มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไม่มีความสุขใดจะเสมอด้วยความสงบ (๔)








ไม่มีความสุขใดจะเสมอด้วยความสงบ (๔)
จากรายการ หันหน้าเข้าวัด โดย บุษกร เมธางกูร
(ออกอากาศวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๓)

ตอนที่ผ่านมา

ทุกข์เป็นสัจจะ ทุกข์เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่เราไม่ได้กำหนดรู้

ไม่ได้กำหนดรู้อย่างไร เช่น เมื่อเรานั่นนาน ๆ เกิดเมื่อย เราก็เปลี่ยนอิริยาบถ เราเคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนแปลงอิริยาบถอยู่ตลอดเวลา ไม่เปลี่ยนไม่ได้หรือ ต้องตอบว่าไม่ได้ เพราะมันเมื่อย มันปวด มันเจ็บ และเจ้าตัวเมื่อย ตัวปวด ตัวเจ็บนี่แหละเป็นทุกข์ เป็นทุกเวทนาและเป็นสัจจะด้วย ซึ่งไม่มีใครหลีกเลี่ยงพ้น เราไม่เคยพิจารณาว่าเราเปลี่ยนอิริยาบถทำไม เราทานข้าทำไม เพราะทุกข์มันเบียดเบียน ความหิว ความเจ็บ ความเมื่อย ความง่วง ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมชีวิต ชีวิตจึงตกอยู่ในคำที่ว่าอยู่ได้ยาก เพราะต้องบริหารอยู่เสมอ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ต้องบำรุงอยู่เสมอ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:52:12 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



สมุทยสัจจะ คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

ได้แก่ กามคุณทั้ง ๕ ความอยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากรู้รส อยากสัมผัส และอยากนึกคิดอะไรที่มากระทบอารมณ์แล้วพอใจเราก็วุ่นวายวิ่งหาในเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ มาตอบสนองอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาไปในแต่ละวันนี้ เราต้องการเสียงดี ๆ กลิ่นดี ๆ รสดี ๆ แต่ความต้องการนั้นไม่สมความปรารถนาไปทุกเรื่อง สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่ส่วนมากจะผิดหวัง ทำไมส่วนมากจึงผิดหวัง เพราะเราไม่ได้สร้างเหตุแห่งความสมหวังเอาไว้จึงได้รับแต่ความผิดหวัง นอกจากนี้ตัวตัณหา หรือตัวสมุทยสัจจะยังเป็นความทุกข์ในตัวเองอยู่แล้ว เมื่อไม่สมความปรารถนาตัวเราเองก็ยิ่งทุกข์ใหญ่เลย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:52:58 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 2



นิโรธสัจจะ คือ นิโรธ หรือนิพพาน

เป็นของที่มีอยู่แต่เราไม่ได้ทำให้แจ้ง เพราะสมุทัยเราไม่ได้ละ นิโรธเราจึงไม่ได้แจ้งว่าความสุขอันแท้จริงคืออะไร เราจึงได้สุขปลอม ๆ ชั่วคราวมา เรียกว่า สุขเวทนานั่นเอง ซึ่งเป็นการที่ตากระทบรูปดี ๆ ก็สุขเสียทีหนึ่ง เดี๋ยวก็ไม่ดีอีกแล้ว หูกระทบเสียงดี ๆ เรื่องหนึ่ง ประโยคหนึ่ง เดี๋ยวก็ไม่ดีอีกแล้ว เป็นเพราะเราบังคับบัญชาไม่ได้นั่นเอง และเป็นความสุขที่ไม่เที่ยง เราไม่เคยรู้จักเลยว่า ความสุขสงบที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เพราะเราไม่ได้ทำให้แจ้ง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:53:27 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 3



มรรคอันเป็นหนทางเดินสู่ทางพ้นทุกข์คือสันติสุขนี้มีอยู่

ได้แก่มรรคอันมีองค์ ๘ เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ และจบลงด้วยสัมมาสมาธิ เป็นของมีอยู่แต่เรามิได้เดิน โดยเฉพาะสัมมาทิฏฐิคือการทำความเห็นให้ตรงต่อธรรมชาติความเป็นจริงว่า ชีวิตนั้นคืออะไร และการที่คิดว่าชีวิตเป็นเรา เป็นของของเรา เป็นหญิงเป็นชาย แท้จริงชีวิตนั้นคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย มีกรรม จิต อุตุ อาหาร และดำรงชีวิตอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็ต้องตายไป ชีวิตต้องประกอบไปด้วยร่างกายและจิตใจ

ทางด้านร่างกาย เราเรียกว่า รูปธรรม ทางด้านจิตใจเราเรียกว่า นามธรรม และรูปธรรมก็เป็นของแปรปรวนคืบหน้าไปสู่ความเสื่อม ส่วนนามธรรมเป็นของมีอยู่ แต่เรามองไม่เห็น ดังนั้น ชีวิต คือ รูปธรรมหนึ่ง และนามธรรมสี่ (เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)

รูป กับนาม ไม่ใช่ คน ไม่ใช่สัตว์ เพราะคนและสัตว์เป็นของสมมุติ เมื่อเราไม่เข้าใจ เราไม่มีทิฏฐิอันถูกต้องและถูกต้อง เราจึงไปแบบสุ่ม ๆ เอาตามยถากรรม และทำอะไรให้กับชีวิตอย่างไม่ถูกต้อง ชีวิตของเราไม่ต้องการความลำบาก แต่เรามีสมุทัย เราจึงต้องทุกข์โดยที่หาความสบายไม่ได้ ที่สุดแห่งสัจจะที่พระพุทธองค์ทรงประกาศธรรมไว้ในพระไตรปิฎกซึ่งมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ก็ไหลมาบรรจบกันที่ชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:56:59 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 4



พระพุทธองค์ทรงสอนว่า “ชาติปิ ทุกขา” ชีวิตเป็นทุกข์ คือชาติเกิดเป็นทุกข์นั่นเอง เพราะเกิดมาแล้วต่างแบกทุกข์มาด้วยกัน ๑๑ กอง คือ ทุกข์ประจำ ๓ กอง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ อีก ๘ กอง เป็นปกิณกทุกข์ ได้แก่ โสกะ ปริเทวะ อุปายาส เป็นต้น เหล่านี้เป็นทุกข์ทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไม่เคยใส่ใจสังเกต เรียกว่าเราขาดปัญญาหรือโยนิโสมนสิการ เราจึงไม่สามารถกระทำชีวิตนั้นให้แจ้งในเรื่องความจริงได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า ขันธ์นั่นแหละเป็นทุกข์ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ซึ่งก็ได้แก่สิ่งที่เราเรียกว่า ตัวเรานั่นเอง ที่ใดมีขันธ์ที่นั่นเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นขันธ์ ๕ หรือขันธ์ ๔ เป็นทุกข์ทั้งสิ้น (ขันธ์ ๔ คือ อรูปพรหม)

ประโยชน์ของการศึกษาธรรมะก็เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจแตกฉาน และพาเราให้พ้นไปจากข้าศึกคือความทุกข์ จึงขอเชิญท่านที่สนใจจะไปจากความทุกข์ รีบเร่งเดินทางเข้าหาธรรมะอย่างถูกต้องโดยการเรียนพระอภิธรรมปิฎก เพราะพระอภิธรรมปิฎกเท่านั้นที่ว่าถึงเรื่องชีวิตจิตใจ เป็นเรื่องราวที่เสนอให้เราทั้งหลายรู้จักชีวิตว่า แท้จริงชีวิตคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และหมดไปได้อย่างไร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:57:38 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อเราเรียนรู้ ดูจำ ทำได้ เราจะได้ไม่พลาดถลำหรือไม่ประมาท ดังพระพุทธโอวาทที่มีว่า “จงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด” เพราะถ้าเราประมาทไปแล้วก็เป็นเรื่องยากที่เราจะพ้นทุกข์ได้

โดยเฉพาะเรื่องจิตพระพุทธองค์ตรัสว่า “จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง” จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธดำรัสอีกว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้เรากล่าวว่าเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เป็นกำลังพลแห่งมาร ภิกษุปรารถนาจะประหารมารพึงสลัดเหยื่อแห่งมาร ขยี้พวงดอกไม้แห่งมาร และทำลายกำลังพลแห่งมารเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเคยเยาะเย้ยกามคุณ ณ โพธิมณฑล ในวันที่เราตรัสรู้ฉันนั้นเองว่า ดูก่อนกาม เราไม่เห็นต้นเค้าของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริคำนึงนั่นเอง เราจะไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยประการนี้ กามเอ๋ย เจ้าจะเกิดขึ้นกับเราไม่ได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เป็นสิ่งที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามได้ยาก ผู้มีปัญญาพึงพยายามทำจิตนี้ให้หายดิ้นรน ให้เป็นจิตที่ตรงเหมือนช่างศร ดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้คอยแต่จะกลิ้งเกลือกไปคลุกเคล้ากับกามคุณ เหมือนปลาซึ่งเกิดในน้ำ ถูกนายพรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำแล้ว คอยแต่จะดิ้นรนลงไปในน้ำเสมอ ผู้มีปัญญาพึงยกจิตขึ้นจากการอาลัยในกามคุณ ให้ละบ่วงมาร”

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:58:13 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 6



ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างความทุกข์ทั้งปวงนี้เป็นที่เราทั้งสิ้น เพราะเราไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เราจึงต้องการอยู่เสมอ เมื่อพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนอย่างนี้แล้ว เราจะต้องเพียรพยายามหลีกเลี่ยง ละ ลด เลิก ให้ได้

หลีกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง ละจากสิ่งที่พันธนาการชีวิตไว้ คือ กิเลส ซึ่งเราต้องพยายาม “อย่าอยู่อย่างอยาก” ลดชีวิตออกมาไม่ทำเพื่อแก้อยาก แต่ทำเพื่อแก้ทุกข์

รับประทานเพื่อแก้อยาก เป็น รับประทานเพื่อแก้ทุกข์
อยู่เพื่อแก้อยาก เป็น อยู่เพื่อแก้ทุกข์
หาเพื่อแก้อยาก เป็น หาเพื่อแก้ทุกข์

เราทำเพื่อบำบัดทุกข์ อย่าทำเพื่อบำรุงกามก็แล้วกัน การที่เราใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง ไม่ดำริในกามทั้งหลาย เป็นการกระทำที่ไม่ต้องการทุกข์โดยตรง และหยุดสาเหตุของความทุกข์โดยตรง การกระทำนี้เป็นเรื่องไม่ยาก ขอเพียงให้เรามีความตั้งใจด้วยศรัทธา

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:59:19 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 7



ศรัทธาคือความเชื่อ ได้แก่เชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน เชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อผู้ใดสร้างศรัทธา ๔ ไว้ให้ได้ตรงต่อทางพ้นทุกข์ เป็นไปตามคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกซึ่งเราต้องทำตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งอยู่ ๓ ประการ คือ

เพียรละความชั่วอย่าให้เกิดในกาย วาจา และใจ เราก็ต้องเรียนว่า อะไรเป็นความชั่วทางกาย วาจา ใจ คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นต้น อย่าให้เกิดขึ้นที่เรา

เพียรกระทำความดีให้ถึงพร้อม ทั้งกาย วาจา ใจ อะไรเป็นความดี คือ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เป็นต้น

เพียรกระทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส เครื่องเศร้าหมอง คือ การไม่อยู่อย่างอยาก ได้แก่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 10:59:43 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 8



วันนี้เป็นวันจักรี เราทั้งหลายที่เป็นคนไทย ได้อาศัยแผ่นดินไทย ได้อาศัย พระมหากรุณาคุณ ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์ต้นราชวงศ์จักรีจนถึงปัจจุบันนี้

ขอให้ทุกคนได้รำลึกถึงพระมหากรุณาคุณของทุกพระองค์และให้ระลึกถึงกุศลที่เราได้เคยกระทำมาอันมีทาน ศีล และภาวนา ขอจงรวมกันเป็นตบะ เดชะ พลวปัจจัย ส่งผลคุ้มครองให้ประเทศไทยของเราอันรวมถึง ชาติ ศาสนา และสถาบันอันสูงสุดคือพระมหากษัตริย์ จงคลาดแคล้วและปลอดภัยจากสิ่งร้ายนานาประการ

ด้วยกุศลผลบุญที่เราท่านร่วมสร้างมา ขอให้เป็นเกราะแก้วกำบังภยันตรายอย่าให้เกิดขึ้นความเศร้าใจ และความมัวหมองอันจะเป็นเครื่องทำลาย หรือทำให้ความทุกข์และโทมนัสมีมากนั้น ขอให้เจือจางและหายไปจากประเทศชาติได้โดยไว

ในนามของมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ดิฉันบุษกร เมธางกูร ขอตั้งกัลยาณจิต อธิษฐานธรรม ขอคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จงคุ้มครอง และบันดาลให้ประเทศไทย โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักสักการะยิ่งสูงสุดของเรา จงคลาดแคล้วจากภัยพิบัติทั้งปวง ด้วยกุศลกายกรรม วจีกรรม มโนธรรม ที่ได้สร้างสรรค์มา ขอกราบถวายเป็นเครื่องบูชาพระคุณสูงสุดแก่พระราชวงศ์จักรี ในวันจักรีนี้ด้วย

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 11:00:19 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 9

"ประโยชน์ของการศึกษาธรรมะก็เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจแตกฉาน และพาเราให้พ้นไปจากข้าศึกคือความทุกข์"

อนุโมทนาและขอบคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ ที่นำมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 มิ.ย. 2550 , 17:25:44 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณมากค่ะสำหรับเรื่องดีที่มีประโยชน์

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 มิ.ย. 2550 , 09:34:36 น.] ( IP = 124.121.174.25 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org