มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ลงลึกเป้าหมายแห่งชีวิต




ลงลึกเป้าหมายแห่งชีวิต



ความเป็นแห่งพระอรหันต์ถึงที่สุด หน้าที่เหลืออยู่คือ การหยุดความตายและเกิด ความรู้สึกทางกิเลสไม่เกิดขึ้นอีก และเพราะว่าการถอนราคะ และไม่มีการเกิดใหม่ และเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดความเพลิดเพลินทางความรู้สึก และดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ความรู้สึกของเขาไม่กลายเป็น สีติภวิสสติ
“เมื่อร่างกายถึงความแตกต่างทำลาย ความรู้สึกทั้งหมดเข้าสู่ความเย็น รวมทั้งมีความสงบ ความรู้สึกทางกิเลส เข้าถึงความสูญไป นี้เป็นความรู้ในนิพพานธาตุ โดยปราศจากสิ่งที่เหลือค้างใดๆ (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ)



จากจุดที่เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้บรรลุ เมื่อบุคคลเข้าถึงการถอนรากโดยสิ้นเชิง จากกิเลส ๓ ตัว ที่ทำให้กลายเป็น ราคะ โทสะ โมหะ เขาก็จะถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวนของสังสาระ จากความซ้ำซากของยางเหนียว เขาจะมีความรู้สึกที่เป็นอิสระจากโลก ความเกี่ยวข้องที่จะทำให้เขากลับมาเกิดอีกไม่มี เพราะว่าเขามีความเข้าใจในนิพพาน ความหยุดชั่วคราวทั้งหมดของความต่อเนื่อง และความมีความเป็น (ภวนิโรธ) เขาอยู่เหนือภาวะธรรมดา และการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโลก และมีสถานภาพอยู่เหนือโลกด้วยตนเอง ในขณะที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในโลก ผลวิบากกรรมของเขาจะยังคงมีผล แม้ว่าเขาจะถูกกระตุ้นด้วยกิเลส สามตัวจากกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ เขามีภูมิคุ้มกันจากความชั่วทั้งมวล ที่จะทำให้จิตใจเสื่อม ในตัวเขาจะไม่มีภาวะแอบแฝง หรือความมีอคติ (อนุสัย)



เขาได้พ้นจากความดีและความชั่ว เขาอยู่เหนือภาวะทั้งสองคือความดี และความเลว เขาไม่กังวลกับเรื่องอดีต, อนาคต หรือแม้แต่ปัจจุบัน ไม่มีอะไรที่เขาจะยึดมั่นถือมั่นในโลก และไม่เกิดความยุ่งยาก เขากังวลกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต, ใจของเขาจะไม่หวั่นไหวกับการกระทบกับเรื่องที่เกิดขึ้นทางโลก เช่นความเศร้า, มลทิน และความเข้มแข็ง (อโสกัง วิระชัง เขมัง)
ดังนั้นนิพพานจึงเป็นขั้นสุดยอดแห่งการรู้แจ้งในชีวิตนี้อย่างแท้จริง


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:18:09 น.] ( IP = 58.8.34.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


สำหรับนักคิดถามใจตัวเองจะไม่แสวงหาสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจในภาวะนี้ซึ่งสามารถที่จะยืนยันความมีอยู่แห่งพระอรหัต และไม่มีภาวะอื่นๆ ไม่โลกนี้ก็อาณาจักรแห่งความสุขที่ล้ำลึกอื่นใด
หากว่าจะรู้สึกถึงความมีอยู่ด้วยการประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจจากภาวะตามธรรมชาติ และรู้ว่าลำดับแรกที่จะช่วยในเรื่องของความทุกข์ อันเป็นสิ่งทำให้เสื่อม จะทำให้เกิดความกระหาย, เขาไม่รู้ว่าความเสื่อมจะทำลายล้างอะไร, เพราะว่าเขาไม่เคยประสพ เขาจะเป็นอย่างนั้น เขาจะรู้ว่าความรู้แจ้งด้วยตนเอง และอะไรเป็นภาวะที่ปราศจากความเสื่อม, อะไรเป็นนิพพานหรือความรู้แจ้ง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แท้จริง, ความเป็นพระอรหัตเป็นไวพจน์ของนิพพาน และไม่เกี่ยวกับการบอกเล่า, แต่พระอรหัตไม่สามารถไม่จะกล่าวได้ว่ามีลักษณะแห่งการรู้แจ้งอย่างไร, ซึ่งทำให้เข้าใจภาวะนิพพานในลักษณะอื่น, ใครผู้ซึ่งปล่อยวาง กระหายที่จะรู้ถึงการปลดปล่อยที่เขาได้รับ แต่จะไม่อธิบายภาวะที่ปลดปล่อยต่อใครๆ
อะไรเป็นความแตกต่างที่จะรู้ซึ้งถึงภาวะนิพพาน โดยปราศจากพื้นฐาน เบญจขันธ์เหลือค้าง (อนุปาทิเสสนิพพาน) ในโลกอื่น, การปรินิพพานหรือขั้นสุดท้ายถึงความเป็นพระอรหัต



มีคำกล่าวจากท่านอทุธนะที่ว่า
ดูก่อนภิกขุ มีความไม่เกิด ไม่ริเริ่ม ไม่กระทำ ไม่มีเงื่อนไข หรือว่า ไม่เกิด ไม่ริเริ่ม ไม่กระทำ และไม่มีเงื่อนไข หลบหนีไม่ได้จากการเกิด สิ่งที่ก่อให้เกิดกรรม และสภาวะ เนื่องจากมีความเกิด ไม่มีปัจจัย, ไม่มีการกระทำ, และไม่มีสภาวะ ดังนั้น จึงออกจากการเกิด ปัจจัยทำให้เกิด, กรรม และสภาวะ
ที่นี่ ไม่มีทั้งธาตุ และวัตถุ ธาตุน้ำ ( การประสาน ) ความร้อน, การเคลื่อนไหว ไม่ใช่สังสาระจักรของอวกาศที่ไม่มีขอบเขต ไม่ใช่ทั้งความรู้สึกที่ไม่มีขอบเขตของอวกาศ ไม่ใช่ทั้งระบบจักรวาลไม่มีอะไร ไม่ใช่จักรวาลแห่งความพึงพอใจ หรือไม่ใช่ทั้งความพึงพอใจ และยินดี ไม่ใช่ทั้งโลกนี้และโลกอื่น ไม่ใช่พระอาทิตย์ และพระจันทร์ ขณะนี้ไม่มีการมา ไม่มีการไป ไม่มีการดำรงอยู่ ทั้งไม่มีการตาย ไม่มีการเกิด ปราศจากปัจจัยเกื้อหนุน ไม่มีการดำรงอยู่ ปราศจากเป้าหมายแห่งการรับรู้ โดยแท้จริงนี้ก็คือการสิ้นสุดแห่งการทุกข์ (ทุกข์)




มันเป็นความสะอาดจากภาวะที่เป็นความพ้น เรียกว่า การปรินิพพาน เป็นขั้นตอนซึ่งมีการรวมตัว ๕ ประการ จากความรู้สึก ความเข้าใจ การสร้างจิต และอายตนะ และ ส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่จะยุติการรวมตัว ดังนั้นจึงเป็นขั้นที่ไม่มีสถานที่ มันคือสิ่งที่อยู่ไกลมาก และอยู่ภายนอกจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความเกี่ยวข้อง
มันไม่ใช่ทั้งผลและสาเหตุ ไม่ใช่สาเหตุแห่งการเกิด และผล มันไม่ใช่หนทาง (มรรค) หรือ ผล มันเป็นสภาพสมบูรณ์ ไม่มีภาวะ ไม่มีการปรุงแต่ง
ความทุกข์ และการเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความกระหายในทางโลก (โลกียะ) แต่พระนิพพานไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ ในโลก, อยู่ภายนอกสิ่งที่เป็นภาวะ และดังนั้น สาเหตุที่อยู่ไกลออกไป และผลลัพธ์ ทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างทางโลกีย์เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกัน, แต่พระนิพพานเป็นภาวะดำรงอยู่ซึ่งไม่เกี่ยวพันกันอย่างแท้จริง


โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:19:13 น.] ( IP = 58.8.35.47 : : )


  สลักธรรม 2


ในคำสอนที่สำคัญ (ภวยอนุปสูตร) ในจุดไหนที่มีการเกิดขึ้นและพึ่งพาอริยสัจ ๔ เป็นสิ่งที่ยกขึ้นมากล่าว พระพุทธเจ้ามักจะกล่าวสอนพระภิกษุว่า
การพิจารณาอย่างถ่องแท้ในความจริงใด ๆ ในโลก (อิทัง สัจจันติ อุปนิจจติ) ความจริงอันประเสริฐ ทำให้เข้าใจในการบรรลุ ขณะที่จิตใจต้องการความเป็นจริงอันประเสริฐ
มีคำกล่าวว่า
“นิพพานไม่ใช่สิ่งที่หลอกลวง
สำหรับการที่จะรู้ความจริงอันประเสริฐ
แต่โดยเหตุนี้เขาย่อมรู้ความจริง
ความปรารถนาที่บุคคลปรารถนาแล้วต้องการให้เข้าถึง”



นี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าใช้ความจริงเป็นตัวแทนของนิพพาน เราจะพบได้ในคำกล่าวต่อไปนี้
“ภิกษุ ความจริงอันประเสริฐเป็นชื่อของนิพพาน
ในความเป็นจริงเขาได้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
นี่เป็นวิธีการทำลาย และดับตัณหา”
เช่นเดียวกับความหมายที่เสมอกัน (จตุวิภังคสูตร) ความเป็นพระอรหันต์ เป็นความสงบอย่างสมบูรณ์ ในภายใน (ไฟ ๓ กอง) คือ ราคะ โทสะ โมหะ ดับอย่างสิ้นเชิงอยู่ภายใน (ปัจจัตตัง เยว ปรินิพพายิ)




เมื่อประสพความทุกข์ ความไม่สบาย หรือความรู้สึกทางธรรมชาติ, เพื่อที่จะรู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งไม่เที่ยง และรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่คงทน เพื่อที่จะไม่ยึดติดกับความคิดในใจของตนเองว่า มันไม่มีความเพลิดเพลินกับสิ่งที่เป็นกิเลส
ประสบการณ์อะไรก็ตามที่เกิดกับบุคคล เป็นเหตุให้พอใจ หรือ เป็นกลางๆ ประสบการณ์ของเขาปราศจากการผูกมัดที่คงอยู่ปราศจากการเกี่ยวพันกับการดำรงอยู่ (วิสัง ยุตโต) เขาก็จะรู้ว่าการสลายไปแห่งสังขารร่างกาย หลังจากวาระสุดท้ายของชีวิต ความรู้สึกทั้งมวล ประสบการณ์ทั้งมวลจะกลายเป็น ความเย็น กลายเป็นความสงบ (สิทธิภวิสสันติ) ในขณะที่น้ำมันในตะเกียงเผาไหม้ โดยอาศัยน้ำมันและไส้ตะเกียงและเผาไหม้ จนหมด ทั้งไส้และน้ำมัน เป็นเชื้อเพลิงที่จะหมดลง


โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:20:10 น.] ( IP = 58.8.35.47 : : )


  สลักธรรม 3


แม้ว่าเมื่อพระภิกษุรู้สึกถึงประสบการณ์ เกี่ยวกับจุดจบของสังขาร เขาจะรู้ว่า “ประสบการณ์กับรู้สึก ที่สังขารกำลังบ่ายหน้าไปสู่จุดจบ และเมื่อได้ประสบกับความรู้สึกที่ชีวิตใกล้จะสิ้นสุด เขาจะรู้ว่า “เราประสบกับความตายในไม่ช้า” และเขาจะรู้ว่า “ร่างกายจะแตกดับและเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต” ความรู้สึกทั้งมวล, ความสุข จะไม่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงในขณะนี้ จะกลายเป็นความเย็นเมื่อพระภิกษุได้สละความรู้สึกยึดมั่นก็จะได้บรรลุความสุดยอดทางปัญญา เพราะว่า ความรู้ในการทำลายความทุกข์ทั้งมวล (ทุกขะ) เป็นความสุดยอดทางปัญญาอันประเสริฐ
ในความเป็นจริงเขาได้ปล่อยวาง และสละความคิดฟุ้งซ่าน เรื่องต่างๆ ที่ไม่เป็นความจริง และพบว่านิพพานเป็นความจริง (ตัง สัคคัง) ดังนั้น พระภิกษุผู้สละก็จะปล่อยวางกับเป็นจริงขั้นสูง เพราะว่า ความรู้อันประเสริฐสูงสุด (ปรมัง อริยัง สัคคัง) เป็นนิพพานซึ่งเป็นความจริง (ไม่ใช่ไม่จริง)



ในรตนสูตรมีคำกล่าวว่า
“อดีตของเขาได้ตายไปแล้ว กรรมใหม่ไม่เกิดขึ้น
ใจที่ส่งไปแล้วในอนาคต กลายเป็นสิ่งที่ไม่ผูกมัด
เชื้อได้ตายไปแล้ว เขาไม่มีความปรารถนาที่จะเกิดอีก
สภาวะเหล่านั้น(และความแน่วแน่) จึงเป็นการเข้าสู่ความสว่าง”




นี้เป็นจุดมุ่งหมายของพระอรหัต ซึ่งเป็นความสิ้นสุด (ปรินิพพุโต) หนทางของบุคคลเหมือนกับนกที่บินอยู่บนท้องฟ้า ไม่สามารถที่จะหาร่องรอยได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นความผิดที่จะกล่าวว่า พระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพานเข้าสู่พระนิพพานได้อย่างไร เนื่องจากว่าไม่มีสถานที่หรือสภาพ หรือสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดำรงอยู่ พระนิพพานไม่มีตำแหน่งที่อยู่ ดังนั้นความสิ้นสุดครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ที่จะแสดงเป็นคำพูดในตำรา เรียกว่า ปรินิพพุโต ปรินิพพายี เป็นความสิ้นสุดอย่างสิ้นเชิง ดับอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นจุดหมายที่ชัดเจน โดยเป็นการหยุดชั่วขณะของการดับภพ (ภวนิโรธ) สังสารวัฏจะหยุดลง ขณะนี้ อะไรเกิดขึ้นที่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหัต หลังจากที่ชีวิตสิ้นสุดลง เราไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ไม่มีปริมาตร ไม่มีขนาด .นี้เป็นคำถามที่ไม่มีที่สิ้นสุด (อวยกตา)


โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:22:39 น.] ( IP = 58.8.35.47 : : )


  สลักธรรม 4


สิ่งสิ้นสุดของความจริง ความจริงที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ และอธิบายไม่ได้ (อนัตตา)
มีคำถามเรื่อง “อุปาสิวา” เป็นคำถามหรือไม่ ซึ่งเป็นการสิ้นสุด การมีอยู่ของชีวิต หรือความสุขชั่วนิรันดร์ คำตอบของพระพุทธเจ้า มีลักษณะที่แน่ชัดว่า
“บรรดาผู้ถึงที่สุดไม่มีลักษณะที่บอกขนาด
ไม่มีอะไรในตัวเขา เพราะไม่มีอะไรจะกล่าว
ไม่มีอะไรในทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว
ไม่มีอะไรที่กล่าวได้ว่าเป็นความเคลื่อนไหว”
การไม่ปรากฏของอัตตา (อาตมัน) วิญญาณหรือตนเอง ทำให้บรรลุนิพพาน หรือทำให้แจ้งนิพพาน เป็นตัวสกัดกั้นการวิพากวิจารณ์ ในขั้นแรก ให้พยายามทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกเรียกถึงความมีอยู่ การดำรงอยู่ย่อมไหลไป ในตัวเองและสาระ มันเป็นกระบวนการเราได้ทำใจในความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหลืออยู่ คล้ายกับผลที่จะตามมาโดยลำดับ และในเรื่องนี้ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน การดับอย่างสมบูรณ์ของหลักการนี้เป็นกระบวนการที่ไหลไปของวัตถุ และทางจิตใจ ลำดับขั้นที่จะรู้ว่าปรินิพพาน เราอย่าได้คิดว่า มีตัวเรา หรือวิญญาณที่จะเข้าสู่นิพพาน นิพพานเป็นอมตะ หรือทำลายกิเลสในภาวะของนิพพาน



คำถามซึ่งจะทำให้บรรลุผลหรือสิ่งที่ทำให้รู้แจ้งนิพพานเกิดขึ้น เพราะว่าความเชื่อที่มั่นคงของตนเอง ตัวกู ของกู (อหังการ, มมังการ) ในบุคคล และคำถามทุกอย่างอยู่รอบ ๆตัวเรา แต่ไม่มีเรา หรือตนเอง เบื้องหลัง การกระทำของเรา, จิตวิญญาณ ประกอบด้วยวัตถุทางกายภาพ ไม่มีผู้กระทำ ในผู้กระทำ ไม่มีนักคิดที่จะคิดว่านิพพานคืออะไร แต่ไม่มีบุคคลใด ที่ไม่มีชีวิตอยู่ ซึ่งจะรู้แจ้ง. ปรากฏการณ์ได้ไหลไปเรื่อยๆ ภายในตัวมันเอง ในภาษาทางการเราได้กล่าวถึงบุคคล ผู้หญิง ตัวเรา ตนเอง ดังนั้น สภาวะมีแต่ไหลไปข้างหน้า แต่ในความรู้สึกที่สูงสุด ไม่มากไปกว่าการเป็นอยู่ของปัจเจกชน หลักการที่จะเข้าไปสู่หลักการที่จะทำให้ดับเท่านั้น เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติแห่งการรู้แจ้ง, ธรรมชาตินั้นทั้งหมด เป็นความดับ



ขันธ์ ๕ ในความปรารถนาที่จะมีอยู่ ความทะยานอยาก ทำให้เกิดขึ้น (เหตุ) ของความทุกข์ที่เกิดขึ้นในขันธ์ ๕ ของความทะยานอยาก การดับความอยาก จะต้องเป็นกระบวนการในแนวเดียวกัน ดังนั้น กระบวนการนี้ทำให้เกิดการดำรงอยู่ และหลักการการดับ และไม่มีความยั่งยืน ตัวเรา หรือของเรา ซึ่งทำให้เกิดการรวมตัว และขั้นสุดท้ายจากการขุดรากถอนโคน สิ่งเหล่านั้น, ตัวแทนภายนอกไม่มากก็น้อย ขณะนี้มีสิ่งที่เป็นไป และการเปลี่ยนแปลง นี้คือความเห็นที่ถูกต้อง


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:24:29 น.] ( IP = 58.8.34.230 : : )


  สลักธรรม 5


นิพพานของพุทธศาสนาถูกเรียกว่า เป็นความสูงสุด (ปรมัง สุขัง) และพวกเราจะเห็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่า,ความสุขนี้เป็นสิ่งที่นำมาเกี่ยวกับความสมบูรณ์ ความสงบ ความดับอย่างสมบูรณ์ ของอายตนะทั้งหมดในปัจจุบันนี้ การกล่าวนี้ โดยแท้จริง การป้องกันอย่างสมบูรณ์, พวกเราซึ่งมีประสพการณ์แห่งความรู้สึกเพลิดเพลินยินดี กับความสามารถในการรับรู้ได้ของพวกเรา
ท่านอุทายี พระสาวกของพระพุทธเจ้าได้เผชิญกับปัญหาเป็นอย่างมาก. ท่านสารีบุตรได้สนทนากับพระภิกษุ นั่นคือพระนิพพาน ท่านทั้งหลายนี่เป็นความสุข นี้คือนิพพาน ท่านทั้งหลายนี้คือความสุข ดังนั้นท่านอุทายีได้ตอบว่า ปราศจากกิเลสแล้วเป็นความสุข ในเรื่องนิพพานไม่มีภาวะแห่งการกล่าวว่าเป็นความรู้สึก



คำกล่าวของพระสารีบุตรนี้เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันอย่างเต็มที่ โดยการยอมรับของพระพุทธเจ้า ประสบการณ์อะไรก็ตาม ญาณ, อายตนะ และ ความทุกข์ทั้งมวล (ยังกิญจิ เวทะยิตัง ตัง ทุกขัสส์มิง)
ขั้นตอนที่จำเป็นที่สุดของทางที่จะขตัดความทุกข์ที่จะเข้าสู่พระนิพพาน ทิศทางที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ เป็นทางที่เราจะต้องระมัดระวัง ในการอบรมสั่งสอนตัวเอง เพื่อทำให้เกิดความบริสุทธ์ และความสบายอย่างที่สุด จากความยุ่งยากของชีวิต ความลึกซึ้งแห่งธรรมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก นอกจากว่าพวกเราจะเข้าถึง ด้วยการมีสติอย่างมั่นคง, และความมีสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ การเดิน การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นวิถีทางปฏิบัติของเรา เราจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางในวันหนึ่ง
ผู้ศึกษาปฏิบัติจะเรียนรู้จากการเดิน ยืน นั่ง นอน ค่อยๆ เกิดขึ้น และปฏิบัติด้วยความพากเพียร
ดังนั้นความยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ มลทิน ๓ อย่าง การเคลื่อนไหวอิริยาบถในทุกระยะ เพื่อเน้นย้ำให้เข้าถึงความสำเร็จในที่สุด



โยคีผู้ใสใจในสิ่งที่ผ่านไปแล้วและจดจำเส้นทางของชีวิตถึงแม้ว่าวันนี้นอกจากบรรลุถึงจุดสูงสุดการบรรลุถึงความบริสุทธิ์อย่างหนึ่ง แม้กระนั้น ก็เป็นสันติตลอดกาล
ส่วน ๓ ส่วนของมรรค ๘ อันประเสริฐ
ปัจฉิมโอวาทในที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ได้ประทานโอวาทกับพุทธสาวก พระองค์ตรัสว่าคำสอน ธรรมและวินัย จะเป็นศาสดาแทนเรา แก่ท่านทั้งหลาย หลังจากที่เราจากไป
ชีวิตในหนทางที่พระพุทธเจ้าได้แสดงแล้วได้เป็นสิ่งที่ชัดแจ้งสารธรรมของพระองค์ประกอบด้วยพระธรรมและพระวินัย วินัยเป็นระบบศีลธรรมที่บริสุทธิ์และยอดเยี่ยม เป็นการทำให้กายกรรมและวจีกรรมมีความงดงาม



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:25:22 น.] ( IP = 58.8.34.230 : : )


  สลักธรรม 6


บัญญัติความประพฤติของพระพุทธศาสนา ได้แก่ศีลเป็นพื้นฐาน ศีลธรรมหรือสิ่งที่เกี่ยวกับศีลธรรมเป็นการฝึกฝน คำสอนเป็นนโยบายทางด้านจิตใจเป็นรากฐานในการพัฒนาทางจิตใจเรียกว่าสมาธิและความรู้แจ้างเรียกว่าปัญญา ๓ อย่าง ที่เป็นความเคร่งครัดที่เกี่ยวกับศีลธรรมและปัญญาเป็นพื้นฐานของคำสอนซึงมีความปราณีตและสมบูรณ์เพื่อปลูกฝังและยกบุคคลขึ้นจากที่ต่ำสู่ที่สูงของชีวิตที่มีศีลธรรมเหล่านี้จะพาให้ผู้ที่อยู่ในความมืดไปสู่ความสว่าง จากกิเลสไปสู่ความไร้ทุกข์ จากความยุ่งยากไปสู่ความเยือกเย็น
สิ่ง ๓ อย่างเหล่านี้ไม่แยกออกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของทานทั้งหมด ความคิดนี้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ในคำสอนที่แจ่มแจ้งแห่งการให้ความรู้อย่างหนึ่งที่ยุติความชั่วและเพาะปลูกความดี ชำระล้างใจของท่านเอง



คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนที่ไม่ล้าสมัยที่ถ่ายทอดจากครูอาจารย์เป็นผู้ชี้บอกทางแห่งความสะอาดที่ออกจากทุกข์ อย่างไรก็ตามเกี่ยวโยงไปสู่มรรค ๘ (อริโยอัฏฐังคิโกมัคโค) แม้จะเรียกว่าทางแห่งพระอริยะ ๘ ประการ โดยไม่กำหนดว่าบุคคลนั้นอยู่ในฐานะ วรรณะหรือเผ่าพันธุ์ใดนี้เป็นความหมายและความยอดเยี่ยมอันประเสริฐ
มรรค ๘ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
หนทางดังกล่าวนี้ ในคำสอนของพระองค์ครั้งแรก พระพุทธเจ้าเรียกว่าทางสายกลาง (มัชฌิมาปฎิปทา) เพราะว่า เป็นการหลีกเลี่ยง ส่วนสุดโต่งทั้ง ๒ คือ การหมกมุ่นในกาม ความยินดีในทางต่ำ ที่จะนำไปสู่โลกีย์ และความชั่วนี้เป็นส่วนปลายสุด การทรมานตนเองในรูปแบบที่ตัดขาดซึ่งทำให้เป็นความทุกข์อันเป็นส่วนปลายสุดของทาง



การดำรงชีวิตในพระราชวัง ท่ามกลางเสี่ยงเพลงและการร่ายรำ ความฟุ่มเฟือยและความยินดี โพธิสัทธา รู้ได้โดยอาศัยประสบการณ์ ความรู้สึกยินดีพอใจไม่สามรถนำมนุษย์ไปสู่อันเป็นความจริงและนำพาเราไป ๖ ปี ของ การบำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวด เป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ผ่ายผอม การปฎิยัติอย่างพากเพียรทำให้พระองค์ค้นหาความบริสุทธ์และนำพาจิตใจขั้นสุดท้ายให้ประสบผลสำเร็จ
มันเป็นสิ่งไร้ประโยชน์และความพยายามที่ไร้สาระ การหลีกเลี่ยงส่วนที่สุด ๒ อย่างนี้ พระองค์ดำเนินไปตามทาง แห่งการปฏิบัติทางจิตฝึกเพื่อให้สำเร็จจนรู้สึกได้ด้วยตนเอง เพื่อค้นหา ทางสายกลางอันประกอบด้วย องค์ประกอบ ๓ อย่าง
ในขั้นนี้เป็นคำอธิบายที่รวบรวบ องค์ ๓ ประการ และสิ่งเหล่านี้ได้ชี้นำเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสำเร็จ ในทางที่ประกอบด้วยส่วนประกอบ ๘ ประการที่จะอธิบาย ส่วนประกอบจะชี้ชัดลงไปถึงความสมบูรณ์ทั้งหมดขององค์เหล่านั้นในขั้นตอนดังกล่าว


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:26:12 น.] ( IP = 58.8.35.47 : : )


  สลักธรรม 7


การปฎิบัติต้องมีการประคับประคองอย่างสม่ำเสมอในจิตที่เป็นขั้นตอนที่เป็นแนวทางในการแสดงออกทีเป็นรูปเป็นร่าง แม้ว่า องค์ประกอบที่รวมกัน กล่าวการดำเนินตามทางในการรู้สึกอย่างสูงสุด ขั้นตอน ๘ ประการ มีความหมาย ส่วนประกอบทางศีลธรรม ๘ ประการ
สิ่งเหล่านี้ต้องพึ่งพาอาศัยกัน และสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และเป็นขั้นสูงสุด หน้าที่ของสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน องค์เหล่านี้ ไม่ได้ติดตามและปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหลังข้อใดข้อหนึ่งในข้อปฏิบัติ แม้ว่าทางที่ต่ำสุดแต่ละอย่างและทุกองค์ประกอบเจือปนกับขั้นตอนของสัมมาทิฏฐิ เพื่อที่จะเป็นกุญแจไขไปสู่พุทธศาสนา



พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพียงสัมมาทิฏฐิอย่างเดียวก็หาไม่ ไม่ใช่ปัจจัย ๔ อย่าง ที่ทำให้เราเดินทางยาวนาน ท่องเที่ยวยาวนานอยู่ในสังสาระ ระหว่างท่านและเรา อะไรคือ ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และปัจจัยเกื้อหนุนนอกจากเมื่อองค์ ๔ ประการเหล่านี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัมมาทิฏฐิและพระอริยะถอนรากจากความทะยานอยากในสังสารวัฏ ทำลายการเกิดใหม่และไม่มีการกลับมาเกิดอีก”
พระองค์ได้กล่าวต่อไปว่า “ดูกรภิกษุ สมาธิมีศีลเป็นเครื่องรองรับ นำไปให้เกิดผลมหาศาล นำให้เกิดความได้เปรียบ (ผลกำไร) ปัญญาเป็นเครื่องรองรับจิตใจอย่างทั้งหมดและขจัดความมัวเมาอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกปรารถนาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลง ความผิดพลาดและความไม่รู้



คำกล่าวเหล่านี้ของพระพุทธเจ้าได้อธิบายส่วนหน้าที่และจุดประสงค์ ที่ทำการพัฒนาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา การปลดปล่อยมีความหมายถึงความรู้สึก ความรู้สึกการดำรงอยู่ ของความสิ้นสุด แห่งการถอนราก ๓ ประการ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือ อวิชชา (โลภะ โทสะ โมหะ) เหล่านั้นจะทำลายจิตใจแห่งความคิดของมนุษย์ เหล่านี้เป็นสาเหตุแรก ถูกกำจัดโดยผ่านการฝึกในศีล สมาธิ และปัญญา
ดังนั้น มันจึงเป็นความบริสุทธิ์ที่สูงสุดที่คำสอนของพระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นความบริสุทธิ์ ความสุขทางใจอย่างสมบูรณ์ อิสระจากมลทินกระตุ้นที่สะสมมาทั้งหมด
ขณะนี้ การปลดปล่อยจากมลทินทางจิตใจ , ความอิสระนี้ จากความเจ็บป่วย ความสงบอย่างสมบูรณ์ และละวางความยึดถืออย่างสิ้นเชิง ไม่ยึดติดคนใดคนหนึ่ง ไม่เท่านั้น พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดยังสะสางความยึดในโซ่ตรวนของตัณหา ยกเว้นความยึดถือตัวตน



ทางนี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นคำสอนที่พระองค์ทรงสอนถึงการปฏิบัติ ๓ ประการ (ทวิติสิกขา) และไม่ถึงจุดจบในตัวมันเอง แต่ละข้อมีความหมายถึงจุดสุดท้าย หน้าที่ข้อหนึ่งไม่สามารถที่เป็นอิสระต่อข้ออื่น ๆได้ เหมือนกรณีของแท่นบูชาจะตกถึงพื้นถ้ามีขาเดียว ดังนั้นในกรณีนี้ข้อเดียว ไม่สามารถทำหน้าที่โดยปราศจากข้ออื่น ๆ ได้เลย.
องค์ประกอบ ๓ ประการเหล่านี้ จะรองรับซึ่งกันและกัน ศีลหรือการควบคุมความประพฤติอย่างเข้มงวด สมาธิและสมาธิในการสนับสนุนปัญญา ปัญญาช่วยกำจัดเมฆหมอกของปกคลุมทุกสิ่งที่ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนไปสู่การเห็นชีวิต และทั้งหมดของชีวิตให้กระจ่างแจ้งและสิ้นสุดลง



มันเป็นความบริสุทธิ์อย่างสมบูณ์ที่ว่าการมีส่วนช่วยซึ่งกันและกันในธรรมวินัย (ธมฺมวินย) หรือความรู้ และวิชชาจรณะ (วิชฺชาจรณ) ข้อบัญญัติ ๒ ประการ ในกระบวนการเดียวที่จะปลูกฝังความเจริญ จากมือชำระล้างมือ และเท้าล้างเท้า เพื่อที่จะทำการชี้นำให้ไปพบปัญญาอันบริสุทธิ์และปัญญาที่มีผู้ชี้นำ ส่วนประกอบนี้อาจจะเกิดในใจของผู้ศึกษาในพุทธศาสนา มีความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงจรของนักปรัชญา ที่นับถือการสอนของพระพุทธเจ้า จากการพิจารณาในส่วนของคำสอนของอภิปรัชญาโดยปราศจากคุณค่าของหลักการที่สำคัญ




โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [7 มิ.ย. 2550 , 11:27:42 น.] ( IP = 58.8.34.230 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org