| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๙
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เพลง พ่อของฉัน ดังขึ้นเมื่ออาจารย์ให้พวกเราสงบนิ่งและตั้งใจฟังหลังจากที่ได้สวดมนต์ทำวัตรเช้าวันอาทิตย์ในห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ที่ลูกๆทุกๆคนพร้อมใจกันมาเพื่อจะได้รับฟังคำตักเตือนจากพ่อ เนื้อความในเพลงนั้นทำให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปในทางที่ดีของพวกเราทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะหลวงพ่อ ผู้ที่ทำให้เราเป็นไปดังท่อนที่ว่า....
พ่อสร้างฉันคนนี้ พ่อสร้างด้วยความดี นี่ไง ด้วยดวงใจที่มีศีลธรรม เพราะด้วยความเมตตาและคุณธรรมอันเปี่ยมล้นอยู่ในจิตใจของท่านที่เผื่อแผ่มายังพวกเรา ท่านทั้งกล่อม(ขูด)เกลา และแกะแซะสิ่งไม่ดีออกจากของใจพวกเราด้วยพระธรรม และด้วยน้ำคำและน้ำใจที่ท่านมีให้จึงสามารถเอาชนะความหยาบกระด้างของพวกเราได้ในที่สุด ฉะนั้นฟังเพลงนี้คราใด แม้จะเป็นเพลงของสำนักปฏิบัติธรรมอื่นที่มิใช่ของมูลนิธิ ทั้งไม่ทราบชื่อผู้แต่งและนักร้องก็ตาม ใจจะคิดถึงหลวงพ่ออย่างสุดที่จะพรรณนา ....หรือท่านว่าไง ?
แต่เมื่ออาจารย์อธิบายถึงคำว่าพ่อนั้น ท่านยกมานับตั้งแต่ สมเด็จพ่อ คือพระบรมศาสดา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ว่าพระองค์ท่านต่างมีพระราชหฤทันที่มันคง และแน่วแน่ที่จะแก้ไขในสิ่งผิด ทั้งทุ่มเทพระวรกายเพื่อผู้อื่น ขณะที่เรานั่งอยู่ในห้องนี้นับได้ว่าเราได้ทดแทนพระคุณท่าน เพราะเรากำลังเว้นชั่วกลัวบาป เรากำลังทำการงานที่สุจริต หาสิ่งที่เป็นมงคลของชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่พ่อต้องการ
และนอกจากพระบรมศาสดา และพ่อหลวงแล้ว ยังมีครูบาอาจารย์อีกหลายๆ ท่าน อาทิ หลวงพ่อเสือ หลวงพ่อบุญมี หลวงพ่อแสวง เป็นต้น ที่ได้พยายามปลูกฝังศีลธรรม เพื่อให้พวกเราปลอดภัย ปลอดภัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่พ่อต้องการ เพราะความไม่ปลอดภัยของลูก เป็นความทุกข์ที่สุดของผู้เป็นพ่อและแม่ โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:25:01 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 2
นอกจากหลวงพ่อต้องการให้ลูกปลอดภัยแล้ว ท่านยังต้องการให้ลูกมีทางไปที่โปร่งใจอีกด้วย อาจารย์บอกว่า หลวงพ่ออาจจะเห็นว่านานแล้วที่พวกเราไม่ได้พบท่าน แล้วเราก็ใช้เวลาดังที่เพลงบอกว่า ...แล้วชีวิตใหม่ก็บินไปในโลกกว้าง ฉันบินไปอย่างมีเสรี คือบินไปตามอำเภอใจ (คิดนึก ไปกับกิเลส) แล้วตอนนี้พ่อคงเห็นว่าเราชักจะไปไกลแล้ว ท่านจึงเรียกให้กลับมา มาเสริมสร้างสติ จึงนับเป็นบุญของพวกเราที่ได้รับมาฟังธรรมปฏิสันถารจากพ่อ
ทั้งนี้เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีทั้งเหตุการณ์บ้านเมืองที่กำลังยุ่งๆ แล้วยังมีข่าวที่ปลิวว่อนไปทางอินเทอร์เน็ต ทำให้หลวงพ่อท่านเป็นห่วงจิตใจของพวกเรา เพราะเมื่อตาได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ใจเราก็อดคิดตามไปด้วยไม่ได้ เพราะเรามักจะลืมคำสอนของท่าน เช่นท่านเคยสอนว่า บาป-บุญ เป็นเรื่องส่วนตัวฯ ใครทำใครได้ หรือ ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด พูดให้น้อยที่สุด ผิดจะน้อยที่สุด แต่บางครั้งเราไม่พูด แต่เราก็ไปคิด พ่อจึงมาเตือนพวกเราอีกว่า
เมื่อพบเห็นเหตุการณ์อะไร แล้วบุคคลในเหตุการณ์นั้น ท่านหนึ่งเป็นผู้ที่เรารัก อีกท่านหนึ่งเป็นผู้ที่เราไม่ชอบ เราก็ส่งกระแสแห่งความปรารถนาดีให้ไปคุ้มครองผู้ที่เรารัก ขณะเดียวกันเราไม่มีหน้าที่ไปประทุษร้ายอีกคนหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจา หรือใจ แม้เราจะไม่ชอบเขาก็ตาม พยายามเตือนตนเองว่า การประทุษร้ายผู้ที่ไม่ทุษร้ายตอบ -> บาปหนัก โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:26:09 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 3
แล้วหลวงพ่อท่านก็เป็นพ่อที่มีเมตตาและให้อภัยแก่ลูกเสมอมา แม้จะมาตักเตือนในสิ่งที่เราทำผิด ท่านก็ยังบอกว่า....ไม่เป็นไร ที่แล้วๆมา (คิดแล้ว) ก็ให้แล้วไป ทำแล้วก็ให้แล้วไป แต่เมื่อรู้แล้ว ก็จงคิดใหม่ ทำใหม่ พ่อเชื่อว่า ลูกพ่อต้องทำได้ พ่อมั่นใจ ที่พ่อมาเตือนเพราะพ่อรู้ว่าลูกลืมธรรมะข้อนี้ไป แล้วหากเราทำไม่ดี คิดไม่ดี ชีวิตเราเราไม่ได้อะไรเลย ได้แต่บาป
ทำให้นึกถึงครั้งก่อนที่หลวงพ่อท่านมาบอกว่า พวกเราหอบบาปมามากพอแล้ว คราวนี้ท่านก็มาเตือนอีก ด้วยความหวังที่พ่อมีดั่งเนื้อเพลงที่เรารับฟังมาตอนต้นในท่อนที่ว่า
สอนให้เดินเส้นทางสายกลาง เดินไปอย่างมั่นใจในสิ่งดีงาม เดินไปตามเส้นทางสายนั้น
ทั้งนี้เพราะท่านต้องการให้พวกเราลูกๆ ทุกคนไม่มีชีวิตที่เวียนวนไปในสังสารวัฏ หากจำกันได้ ...มีบ่อยครั้งที่ท่านพยายามสอนโดยเน้นเรื่องการหมุนวนของวัฏฏะ ๓ คือ กิเลสวัฏ -> กรรมวัฏ -> วิบากวัฏ ที่เกิดในชีวิตประจำวัน เพราะบางครั้งเพียงแค่เรารับฟังปัญหาจากเพื่อนฝูงที่ต้องประสบกับอกุศลวิบาก หากเราไม่มีสติคอยระวังจิตใจของตนเองแล้ว กิเลสที่เรามีอยู่ก็จะเกิดเป็นมโนกรรม และวจีกรรมกับเรื่องนั้นๆ ท่านจึงเตือนนักเตือนหนาว่าให้ระวัง...อย่าประมาท เพราะ โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:26:57 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 4
- บุคคลที่ ๑ .....เขากำลัง รับวิบาก - บุคคลที่ ๒....เขากำลัง ทำกรรม - บุคคลที่ ๓.... คือ เรา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนั้นเลย จิตก็อย่าแส่โดยใช่เหตุ จงระวังกิเลสของตนเอง เพราะหากกิเลสที่เรามีอยู่ ผลักให้เกิดการกระทำกรรมเมื่อไร เมื่อนั้นย่อมหมายถึง เรากำลังสร้างผลที่จะต้องไปรับด้วยตนเองในภายภาคหน้า ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงนำธรรมปฏิสันถารมาเตือนพวกเราในสัปดาห์นี้ว่า
หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น นี่คือพุทธภาษิต
หลักธรรมจึงสอนให้รู้ว่า ทำดีได้ดี และทำชั่วได้ชั่ว ลูกจึงควรเชื่อเช่นนี้ มากกว่าเชื่ออย่างอื่น นะลูก
และควรหว่านพืชแห่งกรรมอย่างรอบคอบ และพิถีพิถัน คือ ต้องรู้ถึงผลที่จะได้รับนั้นๆ ด้วยนะลูก ไม่ใช่สักแต่ว่าหว่านๆลงไป โดยขาดการศึกษาให้ดีดีเสียก่อน เพราะพืชบางชนิดพองอกเป็นต้น ออกมาเป็นต้นทุกข์ และดอกผลก็ตามมาด้วยดอกผลแห่งทุกข์เช่นเดียวกัน
มโนกรรม คือ สิ่งที่ควรต้องฝึกฝน และรักษาดูแลให้ดี เพราะเมื่อมีความนึกคิดดี ถูกต้อง และสมควรด้วยธรรมแล้ว กายกรรม,วจีกรรม ก็มีดีตามมานั่นเอง มโนกรรม คือ สิ่งที่ควรต้องฝึกฝน และรักษาดูแลให้ดี
ฝึกเมตตา และการให้อภัย ให้มีมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ และถ้ายังไม่มี เช่นไม่มีเมตตา ลูกก็ต้องบอกตนเองทุกๆวันเลยว่า ลูกจะหาความสงบสุขได้ยาก และถ้าไม่มีใจที่พร้อมให้อภัยแล้ว ลูกก็ต้องเตือนตนเองอีกเช่นกันว่า ลูกจะไม่มีใจมีความสุขไปได้ แต่จะมีแรงแห่งความเร่าร้อนใจคอยแทรกอยู่ในใจเสมอๆ
แต่ถ้าธรรมทั้งสองนั้น คือ ความเมตตาจิต และการให้อภัย ถูกปลูกฝังลงในเนื้อใจได้แล้ว...พ่อรับรองว่า ลูกของพ่อจะเจริญร่มเย็นได้ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า และยังเป็นพื้นฐานแห่งความสวัสดีทั้งปวง ...นะ ลูกรักของพ่อ
ด้วยรักจาก
พ่อเสือ
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:28:22 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 5
อาจารย์อธิบายว่า ในเมื่อเรารู้ว่า มโนกรรม คือ สิ่งที่ควรต้องฝึกฝน และรักษาดูแลให้ดี เราก็ต้องมีหน้าที่ดูแลจิตใจ มีอะไรเกิดขึ้นก็อย่าไปคร่ำครวญ และครุ่นคิด ...นั่นคือ อย่าไปคร่ำครวญกับเรื่องวิบาก และอย่าไปครุ่นคิดกับเรื่องที่ไร้สาระ เพราะจะว่าไปแล้วพวกเรา (ที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นแห่งความรัก)มีทั้งผู้ที่จบอภิธรรมเอก และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่เรียนพระอภิธรรมมาแล้วทั้งสิ้น เราก็เรียนมาแล้วว่า กรรมคืออะไร วิบากคืออะไร
หลวงพ่อท่านจึงมาเตือน จะทำอะไรให้ตรองเสียก่อนว่า สิ่งที่เราหว่านไปนั้นจะออกมาเป็นต้นทุกข์ หรือไม่ หากออกมาเป็นต้นทุกข์ ดอกและผลที่ตามมาก็ย่อมเป็นดอกผลแห่งทุกข์เช่นเดียวกัน
แล้วเป็นเรื่องธรรมดา ที่พวกเราทุกคนเมื่อไกลพ่อ สิ่งที่พ่อสอนหาย(ลืม)หมด ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ดังเช่นที่อาจารย์ท่านว่า .แล้วชีวิตใหม่ก็บินไปในโลกกว้าง ฉันบินไปอย่างมีเสรี (ตามอำเภอใจไปด้วยกิเลส) มีความพอใจ ไม่พอใจ แต่ส่วนใหญ่ความไม่พอใจจะมามากกว่า หลวงพ่อท่านจึงมาเตือนว่า ...ฝึกเมตตา และการให้อภัย ให้มีมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ เพราะเมตตาเป็นคู่ปรับของโทสะ ซึ่งเรื่องนี้ หลวงพ่อได้ฝากอาจารย์ให้มาบอกพวกเราว่า
ความโกรธ เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของมนุษย์ และสัตว์โลก น้อยคนนักที่จะชนะความโกรธได้โดยเด็ดขาด ส่วนมากพ่ายแพ้เสมอ (เช่นลูกของพ่อไง) แต่ถ้าใครชนะความโกรธได้โดยเด็ดขาด มันจะให้(ผล)รางวัลอันประเสริฐสุดต่อผู้นั้น จึงควรป้องกันจิตให้ดีๆ
มาถึงตอนนี้อาจารย์บอกว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่เรายังชนะความโกรธไม่ได้ เพราะผู้ที่ไม่โกรธแล้วคือใคร ? เราทุกคนตอบว่า พระอนาคามี นั่นหมายความว่า เรายังต้องพ่ายแพ้ความโกรธเสมอ เช่นพวกเรา ลูกพ่อไง ...จริงไหม? ทุกคนตอบว่า จริงค่ะ/ครับ แค่นี้เท่ากับว่าเรายอมรับได้ แล้วเราก็สบายใจ แต่ไม่ใช่ว่าสบายใจแล้วก็บินไปในโลกกว้างเหมือนเดิมๆ เพราะพ่อยังบอกต่อว่า แต่เมื่อใครชนะความโกรธได้โดยเด็ดขาด...มันจะให้(ผล)รางวัลอันประเสริฐสุด เพราะนั่นคือการบรรลุพระอนาคามี ซึ่งเป็นเป้าหมาย และความปรารถนาของพวกเราทุกคน ฉะนั้นเราต้องพยายามเอาชนะความโกรธให้ได้บ้าง โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:29:42 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 6
อาจารย์บอกว่า หลวงพ่อฝากถามมาว่า...ลูกจะทำอย่างไร ไม่ให้เหล็กขึ้นสนิม หรือป้องกันอย่างไร ? (ลูกศิษย์คนหนึ่งตอบว่า ทาน้ำมัน อีกคนหนึ่งบอกว่า อาบน้ำมัน)
คำตอบก็คือ... ต้องชโลมน้ำมันไว้เสมอ
หลวงพ่อบอกว่า ...ใจเราก็เช่นกัน ควรป้องกันสนิม คือความโกรธจับเกาะ ด้วยการชะโลมน้ำมัน คือ ความเมตตา เสมอๆ ความโกรธ ถ้าเกิดขึ้น ก็อย่าปล่อยให้มันเกาะอยู่นาน ควรขับไล่ไปเสีย ด้วยความเมตตา และให้อภัย
ดังนั้นเราควรป้องกันความโกรธด้วยการมีเมตตา หรือเมื่อโกรธเกิดขึ้นแล้ว ก็ให้มองเขาและคิดให้ได้ว่า เขาน่าสงสาร เมื่อเขาทำกรรมไม่ดี เขาก็ต้องได้รับโทษด้วยกรรมของเขาอยู่แล้ว เราไม่ควรไปลงโทษเขาซ้ำอีก
(อาจารย์เปรียบเทียบให้เห็นชัดว่า เขากำลังถูกทำร้าย(รุมตี)ด้วยคนหลายๆ คน หากเว้นเราที่ไม่ไปลงมือด้วยแล้ว น้ำหนักของความเจ็บปวดที่เขาได้รับก็เบาลงไปหน่อยหนึ่งแล้ว ฉะนั้นเราอย่าไปซ้ำเติมใคร และพร้อมที่จะให้อภัย ในเมื่อเขาต้องรับผลกรรมของเขาอยู่แล้ว ...หลวงพ่อก็เคยสอนพวกเราเสมอว่า เขาก็คือเขา เราก็คือเรา จะสุข จะทุกข์ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ แต่ถ้าเมื่อใดเราลงมือทำ ก็จะเป็นกรรมของเรา โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:30:10 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 7
เราต้องทำใจให้ยอมรับให้ได้ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรม อาจารย์ตั้งคำถามให้พวกเราทุกคนตอบ
ทำไม จึงเกิดมาเป็นผู้หญิง....เพราะ กรรม ทำไม จึงเกิดมาเป็นผู้ชาย .....เพราะ กรรม ทำไม จึงเกิดมารวย..............เพราะ กรรม ทำไม จึงเกิดมาจน...............เพราะ กรรม ฯลฯ
เป็นเพราะกรรมทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเป็นกรรมชนิดไหน ? อาจารย์บอกว่า เมื่อยอมรับว่าเป็นกรรมแล้ว เราก็ต้องรู้จักคลี่คลายคือเป็นผู้รู้ ฉลาดหลักแหลม ไม่เช่นนั้นกรรมก็จะเป็นพวงมาลัยชีวิตให้กับเรา เพราะหลวงพ่อท่านฝากมาบอกพวกเราทุกคนว่า
กรรม เปรียบเสมือน พวงมาลัยรถ หรือพวงมาลัยเรือ ซึ่งจะหักซ้าย-ขวาพาชีวิตหันเหไปทางไหนก็ได้ จึงอุปมาเหมือนพวงมาลัยชีวิต ซึ่งเป็นตัวการทำสังสารวัฏให้หมุนไปตามความหันเหของพวงมาลัย
พ่อให้ถามว่า... อะไรคือนายนาวาแห่งชีวิต คำตอบก็คือ... ธรรม และ อธรรม
เมื่อใด ธรรม เข้ามาจับพวงมาลัย ....ก็หมุนไปสู่ที่ปลอดภัย เมื่อใด อธรรม เข้ามาจับพวงมาลัย ....ก็หมุนไปสู่ที่อันตราย
ธรรม และอธรรม....จึงมีผลไม่เหมือนกัน (เพราะธรรมนำสู่ความสงบสุข อธรรมนำสู่ความลำบาก อธรรมจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มารชีวิต เพราะมันคอยล้างผลาญบุคคลให้ย่อยยับ ...ลูกพ่อต้องนึกให้ได้ว่ามันให้ผลต่างกัน อย่าแค่เรียนรู้ (ก่อนหน้านี้ท่านจึงให้พวกเราท่องผลของอกุศลกรรมบท ๑๐ และบุญกิริยาวัตถุ(กุศลกรรมบท) ๑๐ทั้งให้ทำเป็นการบ้านส่งด้วย) เพราะเมื่อรู้แล้วเราจะได้ขยาดไม่ให้อธรรมมาจับพวงมาลัยหันไปในทางอันตราย และพร้อมที่จะหันไปในทางที่ดี โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:30:54 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 8
นอกจากพวงมาลัยที่จะพาชีวิตไปในทางไหนแล้ว เราก็ต้องรู้อีกว่า ตอนไหนควรจอด ตอนไหนไม่ควรจอด เช่น เมื่อขับไปเจอไฟแดง เราก็ต้องจอด ฉันใด เวลาที่เรานึกถึงผลของความชั่วจิตเราก็จะขยาดหยุดทำความชั่วได้ แต่เมื่อใดไฟเขียวทางโล่ง ก็เหมือนเรารู้ว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ที่ประพฤติธรรม เราก็แล่นรถต่อไปได้ ....แต่พวกเราบางคน บางครั้งยังฝ่าไปแดงกันอยู่ นั่นก็คือ รู้ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งนั้นอันตรายก็ยังทำ
ฉะนั้นบางครั้งจะทำอะไร ต้องคิดดูก่อนว่าจะไปรอด หรือไม่รอด เช่น เวลาโกรธ ก็เหมือนกับตอนไฟเหลือง เราต้องดูว่าสมควรจะไปแล้วหรือไม่ หลวงพ่อท่านจึงฝากเตือนมาว่า เวลาโกรธ อย่าพูดอะไร เพราะถ้าพูดเวลานั้นมักจะเป็นคำหยาบ หรือพูดเกินเหตุด้วยแรงโทสะ ...ให้พยายามข่มใจนิ่งไว้ก่อน !
เพราะเมื่อทำไปแล้ว มันย่อมต้องให้ผลแน่นอน เหมือนกับขับออกไปแล้วต้องมีอุบัติเหตุแน่นอน ก่อนทำเราจึงควรศึกษาใจตนเอง ให้เวลากับตนเองเหมือนรอให้ไฟเขียวเสียก่อน นั่นคือเมื่อรู้สึกว่าตนเองเบาบางจากโทสะจึงค่อยขับออกไป เราต้องหมั่นบอกตนเองว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกรรมได้ และเมื่อทำไปแล้วโดยเฉพาะอธรรม ซึ่งเป็นมารชีวิตนั้นมันจะคอยตามล้างผลาญเราไปตลอด โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:31:28 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
สลักธรรม 9
นี่คือ สิ่งที่พ่อเตือนพวกเรามาในสัปดาห์นี้ พร้อมสั่งให้เราหมั่นบอกตนเองทุกๆวันว่า...
หากลูกไม่มีเมตตา ลูกจะหาความสงบสุขได้ยาก และหากลูกไม่มีใจที่พร้อมให้อภัยแล้ว ลูกจะไม่มีใจมีความสุขไปได้ จะมีแต่แรงแห่งความเร่าร้อนใจคอยแทรกอยู่ในใจเสมอๆ
อีกทั้งยังได้ให้กำลังใจพวกเราอีกว่า ... ถ้า ความเมตตาจิต และการให้อภัย ถูกปลูกฝังลงในเนื้อใจได้แล้ว พ่อรับรองว่า ลูกของพ่อจะเจริญร่มเย็นได้ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า
นี่ไง ! จึงกล้าที่จะบอกว่า ...พ่อของฉันสร้างฝันอันกว้างไกล สร้างตัวฉันด้วยสิ่งนี้ พ่อสร้างฝันพ่อสร้างฉันคนนี้ พ่อสร้างด้วยความดี นี่ไง ด้วยดวงใจที่มีศีลธรรม
กราบแทบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่อ ด้วยความเคารพยิ่ง
โดย วยุรี [1 มิ.ย. 2550 , 07:32:29 น.] ( IP = 58.9.140.114 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |