆ ด้วยว่าจำเป็นหรือไม่ พอเพียงหรือไม่ ต้องมีคำว่า “พอ” อยู่ในใจบ้าง และเลิกจากอบายมุขทั้งปวง เลิกจากความชั่วทั้งหลาย จะสามารถทำให้ชีวิตอยู่ดีและมีสุขได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 10:06:08 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 5



เหมือนกับแก้วน้ำสองใบ ใบหนึ่งถูกบรรจุน้ำไว้เต็มแล้ว เราไม่สามารถเติมน้ำลงไปได้อีก แก้วน้ำใบนั้นก็หมดความหมาย

แต่แก้วน้ำอีกใบหนึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว เราสามารถนำน้ำที่สะอาดเติมลงไปได้ น้ำเดิมที่มีรสเค็มจัดก็เติมน้ำใหม่ให้เค็มน้อยลง เปรี้ยวจัดก็เติมให้เปรี้ยวน้อยลง หวานจัดก็เอาน้ำเปล่าเติมให้หวานน้อยลงได้ แต่ถ้าหากมีน้ำเต็มอยู่แล้ว ก็เติมไม่ได้

เหมือนกับจิตใจของเราที่เต็มไปด้วยโมหะอวิชชา จึงไม่สามารถเอาความรู้คือวิชาเติมลงไปได้ จึงต้องพยายามชำระล้าง ไถและถากทิฏฐิมานะ และไถชีวิตไปด้วยสติปัญญา เพื่อจะได้เทความเห็นผิดออกไปจากชีวิตบ้าง

นี่คือเรื่องที่สำคัญมากเป็นการเริ่มต้นทำให้เราเกิดปัญญาความรู้ได้ด้วยการศึกษาเล่าเรียน เมื่อเรียนแล้วจะมีกำไรชีวิตมากมายกำไรชีวิตหาไม่ยากเลย เพียงมีความรู้ว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำเท่านั้นเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 10:06:42 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

หลีก ละ ลดและเลิก สิ่งที่ไม่ดีออกไป แล้วเติมความรู้คือวิชาเข้าไปแทน

อนุโมทนาและขอบคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 พ.ค. 2550 , 15:47:28 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org