| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๔)
![]()
![]()
หน้าที่สำคัญที่ท่านควรรู้ (๔)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๓)
ตอนที่ผ่านมา
อวิชชา คือ ความไม่รู้ว่านามรูปเป็นทุกข์ ห่อหุ้มปิดบังตัวเราอยู่ ทุกลมหายใจ เพราะเราไม่มีวิชชาคือวิปัสสนาปัญหาเกิดขึ้น จึงไม่สามารถทำลายอวิชชาคือความไม่รู้เหล่านั้นได้
ตัวทุกข์ คือ รูปนามที่ปรากฏต่อตามอารมณ์ อิริยาบถเป็นกิจที่เราจะต้องกำหนดรู้ ความทุกข์มี ๒ อย่าง ทุกที่เราทำขึ้น เช่นเดินนาน ๆ นั่งนาน ๆ ก็รู้สึกปวดเมื่อยซึ่งทุกข์แบบนั้นไม่ใช่ของจริง เป็นทุกข์ที่เราทำขึ้น นั่งนาน ๆ ทำไมจะไม่ทุกข์ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่เป็นทุกข์ที่ทำขึ้น ไม่ใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นธรรมชาติ
ความจริงอิริยาบถที่เกิดขึ้นตามธรรมดานั้น แม้เราจะไม่ทำขึ้น การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถก็มีอยู่ เพราะโดยปกติแล้วเราจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องเคลื่อนไหวไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงสอนให้กำหนดอิริยาบถด้วยพระดำรัสว่า คัจฉันโตวะ คัจฉันตีติ ปะชานาติ เดินก็ให้รู้ว่าเดิน ยืนก็ให้รู้ว่ายืน นั่งก็ให้รู้ว่านั่ง นอนก็ให้รู้ว่านอน เป็นหมวดหนึ่งในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และก้าวไปข้างหน้าก็รู้ กลับมา ถอยหลังก็รู้ ตรงก็รู้ เหลียวซ้ายแลขวาก็ให้รู้ คู้แขนก็ที่เหยียดก็ให้รู้ จะใช้สังฆาฏิ บาตร จีวร ก็ให้รู้ ในการกิน เดิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรสก็ให้รู้ ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะก็ให้รู้
โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:11:01 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 1
การเดิน ยืน นั่ง นอน หลับ ตื่น พูด รวมทั้งหมด ๗ หมวดของสัมปชัญญบรรพ ผู้ปฏิบัติต้องมีความเพียรพยายามสังวรระวังไม่ให้จิตตกไปจากอารมณ์เหล่านั้น การสังวรนี้เอง จัดเป็นศีลในองค์มรรค การทำสติให้มั่นอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ไม่ให้ตกออกไปจากอิริยาบถนั้นเป็นสมาธิ และมีสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอว่าตนเองกำลังดูอะไร สิ่งที่ตนเองดูอยู่เป็นรูปหรือเป็นนาม ถ้าเป็นรูปก็รู้ว่าเป็นรูปอะไร เป็นต้น
ขณะเดินตนเองก็ต้องรู้ถึงการเดินว่า เป็นการแก้ทุกข์ ถ้าไม่เดินก็เกิดทุกข์จากอิริยาบถบีบคั้น จึงจำเป็นต้องเดินเมื่อเดินไปก็เป็นทุกข์ จำเป็นจะต้องนั่ง หรือนั่งเพื่อแก้ความทุกข์ และจะอยู่ในอิริยาบถนั้นอีกไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ามีทุกข์มาบีบคั้น มาเบียดเบียนอยู่ประจำ จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่เป็นนิจ เพราะรูปมีการเกิด การแก่ และการแตกดับไปเป็นสภาพที่ไม่แน่นอน
ขณะที่อิริยาบถเก่ากำลังปรากฏอยู่ ผู้ปฏิบัติรู้ไม่ทันจึงเป็นปัจจัยให้เกิดโทมนัส คือ เกิดความไม่พอใจเป็นทุกข์ขึ้นมา หรือบางทีก็เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌา คือ ความยินดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ขณะนั้นตนเองขาดปัญญาที่จะรู้ว่า ตนเองกำลังดูรูปอะไร อารมณ์ที่เป็นอดีต หรืออนาคตจึงเกิดขึ้นเมื่อไม่ทันอารมณ์ขณะใดก็เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌาและโทมนัสขณะนั้น โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:11:40 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 2
ขณะเดินรูปเดินกำลังปรากฏอยู่ต้องรู้ด้วยว่า เดินเป็นรูป ถ้ารู้ทันว่าเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เราเดิน หรือหญิงมาเดินชายมาเดิน แต่เป็นเพียงธรรมที่เป็นทุกข์ เป็นสัจธรรมที่ต้องกำหนดรู้ เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายขันธ์คือตัวทุกข์นั่นเอง
ฉะนั้น การเปลี่ยนอิริยาบถทุกครั้ง จำเป็นต้องรู้เหตุว่า ตนจะเปลี่ยนอิริยาบถทำไม ถ้าไม่รู้เหตุแห่งการเปลี่ยน ก็จะเป็นช่องทางให้ตัณหาและทิฏฐิเข้าไปได้ ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้งต้องมีความจำเป็นจึงค่อยเปลี่ยน ไม่ใช่อยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก
ทุกข์ในอิริยาบถเก่าเป็นของหยาบกว่าทุกข์ในอิริยาบถใหม่หรืออิริยาบถย่อย ท่านจึงได้เปรียบอิริยาบถใหม่หรืออิริยาบถย่อยไว้ว่าเหมือนคนรับใช้พยาบาลไข้ เพราะเมื่อทุกข์เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่าแล้ว การแก้ไขทุกข์ด้วยอิริยาบถใหม่ทุกข์นั้นก็จะบรรเทาไป และมิใช่หมายความว่า ทุกข์จะหมดไปเช่นนั้น เพราะไม่ว่าอิริยาบถใหญ่หรืออิริยาบถย่อยเมื่อหมดอายุเข้าแล้วเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกข์ในอิริยาบถใหญ่เป็นทุกขเวทนา ส่วนทุกข์ในอิริยาบถย่อยหรืออิริยาบถใหม่เป็นสังขารทุกข์ ซึ่งละเอียดกว่าจึงต้องใส่ใจทำความรู้และความเข้าใจในเรื่องของทุกข์ เมื่อสามารถเข้าใจอย่างนี้ได้แล้ว ก็ลงมือปฏิบัติต่อไป โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:12:17 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 3
เพราะว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นการปฏิบัติเพื่อออกจากภัยในวัฏสงสารโดยตรง ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เป็นพุทธโอวาทก่อนเสด็จปรินิพพานว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปดประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บทสี่ประเสริฐที่สุด คือ อริยสัจจ์
บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะคือการปราศจากความกำหนัดยินดี ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด
บรรดาอารมณ์ทั้งหลาย นิพพานเป็นบรมสุขที่สุด
มรรคมีองค์แปดนี้แล เป็นไปเพื่อทัสสนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่
เธอทั้งหลาย จงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำให้มารหลง ติดตามไม่ได้
เธอทั้งหลาย จงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามนั้น เธอทั้งหลายต้องทำเอง
ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจะพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร
โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:12:41 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 4
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งมวลมีรากมาจากตัณหา อุปาทาน คือ ความทะยานอยาก ความดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราว่าเป็นของของเรา รวมถึงความเพลิดเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นของของตน และที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษนั้นไม่มี เมื่อบุคคลใดก็ตาม มาเห็นสักแต่ว่าเห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพียงสักแต่ว่าไม่ให้หลงพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่งเบิกบานและแจ่มใสอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงมองโลกนี้ด้วยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อถอนอัตตานุทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจาเบาบางคลายจากความทุกข์ คลายจากความกังวล ไม่มีสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวาง และการสำรวมตนอยู่ในธรรม
จะเห็นได้ว่าพระพุทธโอวาทก่อนปรินิพพานนี้เป็นเรื่องการปฏิบัติให้ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความเป็นตัวตนคนสัตว์ เพราะความเป็นจริงแล้วชีวิต คือ รูปนามขันธ์ ๕ ซึ่งประกอบกันแล้วเราสมมุติเรียกว่า คน สมมุติเรียกว่า สัตว์ สมมุติเป็นหญิงเป็นชาย ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นเลย เป็นเพียงรูปธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เป็นเพียงนามธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อหมดเหตุแล้ว ทั้งรูปทั้งนามก็ตั้งอยู่ไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:13:07 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 5
ดังนั้น ความหลงผิด ความคิดผิด ความจำผิดต่าง ๆ เรียกว่า วิปลาสธรรม
วิปลาสธรรม มี ๔ อย่าง คือ สุภวิปลาส เห็นว่าชีวิตนั้นเป็นของดี สุขวิปลาส เห็นว่าชีวิตนั้นเป็นสุข อัตตวิปลาสเห็นว่าชีวิตนั้นเป็นตัวตน และนิจจวิปลาส เห็นว่าชีวิตนั้นเที่ยง
พระองค์ยังตรัสต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาเหล่านั้นไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตนเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุข คือ การปล่อยใจให้ไหลเรื่อยไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดนี้ในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่วุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถทำให้เกิดความสุขแก่ตนได้ทุกเวลาสิ่งนั้นคือ จิตที่ผ่องแผ้ว
เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา เรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่ต้องแบกเกียรติยศนั้นก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของมนุษย์ผู้หลงว่าตนเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุ แต่ด้านจิตใจของเขาเหล่านั้นจะเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความเยือกเย็น เขายินดีที่จะมอบตัวให้กับการจมอยู่ในคาวของโลก อย่างหลับหูหลับตาเขาพากันบ่นว่าหนัก เหน็ดเหนื่อย พร้อม ๆ กันกั้น เขาก็ได้แบบก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง
พระพุทธโอวาทนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถมองเห็นได้ว่าทุกอย่างเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น นอกจากความทุกข์ประจำแล้วยังมีทุกข์ที่จรเกิดขึ้นมาจากการที่เราได้จำผิด คิดผิด หมายผิดลงไป ต่างก็วิ่งหาลาภยศ สรรเสริญ สุข และก็แบกลาภยศสรรเสริญ สุขนั้นไว้ โดยหลงว่าเป็นของดี ทั้งที่เป็นสิ่งไม่เที่ยง จึงต้องปฏิบัติขัดเกลาจิตใจด้วยการรู้ละและปล่อยวาง โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:13:47 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 6
พระพุทธองค์ยังตรัสต่อไปว่า คนในโลกนี้ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความกลับกลอกหลอกลวงหาความจริงไม่ค่อยได้แม้แต่ในการนับถือศาสนา ด้วยอาการดังกล่าวนี้ โลกจึงเป็นเสมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังตลอดเวลา ภายในอาคารมหึมาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์มีลมพัดเย็นสบายแต่สถานที่เหล่านั้น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งมีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นจำนวนมาก ภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบ สู้คนอยู่ใต้ต้นไม้ได้อย่างไร
จะเห็นว่าสถานที่เป็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โตขนาดไหนก็แล้วแต่ ความทุกข์แทรกซึมเข้าไปถึงตลอดเวลา ถ้าเปรียบเทียบกับผู้สงบซึ่งนั่งอยู่เพียงโคนต้นไม้คนเดียว ยังสามารถหาความสุขได้มากกว่า ความสุขที่แท้จริงคือการปลดปล่อยเครื่องพันธนาการร้อยรัดได้แก่กิเลส ตัณหา ราคะ อุปาทานออกได้
พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า การแสวงหาทางออกของพวกเธอนี้ เป็นเรื่องประเสริฐแท้ การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่นั้นในที่สุดทุกคนก็ต้องรู้เองว่าเหมือนการแย่งกันเป็นใหญ่นั้นในที่สุดทุกคนก็ต้องรู้เองว่าเหมือนการแย่งกันเข้าไปอยู่ในกองไฟ มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำ กับคนจนที่ดื่มน้ำด้วยภาชนะกะลามะพร้าว เมื่อมีความพอใจย่อมีความสุขเท่ากัน
โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:14:16 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 7
นี่เป็นข้อยืนยันว่า ความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกของใจเป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีความพอใจ แม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็มีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า แน่นอนทีเดียวคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่เป็นคนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่มีความรู้สึกชีวิตเป็นของตน สุขุมเยือกเย็นปราศจากความเร่าร้อน ความกระวนกระวาย ลาภและยศอันเปี่ยมของโลกที่น้อยคนนักจะสละได้หรือละวางได้ จึงแย่งลาภยศอยู่เสมอ ๆ เหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเหล็กเกี่ยวอยู่ด้วย
เหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีทำร้ายกัน จนพินาศไปทั้งสองฝ่ายอย่างน่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ ลดความโลภลง ยังมีการเผื่อแผ่เจือจาน มีความโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลงแล้วมีความเห็นอกเห็นใจกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน และลดโมหะลงได้ไม่หลงไม่งมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหา การดำเนินชีวิตในโลกนี้จะน่าอยู่มาก แต่ช่างเขาเถิดหน้าที่โดยตรงเร่งด่วนของเธอคือ ลดความโลภ ความโกรธ และความหลงของเธอลงให้ได้ ให้น้อยลงแล้วจะประสบความสุข ความเยือกเย็นมากขึ้น เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใดความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น
พระพุทธองค์เปรียบความทุกข์เสมือนไข้ ความเร่าร้อนเปรียบเสมือนว่าเรามีอุณหภูมิสูงมาก ถ้าอมปรอทไข้ก็คงจะสูงทุกคน จึงต้องมียาบำบัด เมื่อไข้ลดลงความทุกข์โศกโรคภัยก็ลดลงตาม แต่ถ้าไข้ไม่ลดลง ความร้อนมีมาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจก็มีมากเท่านั้น ธรรมโอสถเป็นสิ่งเดียวที่สามารถลดอุณหภูมิแห่งความเร่าร้อนในจิตใจได้ ธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:14:47 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
สลักธรรม 8
พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ยังตัดอาลัยไม่ขาด ย่อมจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป แม้สตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตัดอาลัยในบุรุษไม่ได้ ก็ย่อมประสบทุกข์บ่อย ๆ ผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้ ย่อมจะต้องมีความทุกข์อยู่เสมอ กิเลสนั้นมีอำนาจอยู่ทั่วไป ไม่เลือกว่าอยู่ในวัยใดและเพศใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกียอารมณ์ผู้เพลิดเพลินอยู่ในความสุข ความบันเทิงอันสืบเนื่องมาจากความมึนเมาในสมบัติชาติ ตระกูล ความหรูหรา ความฟุ่มเฟือย ยศ ศักดิ์ และเกียรติอันจอมปลอมในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหาร แม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใส่ อำนาจและความทะนงตนนี้ ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง มองไม่เป็นความงามในพระสัจธรรม ต่างนำมาซึ่งความเมาในอำนาจเพื่อเป็นแรงผลักดันให้มีพลังมากพอที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีอำนาจยิ่งขึ้น และทำให้เขาลืมทุกอย่าง ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรม หรือมโนธรรมใด ๆ ความมัวเมานี้จะค่อย ๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำไปทีละน้อย ๆ จนเป็นสีหมึก และไม่อาจมองเห็นอะไรได้เลย หัวใจที่เร่าร้อนอยู่ของเขาเหล่านี้จะถูกเร่งเร้าให้ร้อนมากขึ้น ด้วยความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขต ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดตรงไหน
โปรดติดตามเรื่องต่อไป ![]()
โดย น้องกิ๊ฟ..... นำมาฝาก [5 มิ.ย. 2550 , 08:15:10 น.] ( IP = 58.9.141.179 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |