| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๑๐
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ความไม่มีหนี้ ...เป็นลาภอันประเสริฐ
แต่ ความประเสริฐของการหมดหนี้กรรม ...นำมาซึ่งบรมสุข
เพราะเป็นการสิ้นสุดความทุกข์ และยุติการต้องชดใช้หนี้นั่นเอง
แล้วลูกล่ะ...หมดหนี้หรือยัง ...คิดและตอบ...ให้ดี ให้กว้างในจิต แม้จะไม่มีหนี้สินแล้ว แต่ลูกทุกๆ คนยังมี หนี้กรรม ที่ตามทวงลูกเสมอ ลูกจึงต้องระมัดระวัง อย่าใช้ชีวิตอย่างขาดสติปัญญา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการเพิ่มหนี้ให้แก่ตนเอง...นะลูก
ความทุกข์จากสิ่งที่พบประสบกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ ถ้าเปรียบกับรายรับรายจ่ายแล้ว ก็ขอให้ลูกลง บัญชีชีวิต ให้เป็น.
สิ่งที่ส่งมาต่างๆจากกรรมนั้น .....นั่นคือ รายจ่าย
ส่วนสิ่งที่ลูกพ่อแสดงออกไปทุกทาง ...นั่นคือ รายรับ
ซึ่งผิดกับทางโลกๆ ที่คิดว่า ความได้มาคือรายรับ สิ่งที่ออกไปคือรายจ่าย กรรมที่ตามมาทัน นั่นคือ ...หนี้ทั้งหลายที่เราต้องชดใช้ไป เมื่อคิดถูก วางใจถูก ก็เสมือนลูกได้ใช้หนี้อย่างผู้รู้ และจ่ายหนี้ออกไปอย่างมีปัญญา ...แต่ถ้าวางใจไม่ถูกแล้วละก็ การกระทำพฤติกรรมไปนั้นเป็นการเพิ่มพูนรายรับแห่งหนี้กรรมที่ลูกคนเดียวเป็นผู้รับไว้ทั้งหมด และเป็นหนี้เพียงคนเดียวนั่นเอง
พ่ออยากบอกลูกอีกครั้งว่า ... ความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน แต่...ความคิดว่าทุกข์นั่นซิ อยู่กับเรานานกว่า
ดังนั้น เพียรรับรู้ และหาทางแก้ไขก็พอแล้ว ไม่ยึดติดกับความทุกข์ ด้วยความคิดที่ดีของตน นะลูก เพื่อจะได้สร้างรายรับรายจ่ายของตนได้ดีนั่นเอง
ด้วยรักจาก
พ่อเสือ
๓ มิถุนายน ๒๕๕๐![]()
โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:26:36 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )
สลักธรรม 2ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว เนื้อหาที่หลวงพ่อท่านเตือนมานั้น ...ต้องบอกว่าครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างเช่นท่านเคยบอกพวกเราว่า ชะตากรรมเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อมีมาถึงก็ต้องยอมรับ และปล่อยให้มันผ่านพ้นไปให้ได้ แล้วยังกำชับพวกเราว่า ชะตากรรมเป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้ แต่ความเพียรเป็นสิ่งที่เรารู้ได้และอยู่ในอำนาจของเราเองว่าจะเพียรมากน้อยแค่ไหน
....แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็ต้องกลับมาปลอบประโลมใจพวกเราใหม่อีกครั้งว่า...ลูกรัก...จงเชื่อเถิดว่า ชะตากรรมเป็นสิ่งที่สัตวโลกยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อวิบากส่งมาแล้วก็ต้องยอมรับแบบผู้รู้ (เข้าใจเหตุผล)และปล่อยให้มันผ่านไปอย่างผู้ฉลาด (ไม่จมปลักอยู่กับอารมณ์นั้น)
ต้องบอกว่า จนแล้วจนรอดเราก็ยังไม่เป็นผู้รู้และผู้ฉลาด...เพราะเมื่อรับชะตากรรมแล้ว ก็ไม่ปล่อยให้ผ่านพ้นไปยังคุกรุ่นอยู่ในจิตใจ คิดไปสารพัด ท่านจึงต้องมาเตือนสติอีกว่า ...คนเราทุกข์เพราะความคิด แล้วยังให้ข้อคิดอีกว่า เราควรหว่านพืชแห่งกรรมอย่างรอบคอบ เพราะพืชบางชนิดพองอกเป็นต้น ออกมาเป็นต้นทุกข์ และดอกผลก็ตามมาด้วยดอกผลแห่งทุกข์เช่นเดียวกัน ข้อสำคัญมโนกรรมนั่นไม่ต่างไปจากต้น ซึ่งจะนำมาแห่งดอกผลนั่นเอง
วันนี้ อาจารย์จึงมาทบทวนให้เราได้เห็นฟันเฟืองของชีวิตที่เกิดจากหมุนวนของวัฏฏะทั้งสาม โดยเริ่มจากการรับอารมณ์ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเรียนรู้มาว่านั่นเป็นวิบาก หรือที่เรียกว่าชะตากรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างที่หลวงพ่อบอก เพราะเมื่อถึงเวลาที่อำนาจกรรม(ที่เราทำมาเอง)นั้นจะต้องส่งผล ก็ย่อมหลีกหนีไปไม่พ้น และเมื่อรับแล้ว หากคิดไม่ทัน คิดไม่ดี วางใจไม่ถูก ความประมาท(ขาดสติ) ย่อมทำให้อภิชฌา หรือ โทมนัสเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเมื่อเฟืองแห่งวิบากหมุน ก็พาให้เฟืองกิเลสหมุนตาม ซึ่งแน่นอนที่สุดการหมุนของเฟืองกรรม ก็ต้องเกิดขึ้น โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:33:07 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )
สลักธรรม 3
ขอย้อนเล่าไปถึงเหตุการณ์ในวันวิสาขบูชา วันนั้นอาจารย์มาที่มูลนิธิฯด้วยอาการที่สงบกว่าทุกๆครั้ง ...ไม่ว่าจะฟังเรื่องราวอะไร อาจารย์จะนิ่ง ในที่สุดอาจารย์ก็เล่าว่า ได้ไปคุยกับหลวงพ่อมา(ถึงธรรมปฏิสันถารที่นำมาฝากพวกเราครั้งนี้) ฟังแล้วเกิดความกลัวเพราะเราใช้ชีวิตกันอย่างประมาท อาจารย์บอกว่าหลังจากที่คุยกับหลวงพ่อแล้ว รู้สึกว่าพยายามมีสติตั้งรับอารมณ์ที่เข้ามา นั่นคือเมื่อใดที่อารณ์ไม่ดีเข้ามา เช่นได้ฟังเรื่องไม่ดี ก็มีสติบอกตนเองว่า วิบากอกุศลเกิดขึ้นทางหู ถ้าไม่สบายใจ ก็บอกตนเองว่า วิบากอกุศลเกิดขึ้นทางใจ และถ้าได้ฟังเรื่องดีๆ ได้ยินใครชมก็นึกว่า วิบากกุศลเกิดขึ้นทางหู ถ้าเกิดความพอใจ ก็พยายามนึกให้ทันว่าวิบากกุศลเกิดขึ้นทางใจ...
ฉะนั้นเมื่อใดที่มีอารมณ์เข้ามา หากเราตั้งรับให้ดี มีสติเท่าทันในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยระลึกรู้ให้ได้ว่าอารมณ์ที่เข้ามานั้นเป็นวิบากอกุศล หรือวิบากกุศล เท่ากับขณะนั้นเรามีปัญญา ...มาถึงตอนนี้จึงเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์อารัมภบทตอนต้นๆว่า เราจะต้องดีแบบมีปัญญา แล้วยังเป็นการวางใจได้ถูกต้องด้วย ขณะใดเราวางใจถูก(มีสติ) ขณะนั้นเราก็ไม่ประมาท ...มีลูกศิษย์บางคนถามว่า โยนิโสมนสิการ ใช่ไหม อาจารย์อธิบายว่า หลวงพ่อท่านจะสงวนคำว่า โยนิโสมนสิการไว้เป็นของสูง คือใช้กับวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ทำให้นึกถึงปัญญา ๓ ที่จะพาพ้นทุกข์ ซึ่งประกอบด้วย
๑.สหชาตปัญญา หมายถึงต้องเป็นติกบุคคล
๒. ปาริหาริกปัญญา หมายถึง โยนิโสมนสิการ
๓.วิปัสสนาปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากปาริหาริกปัญญา(โยนิโสมนสิการ)
ฉะนั้นในชีวิตประจำวัน ก็ใช้แค่คำว่ามีสติ วางใจได้ถูกก็พอ ...หากวางใจได้ถูกเราก็จะสามารถตั้งรับอารมณ์ที่เข้ามาสู่เราได้ แล้วเราจะไม่เล่นหรือคลุกคลีไปกับอารมณ์นั้น แต่ส่วนใหญ่ เพราะเราวางใจไม่ถูก มีอะไรเกิดขึ้นก็จะเพ่งเล็งไปที่คนอื่น ...คนอื่นทำให้ฉันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่เราไม่เคยมองตามสภาวธรรมความเป็นจริงเลยว่า ...ที่เราต้องได้รับผลเช่นนั้นเช่นนี้เป็นเพราะอทินนาทานที่เราเคยทำไว้ หรือเพราะได้ทำปาณาติบาตมา เป็นต้น ฉะนั้นการคิดโดยมองไปที่ผู้อื่นนั้น นับว่าเป็นการลงบัญชีรายรับ รายจ่ายผิด
โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:40:15 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )
สลักธรรม 4
คนส่วนใหญ่จะคิดว่า สิ่งที่เราได้รับมานั้น จะต้องลงบัญชีรายรับ สิ่งที่เราทำไปนั้น น่าจะลงในบัญชีรายจ่าย ซึ่งหลวงพ่อบอกว่านั่นเป็นเรื่องโลกๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทุกวันนี้ เราทุกคนเป็นหนี้กรรมที่จะต้องชดใช้ ในเมื่อเขา(กรรม)ตามมาทวงหนี้ ทางโลกลูกหนี้อาจหนีได้ แต่ในทางธรรมไม่มีทางหนีพ้น เราก็ต้องมีหน้าที่ชดใช้หนี้กรรมนั้น ฉะนั้นวิบากที่ได้รับคืออารมณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เราจะต้องลงให้ถูกว่ามันเป็นเพียงเป็นรายจ่าย นั่นคือเราต้องชดใช้ออกไป แต่ถ้าวางใจไม่ถูก ไม่ยอมรับว่าสิ่งนั้นๆ (ที่ได้รับ)เป็นหนี้ที่ต้องชดใช้ นอกจากไม่ยอมรับแล้วเรายังแสดงพฤติกรรมออกไปอีก ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ เท่ากับว่าเรากำลังใส่เติมในบัญชีรายรับ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนรายรับแห่งหนี้กรรมที่เราคนเดียวเป็นผู้รับไว้และจะต้องไปชดใช้ในภายภาคหน้าทั้งหมดตามลำพังคนเดียว
นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อเตือนมาในวันนี้ ทำให้นึกไปถึงอดีต นานมาแล้วตอนนั้นมีปัญหา รู้สึกว่าชีวิตต้องเจอะเจอกับเรื่องยุ่งๆวุ่นวายทำให้อยากจะย้ายไปทำงานต่างจังหวัด หลวงพ่อท่านก็เรียกไปเตือนว่า คนเราหนีอะไรหนีได้ แต่หนีกรรมไม่มีทางพ้น ถึงจะย้ายไปอยู่ที่ไหนกรรมก็ตามไปล่าได้ทุกที่ แล้วท่านก็ยกความรู้สึกของเราในตอนนั้นมาพูดโดยอุปมากับตาชั่งว่า หากข้างหนึ่งเป็นวิบากไม่ดี(สมมุติว่าเป็นก้อนหิน)ซึ่งมีมาก ข้างหนึ่งเป็นวิบากดี(เป็นทองแท่ง)ซึ่งมีน้อย แน่นอนตอนนี้เราต้องรู้สึกว่าตาชั่งมันเอียงหนักไปทางไม่ดี แล้วท่านก็บอกว่า
![]()
ลูกรู้ไหมว่าขณะที่ลูกกำลังรับสิ่งไม่ดีนั้น ตอนนั้นลูกได้เอาก้อนหินที่หนักออกไปแล้ว ๑ ก้อน ถ้ารับสิ่งไม่ดีที่เข้ามาอีก ก็กำลังเอาออกไปอีก ๑ ก้อน พ่อถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก้อนหินนั้นมีโอกาสหมดไหม ? แล้วถ้าหากลูกยังทำไม่ดีต่อ อย่าลืมว่าแม้แต่ความเศร้าหมองก็ยังเป็นอกุศลจิต เท่ากับลูกกำลังเติมก้อนหินลงในตาชั่งนั้นใหม่แทนที่จะเอาออกไป แต่ถ้าหากลูกทำดีต่อๆไป ข้างที่ดี(ทองคำ)มันก็จะหนักเอง แล้วยิ่งถ้าลูกมีโอกาสปฏิบัติวิปัสสนาจนปัญญาแก่กล้าสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแล้วละก็ ...พระอรหันต์ ท่านหมดแล้วซึ่งกรรมดี และกรรมชั่ว ตาชั่งของท่านไม่เอียงต่อไปแล้ว เพราะไม่มีการเอาอะไรใส่เข้าไปแล้ว... ชีวิตนั้นจึงเป็นกลางสามารถวางเฉยได้ในทุกๆ อารมณ์ที่มากระทบ โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:47:05 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )
สลักธรรม 5...พอมาฟังธรรมปฏิสันถารของหลวงพ่อในครั้งนี้ ทำให้นึกภาพออกว่า บัญชีชีวิตของพระอรหันต์ท่านย่อมปิดได้ลงตัวแล้ว
แต่ตอนนี้ ขณะที่บัญชีวิตของเรายังเปิด ก็อยู่ตรงที่ว่า...เราจะเลือกลงบัญชีรายรับรายจ่ายได้ถูกต้องหรือไม่ ?
นอกจากนี้ยังได้เห็นความสะเทือนใจของอาจารย์ขณะที่สวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ซึ่งตอนหลังอาจารย์ได้เล่าถึงสาเหตุให้ฟังว่า พวกเราทุกคนต่างได้รู้เรื่องราวของพระพุทธองค์ทั้งจากการเรียน และการฟังมา ทำให้รู้ว่าพระพุทธองค์นั้นใช้เวลานานมากกับการ กำหนดชีวิตของพระองค์เอง นั่นคือนานถึง ๔ อสงไขยฯ หากจะนับตั้งแต่ตั้งมโนปณิธาน พระองค์ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยฯ แล้วจึงมา กำหนดทาง ยิ่งตอนนี้อาจารย์ได้มาพบเห็นจริยาวัตรของหลวงพ่อของพวกเรา ได้ประจักษ์ภารกิจที่หลวงพ่อกระทำอยู่ทุกวันนี้กับการกำหนดชีวิต จึงทำให้อาจารย์ซาบซึ้งกับคำว่า การกำหนดชีวิต และการกำหนดทางมากยิ่งขึ้น
แต่พวกเรา....ซึ่งนับเป็นผู้โชคดี เพราะขณะนี้มีทางที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว แล้วยังได้รู้วิธีการเดินทางด้วย เพียงแต่เราต้องพยายามกำหนดชีวิตให้ไปเดินบนหนทางนั้นให้ได้.. .เท่านั้นเอง
![]()
อาจารย์จึงเตือนพวกเราว่า ...แม้ว่าตอนนี้เราจะมีภาระมาก จนไม่สามารถเข้าห้องปฏิบัติได้ แต่เราก็ควรใช้เวลาเตรียมตัวให้พร้อม หากเปรียบเอกยมัคโค คือทางสายเอก เป็นรางรถไฟ รถไฟจะแล่นไปตามรางได้อย่างปลอดภัย รางนั้นต้องมีหมอนรองรับที่หนาแน่น
ฉะนั้นตอนนี้ในเมื่อรถไฟยังไม่แล่น(ยังไม่เข้าห้องปฏิบัติ) เราก็สร้างหมอนรถไฟไปรองรับรางให้ดีๆ ให้มั่นคงแข็งแรงเสียก่อน ฉะนั้นการที่เราฝึกตั้งรับอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางทวารต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และบอกให้ได้ว่า สิ่งนั้นเป็นวิบากอะไร กุศล หรืออกุศล เกิดขึ้นทางทวารไหน เท่ากับว่าขณะนั้นเรากำลังสร้างหมอนรองรับราง เมื่อถึงเวลาที่รถไฟจะแล่นไปจริงๆ นั่นคือเมื่อเราเข้าปฏิบัติ เราจะได้กำหนดทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น..ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร เกิดขึ้นที่ไหน โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:52:54 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )
สลักธรรม 6ได้ฟังอาจารย์พูดในวันนี้แล้ว เห็นคุณค่าของการลงบัญชีชีวิตที่หลวงพ่อนำมาให้ และยังรู้สึกคล้อยตามอาจารย์ว่า ชีวิตน่ากลัว เพราะบางครั้งเราวางใจในเรื่องหลายๆเรื่องยังไม่ถูก ที่สำคัญเรายังไม่ค่อยมองตนเองเท่าไร ทั้งๆ ได้รับคำสอนจากพ่อมาหลายต่อหลายครั้งว่า ....มองตนเองให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป แต่จิตเราก็ไม่วายที่จะแส่ไปในเรื่องของผู้อื่น แล้วยังคิดว่าตนเองคิดดี เช่นปรารถนาดีไปตักเตือนให้ผู้อื่นแก้ไขในสิ่งที่เราคิดว่าไม่เหมาะไม่ควร เหมือนกับไปบอกให้เขาทำอะไรๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ถนัด (ทั้งที่สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นอาจเป็นบุคคลิกประจำตัวซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของเขา) ขณะที่ทำนั้นเราลืมไปว่าเรากำลังไปสร้างความทุกข์ยาก ความลำบากใจให้กับผู้อื่น แค่นี้ก็เป็นความประมาท เป็นการลงบัญชีรายรับที่เพิ่มหนี้กรรมให้กับตนเองโดยไม่รู้ตัว
อาจารย์จึงมีความหวังว่าคำสอนของหลวงพ่อในวันนี้คง จะเป็นบทเรียนที่สอนใจให้เราได้เป็นอย่างดี และอาจารย์ยังได้ฝากทิ้งท้ายให้กับพวกเราว่า ชีวิตทุกวันนี้ก็แย่พอแล้ว ใจเราอย่าแย่ตามไปด้วย เพราะใจเรามีธรรมะ (ที่พ่อนำมาสอนให้) โดยเฉพาะเราทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจว่า พ่อของเราท่านรักเราและห่วงใยพวกเรามากเพียงใด แม้วันนี้ท่านก็ยังฝากคำเตือนมาให้ในห้องนั่งเล่นแห่งความรักนี้อีกว่า
พ่ออยากบอกลูกอีกครั้งว่า ...ความทุกข์อยู่กับเราไม่นาน แต่...ความคิดว่าทุกข์นั่นซิ อยู่กับเรานานกว่า ลูกพ่อ ต้องระมัดระวัง อย่าใช้ชีวิตอย่างขาดสติปัญญา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการเพิ่มหนี้กรรมให้แก่ตนเอง...นะลูก
กราบแทบเท้าหลวงพ่อด้วยความเคารพยิ่ง
![]()
โดย วยุรี [7 มิ.ย. 2550 , 08:58:45 น.] ( IP = 58.9.141.122 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |