มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๑๐




วันนี้ท่านอาจารย์เริ่มต้นด้วยคำคมที่กินใจทุกๆคนว่า ...วัน(เวลา)ยังขยับเลย ชีวิตเราก็ขยับเช่นกัน นั่นคือขยับไปสู่ความเสื่อม แล้วก็ต้องตายในที่สุด ฉะนั้นเราก็ต้องขยับความดีขึ้นไปให้ได้โดยเฉพาะเราจะต้องดีแบบมีปัญญาตั้งใจให้ได้ว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่ย้อมได้ด้วยพระธรรม อย่างคราวที่แล้วหลวงพ่อท่านก็มาย้อมใจเราให้มีเราเมตตา และรู้จักให้อภัยให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะจะว่าไปแล้ว ชีวิตแต่ละคนน่าสงสาร ไม่ว่าเขา หรือ เรา ต่างคนต่างต้องแบกภาระที่หนักกันทั้งสิ้น ดั่งที่เราสวดมนต์ตอนเช้าในบทภารสุตตคาถา ที่กล่าวว่า


ภารา หะเว ปัญจักขันธา.......ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ
ภาระหาโร จะ ปุคคะโล.........บุคคลนั่นแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก........ การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก
ภาระนิกเขปะนัง สุขัง........... การสลัดทิ้งของหนักลงเสีย เป็นความสุข
นิกขิปิตะวา คะรุง ภารัง........... พระอริยะเจ้า สลัดทิ้งของหนัก ลงเสียแล้ว
อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ............ ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่น ขี้นมาอีก
สะมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ........... ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก
นิจฉาโต ปะรินิพพุโต................ เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ

...พระอรหันต์เจ้าท่านดับสนิทแห่งพืชเชื้อ(สมุทัย)ลงหมดแล้ว แต่เรายังมี ซึ่ง
ตราบใดที่พืชเชื้อนั้นยังมีอยู่ การเวียนว่ายตายเกิดก็ยังคงมีอยู่ร่ำไป หมายถึงเรายังต้องแบกถือของหนักอันเป็นความทุกข์ในโลกต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด หลวงพ่อท่านจึงฝากธรรมปฏิสันถารมาให้กับพวกเราว่า

โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:16:33 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ความไม่มีหนี้ ...เป็นลาภอันประเสริฐ
แต่ ความประเสริฐของการหมดหนี้กรรม ...นำมาซึ่งบรมสุข


เพราะเป็นการสิ้นสุดความทุกข์ และยุติการต้องชดใช้หนี้นั่นเอง
แล้วลูกล่ะ...หมดหนี้หรือยัง ...คิดและตอบ...ให้ดี ให้กว้างในจิต แม้จะไม่มีหนี้สินแล้ว แต่ลูกทุกๆ คนยังมี หนี้กรรม ที่ตามทวงลูกเสมอ ลูกจึงต้องระมัดระวัง อย่าใช้ชีวิตอย่างขาดสติปัญญา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการเพิ่มหนี้ให้แก่ตนเอง...นะลูก

ความทุกข์จากสิ่งที่พบประสบกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ ถ้าเปรียบกับรายรับรายจ่ายแล้ว ก็ขอให้ลูกลง บัญชีชีวิต ให้เป็น.

สิ่งที่ส่งมาต่างๆจากกรรมนั้น .....นั่นคือ รายจ่าย
ส่วนสิ่งที่ลูกพ่อแสดงออกไปทุกทาง ...นั่นคือ รายรับ

ซึ่งผิดกับทางโลกๆ ที่คิดว่า ความได้มาคือรายรับ สิ่งที่ออกไปคือรายจ่าย …กรรมที่ตามมาทัน นั่นคือ ...หนี้ทั้งหลายที่เราต้องชดใช้ไป เมื่อคิดถูก วางใจถูก ก็เสมือนลูกได้ใช้หนี้อย่างผู้รู้ และจ่ายหนี้ออกไปอย่างมีปัญญา ...แต่ถ้าวางใจไม่ถูกแล้วละก็ การกระทำพฤติกรรมไปนั้นเป็นการเพิ่มพูนรายรับแห่งหนี้กรรมที่ลูกคนเดียวเป็นผู้รับไว้ทั้งหมด และเป็นหนี้เพียงคนเดียวนั่นเอง

พ่ออยากบอกลูกอีกครั้งว่า ... ความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน แต่...ความคิดว่าทุกข์นั่นซิ อยู่กับเรานานกว่า

ดังนั้น เพียรรับรู้ และหาทางแก้ไขก็พอแล้ว ไม่ยึดติดกับความทุกข์ ด้วยความคิดที่ดีของตน นะลูก เพื่อจะได้สร้างรายรับรายจ่ายของตนได้ดีนั่นเอง


ด้วยรักจาก
พ่อเสือ
๓ มิถุนายน ๒๕๕๐

โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:26:36 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )


  สลักธรรม 2

ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว เนื้อหาที่หลวงพ่อท่านเตือนมานั้น ...ต้องบอกว่าครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างเช่นท่านเคยบอกพวกเราว่า ชะตากรรมเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อมีมาถึงก็ต้องยอมรับ และปล่อยให้มันผ่านพ้นไปให้ได้ แล้วยังกำชับพวกเราว่า ชะตากรรมเป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้ แต่ความเพียรเป็นสิ่งที่เรารู้ได้และอยู่ในอำนาจของเราเองว่าจะเพียรมากน้อยแค่ไหน

....แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็ต้องกลับมาปลอบประโลมใจพวกเราใหม่อีกครั้งว่า...ลูกรัก...จงเชื่อเถิดว่า ชะตากรรมเป็นสิ่งที่สัตวโลกยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อวิบากส่งมาแล้วก็ต้องยอมรับแบบผู้รู้ (เข้าใจเหตุผล)และปล่อยให้มันผ่านไปอย่างผู้ฉลาด (ไม่จมปลักอยู่กับอารมณ์นั้น)

ต้องบอกว่า จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่เป็นผู้รู้และผู้ฉลาด...เพราะเมื่อรับชะตากรรมแล้ว ก็ไม่ปล่อยให้ผ่านพ้นไปยังคุกรุ่นอยู่ในจิตใจ คิดไปสารพัด ท่านจึงต้องมาเตือนสติอีกว่า ...คนเราทุกข์เพราะความคิด แล้วยังให้ข้อคิดอีกว่า เราควรหว่านพืชแห่งกรรมอย่างรอบคอบ เพราะพืชบางชนิดพองอกเป็นต้น ออกมาเป็นต้นทุกข์ และดอกผลก็ตามมาด้วยดอกผลแห่งทุกข์เช่นเดียวกัน ข้อสำคัญมโนกรรมนั่นไม่ต่างไปจากต้น ซึ่งจะนำมาแห่งดอกผลนั่นเอง

วันนี้ อาจารย์จึงมาทบทวนให้เราได้เห็นฟันเฟืองของชีวิตที่เกิดจากหมุนวนของวัฏฏะทั้งสาม โดยเริ่มจากการรับอารมณ์ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเรียนรู้มาว่านั่นเป็นวิบาก หรือที่เรียกว่าชะตากรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างที่หลวงพ่อบอก เพราะเมื่อถึงเวลาที่อำนาจกรรม(ที่เราทำมาเอง)นั้นจะต้องส่งผล ก็ย่อมหลีกหนีไปไม่พ้น และเมื่อรับแล้ว หากคิดไม่ทัน คิดไม่ดี วางใจไม่ถูก ความประมาท(ขาดสติ) ย่อมทำให้อภิชฌา หรือ โทมนัสเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเมื่อเฟืองแห่งวิบากหมุน ก็พาให้เฟืองกิเลสหมุนตาม ซึ่งแน่นอนที่สุดการหมุนของเฟืองกรรม ก็ต้องเกิดขึ้น

โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:33:07 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )


  สลักธรรม 3

ขอย้อนเล่าไปถึงเหตุการณ์ในวันวิสาขบูชา วันนั้นอาจารย์มาที่มูลนิธิฯด้วยอาการที่สงบกว่าทุกๆครั้ง ...ไม่ว่าจะฟังเรื่องราวอะไร อาจารย์จะนิ่ง ในที่สุดอาจารย์ก็เล่าว่า ได้ไปคุยกับหลวงพ่อมา(ถึงธรรมปฏิสันถารที่นำมาฝากพวกเราครั้งนี้) ฟังแล้วเกิดความกลัวเพราะเราใช้ชีวิตกันอย่างประมาท อาจารย์บอกว่าหลังจากที่คุยกับหลวงพ่อแล้ว รู้สึกว่าพยายามมีสติตั้งรับอารมณ์ที่เข้ามา นั่นคือเมื่อใดที่อารณ์ไม่ดีเข้ามา เช่นได้ฟังเรื่องไม่ดี ก็มีสติบอกตนเองว่า วิบากอกุศลเกิดขึ้นทางหู ถ้าไม่สบายใจ ก็บอกตนเองว่า วิบากอกุศลเกิดขึ้นทางใจ และถ้าได้ฟังเรื่องดีๆ ได้ยินใครชมก็นึกว่า วิบากกุศลเกิดขึ้นทางหู ถ้าเกิดความพอใจ ก็พยายามนึกให้ทันว่าวิบากกุศลเกิดขึ้นทางใจ...

ฉะนั้นเมื่อใดที่มีอารมณ์เข้ามา หากเราตั้งรับให้ดี มีสติเท่าทันในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยระลึกรู้ให้ได้ว่าอารมณ์ที่เข้ามานั้นเป็นวิบากอกุศล หรือวิบากกุศล เท่ากับขณะนั้นเรามีปัญญา ...มาถึงตอนนี้จึงเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์อารัมภบทตอนต้นๆว่า เราจะต้องดีแบบมีปัญญา แล้วยังเป็นการวางใจได้ถูกต้องด้วย ขณะใดเราวางใจถูก(มีสติ) ขณะนั้นเราก็ไม่ประมาท ...มีลูกศิษย์บางคนถามว่า โยนิโสมนสิการ ใช่ไหม อาจารย์อธิบายว่า หลวงพ่อท่านจะสงวนคำว่า “โยนิโสมนสิการ”ไว้เป็นของสูง คือใช้กับวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ทำให้นึกถึงปัญญา ๓ ที่จะพาพ้นทุกข์ ซึ่งประกอบด้วย

๑.สหชาตปัญญา หมายถึงต้องเป็นติกบุคคล
๒. ปาริหาริกปัญญา หมายถึง โยนิโสมนสิการ
๓.วิปัสสนาปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากปาริหาริกปัญญา(โยนิโสมนสิการ)

ฉะนั้นในชีวิตประจำวัน ก็ใช้แค่คำว่ามีสติ วางใจได้ถูกก็พอ ...หากวางใจได้ถูกเราก็จะสามารถตั้งรับอารมณ์ที่เข้ามาสู่เราได้ แล้วเราจะไม่เล่นหรือคลุกคลีไปกับอารมณ์นั้น แต่ส่วนใหญ่ เพราะเราวางใจไม่ถูก มีอะไรเกิดขึ้นก็จะเพ่งเล็งไปที่คนอื่น ...คนอื่นทำให้ฉันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่เราไม่เคยมองตามสภาวธรรมความเป็นจริงเลยว่า ...ที่เราต้องได้รับผลเช่นนั้นเช่นนี้เป็นเพราะอทินนาทานที่เราเคยทำไว้ หรือเพราะได้ทำปาณาติบาตมา เป็นต้น ฉะนั้นการคิดโดยมองไปที่ผู้อื่นนั้น นับว่าเป็นการลงบัญชีรายรับ รายจ่ายผิด

โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:40:15 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )


  สลักธรรม 4

คนส่วนใหญ่จะคิดว่า สิ่งที่เราได้รับมานั้น จะต้องลงบัญชีรายรับ สิ่งที่เราทำไปนั้น น่าจะลงในบัญชีรายจ่าย ซึ่งหลวงพ่อบอกว่านั่นเป็นเรื่องโลกๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกวันนี้ เราทุกคนเป็นหนี้กรรมที่จะต้องชดใช้ ในเมื่อเขา(กรรม)ตามมาทวงหนี้ ทางโลกลูกหนี้อาจหนีได้ แต่ในทางธรรมไม่มีทางหนีพ้น เราก็ต้องมีหน้าที่ชดใช้หนี้กรรมนั้น ฉะนั้นวิบากที่ได้รับคืออารมณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราจะต้องลงให้ถูกว่ามันเป็นเพียงเป็นรายจ่าย นั่นคือเราต้องชดใช้ออกไป แต่ถ้าวางใจไม่ถูก ไม่ยอมรับว่าสิ่งนั้นๆ (ที่ได้รับ)เป็นหนี้ที่ต้องชดใช้ นอกจากไม่ยอมรับแล้วเรายังแสดงพฤติกรรมออกไปอีก ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ เท่ากับว่าเรากำลังใส่เติมในบัญชีรายรับ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนรายรับแห่งหนี้กรรมที่เราคนเดียวเป็นผู้รับไว้และจะต้องไปชดใช้ในภายภาคหน้าทั้งหมดตามลำพังคนเดียว

นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อเตือนมาในวันนี้ ทำให้นึกไปถึงอดีต นานมาแล้วตอนนั้นมีปัญหา รู้สึกว่าชีวิตต้องเจอะเจอกับเรื่องยุ่งๆวุ่นวายทำให้อยากจะย้ายไปทำงานต่างจังหวัด หลวงพ่อท่านก็เรียกไปเตือนว่า คนเราหนีอะไรหนีได้ แต่หนีกรรมไม่มีทางพ้น ถึงจะย้ายไปอยู่ที่ไหนกรรมก็ตามไปล่าได้ทุกที่ แล้วท่านก็ยกความรู้สึกของเราในตอนนั้นมาพูดโดยอุปมากับตาชั่งว่า หากข้างหนึ่งเป็นวิบากไม่ดี(สมมุติว่าเป็นก้อนหิน)ซึ่งมีมาก ข้างหนึ่งเป็นวิบากดี(เป็นทองแท่ง)ซึ่งมีน้อย แน่นอนตอนนี้เราต้องรู้สึกว่าตาชั่งมันเอียงหนักไปทางไม่ดี แล้วท่านก็บอกว่า



“ลูกรู้ไหมว่าขณะที่ลูกกำลังรับสิ่งไม่ดีนั้น ตอนนั้นลูกได้เอาก้อนหินที่หนักออกไปแล้ว ๑ ก้อน ถ้ารับสิ่งไม่ดีที่เข้ามาอีก ก็กำลังเอาออกไปอีก ๑ ก้อน พ่อถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก้อนหินนั้นมีโอกาสหมดไหม ? แล้วถ้าหากลูกยังทำไม่ดีต่อ อย่าลืมว่าแม้แต่ความเศร้าหมองก็ยังเป็นอกุศลจิต เท่ากับลูกกำลังเติมก้อนหินลงในตาชั่งนั้นใหม่แทนที่จะเอาออกไป แต่ถ้าหากลูกทำดีต่อๆไป ข้างที่ดี(ทองคำ)มันก็จะหนักเอง แล้วยิ่งถ้าลูกมีโอกาสปฏิบัติวิปัสสนาจนปัญญาแก่กล้าสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแล้วละก็ ...พระอรหันต์ ท่านหมดแล้วซึ่งกรรมดี และกรรมชั่ว ตาชั่งของท่านไม่เอียงต่อไปแล้ว เพราะไม่มีการเอาอะไรใส่เข้าไปแล้ว... ชีวิตนั้นจึงเป็นกลางสามารถวางเฉยได้ในทุกๆ อารมณ์ที่มากระทบ…”

โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:47:05 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )


  สลักธรรม 5

...พอมาฟังธรรมปฏิสันถารของหลวงพ่อในครั้งนี้ ทำให้นึกภาพออกว่า บัญชีชีวิตของพระอรหันต์ท่านย่อมปิดได้ลงตัวแล้ว

แต่ตอนนี้ ขณะที่บัญชีวิตของเรายังเปิด ก็อยู่ตรงที่ว่า...เราจะเลือกลงบัญชีรายรับรายจ่ายได้ถูกต้องหรือไม่ ?

นอกจากนี้ยังได้เห็นความสะเทือนใจของอาจารย์ขณะที่สวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ซึ่งตอนหลังอาจารย์ได้เล่าถึงสาเหตุให้ฟังว่า พวกเราทุกคนต่างได้รู้เรื่องราวของพระพุทธองค์ทั้งจากการเรียน และการฟังมา ทำให้รู้ว่าพระพุทธองค์นั้นใช้เวลานานมากกับการ กำหนดชีวิตของพระองค์เอง นั่นคือนานถึง ๔ อสงไขยฯ หากจะนับตั้งแต่ตั้งมโนปณิธาน พระองค์ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยฯ แล้วจึงมา กำหนดทาง ยิ่งตอนนี้อาจารย์ได้มาพบเห็นจริยาวัตรของหลวงพ่อของพวกเรา ได้ประจักษ์ภารกิจที่หลวงพ่อกระทำอยู่ทุกวันนี้กับการกำหนดชีวิต จึงทำให้อาจารย์ซาบซึ้งกับคำว่า การกำหนดชีวิต และการกำหนดทางมากยิ่งขึ้น

แต่พวกเรา....ซึ่งนับเป็นผู้โชคดี เพราะขณะนี้มีทางที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว แล้วยังได้รู้วิธีการเดินทางด้วย เพียงแต่เราต้องพยายามกำหนดชีวิตให้ไปเดินบนหนทางนั้นให้ได้.. ….เท่านั้นเอง



อาจารย์จึงเตือนพวกเราว่า ...แม้ว่าตอนนี้เราจะมีภาระมาก จนไม่สามารถเข้าห้องปฏิบัติได้ แต่เราก็ควรใช้เวลาเตรียมตัวให้พร้อม หากเปรียบเอกยมัคโค คือทางสายเอก เป็นรางรถไฟ รถไฟจะแล่นไปตามรางได้อย่างปลอดภัย รางนั้นต้องมีหมอนรองรับที่หนาแน่น

ฉะนั้นตอนนี้ในเมื่อรถไฟยังไม่แล่น(ยังไม่เข้าห้องปฏิบัติ) เราก็สร้างหมอนรถไฟไปรองรับรางให้ดีๆ ให้มั่นคงแข็งแรงเสียก่อน ฉะนั้นการที่เราฝึกตั้งรับอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางทวารต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และบอกให้ได้ว่า สิ่งนั้นเป็นวิบากอะไร – กุศล หรืออกุศล เกิดขึ้นทางทวารไหน เท่ากับว่าขณะนั้นเรากำลังสร้างหมอนรองรับราง เมื่อถึงเวลาที่รถไฟจะแล่นไปจริงๆ นั่นคือเมื่อเราเข้าปฏิบัติ เราจะได้กำหนดทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น..ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร เกิดขึ้นที่ไหน

โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:52:54 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )


  สลักธรรม 6

ได้ฟังอาจารย์พูดในวันนี้แล้ว เห็นคุณค่าของการลงบัญชีชีวิตที่หลวงพ่อนำมาให้ และยังรู้สึกคล้อยตามอาจารย์ว่า ชีวิตน่ากลัว เพราะบางครั้งเราวางใจในเรื่องหลายๆเรื่องยังไม่ถูก ที่สำคัญเรายังไม่ค่อยมองตนเองเท่าไร ทั้งๆ ได้รับคำสอนจากพ่อมาหลายต่อหลายครั้งว่า ....มองตนเองให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป แต่จิตเราก็ไม่วายที่จะแส่ไปในเรื่องของผู้อื่น แล้วยังคิดว่าตนเองคิดดี เช่นปรารถนาดีไปตักเตือนให้ผู้อื่นแก้ไขในสิ่งที่เราคิดว่าไม่เหมาะไม่ควร เหมือนกับไปบอกให้เขาทำอะไรๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ถนัด (ทั้งที่สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นอาจเป็นบุคคลิกประจำตัวซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของเขา) ขณะที่ทำนั้นเราลืมไปว่าเรากำลังไปสร้างความทุกข์ยาก ความลำบากใจให้กับผู้อื่น แค่นี้ก็เป็นความประมาท เป็นการลงบัญชีรายรับที่เพิ่มหนี้กรรมให้กับตนเองโดยไม่รู้ตัว

อาจารย์จึงมีความหวังว่าคำสอนของหลวงพ่อในวันนี้คง จะเป็นบทเรียนที่สอนใจให้เราได้เป็นอย่างดี และอาจารย์ยังได้ฝากทิ้งท้ายให้กับพวกเราว่า ชีวิตทุกวันนี้ก็แย่พอแล้ว ใจเราอย่าแย่ตามไปด้วย เพราะใจเรามีธรรมะ (ที่พ่อนำมาสอนให้) โดยเฉพาะเราทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจว่า พ่อของเราท่านรักเราและห่วงใยพวกเรามากเพียงใด แม้วันนี้ท่านก็ยังฝากคำเตือนมาให้ในห้องนั่งเล่นแห่งความรักนี้อีกว่า

พ่ออยากบอกลูกอีกครั้งว่า ...ความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน แต่...ความคิดว่าทุกข์นั่นซิ อยู่กับเรานานกว่า ลูกพ่อ ต้องระมัดระวัง อย่าใช้ชีวิตอย่างขาดสติปัญญา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการเพิ่มหนี้กรรมให้แก่ตนเอง...นะลูก


กราบแทบเท้าหลวงพ่อด้วยความเคารพยิ่ง


โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:58:45 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านแล้วอยากร้องไห้ เพราะรู้ตัวว่าเพิ่งสอบตกมากับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ลืมคำสอน คำเตือนหมดสิ้น สร้างหนี้กรรมขึ้น สติปัญญาไม่ทราบว่าเตลิดไปไหน
แต่กลับมาตอนทำบัญชี้พบว่าหนี้กรรมเพิ่มขึ้น..แงๆ

จึงไม่เป็นเรื่องแปลกเลยที่หลวงพ่อท่านจะใช้คำว่า พ่ออยากบอกลูกอีกสักครั้ง...
เพราะบอกแล้วบอกอีก เตือนแล้วเตือนอีก ลูกก็ยังอ่อนซ้อม

โดยเฉพาะเรื่องความทุกข์อยู่ที่ความคิด ดูเหมือนจะถูกเตือนบ่อยมากๆ
ลูกรู้สึกระอายใจค่ะ จนบางครั้งเกิดควมรู้สึกเหมือนพี่คนหนึ่งที่เคยบอกว่า
..ไม่ทราบว่าดีใจหรือเสียใจที่ได้พบพ่อ

ก็จะพยายามเตือนตนให้มาก
และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ด้วยสติปัญญาค่ะหลวงพ่อ
ไม่ฝ่าไฟเหลือง
ชำระหนี้กรรมด้วยสติปัญญาค่ะ

ขอก้มกราบบูชาหลวงพ่อด้วยความรักและเคารพยิ่ง

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 09:46:57 น.] ( IP = 124.121.175.35 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างยิ่งขอรับ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์วิชิต
ขอบพระคุณน้าแอ๊ะที่นำมาถ่ายทอดต่อให้ได้รับทราบ รับรู้สึกถึงความรักเมตตาห่วงใย จากหลวงพ่อ ขอรับ สาธุ
สาธุ

โดย ซาโย (kamolchanok) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 10:30:30 น.] ( IP = 75.2.243.56 : : )


  สลักธรรม 9

ตามมานั่งเล่นในห้องแห่งความรัก

อ่านแล้วก็รู้สึกดี ...เหมือนกับมีหลวงพ่อและพี่มาคอยดูแลประคับประคองอยู่ใกล้ๆ ไม่ให้ล้มลุกคลุกคลาน

เมื่อเช้าหลังจากสวดมนต์แล้ว ก็กราบถวายกุศลหลวงพ่อด้วยความเคารพ พร้อมกับใจที่มีความสุข

...สุขตรงที่ทำบางสิ่งให้หลวงพ่อได้บ้างแล้วแม้จะยังไม่ดีนัก
...สุขตรงที่มีความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ มาตอบพระคุณที่อบรมสั่งสอนของหลวงพ่อบ้าง
...สุขตรงที่ลดคำขอโทษ ขออภัย และคำสัญญาที่จะเริ่มต้นใหม่อย่างซ้ำซากลงได้บ้างแล้ว ในบางเรื่อง

เมื่อมาอ่านกระทู้นี้แล้วก็รู้สึกถึงใจที่เป็นสุขยิ่งขึ้น พร้อมกับความระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อ และท่านอาจารย์ทุกท่านเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ

ขอบพระคุณพี่วยุรีด้วยนะคะ ..ที่ลงกระทู้ที่นำความรู้สึกดีๆ มาให้เสมอ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 15:31:59 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 10

ขอน้อมกราบสักการะบูชาหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

ทุกๆครั้งที่เข้ามาในห้องนั่งเล่นแห่งความรัก
มักจะทำให้ฟื้นฟูสติได้มากขึ้น และนำมาใช้กับชีวิตได้ดีขึ้น


ซึ่งครั้งใดที่ตรงประเด็นของความรู้สึกที่มีปัญหา
ก็เห็นว่าจะต้องรีบแก้ไขในข้อบกพร่องนั้นมากขึ้น


และในครั้งนี้ หลวงพ่อทำให้เห็นชีวิตที่ต้องมีรายรับรายจ่าย
ซึ่งเรามักจะคิดในแง่มุมทางโลก

แต่บัดนี้ทางธรรมนับว่าต้องนำมาใคร่ครวญให้มากขึ้นกว่าเดิม


แต่กระนั้น ในความรู้สึกแล้ว
เข้าใจว่าหลวงพ่อคงประสงค์ให้รู้กระทบทางรายรับและร่ายจ่าย
ในการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นที่สูงสุด

แต่เพราะพื้นฐานการคิดของลูกๆ ยังต้องประคองแบบให้คิดเป็นก่อน
เพราะฐานของการเป็นผู้รู้ยังน้อยนัก


มาทบทวน เรื่องของความทุกข์
ที่กล่าวว่า ความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน
แต่...ความคิดว่าทุกข์นั่นซิ อยู่กับเรานานกว่า
ทำให้เกิดคำถามว่า ทำอย่างไรความทุกข์จึงจะหายไป
และเมื่อทบทวนได้ว่าความคิดนั่นแหละทำให้ทุกข์เกิด
จึงเกิดคำถามว่า แล้วจะคิดเช่นไร และพยายามหาคำตอบต่อว่า การคิดให้ถูก หรือคิดอย่างผู้มีปัญญา ที่จะต้องพิจารณาให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของชีวิต
ว่าอะไรคือ รูป อะไรคือนาม

คงเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกข์หมดไปได้


แหละขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์
ที่ได้เมตตาถ่ายทอดให้ได้รับทราบมาล่วงหน้าส่วนหนึ่งแล้ว
ยังได้เห็นว่า รายรับ ร่ายจ่ายบางครั้ง เรามักไม่เท่าทัน
เช่น การได้ชิมตะบองเพชร ขณะรู้รสเป็นรายรับ แต่เราก็มักมีรายจ่ายต่อทันที นั้นคือความไม่พอใจในรส


ขอบพระคุณ อ.วยุรี เป็นอย่างยิ่งค่ะ
และอนุโมทนาในจิตใจที่งดงาม
ที่นำสิ่งที่มีค่ามาถ่ายทอดให้เกิดความลึกซึ้งยิ่งขึ้น

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 19:10:04 น.] ( IP = 125.24.48.238 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org