มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ ๓.








หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๓)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓)

ตอนที่ผ่านมา

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้วต่างโอดครวญกันว่า โอ้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐผู้ทรงพระมหากรุณาอันกว้างใหญ่ดุจห้วงมหรรณพ มีน้ำพระทัยใสบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างเมื่อรุ่งอรุณ ทรงมีพระทัยหนักแน่นดุจมหิดลทรงสละความสุขส่วนพระองค์ขวนขวายเพื่อความสงบร่มเย็นของปวงชน และพระองค์ประดุจดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่โลกภายนอก คือ ท้องฟ้าและปฐพี

บัดนี้ พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว มองไม่เห็นแม้เพียงสรีระซึ่งเคยรับใช้พระองค์ผู้ทรงโปรยปรายธรรมรัตนะประหนึ่งพระมหามุนีผู้เป็นจอมชน บัดนี้ ข้าพระพุทธองค์ทั้งหลายเป็นประดุจนกในเวหาใช้โพธิ์ไทรเป็นที่จับเกาะประดุจเด็กน้อยที่ขาดมารดา เหมือนเรือที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทรอ้างว้างว้าเหว่สุดประมาณ หาใครเล่าจะเป็นผู้เสมอพระองค์ได้

แม้พระอานนท์พุทธอนุชาเอง ก็ไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาได้ นับเป็นเวลา ๒๕ ปี จำเดิมตั้งแต่รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากมา เคยรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธองค์ เหมือนเงาตามพระองค์

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:27:03 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เมื่อพระองค์เสด็จจากไปแล้ว พระอานนท์รู้สึกว้าเหว่และเงียบเหงา เพราะไม่ได้เห็นพระองค์อีกต่อไป เวลา ๒๕ ปีนานพอที่จะก่อความรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรง เพราะการพลัดพราก แต่แล้วเรื่องทั้งหลายก็มาจบลงด้วยสัจธรรมที่พระองค์ทรงพร่ำสอนอยู่เสมอว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นของธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ สิ่งนั้นย่อมดับไป สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด

บัดนี้ พระพุทธองค์ทรงดับอย่างหมดเชื้อ ทั้งวิบากขันธ์ และกิเลสอนุสัยทั้งปวง ประดุจกองไฟที่ดับลงแล้ว เพราะหมดเชื้อ นี่คือการปฏิบัติที่เราจะต้องเข้าใจ หรือความรู้ที่เราจะต้องหนักแน่นวางใจไว้กับความเป็นจริงว่า การปฏิบัติธรรมนั้นต้องตั้งอยู่ในศีลสังวร สำรวมอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก ๖ มี รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

สิ่งเหล่านี้เป็นของร้อน เพราะไฟ คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเผาใจ ทำให้จิตใจของสัตว์เร่าร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ตลอดเวลา เราจึงต้องสำรวจจิต และน้อมจิตเข้ามาใส่ตนเอง เพื่อจะได้ยึดกายเป็นอารมณ์ พิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ พิจารณาจิตเป็นอารมณ์ พิจารณาธรรมที่เข้ามากระทบใจเป็นอารมณ์ คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง เป็นเครื่องดับความเร่าร้อนใจของตัวเราได้ จะได้มีความสุขและความเจริญมาพูดถึงการเจริญวิปัสสนากรรมฐานกันต่อ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:27:45 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 2



องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะที่พึ่งของโลก ได้ทรงประกาศพระสัจธรรมเพื่อหาทางออกให้แก่ชาวโลกด้วยการแสดงถึงไตรสิกขา คือ อริยมรรคมีองค์แปด จึงจะสามารถออกจากทุกข์นั้นได้

หมายถึง สติปัฏฐาน ๔ อันเป็นทางสายเอกที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เป็นทางสายเดียวที่มุ่งตรงไปสู่พระนิพพาน เป็นทางสายเดียวที่เป็นไปเพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อความก้าวล่วงจากความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน เป็นไปเพื่อความตั้งมั่นอยู่ไม่ได้แห่งความทุกข์และโทมนัส เป็นไปเพื่ออริยมรรค เป็นไปเพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง สติปัฏฐาน ๔ มีดังนี้

๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้ในกาย ๑๔ ข้อ
๒. เวทนานุปัสสนาสิตปัฎฐาน คือ ที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้เวทนา ๙ ข้อ
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้จิต ๑๖ ข้อ
๔. ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะตามที่รู้ตามธรรมะ ๕ ข้อ

องค์ของผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นจะต้องประกอบด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ความเพียร สติ และสัมปชัญญะ ความเพียรเป็นประธานมี ๔ อย่าง คือ เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรป้องกันมิให้เกิดบาปใหม่ เพียรทำกุศลที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เพียรทำกุศลที่เคยเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไป

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:28:17 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 3



นอกจากความเพียรที่เป็นประธานทั้ง ๔ แล้วจะต้องมีสติตั้งอยู่ในฐานทั้ง ๔ ก็คือ กาย เวทนา จิต และธรรม และต้องมีสัมปชัญญะทั้ง ๔ เมื่อผู้ประสงค์จะปฏิบัติสติปัฏฐานเบื้องต้น จึงจะต้องเสาะแสวงหาสถานที่อันเป็นสัปปายะให้แก่สติปัญญา หรือสถานที่ที่ห่างไกลจากอารมณ์ของกิเลส จะต้องแสวงหากัลยาณมิตร กัลยาณมิตรคือใคร คือผู้ที่เรียนปริยัติมาดีแล้วและได้เคยผ่านการปฏิบัติมาดีแล้ว มีความฉลาด สามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับผู้สงสัยในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้

ในวันนี้จะพูดถึงการปฏิบัติตามแนวทางของปัญญาวิมุตติที่เป็นวิปัสสนาล้วน ๆ เท่านั้น และจะพูดเฉพาะกายานุปัสสนาสติปัฏฐานที่เกี่ยวกับเรื่องอิริยาบถ ๔ และสัมปชัญญะ ๗ หมวด บางอย่างเท่านั้น เบื้องต้นเมื่อพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติจะต้องเรียนรู้รูปนามให้เข้าใจ เมื่อตนเองเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม จากนั้นต้องไปเรียนถ่ายทอดถึงการปฏิบัติจากอาจารย์ให้เกิดความเข้าใจให้แน่แล้วจึงปฏิบัติในที่นี้เริ่มที่อิริยาบถ คือ เดิน ยืน นั่ง และนอน

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เดินก็รู้ว่าเดิน ยืนก็รู้ว่ายืน นั่งก็รู้ว่านั่ง นอนก็รู้ว่านอน ท่านให้คอยสังเกตดูว่า ท่าเดินเป็นท่าอย่างไร และรู้เหตุของการเดินด้วยว่าจะเดินทำไม ทำไมจึงต้องเดิน ไม่เดินไม่ได้หรือ ความจริงคนและสัตว์ทั้งหลายจะไม่เดินไม่ได้ อิริยาบถต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องจำเป็น จะต้องผลัดเปลี่ยนกันอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าเราไม่เปลี่ยนก็เป็นทุกข์คือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่าบีบคั้นและเบียดเบียนให้สัตว์ทั้งหลายทุกข์ จึงต้องผลัดเปลี่ยนไปเพื่อแก้ทุกข์ แม้อิริยาบถที่เกิดขึ้นใหม่ก็ไม่ใช่สุข ที่จริงเป็นทุกข์เหมือนกัน แต่เป็นเพียงสังขารทุกข์ จำเป็นจะต้องแก้ไข

โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:28:56 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 4



ถ้าจะเปรียบเทียบกันแล้วทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่าก็เหมือนคนไข้ ส่วนทุกข์ในอิริยาบถใหม่เป็นคนพยาบาล สรุปว่าเป็นความทุกข์เหมือนกัน แต่เป็นทุกข์คนละฐานะ

ผู้ประสงค์จะเห็นทุกข์จึงจำเป็นจะต้องทำลาย “ฆนสัญญา” ที่จำผิดว่าเป็นกลุ่มเป็นแท่ง ให้กระจายออกจากกันผู้ปฏิบัติจึงจะสามารถเห็นสภาวะคือรูปนามได้ ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามใช้ความเพียรประคองจิตให้ตั้งอยู่ในรูปที่กำลังปรากฏและจะต้องตั้งสติไว้ในรูปที่กำลังปรากฏเท่านั้น

และจะต้องมีความระลึกรู้สึกตัวด้วยว่า ตนกำลังดูอะไรอยู่ สิ่งที่ดูนั้นเป็นรูปหรือเป็นนาม ถ้าเป็นรูปจะต้องรู้ด้วยว่า รูปอะไร เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าใจผิดคิดว่า รูปเดินคือรูปยืน รูปยืนคือรูปนั่ง หรือเป็นรูปเดียวกันหมด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่รูปเดียวกัน มีเหตุปัจจัยกันคนละอย่าง และไม่ใช่อย่างเดียวกัน

ในตอนนี้ศีลจะต้องเป็นศีลวิสุทธิ เพราะตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอาศัยไม่ได้ในอารมณ์นั้น แม้จิตก็เป็นวิปัสสนาจิต เพราะตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดขึ้นไม่ได้เช่นนั้น จิตจึงจะต้องเป็นจิตตวิสุทธิ ส่วนปัญญาที่เห็นว่าเป็นรูป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวตน จะจัดเข้าเป็นทิฏฐิวิสุทธิ นับเป็นปัญญาวิสุทธิเบื้องต้น ที่จะทำให้เกิดปัญญาวิสุทธิที่สูงขึ้นไป

โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:29:24 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 5



การปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวทางของปัญญาวิมุติ คือ วิปัสสนาล้วน ๆ ขณะนี้ยังมีอยู่ แม้พระพุทธศาสนาจะล่วงเลยมาถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้วก็ตาม และผู้สนใจจะประพฤติและปฏิบัติอย่างจริงจังยังมีอยู่ ขอให้ทุกท่านโปรดทราบว่า การปฏิบัติที่เกิดสมาธินั้นมีมาก แต่เมื่อเราเข้าไปสัมผัสแล้วจะรู้ได้ว่าไม่ใช่วิปัสสนา ส่วนมากมักจะเข้าใจว่า รักษาศีลดีแล้วและเกิดสมาธิ เมื่อสมาธิดีแล้วจะเกิดปัญญาเอง ความเข้าใจแบบนี้ ยังไม่ตรงต่อความเป็นจริง ส่วนความจริงนั้นมีอยู่ว่า สมถะและวิปัสสนามีสภาพแตกต่างกัน

พระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ได้เขียนหนังสือมีชื่อว่า สมาธิและวิปัสสนาแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน อธิบายถึงความแตกต่างกัน คือ สมถกรรมฐาน มีบัญญัติกรรมฐานเป็นอารมณ์ทำได้เพียง ๒ ทางเท่านั้น คือ ทางตา กับทางใจ จะทำให้มีอำนาจประหารนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ในปัจจุบัน มีอภิญญาเป็นอานิสงส์ เมื่อตายแล้วจะนำให้เกิดเป็นพรหม

ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องของปัญญา สภาวะคือรูปนามเป็นอารมณ์ ทำได้ถึง ๖ ทวาร มีอำนาจในการทำลายอารัมณานุสัย ทำให้หมดการเกิดได้ มีผลสมาบัติคือเข้าไปเสวยความสุขในผลของตนเป็นอานิสงส์ เมื่อตายแล้วจะเป็นผู้สิ้นชาติขาดภพ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:29:50 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 6



เพราะฉะนั้น สมถะกับวิปัสสนาจึงต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว สมถะคือสมาธิ เคยมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่วิปัสสนานี้เกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว วิปัสสนาก็มีสมาธิเหมือนกัน แต่สมาธิในวิปัสสนานั้นตัณหาและทิฎฐิอาศัยเกิดไม่ได้ ศีล สมาธิ ปัญญา

ในวิปัสสนาเรียกว่า อธิศีล คือ ศีลยิ่ง, อธิจิต คือ จิตยิ่ง, อธิปัญญา คือ ปัญญายิ่ง เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ในองค์มรรคนั้นเอง เป็นองค์ที่ทำงานสายกลางเข้าไปสู่ธรรมอันเป็นที่สิ้นสุดทุกข์ เป็นโลกียมรรคอริยสัจจ์ที่มุ่งตรงไปสู่โลกุตตระอริยสัจจ์โดยตรงเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ เป็นไปเพื่อความหมดจดอย่างพิเศษแห่งสัตว์ทั้งหลาย คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นไปเพื่อความก้าวล่วงจากโสภะ ปริเทวะ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์และโทมนัส เป็นไปเพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง

หลักการปฏิบัติในสติปัฎฐานโดยเฉพาะอิริยาบถ และสัมปชัญญะ เป็นแนวทางวิปัสสนาล้วน ๆ เป็นการเน้นถึงรูปนามโดยเฉพาะ ผู้จะปฏิบัติจึงต้องศึกษารูปและนาม ให้เกิดความรู้ความเข้าใจจึงจะได้ผลไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมาก

คำว่ารูปนาม หรือนามรูปที่ว่านี้ มีในตัวเราเองไม่ได้ไปเอามาจากที่ไหน แต่เพราะเราไม่เคยเรียนและไม่เคยสนใจ จึงเข้าใจไปว่า รูปนามนั้นเป็นเรา เป็นของของเรา ด้วยอำนาจของตัณหา มานะ ทิฏฐิ จึงมิอาจทำให้เกิดความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงของสภาวะได้

โปรดติดตามเรื่องต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:30:26 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 7

หน้าที่สำคัญ คือ ความเพียรในสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์

อนุโมทนาและน้องกิ๊ฟมากค่ะ ที่ได้นำประโยชน์มาฝากไว้

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 มิ.ย. 2550 , 13:33:49 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org