มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มัชเฌนปฏิสัมภิทา




“ มัชเฌนปฏิสัมภิทา ”

คำว่า “ มัชเฌนะ ” และ “ ปฏิสัมภิทา ” คำว่า ปฏิสัมภิทา หมายถึง มีความเฉลียวฉลาด มีปัญญาแตกฉาน มีปรีชาแจ้งในความคิดทันการ สมบูรณ์เพียบพร้อม โดยมากมักใช้คำนี้กับพระอรหันต์ที่มีความสามารถพิเศษอีก ๔ ประการ เรียกว่า ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ความเป็นผู้ฉลาดในเหตุ ความเป็นผู้ฉลาดในผล ความเป็นผู้ฉลาดในภาษา และความเป็นผู้เฉลียวในการโต้ตอบ เมื่อนำคำปฏิสัมภิทา คือ ความเป็นผู้ฉลาดและเฉลียวมาใช้กับคำว่า มัชเฌนะ ซึ่งแปลว่า ความเป็นกลาง เมื่อรวมคำทั้ง ๒ คือ มัชเฌนปฏิสัมภิทา ก็หมายความว่า ความเป็นผู้ฉลาดและเฉลียวในความเป็นกลาง หากจะนำเอาคำแปลของปฏิสัมภิทามาประกอบทุกตัวก็คือ ฉลาดในเหตุ ในผล ในภาษา และในการโต้ตอบที่มีความเป็นกลาง หรือฉลาดและเฉลียวในธรรมที่มีความเป็นกลางในเหตุ ในผล ในการใช้ภาษาชี้แจงและในการโต้ตอบได้สมกับกรณี


ก่อนอื่นต้องทราบว่า ลักษณะสภาวะของหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมี ๒ ลักษณะ คือ สภาวธรรมที่เป็นความจริงโดยสมมติกับสภาวธรรมที่เป็นความจริงแท้ ทั้ง ๒ สภาวะล้วนเป็นสัจจะ สิ่งที่ปรากฏเห็นและสิ่งที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อใดก็ตามมองเห็นสมมติหากพิจารณาเข้าไปก็จะพบปรมัตถ์ หรืออันติมะ ( Ultimate Truth) ดังนั้น ในปรมัตถสัจจ์จึงมีสมมติสัจจ์แฝงอยู่ ในสมมติสัจจ์ก็เช่นเดียวกันมีปรมัตถแฝงอยู่


สภาวธรรมที่เป็นปรมัตถสัจจ์นั้นในพระพุทธศาสนาแสดงไว้ ๔ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ในขณะเดียวกันก็สามารถมองเห็นเป็นสมมติสัจจ์ได้ เช่น จิตในส่วนปรมัตถ์ คือความเป็นธาตุ แต่จิตในส่วนที่เป็นสมมติคือ สิ่งที่เกิดจากจิตซึ่งเห็นได้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งอันเกิดมาจากจิต ไม่ว่าจะเป็นรถรา บ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอย เจตสิกในส่วนที่เป็นปรมัตถ์คือความเป็นธาตุ แต่ในส่วนที่เป็นสมมติคือ อาการที่เจตสิกแสดงออก เช่น อาการหน้านิ่วคิ้วขมวด อาการปลื้มปีติ รอยยิ้มบนใบหน้า รวมถึงสิ่งประดิดประดอยและสิ่งที่ถูกทำลายอย่างอนาถ รูปที่เป็นสมมติคือ สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏแก่สายตาอันสร้างมาจากดิน น้ำ ไฟ ลม รูปที่เป็นส่วนของปรมัตถ์คือ สภาพแข็ง กระด้าง ยึดเกาะ ซึมซาบ ร้อน เผาไหม้ พยุงไว้ เพิ่มพูน ปฐวีมีอาโปช่วยยึดไว้ เตโชช่วยรักษาสภาพ วาโยช่วยพยุงให้คงรูป ธาตุเหล่านี้สามารถแยกได้ในความคิด แต่ไม่สามารถแยกได้ในความจริง สภาวธรรมเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสัจธรรม มีอยู่ตามสภาพหรือตามธรรมชาติของมันเอง ไม่มีใครกำหนดหรือควบคุม มีความเป็นไปอย่างแน่นอน เป็นความจริงที่มีอยู่อย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และไม่คงที่ และสุดท้ายนิพพานที่เป็นสมมติก็คือ ความเป็นพระอรหันตสาวกที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนพระนิพพานที่เป็นปรมัตถ์คือ นิพพานธาตุ อันได้แก่สภาพดับสนิทไม่มีกิเลสเหลือ
การที่เข้าไปเห็นแจ้งอย่างนี้เรียกว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา


มัชเฌนธรรม (หลักการ) และมัชฌิมาปฏิปทา (วิธีการ)
หลักธรรมทั้งสมมติและปรมัตถ์นั้นเป็นได้ทั้งหลักการและหลักปฏิบัติ หลักธรรมใดที่เป็นไปในส่วนของกระบวนทัศน์ แนวคิด กระแสปรัชญา เป็นความจริงตามเหตุผลบริสุทธิ์ ตามกระบวนการของธรรมชาติ สาธารณ์ไปกับธรรมชาติ มีอยู่อย่างนั้น (ธรรมฐิติ) ไม่เป็นไปตามความต้องการของใคร มีความเที่ยงแท้แน่นอนตามธรรมดา ตามธรรมชาติ (ธรรมนิยาม) หลักธรรมนี้จึงได้ชื่อว่า “ อิทัปปัจจยตา ” ความที่เป็นสัมพัทธธรรมนี้เอง ทำให้ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ตกไปสู่ส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ว่าจะไปอยู่กับสภาพของสภาวธรรมอื่นใด ก็จะเป็นสัมพัทธธรรมของธรรมหมวดนั้นๆ เสมอ ด้วยเหตุนี้ลักษณะของหลักธรรมที่เป็นปรัชญานี้จึงได้ชื่อว่า “ มัชเฌนธรรม ” หลักธรรมแห่งความเป็นกลาง



โดย ดร.สุวิญ โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 มิ.ย. 2550 , 10:16:44 น.] ( IP = 58.8.33.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อีกประการหนึ่ง หลักธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับหลักมัชเฌนธรรมเสมอ หากหลักธรรมใดไม่สอดคล้องก็ถือว่า ไม่เป็นหลักปฏิบัติที่ตรงต่อการเป้าหมายในพระพุทธศาสนา ยังไม่ถูกต้อง หลักปฏิบัติที่มีความเป็นกลางและมุ่งตรงสู่เป้าหมายในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ได้แก่พระนิพพานในที่สุดนี้ ได้แก่ หลักวิมุตติปฏิปทา หรือเรียกว่า “ มัชฌิมาปฏิปทา ” หลักปฏิบัติที่มีความเป็นกลาง หรือวิมุตติปฏิปทา เป็นวิธีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาติ ขณะให้ผลก็ให้ผลตามกระบวนการของธรรมชาติ


การปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือวิธีปฏิบัติ มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ปฏิปทา คำว่า ปฏิปทาในที่นี้มีความหมายจำเพราะหมายถึง ข้อปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ หนทาง หรือวิธีดำเนินชีวิตให้บรรลุถึงความดับทุกข์ ปฏิปทาใดที่มีความสอดคล้องกับมัชเฌนธรรม จึงเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติมีในท่ามกลาง หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า ทางสายกลาง ทางปฏิบัติที่สอดคล้อง พอเหมาะ พอดีที่จะทำให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ ไม่เอียงไปสุดขอบข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นอารยชน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ มัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นทางเก่าที่เคยมีท่านผู้เดินทางถูกต้องไปถึงจุดหมายเคยเดินกันมาในกาลก่อนแล้ว พระองค์เพียงแต่ทรงค้นพบแล้วทรงเปิดเผยแก่มวลมนุษย์ ทรงทำหน้าที่แนะนำบอกทางนี้ให้แก่เวไนยชน มรรคาหรือปฏิปทานี้ เป็นวิธีปฏิบัติของมนุษย์ที่จะทำให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ วิมุตติมรรคหรือวิมุตติปฏิปทาได้แก่การรู้กฎธรรมชาติ แล้วนำกฎธรรมชาติมาประยุกต์ใช้เป็นระบบปฏิบัติของมนุษย์นั่นเอง


กระแสแนวคิด กระบวนทัศน์ ในพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นส่วนของปรัชญา แต่ทั้งนี้ต้องมีหลักปฏิบัติควบคู่กันไป ทั้ง ๒ หลักต้องประกอบพร้อมด้วยความเป็นกลางอยู่ภายในนั้นเสมอ แน่นอนความเป็นกลางในที่นี้มิได้หมายถึงกึ่งกลาง แต่มีความหมายว่า สมดุล พอเหมาะ พอดี ตรงต่อเป้าหมาย ความสมดุลจึงเป็นสิ่งที่วัดอยากที่สุด แนวทางปฏิบัติที่เป็นกลางจึงต้องมีสติและปัญญากำกับอยู่เสมอเพื่อไม่ให้หลุดไปจากมัชฌิมาปฏิปทาและมัชเฌนธรรม ความเป็นผู้ประกอบความด้วยมัชฌิมาปฏิปทาและมัชเฌนธรรม จึงได้ชื่อว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา


ผู้มีมัชเฌนปฏิสัมภิทาย่อมสามารถเห็นสรรพสิ่งที่ปรากฏทั้งสายเกิดและสายดับได้ แยกย่อยสลายและหลอมรวมได้ ( Factors and Holistics) เป็นไปได้ทั้งอนุโลมคือหลอมรวม และปฏิโลมคือแยกย่อยสลาย ด้วยเหตุนี้สรรพสิ่งจึงเป็นอนัตตา ดังที่วชิราภิกษุณีกล่าวเป็นคาถาว่า
...สัตว์ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ดุจดังส่วนทั้งหลายประกอบกันเข้า จึงเรียกว่ารถย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ”



โดย tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 มิ.ย. 2550 , 10:18:14 น.] ( IP = 58.8.33.103 : : )


  สลักธรรม 2

แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในก็ชีวิต ในสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ร่างกายนี้ประกอบไปด้วยสรีรังคะ ความรู้สึก การจำได้หมายรู้ ความคิดปรุงแต่ง และการรับรู้ รวมเรียกว่า ขันธ์ ๕ การเข้าไปทราบชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างขันธ์แต่ละขันธ์ ทราบความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับนาม หรือกายกับใจ กิจกรรมของจิตต้องอาศัยบ่อเกิดจากภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และจินตนาการ ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่ออารมณ์กระทบขันธ์ กระบวนการทำงานของขันธ์ก็เริ่มทันที นี่คือ มัชเฌนธรรมแห่งขันธ์ที่มีความสมดุล


การเข้าไปเห็นการทำหน้าที่ของขันธ์ ๕ เห็นความสมดุลของแต่ละองค์ประกอบของขันธ์ และเห็นความเป็นไปตามหลักของไตรลักษณ์ ไม่คงที่ มีความเปลี่ยนแปลง และไม่มีอะไรยืนโรง ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ต่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมธาตุ ทรงไว้ตามธรรมดา เป็นกฎแห่งสมดุลยภาวะ สภาวะเหล่านี้เป็นกระบวนธรรม (ธรรมปวัตติ) คือ กระบวนแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย ได้แก่กระบวนธรรมแห่งรูปและนาม (ขันธปวัตติ) มีลักษณะสัมพันธ์สืบเนื่องส่งกันเป็นทอดๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน แต่ละเหตุและปัจจัยก็อาศัยกันและกันเกิดขึ้น อาการที่เห็นตามความเป็นจริงในพุทธธรรมเช่นนี้ เรียกว่า เห็นแจ้งในมัชเฌนธรรม หรือเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ ผู้ใดเห็นปฏิจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเป็นเรา ”


ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นทั้งกฎแห่งสากลจักรวาล และเป็นทั้งกฎแห่งชีวิต เนื่องจากเป็นกฎแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) กฎแห่งความเป็นอย่างนั้น (ยถาภูต) เป็นภาวะที่ไม่คลาดเคลื่อนไปได้ เป็นกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ กระบวนธรรมเหล่านี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ มีความเป็นเอกเทศ ไม่มีอำนาจพิเศษอะไรแทรกแซง หรือกดดันดลบันดาลให้เป็นอย่างอื่น ไม่ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย การจะเป็นไปเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของสภาวธรรมที่มีความสมบูรณ์ในตัว เป็นกฎที่เป็นธรรมชาติ หรือเรียกว่า “ ธรรมนิยาม ” ดังในสังยุตตนิกาย นิทานวรรคว่า


...พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้ว ย่อมตรัสบอก ทรงแสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ... เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ... เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร...ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่นมูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
การเข้าไปทราบชัดถึงกระบวนการทำงานของสภาวธรรมที่เป็นสัมพัทธธรรมในแต่ละองค์ประกอบเช่นนี้แหละเรียกว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา ความเป็นฉลาดเฉียบแหลมในความเป็นดุลภาพแห่งสรรพสิ่ง




โดย T (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 มิ.ย. 2550 , 10:19:45 น.] ( IP = 58.8.33.228 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อย่อปฏิจจสมุปบาทลงในอริยสัจจ์ ก็จะพบว่า กฎธรรมชาติที่เกิดตามลำดับ เมื่ออวิชชาเกิด สังขารก็เกิด สังขารเกิด วิญญาณก็เกิด เป็นสมุทยวารมัชเฌนธรรม กฎธรรมชาติที่ดับได้ เป็นกระบวนการตามธรรมชาติโดยการดับตามลำดับ ก็เมื่ออวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ เป็นต้น เช่นนี้ เป็นนิโรธวารมัชเฌนธรรม สำหรับกระบวนการที่จะทำให้อวิชชาดับ ชื่อว่านิโรธคามินีมัชฌิมาปฏิปทา อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ เป็นต้น ผลสรุปของมัชเฌนปฏิสัมภิทาในกระบวนการทั้งสองสายก็คือ การเข้าถึงการดับทุกข์ เปรียบเช่น หลักการและวิธีการดับไฟ หลักการดับไฟคือต้องทำให้ขาดเชื้อ ขาดออกซิเจน ลดอุณหภูมิ วิธีการก็คือ จะทำอย่างไรให้เชื้อหมดไป ใช้เครื่องมืออะไร จะใช้น้ำหรือวัตดุดับไฟชนิดไหน ใช้พนักงานหรืออุปกรณ์อื่นใด เปรียบนิโรธก็คือหลักการดับไฟ ส่วนมรรคคือวิธีดับไฟ และเปรียบเช่นความรู้ในการรักษาโรค กับวิธีลงมือรักษาโรค เช่นเดียวกับความเป็นผู้ฉลาดในการเห็นธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์กันของเหตุและปัจจัย เมื่อจะดับทุกข์ก็ดับที่เหตุและปัจจัย


ทางสำหรับการดับทุกข์ทั้งมวลนั้นเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ อัฏฐังคิกมรรค เป็นทางปฏิบัติสายกลาง สมดุล ตรงเป้าหมาย โดยข้อปฏิบัติมี ๘ ประการ โดยส่วนปฏิบัติมี ๓ แต่ละส่วนนั้นมีความสัมพันธ์และสัมพัทธ์กับส่วนอื่นๆ ในแต่ละข้อ อย่างไม่อาจแยกจากกันได้ หากขาดไปข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้ความเป็นกลางลดน้อยลง ทำให้พลาดไปจากเป้าหมายมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากองค์ของมรรคก็จะพบว่า ความถึงพร้อมแห่งมรรค หรือมรรคสมังคี อันได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งความประพฤติ ความตั้งใจมั่น และการพิจารณา หรือศีล สมาธิ และปัญญาครบ จะเริ่มส่วนไหนก็ได้ ล้วนเป็นจักรที่มุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทางทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ มรรคาอันเป็นอริยะมีองค์ประกอบ ๘ ประการนี้แล เป็นทางนำไปสู่ความดับแห่งกรรม... ”


ดร.สุวิญ รักสัตย์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มมร
ผู้เขียนบทความ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญ (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 มิ.ย. 2550 , 10:22:00 น.] ( IP = 58.8.33.228 : : )


  สลักธรรม 4

ไตรลักษณ์อยู่ที่ไหน?

คนที่ศึกษาพระพุทธศาสนาทุกคนต้องได้ศึกษาหลักธรรมเรื่องไตรลักษณ์ หากถามว่าไตรลักษณ์อยู่ที่ไหน ส่วนมากแม้จะศึกษาพุทธศาสนามานานก็ไม่ง่ายที่จะตอบได้ถูกต้องตรงตามสภาวธรรมจริงๆ ส่วนมากจะเรียนแบบจำได้พูดได้ เข้าใจ แต่เมื่อถูกถามว่าไตรลักษณ์อยู่ที่ใด มักจะตอบไม่ชัดเจน วันนี้ผู้เขียนอยากจะเปิดประเด็นให้ท่านผู้แสวงหาสัจธรรมด้วยกันมาร่วมกันคิดประเด็นที่ข้าพเจ้าจะตั้งไว้เพื่อเป็นคำตอบทางเลือกหนึ่งซึ่งเกิดจากการศึกษาและเกิดความเข้าใจเฉพาะตนว่า ไตรลักษณ์ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ (จริงๆแล้วต้องใช้คำว่า แสดงอาการ) เลย ถ้าไม่มีรูปธรรมหรือ สิ่งของวัตถุ คน สัตว์ แต่เมื่อเรียนกันไปมา ได้ยินคำว่าไตรลักษณ์ ๆๆๆ เลยกลายเป็นเข้าใจไปว่าไตรลักษณ์มีสภาวะธรรม (ontological thing) ต่างหากจากสรรพสิ่ง

โดย ดร.สมบูรณ์ วัฒนะ - [20 ต.ค. 2551 , 00:14:15 น.] ( IP = 124.121.23.203 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org