มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เรื่อง..กฐิน




กฐิน
โดย..พระครูศรีโชติญาณ


เรื่อง “กฐิน” พึงทราบตามหัวข้อต่อไปนี้

๑. มูลเหตุที่ทรงอนุญาตให้รับกฐินได้
๒. ความหมายของคำว่า “กฐิน”
๓. กำหนดกาลของกฐิน
๔. ใครเป็นคนทองกฐินคนแรกและผู้มีสิทธิในการทอด
๕. ใครเป็นคนมีสิทธิครองผ้ากฐินและมีสิทธิกรานกฐิน
๖.การกรานกฐินคือทำอย่างไร เมื่อกรานแล้วจะได้รับอานิสงส์อย่างไรบ้าง
๗.กฐินมีกี่อย่าง เรียกชื่อว่าอย่างไร และทำพิธีทองกันในวันไหน
๘.การทำฝ่ากฐินเป็นหน้าที่ของใคร
๙.ความหมายของคำว่าทอดเป็นมาอย่างไร ท่านจัดกฐินเป็นทานชนิดไหน

๑. มูลเหตุที่ทรงอนุญาตให้รับกฐินได้

สมัยเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร ใกล้เมืองสาวัตถี ภิกษุชาวเมืองปาฐา ๓๐ รูป เป็นผู้ทรงธุดงคคุณ เคร่งครัดในพระวินัย มีความตั้งใจที่จะพากันไปเผ้าพระพุทธเจ้าซึ่งจำพรรษาในเมืองสาวัตถี ยังไม่ทันจะไปถึง ก็บังเอิญถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน จึงได้พากันจำพรรษาที่เมืองสาเกต ซึ่งอยู่ในระหว่างทางห่างจากเมืองสาวัตถีเป็นระยะทางถึง ๖ โยชน์ เมื่อออกพรรษาแล้วจึงได้พากันไปเฝ้า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามถึงสุขทุกข์ ภิกษุชาวเมืองปาฐาต่างก็พากันกราบทูลให้ทรงทราบถึงความลำบากของตน ๆ เพราะต้องพากันตรำฟ้าฝนมาด้วยความทุรกันดาร พระบรมศาสดาจารย์ จึงได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ที่จำพรรษาครบไตรมาส ๓ เดือนแล้ว รับผ้ากฐินจีวรของทายกผู้ที่มีจิตศรัทธาถวายได้ เมื่อได้กรานกฐินด้วยผ้าของทายกผู้ถวายด้วยศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์ถึง ๕ ประการ อันเป็นนี้เป็นมูลเหตุที่ให้ทรงอนุญาตกฐินทาน

โดย พี่เณร...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 07:31:26 น.] ( IP = 58.9.138.93 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

๒. ความหมายของคำว่า “กฐิน”

คำว่า “ กฐิน” นั้น ในความหมายทางพระวินัย ท่านหมายถึงเป็นชื่อของไม้สะดึง ที่เขาทำเป็นวง ๆ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการเย็บผ้าจีวรหรือชุนจีวร เพราะเรื่องการตัดผ้า สางผ้า เนาผ้า ด้นผ้า และเย็บผ้าให้เป็นจีวรเป็นต้นนั้น ความจริงเป็นกิจของสงฆ์จะช่วยกันทำโดยตรง และเมื่อได้ผ้ามาจากคฤหบดีแล้วจะต้องช่วยกันทำให้เสร็จในวันนั้นเมื่อเสร็จแล้วก็จะต้องกรานกฐินในวันนั้นทีเดียว จะปล่อยให้ค้างคืนไม่ได้ ผ้านั้นจะต้องกลายเป็นนิสสัคคีย์ที่จะต้องเสียสละต่อไปฯ

๓. กำหนดกาลของกฐิน

กาลเวลาที่จะทอดกฐินนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ทอดได้ในเวลาอันจำกัด คือจะทอดได้ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ เป็นต้นไป จนถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒ เท่านั้น ถ้าเลยกว่ากาลนั้นไป แม้จะมีผู้ตั้งใจถวายให้เป็นผ้ากฐิน ก็หาจัดว่าเป็นกฐินไม่ ดังนั้น กฐินจึงได้จัดเป็นจีวรกาล คือเป็นกาลทานไป ฯ

๔. ใครเป็นคนทองกฐินคนแรกและใครเป็นผู้ที่มีสิทธิในการทอด

สำหรับผ้ากฐินทานนั้น พอพระผู้มีพระภาคได้ทรางอนุญาตให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรเป็นกฐินทานได้ ก็มีผู้ศรัทธาถวาย แต่ไม่มีชื่อปรากฏในบาลีหรืออรรถกถา ต่อ ๆ มาจึงถือการปฎิบัติอย่างนั้น ถวายกันตลอดมาจนบัดนี้ สำหรับบุคคลผู้ที่มีสิทธิจะถวายกฐินทานนั้น ท่านได้แสดงไว้ในพระวินัยว่า ถ้ามีความเลื่อมใส ตั้งใจจะถวายผ้าให้เป็นกฐินทานในกาลเช่นนั้น จะเป็นใครก็ได้ โดยที่สุดแม้เป็นพระภิกษุสามเณรด้วยกันก็สามารถจะถวายผ้ากฐินได้ทั้งนั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 07:34:49 น.] ( IP = 58.9.138.93 : : )


  สลักธรรม 2

๕. ใครเป็นคนมีสิทธิครองผ้ากฐินและมีสิทธิกรานกฐิน

ภิกษุผู้ที่มีคุณสมบัติ ๘ ประการและมีจีวรอันเก่า จึงสมควรเป็นผู้รับผ้ากฐินได้ โดยพระสงค์เป็นผู้มอบถวายด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา สำหรับผู้ที่มีสิทธิกรานกฐินนั้นก็ได้แก่ภิกษุผู้ที่อยู่จำพรรษากาลครบไตรมาสในอาวาสนั้นแล้วทุกรูปฯ

๖. การกรานกฐินคือทำอย่างไรและทำพิธีทอดกันในวันไหน

ตามความหมายที่ท่านแสดงไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพิมพ์ พ.ศ.๒๕๑๓ หน้า ๗๙ ได้แสดงไว้ว่า เป็นกิริยาที่ขึงไม้สะดึง คือเอาผ้าที่จะเย็บเป็นจีวรเข้าขึงไว้ที่ไม้สะดึง เย็บเสร็จแล้วก็บอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ร่วมใจกันยกผ้าให้ในนามของสงฆ์เพื่ออนุโมทนา ภิกษุผู้เย็บจีวรเช่นนั้นเรียกว่า “ผู้กราน” พิธีทำบัดนี้ คือสงฆ์ยกผ้าอันไม่พอแจกกันให้ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นทำตั้งแต่ซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จในวันนั้น ทำพินทุกัปปะ อธิษฐานเป็นจีวร ครองเป็นจีวรกฐินเรียกว่า “กรานกฐิน “ และต้องทอดกันในวันและเวลาเท่าที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ภายใน ๑ เดือน

๗. กฐินมีกี่อย่างเรียกว่าอย่างไร และทำพิธีทอดกันในวันไหน

กฐินทานนั้นมีอยู่ ๒ อย่างโดยทั่วไปคือ

๑. มหากฐิน เป็นกฐินที่ต้องตระเตรียมกันเรื่อยมาจนกว่าจะถึงวันทอดมหากฐินนี้มีเวลาเตรียมตัวได้นานนับตั้งแต่วันแรม ๑ คำเดือน ๑๑ เป็นต้นไปจนถึงเดือน ๑๒ กลางเดือนทีเดียว

๒. จุลกฐิน เป็นกฐินที่มีเวลาน้อย คือมีเวลาเพียงวันเดียว ต้องรีบจัดของที่เป็นอุปกรณ์ที่เป็นทั้งองค์กฐินและบริวารกฐินกันอย่างรีบด่วน หากไม่ทันก็เป็นอันว่าหมดเขตกฐิน มีเวลาทอดได้เพียงในวันกลางเดือน ๑๒ อันเป็นวันสิ้นเขตกฐินพอดี ส่วนมากมักเกิดมีแก่วัดที่กฐินตกค้างคือไม่มีใครมาทอด ทายกเกรงว่าภิกษุที่อยู่จำพรรษาจะเดาะกฐิน ก็เลยรีบจัดการทอดกันขึ้นเท่านั้นฯ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 07:38:58 น.] ( IP = 58.9.138.93 : : )


  สลักธรรม 3

๘. การทำผ้ากฐินเป็นหน้าที่ของใคร

ความจริง เรื่องกฐินนี้เป็นกิจของสงฆ์ที่จะต้องร่วมกันทำ เพื่อความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน และมีจำกัดเวลาไว้ด้วยว่า เมื่อได้ผ้ามาแล้ว ก็จำเป็นจะต้องช่วยกันทำให้เสร็จแล้วกรานเสียในวันนั้นเลย ถ้าขืนทำค้างไว้ จะเป็นสันนิธิ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่โบราณกาล เมื่อภิกษุได้ผ้ามาแล้ว และพอที่จะทำให้เป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง ใน ๓ ผืนนั้น คือจะเป็นผ้าสังฆาฎิ หรือเป็นผ้าอุตตราสงค์ หรือผ้าอันตรวาสก คือผ้าสำหรับนุ่งที่เราเรียกกันติดปากอยู่ในเวลานี้ว่า ผ้าสบง ก็คืออันตรวาสกตามภาษาพระวินัยนั้นเอง จะต้องทำให้มีขันธ์แบบนาของชาวมคธอย่างนั้น ภาระในการทำผ้ากฐินจึงเป็นภาระหน้าที่ของสงฆ์จะพึงร่วมกันทำโดยตรง ส่วนทายกผู้ถวายนั้น เป็นเพียงทอดภารธุระให้ที่เรียกว่า “ทอด” กับคำว่า “กฐิน” ซึ่งเป็นชื่อของไม้ “สะดึง” คือไม้สำหรับใช้ขึงเพื่อให้เกิดความสะดวกในการเย็บผ้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ปัญหาในข้อที่ว่า การทำผ้ากฐินเป็นหน้าที่ของใครนั้น จึงควรทราบตามที่ได้กล่าวมานี้

๙.ความหมายของคำว่า “ทอด” เป็นมาอย่างไร ท่านจัดกฐินเป็นทานชนิดไหน

คำว่า “ทอด” คำนี้ในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.๒๕๓๐ หน้า ๒๔๙ ได้ให้ความหมายไว้หลายอย่าง แต่ถ้าจะพูดกันเกี่ยวกับเรื่องของกฐินแล้ว ท่านก็ว่า คำว่า “ทอด” คำนี้เป็น กิริยา คือ เป็นอาการที่ทายกทอดภารธุระให้กับสงฆ์เป็นผู้ร่วมกันทำผ้าให้เสร็จตามหลักของพระวินัยนั่นเอง เพราะเรื่องการที่จะทำผ้าให้สำเร็จถูกต้องตามพระวินัยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องมีความเข้าใจและจะต้องร่วมกันทำด้วย มิฉะนั้นแล้ว ผ้าก็จะสำเร็จไม่ทันกับการกรานในวันนั้นแน่ ๆ แต่ข้อที่น่าสังเกตในปัจจุบันนี้ การทำผ้าอันตรวาสกคือผ้าสบงที่เราใช้นุ่งกันทุกวันนี้ ไม่มีขันธ์ใช้กันแล้ว จึงไม่ถูกต้องตามหลักของพระวินัย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 07:42:14 น.] ( IP = 58.9.138.93 : : )


  สลักธรรม 4

อนึ่ง กฐินทานนี้ ท่านจัดเป็นสังฆานคือทานเพื่อสงฆ์ มิได้เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพราะฉะนั้น ในคำถวาย ท่านผู้ถวายจึงใช้คำถวายว่า “สงฆสส” ในอุปริปัณณาสก์ ทรางแสดงสังฆทานไว้มากถึง ๗ ชนิดคือ

๑. พุทธปมุขภิกขุภิกขุณีสังฆทาน คือทานเพื่อภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข

๒. อุภโตสังฆทาน คือทานถวายเพื่อสงฆ์ทั้งสองฝ่าย

๓. ภิกขุสังฆทาน คือทานเพื่อพระภิกษุสงฆ์

๔.. ภิกขุณีสังฆทาน คือทานเพื่อภิกษุณีสงฆ์

๕. อุภโตนิททิฎฐสังฆทาน คือทานเพื่อสงฆ์ ที่สงฆ์ ทั้งสองฝ่ายช่วยจัดการให้

๖. ภิกขุนิททิฎฐสังฆทาน คือทานเพื่อสงฆ์ ที่ภิกษุช่วยจัดการให้

๗. ภิกขุณีนิททิฎฐสังฆทาน คือทานเพื่อสงฆ์ ที่ภิกษุณีช่วยจัดการให้

หมายเหตุ ทานเพื่อสงฆ์ ทั้ง ๗ ชนิด นี้ มาบัดนี้ได้สูญไปแล้ว ๕ วิธี ทั้งนี้เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุณีที่จะทำบุญด้วยแล้ว ที่ยังเหลืออยู่ก็เพียง ๒ วิธีเท่านั้น คือข้อ ๓ ความว่า “ภิกษุสังฆทาน” คือทานเพื่อภิกษุสงฆ์ กับข้อที่ ๖ คือทานเพื่อสงฆ์ที่ภิกษุช่วยจัดการให้เท่านั้น ภิกษุจะไปช่วยทายกจัดการอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะผ้ากฐินต้องเป็นผ้าที่บริสุทธิ์ดุจตกลงมาจากนภากาศ แล้วมาตกลงในท่ามกลางสงฆ์ ฉะนั้น ต่อเมื่อใด ทากยเขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว นั่นแหละ สงฆ์จึงจะปฎิบัติให้เป็นไปตามหลักของพระวินัยได้ ดังนั้น กฐินทาน จึงเป็นทานเพื่อสงฆ์ มิได้เจาะจงเป็นส่วนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ฯ


โดย พี่เณร...นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 07:45:23 น.] ( IP = 58.9.138.93 : : )


  สลักธรรม 5


กฐิน เป็นเรื่องที่พวกเราชาวพุทธได้ยินกันมาน๊านนาน แต่ที่จะเข้าใจเรื่องของกฐินได้ดีนั้นคงจะหาได้ไม่มากนัก

ขอบพระคุณมากค่ะพี่เณรที่นำมาฝาก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 09:18:34 น.] ( IP = 124.121.173.62 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบพระคุณค่ะ..ที่นำความรู้มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 10:35:21 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 7

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 14:29:49 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณมากค่ะพี่เณร

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มิ.ย. 2550 , 21:48:21 น.] ( IP = 125.24.46.124 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณค่ะ สาธุ

โดย จากคนขอบคุณ [6 ต.ค. 2552 , 14:52:19 น.] ( IP = 118.173.245.128 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org