
อีกประการหนึ่ง หลักธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับหลักมัชเฌนธรรมเสมอ หากหลักธรรมใดไม่สอดคล้องก็ถือว่า ไม่เป็นหลักปฏิบัติที่ตรงต่อการเป้าหมายในพระพุทธศาสนา ยังไม่ถูกต้อง หลักปฏิบัติที่มีความเป็นกลางและมุ่งตรงสู่เป้าหมายในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ได้แก่พระนิพพานในที่สุดนี้ ได้แก่ หลักวิมุตติปฏิปทา หรือเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หลักปฏิบัติที่มีความเป็นกลาง หรือวิมุตติปฏิปทา เป็นวิธีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาติ ขณะให้ผลก็ให้ผลตามกระบวนการของธรรมชาติ
การปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือวิธีปฏิบัติ มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ปฏิปทา คำว่า ปฏิปทาในที่นี้มีความหมายจำเพราะหมายถึง ข้อปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ หนทาง หรือวิธีดำเนินชีวิตให้บรรลุถึงความดับทุกข์ ปฏิปทาใดที่มีความสอดคล้องกับมัชเฌนธรรม จึงเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติมีในท่ามกลาง หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า ทางสายกลาง ทางปฏิบัติที่สอดคล้อง พอเหมาะ พอดีที่จะทำให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ ไม่เอียงไปสุดขอบข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นอารยชน พระพุทธเจ้าตรัสว่า มัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นทางเก่าที่เคยมีท่านผู้เดินทางถูกต้องไปถึงจุดหมายเคยเดินกันมาในกาลก่อนแล้ว พระองค์เพียงแต่ทรงค้นพบแล้วทรงเปิดเผยแก่มวลมนุษย์ ทรงทำหน้าที่แนะนำบอกทางนี้ให้แก่เวไนยชน มรรคาหรือปฏิปทานี้ เป็นวิธีปฏิบัติของมนุษย์ที่จะทำให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ วิมุตติมรรคหรือวิมุตติปฏิปทาได้แก่การรู้กฎธรรมชาติ แล้วนำกฎธรรมชาติมาประยุกต์ใช้เป็นระบบปฏิบัติของมนุษย์นั่นเอง
กระแสแนวคิด กระบวนทัศน์ ในพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นส่วนของปรัชญา แต่ทั้งนี้ต้องมีหลักปฏิบัติควบคู่กันไป ทั้ง ๒ หลักต้องประกอบพร้อมด้วยความเป็นกลางอยู่ภายในนั้นเสมอ แน่นอนความเป็นกลางในที่นี้มิได้หมายถึงกึ่งกลาง แต่มีความหมายว่า สมดุล พอเหมาะ พอดี ตรงต่อเป้าหมาย ความสมดุลจึงเป็นสิ่งที่วัดอยากที่สุด แนวทางปฏิบัติที่เป็นกลางจึงต้องมีสติและปัญญากำกับอยู่เสมอเพื่อไม่ให้หลุดไปจากมัชฌิมาปฏิปทาและมัชเฌนธรรม ความเป็นผู้ประกอบความด้วยมัชฌิมาปฏิปทาและมัชเฌนธรรม จึงได้ชื่อว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา
ผู้มีมัชเฌนปฏิสัมภิทาย่อมสามารถเห็นสรรพสิ่งที่ปรากฏทั้งสายเกิดและสายดับได้ แยกย่อยสลายและหลอมรวมได้ ( Factors and Holistics) เป็นไปได้ทั้งอนุโลมคือหลอมรวม และปฏิโลมคือแยกย่อยสลาย ด้วยเหตุนี้สรรพสิ่งจึงเป็นอนัตตา ดังที่วชิราภิกษุณีกล่าวเป็นคาถาว่า
...สัตว์ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ดุจดังส่วนทั้งหลายประกอบกันเข้า จึงเรียกว่ารถย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ