มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สีลสังวร ...ตอนจบ




สีลสังวร
โดย..พระครูศรีโชติญาณ



ตอนที่ (๑) อ่านที่นี่


คำของพระอรรถกถาจารย์ที่ควรขยาย

คำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ที่ว่า “ก็แล ทั้งปสาทกายทั้งโจปนกายก็ย่อมได้ในพระดำรัสที่ว่า กาเยน สํวโร” นี้ ก็กายแม้ทั้งสองอย่างนี้ ก็เป็นกายทวารเหมือนกัน ในทวารทั้งสองนั้น ตรัสถึงการสำรวมและไม่สำรวมไว้เฉพาะในปสาทกาย ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร ซึ่งมีกายประสาทนั้นเป็นที่อาศัย ก็ตรัสไว้

คำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ตรงนี้ ท่านพูดถึงกายสองชนิดคือ ปสาทกาย หนึ่ง โจปนกายหนึ่ง คำว่า “ปสาทกาย “ ท่านหมายถึงกายประสาทที่มีลักษณะเหมือนกลีบดอกบัวที่ทาบอยู่บนผิวหนังและอวัยวะทั่วไปของกาย เว้นปลายผมและปลายเล็บเป็นต้น ท่านว่ามีลักษณะเหมือนกลีบดอกบัวที่ซ้อนอยู่ทั่วสรรพางค์กายถึงเจ็ดชั้น ลักษณะอย่างที่ว่านั้นแหละท่านเรียกเรียกว่าเป็นกายทวาร เป็นที่เดินเข้า เดินออกของกายวิญญาณคือความรู้สึกเย็น ร้อน อ่อนแข็ง

ส่วนโจปนกายนั้น ท่านหมายถึงกายวิญญัติคือการไหวกายให้คนอื่นรู้ว่าทำดีหรือทำชั่ว การไหวกายอันนั้นแหละ ท่านเรียกว่า “โจปนกาย” คือเป็นกายทวารเป็นที่เดินเข้าเดินออกของกรรมดีกรรมชั่ว แต่การที่จะทำดี หรือ ทำชั่วก็จะต้องเกี่ยวด้วยปสาทกาย จะเว้นเสียมิได้ เช่นการทำกาเมสุมิฉาจาร ถ้าเว้นจากประสาทกายเสียแล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะไม่ต่างอะไรกับสิ่งโตหินที่เข้าตั้งไว้ที่หน้าโบสถ์ เพราะมันไม่มีความรู้สึกอะไร เหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวว่าโจปนกาย มีปสาทกายเป็นที่อาศัยฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:42:09 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำของพระอรรถกถาจารย์ตอนที่ว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสโปนวาจาไว้ในพระดำรัสที่ว่า สาธุ วาจาย” นี้ ทวารนั้นเป็นอันว่าเธอไม่สำรวมแล้ว เพราะทุจริตทั้งหมายมีมุสาวาทเป็นต้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับโจปนวาจานั้น (แต่) เป็นอันว่าเธอสำรวมแล้ว เพราะสุจริตทั้งหลายมีเจตนาเครื่องเว้นจากมุสาวาทเป็นต้น

คำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ในตอนนี้ คำที่ว่าโจปนวาจา ท่านหมายถึงวจีวิญญัติคือการไหววาจาให้ผู้อื่นรู้ได้ว่าพูดดี หรือพูดชั่ว วจีวิญญัติคือการไหววาจาอันนั้นแหละ ท่านจัดเป็นวจีทวารประตูวาจาอันเป็นที่เดินเข้า เดินออกของวจีกรรม เพราะฉะนั้น การที่จะสังวรระวังประตูวาจาก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะระลึกรู้อยู่ที่ขณะไหววาจา คือรู้ที่วาจานั้นไหวขึ้นมา โดยที่ไม่ยอมส่งใจไปในที่อื่น แต่ถ้าส่งใจไปในที่อื่น ขณะที่พูดก็ชื่อว่าไม่สังวรแล้วฯ

คำของพระอรรถกถาจารย์ตอนที่ว่า “แม้ในพระดำรัส สองคำที่ว่า มนาสา สํวโร” นี้ ก็ควรเข้าใจว่า อภิชฌาคือความเพ่งเล็งเป็นต้น หามีกับใจอื่นที่นอกจากชวนขณะไม่ แต่ทวารนั้นก็ย่อมเป็นทวารที่เธอไม่สำรวมแล้ว เพราะอภิชฌาเป็นต้นซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะแห่งชวนะในมโนทวาร คำว่าที่ว่า “อภิชฌาคือความเพ่งเล็งเป็นต้นหามีกับใจอื่นนอกจากชวนะไม่” ข้อความตรงนี้ท่านหมายความว่า ตามปกติของจิตที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นกุศลวิถีหรืออกุศลวิถีก็ตาม ความเป็นกุศลหรืออกุศลไม่ได้เป็นอยู่ที่จิตนอกจากชวนะ ๗ ขณะเท่านั้น

ส่วนจิตที่เกิดขึ้นในวิถีนอกนั้นเป็นอพยากฤตไปทั้งหมด เช่นในมโนทวารวิถีวิภูตารมณ์ เป็นต้น จิตที่เป็น น.ท.ม. (เว้นชวนะ) ตทา ตทา ... จิตเหล่านี้ เป็นอัพยากฤตทั้งนั้น เพราะเป็นประเภทของจิตที่เป็นวิบากชาติและกิริยาชาติ จึงจัดเป็นอัพยากฤตไป

เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้อธิบายว่า อภิชฌาคือความเพ่งเล็งเป็นต้น หามีกับจิตอื่นที่นอกจากชวนะไม่ สำหรับในที่นี้ ทวารก็จัดเป็นมโนทวาร กรรมก็จัดเป็นมโนกรรมด้วยเหมือนกันทั้งสองอย่าง ซึ่งไม่เหมือนกับในที่อื่น เพราะในที่อื่นกรรมกับทวารไม่ตรงกันก็มี เช่น นึกถึงการฆ่าสัตว์เป็นต้น อย่างนี้ทวารเป็นมโนทวาร แต่กรรมกลับเป็นกายกรรมไปอย่างนี้เป็นต้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:46:39 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 2

คำของพระอรรถถาจารย์ตอนที่ว่า “สาธุ สพฺพตฺถ” ความว่า การสำรวมในจักษุทวารเป็นต้นเหล่านั้น แม้ทุกๆ ทวารเป็นอาการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้นั้น หมายความว่า ขณะเห็นรูปทางตา ก็มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้อยู่แค่เห็น ไม่ให้เลยไปถึงรูป ขณะได้ยินก็ให้มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้อยู่แค่นามได้ยิน ได้กลิ่นก็ให้รู้อยู่แค่กลิ่นไม่ให้เลยไปถึงเหม็นหรือหอม ได้รสก็ให้รู้อยู่แค่รส ไม่ให้เลยไปถึงเปรี้ยวหรือหวาน ขณะกายถูกก็ให้มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้สึกตัวอยู่แค่เย็น ร้อน อ่อน หรือแข็งเท่านั้น ไม่ให้เลยไปถึงน้ำแข็งหรือไฟ เป็นต้น ขณะนึกถึงอะไรก็ให้มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้อยู่ว่า จิตที่เกิดขึ้นเป็นจิตอะไร เป็นจิตที่มีราคะหรือจิตมีโทสะเป็นต้น

ท่านว่าการสำรวมระวังในทุก ๆ ทวารได้อย่างนี้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ประโยชน์ในที่นี้ท่านหมายถึงตัวสติเป็นองค์ของสมาธิ ส่วนสัมปชัญญะเป็นองค์ของปัญญา เป็นมรรคปฎิปทาที่จะดำเนินไปสู่ความสิ้นทุกข์ในวัฎฎะโดยตรง ก็เมื่อภิกษุพยายามสังวรระวังใจในทุก ๆ ประตูได้อย่างนี้ ก็สามารถป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นได้ จะเกิดก็เฉพาะสติปัญญาเท่านั้น อันนี้แล ท่านจัดเป็นประโยชน์ในที่นี้ฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:49:24 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 3

ข้อความของพระอรรถกถาจารย์ตอนที่ว่า ก็ทวารที่ภิกษุไม่สำรวมแปดและทวารที่สำรวมแปด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยพระวาจาเพียงเท่านี้ ภิกษุผู้ที่ตั้งอยู่ในทวารที่ไม่สำรวมแปดเหล่านี้นั้น ก็ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ที่มีวัฎฎะเป็นมูลทั้งสิ้นไปไม่ได้ ส่วนภิกษุผู้ที่ตั้งอยู่ในทวารที่สำรวมแล้ว ก็ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ที่มีวัฎะเป็นมูลทั้งปวงไปได้ เพราะเหตุนั้นพระผู้มพระภาคเจ้าจึงตรัส ว่า “สพพตถ สํวุโต ภิกขุ สพพทุกขา ปมุจจติ” ซึ่งก็แปลเป็นใจความว่า “ภิกษุผู้ที่สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ดังนี้ “ คำว่าสังวรทวารแปดในที่นี้ อัฎฐสาลินีฉบับฉัฎฐะ หน้า ๑๓๘ บรรทัดที่ ๒๒ ท่าน แสดงไว้ดังนี้คือ

๑. จกฺขุอสํวโร การไม่สังวรทางประตูตา
๒. โสตอสํวโร การไม่สังวรทางประตูหู
๓. ฆานอสํวโร การไม่สังวรทางประตูจมูก
๔. ชิวฺหาอสํวโร การไม่สำรวมลิ้น
๕. ปสาทกายอสํวโร การไม่สำรวมกายปสาทที่รบกระทบเย็น ร้อนอ่อน แข็ง (ประตูนี้ ท่านหมายถึงกายปสาทที่มีลักษณะใส มีสัณฐานเหมือนกลีบดอกบัวที่ซับซ้อนไว้ทั่วสรรพางค์กายเจ็ดชั้น เว้นปลายผมและปลายเล็บเป็นต้นเพราะเป็นที่เดินออกและเข้าของกายวิญญาณ คือเป็นที่อาศัยเกิดนั่นเอง)
๖. โจปนกายอสํวโร การไม่สำรวมวิญญัติทางกายที่เป็นประตูเกิดของกรรม เพราะกายวิญญัติรูปนี้เป็นประตูที่เกิดของกรรมทางกายมีปาณาติบาตเป็นต้น
๗. วาจาอสํวโร การไม่สำรวมวาจา อันหมายถึงวจีวิญญัติรูปที่เป็นประตูเกิดของกรรมทางวาจา มีการพูดปดเป็นต้น
๘. มโนอสํวโร การไม่สำรวมใจ ในที่นี้ ท่านหมายถึงจิตทุก ๆ ประเภท จำนวนอย่างย่อ ๘๙ พิสดาร ๑๒๑ เป็นประตูใจทุกประเภท ส่วนตัวเจตนาและธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนาเป็นตัวกรรม รวมทั้งแปดเหล่านี้ท่านเรียกว่า”อสังวรทวาร” ฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:51:49 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 4

อสังวรแปดเหล่านั้น โดยใจความก็ได้แก่ธรรมะ ๕ อย่างเหล่านี้คือความเป็นผู้ทุศีล ๑ หลงลืมสติ ๑ การไม่รู้เท่าทัน ๑ ความไม่อาจหาญ ๑ โกสัชชะคือความเกียจคร้าน ๑ ในธรรมะ ๕ อย่างนั้น ธรรมะแม้อย่างหนึ่งยังเกิดขึ้นไม่ได้ในจิตทั้งหลายอันมีโวฎฐัพพนะเป็นที่สุด ในปัญจทาร แต่จะเกิดขึ้นได้ในชวนขณะเท่านั้น ธรรมะแม้อย่างเดียวที่เกิดขึ้นแล้วในชวนะ ก็ตรัสเรียกว่า “การไม่สำรวม” ในปัญจทาวรได้ ฯ

ผัสสะ ที่เกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ ก็ได้นามว่า “ จักขุสัมผัสสะ” เจตนาชื่อว่า “มโนกรรม “ จิตดวงนั้นชื่อว่า “ประตูใจ” การไม่สังวร ๕ อย่างนั้น ยังมีไม่ได้ในปัญจทวารนี้

ผัสสะที่เกิดพร้อมกับสัมปฎิจฉันนะ ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ” เจตนาชื่อว่า “มโนกรรม” จิตนั้นชื่อว่า “มโนททวาร” คือประตูใจ แม้ในมโนทวารที่กล่าวนี้ก็ยังมีการไม่มีอสังวร แม้ในสันตีรณะและโวฎฐัพพนะก็นัยนี้เหมือนกัน

แต่ผัสสะที่เกิดพร้อมกับชวนะชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ” เจตนาชื่อว่า “มโนกรรม” จิตนั้นชื่อว่า “ ประตูใจ” อสังวรในชวนขณะที่เป็นประตูใจนี้ ชื่อวาเป็นการไม่สังวรในจักขุทวารได้ แม้ในโสตะ ฆานะชิวหา กายทวาร ก็นัยนี้เหมือนกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 09:55:59 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 5

ก็เมื่อใด เว้นจากวจีทวารเสีย ชวนะที่เกิดในมโนทวารซึ่งมีรูปเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ ทำกายทวารล้วน ๆ ให้ไหวเกิดขึ้น เมื่อนั้น ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ” เจตนาเป็นกายกรรม ๆ แต่จิตนั้นเป็นอัพโภหาริกคือไม่ชัดว่าจะเป็นมโนทวารได้ในที่นี้เพราะกายได้ไหวเกิดขึ้นเสียแล้ว จึงไม่ถึงการนับว่าเป็นมโนทวาร อสังวรที่ในกายทวารนี้ชื่อว่ “ การไม่สังวรทางกายที่ไหวขึ้น”

เมื่อใด ชวนะเช่นนั้นนั่นแหละ เว้นกายทวารเสีย ทำวจีทวารล้วน ๆ ให้ไหวเกิดขึ้นในกาลนั้น ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ” เจตนาชื่อว่า “วจีกรรม” ส่วนจิตนั้นเป็นอัพโภหาริกคือกล่าวไม่ได้ว่าเป็นมโนทวาร เพราะความไหวของวาจาเกิดขึ้น จึงไม่ถึงการนับว่าเป็น “มโนทวาร “ อสังวรในวจีทวารนั้น ก็ชื่อว่า “วาจาอสังวร”

แต่เมื่อใด เว้นจากกายทวารและวจีทวารเสีย ชวนะจิตเช่นนั้นเป็นมโนทวารล้วน ๆ โดยเฉพาะเกิดขึ้น , เมื่อนั้น ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ “ เจตนาชื่อว่า “มโนกรรม” ส่วนจิตนั้น ชื่อว่า “มโนกรรมทวาร” อสังวรที่ในมโนทวารนี้ คือการไม่สังวรทางใจ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 10:00:08 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 6

ท่านผู้สนใจ จึงควรทราบถึงทวารที่ไม่สังวรแปดเหล่านี้คือ จักขุอสังวรทวาร โสตะ, ฆานะ, ชิวหา, ปสาทกายะ โจปนกาย, วาจาและมโนอสังวรทวารไว้ด้วยอำนาจของอสังวรแปดเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ฯ

ส่วนสังวรแปดเหล่านี้คือ

๑. จกขุสํวโร คือการสังวรระวังตา
๒. โสตสํวโร คือการสังวรระวังหู
๓. ฆานสํวโร คือการสังวรระวังจมูก
๔. ชิวหาสํวโร คือการสังวรระวังลิ้น
๕. ปสาทกายสํวดร คือการนังวรระวังกายปสาท
๖. โจปนกายสํวโร คือการสังวรระวังการไหวกาย
๗. โจปนวาจสสํวโร คือการสัวรระวังการไหววาจา
๘. มดรสํวโร คือการสังวรระวังใจ

ก็สังวรแปดเหล่านี้ ว่ากันโดยความแล้วก็ได้ธรรมะห้าเหล่านี้คือ ศีล สติ ญาณ ขันติ และวิริยะ แม้ในธรรมเหล่านั้นสักอย่างหนึ่งก็หาเกิดขึ้นในจิตทั้งหลาย อันมีโวฎฐัพพนะเป็นที่สุดในปัญจทวารไม่ , จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะในชวนขณะเท่านั้น แม้เกิดขึ้นในชวนะ ก็ตรัสเรียกว่า “สังวร” ในปัญจทวารได้ ก็การเกิดขึ้นแห่งสังวรนั้นแม้ทั้งหมด ท่านผู้สนใจก็ควรจะทราบตามนัยเท่าทีข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ในอสังวรโดยนัยมีอาทิว่า “ ก็ผัสสะ ที่เกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ ชื่อว่า จักขุสัมผัสสะ”

ท่านผู้สนใจจึงควรรับทราบถึงสังวรทวารแปดเหล่านี้คือ “จักขุสังวรทวาร ฯลฯ มโนสังวรทวาร ไว้ด้วยอำนาจของสังวรแปดเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

การอธิบายขยายความเรื่องสังวรแปดเท่าที่พระพุทธโฆษาจารย์แสดงไว้ในอัฎฐสาลินีอรรถกถา แก้คัมภีร์ธรรมสังคิณีจนั้นเป็นข้อความที่เข้าใจยากมาก ถ้าผู้อ่านไม่มีพื้นความรู้ทางอภิธรรมอยู่บ้างแล้ว จะไม่เข้าใจเอาเลยทีเดียว
นี้เป็นเพียงพระปริยัติศาสนา เรายังเข้าใจกันไม่ค่อยจะได้แล้ว ยิ่งในทางปฎิบัติด้วยแล้วก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ นี้แหละที่ท่านว่าศาสนาเสื่อมกันตรงนี้ คือมีศาสนาคือคำสอนอยู่ ก็ไม่เข้าใจกันแล้ว

ปริยัติศาสนาตั้งอยู่ได้ด้วยความเข้าใจ ถ้ามีความเข้าใจก็ได้ชื่อว่า “ปริยัติศาสนายังตั้งอยู่” แต่ถ้าหมดความเข้าใจก็ชื่อว่า “ศาสนาเสื่อมไปแล้ว”

ปฎิบัติศาสนาคือการเจริญสติสัมปชัญญะตามหลักของมหาสติปัฎฐานสูตรแต่ถ้าขาดปฎิบัติอย่างนั้นแล้ว ก็แปลว่า ปฎิบัติศาสนาเสื่อม เมื่อปฎิบัติเสื่อมก็ไม่ต้องพูดถึงปฎิเวธคือการรู้แจ้แทงตลอดกันแล้ว เป็นอันว่าหมดกันที จะเหลืออยู่ก็แต่เฉพาะ ศาสนพิธี ศาสนวัตถุ และศาสนบุคคล เป็นต้นเท่านั้น


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [4 มิ.ย. 2550 , 10:08:45 น.] ( IP = 58.9.139.14 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณพี่เณรที่นำความรู้มาฝากค่ะ

ให้เป็นผู้มีการสังวรแปดอย่าง รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้ศาสนาเสื่อมไปเพราะไม่เข้าใจปริยัติและไม่การปฏิบัติ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 มิ.ย. 2550 , 13:44:54 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 8


ติดตามอ่านมาตลอด เห็นได้ว่าอสังวรและสังวรทั้งแปด เป็นเรื่องที่เข้าใจยากยิ่งนัก
แม้จะมีพื้นความรู้ทางพระอภิธรรมก็ตาม
อ่านตั้งหลายรอบก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก

อสังวรแปดและสังวรแปด จะตรงข้ามกัน
ซึ่งหมายถึง ธรรมะ ๕ อย่าง คือ
อสังวร........ สังวร
ความเป็นผู้ทุศีล ........ศีล
หลงลืมสติ ................สติ
การไม่รู้เท่าทัน ........ญาณ
ความไม่อาจหาญ .......ขันติ
โกสัชชะคือความเกียจคร้าน ..วิริยะ

ธรรมะ ๕ อย่าง เกิดขึ้นที่ชวนะเท่านั้น
- ผัสสะเป็นมโนสัมผัสสะ
- เจตนา เป็นมโนกรรม
- จิตเป็นมโนทวาร (จิตทุกดวงจัดว่าเป็นมโนทวาร)

เมื่อใด เว้นจากกายทวารและวจีทวารชวนะจิตเป็นมโนทวารล้วน ๆ โดยเฉพาะเกิดขึ้น เมื่อนั้น
- ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ”
- เจตนาชื่อว่า “มโนกรรม”
- ส่วนจิตนั้น ชื่อว่า “มโนกรรมทวาร”
อสังวรที่ในมโนทวารนี้ ชื่อว่า“ไม่สังวรทางใจ ”

เมื่อใด มีการเคลื่อนไหวกาย ทำกายทวารเกิดขึ้น เมื่อนั้น
- ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ”
- เจตนาเป็นกายกรรม
- แต่จิตนั้นกล่าวไม่ได้ว่าเป็นมโนทวารเพราะกายได้ไหวเกิดขึ้น
อสังวรที่ในกายทวารนี้ชื่อว่า “ไม่สังวรทางกาย”

เมื่อใด มีการเคลื่อนไหววาจา ทำวจีทวารเกิดขึ้น เมื่อนั้น
- ผัสสะที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ชื่อว่า “มโนสัมผัสสะ”
- เจตนาเป็นวจีกรรม
- แต่จิตนั้นกล่าวไม่ได้ว่าเป็นมโนทวารเพราะความไหวของวาจาได้เกิดขึ้น
อสังวรที่ในวจีทวารนี้ชื่อว่า “วาจาอสังวร”

จึงเห็นได้ว่า เมื่อใดก็ตาม เมื่ออารมณ์มากระทบแล้วไม่รู้จักสังวรในอารมณ์นั้น
การเคลื่อนไหวทางกายหรือวาจา ที่เกิดตามมา
ก่อให้เกิดกายกรรมเป็นกายทุจริตหรือวจีกรรมเป็นวจีทุจริตได้ หาไม่แล้วก็จะเกิดแต่ทางมโนกรรม เป็นมโนทุจริตได้เช่นกัน
ดังเช่นอภิชฌาเกิดขึ้น เป็นทั้งมโนกรรม และ มโนทวาร

ธรรมะนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก
ขอก้มกราบพระธรรมด้วยความเคารพสักการะยิ่ง

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 มิ.ย. 2550 , 15:49:49 น.] ( IP = 124.121.175.129 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามอ่านทั้ง 2 ตอน
ยิ่งทำให้เห็นว่ามีสิ่งที่ไม่รู้อีกมากมาย

นับได้ว่าพระคุณของหลวงพ่อมีค่าเหลือประมาณ
เป็นคลังแห่งความรู้อันมากมายต่อพระพุทธศาสนา

และนับวันความรู้เช่นนี้คงหาผู้อธิบายได้ยากยิ่ง

การสังวร หรือไม่สังวรนั้น ยิ่งพิจารณาแล้วยิ่งเห็นความปราณีตยิ่งขึ้น เรื่องราวของชีวิตมีสิงที่ให้ต้องเรียนรู้อีกมากมาย

องค์ประกอบของธรรมที่ทำให้เกิดความสังวรได้ ไม่นึกว่าจะต้องมีกฏเกณฑ์ละเอียดเช่นนี้
อ่านแล้วก็เพิ่มพูนขยายความรู้

และ ขอกราบอนุโมทนากับพี่เณรมา ณ ที่นี้ค่ะ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 มิ.ย. 2550 , 21:58:42 น.] ( IP = 125.24.58.240 : : )


  สลักธรรม 10

กระบวนการของกรรมและการปรากฏทางทวารมี ความเกี่ยวเนื่องกันอย่างสอดคล้องซึ่งเข้าใจได้ยากหากพิจารณาโดยละเอียด...อ่านแล้วก็สะท้อนใจกับประโยคที่ว่า .."นี้เป็นเพียงพระปริยัติศาสนา เรายังเข้าใจกันไม่ค่อยจะได้แล้ว ยิ่งในทางปฎิบัติด้วยแล้วก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ นี้แหละที่ท่านว่าศาสนาเสื่อมกันตรงนี้ คือมีศาสนาคือคำสอนอยู่ ก็ไม่เข้าใจกันแล้ว "...

หลวงพ่อแสวง..เป็นขุมทรัพย์ที่หายไปของลูกศิษย์ ..กว่าจะรู้สึกตัวกันก็สายเสียแล้วนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 14:17:19 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org