มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รูปปรมัต




ทำไม สัททรูป จึงแยกออกจาก โคจรรูป๓ และมิได้มีสมุฏฐาน มาจาก กัมม จิต อุตุ อาหารเช่นเดียวกับ รูปรูป คันธรูป และ รสารูปครับ เพราะ ทั้ง๔ รูปน่าจะเป็นปรมัตถธรรมที่มี ตาม สมมุติฐานทั้ง๔ แต่ กลับแยกสัททรูป มีสมุฏฐานจาก จิต กับอุตุเท่านั้นครับ?

โดย ศักดาดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มิ.ย. 2550 , 20:34:24 น.] ( IP = 58.64.42.17 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ถาม...ทำไม สัททรูป จึงแยกออกจาก โคจรรูป๓
ตอบ..ไม่เข้าใจคำถามนี้แน่ชัดว่าจะสื่อถึงอะไร
หากจะหมายถึงลักษณะการวางผังที่แสดงรูปปรมัตถ์นั้น
ก็ต้องเข้าใจนะคะว่าผังรูปนั้นเป็นการเขียนไว้เพื่อประกอบการเรียนการสอนเท่านั้น

และถามว่า..มิได้มีสมุฏฐาน มาจาก กัมม จิต อุตุ อาหารเช่นเดียวกับ วัณณรูป คันธรูป และ รสารูปครับ เพราะ ทั้ง๔ รูปน่าจะเป็นปรมัตถธรรมที่มี ตาม สมมุติฐานทั้ง๔ แต่ กลับแยกสัททรูป มีสมุฏฐานจาก จิต กับอุตุเท่านั้นครับ?

ตอบ...เรื่องสมุฏฐานของรูปนั้น ทราบโดยพระสัพพัญญุตาญาณเท่านั้นค่ะ

ไม่สมควรที่เอาความคิดเห็นของเราเข้าไปแจกแจง เพราะลำพังการเรียนให้เข้าถึงความจริงก็อยากอยู่แล้ว

และเรียนเพื่อแก้ทิฏฐิที่ผิดเพี้ยนของตนเอง..อย่างที่คุณคิดไง อิอิ
แต่ถ้าเรามัวแต่เอาความคิดตน(ทิฏฐิ)ไปลงความเห็นนั้น ก็อยากที่จะเข้าใจตามในสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นะคะ

เมื่อใดมีความเห็นผิดว่า..... ตัวเองนั้นเห็นถูก
ไม่ว่าเรา หรือเขา คนนั้นแหละ แก้ยาก ๆ
เพราะในหลักความจริง จะต้องมีความเห็นถูกว่า....ตัวเองเห็นผิด

โดย พี่ดา [22 มิ.ย. 2550 , 10:03:37 น.] ( IP = 124.121.174.199 : : )


  สลักธรรม 2

ขอแนะนำข้อมูลโดยย่อเกี่ยวกับเรื่องรูป และขอให้มีกำลังใจที่จะศึกษาพระอภิธรรมให้แตกฉานได้ยิ่งๆ ขึ้นไปนะคะ

http://www.abhidhamonline.org/rupa.files/rupa.htm

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [22 มิ.ย. 2550 , 11:05:19 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 3

ก่อนอื่นต้องโทษตัวเองว่า รีบร้อนไปนิดนึงครับ เพิ่งเป็นสมาชิกแล้วไปตั้งคำถามที่ค่อนข้างลึกซึ้ง โดยที่ยังมิได้แนะนำตัวก่อน
เกียวกับตัวเอง เป็นคนที่เริ่มสนใจพระอภิธรรมสมัยตอนที่บวชเรียนระยะสั้น 15วัน มีพระรูปหนึ่งนำ หนังสือ อภิธรรมมาให้อ่าน ตอนนั้นก็อ่านและเข้าใจได้พอสังเขป จวบจน ถึงตอนนี้ ก็เริ่มสนใจที่จะอ่านอีกครั้งหนึ่งโดยเริ่มอ่านเมื่อ ต้นปี 50 ส่วนหนังสือ ที่อ่านนั้น ชื่อ "แสงสว่างแห่งชีวิต" ของ อ.บุญมี จากที่อ่านเล่มนี้จบแล้ว ก็มีความสนใจที่จะศึกษา อภิธรรมอีกครั้งหนึ่ง เพราะชอบใน การอธิบายที่เข้าใจง่ายของ อาจารย์ และก็ตัดสินใจจะอ่านหนังสือ อภิธรรมให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จึงเลือกเล่มที่ อ.บุญมี และ อ.บุษกร เรียบเรียงขึ้น ซึ่งอาจารย์เขียนเข้าใจง่ายและเป็นเหตุผลหนึ่งที่ อ่านจนถึงปัจจุบัน คือ ปริเฉจที่ 6 และ ก็พบปัญหา เล็กๆขึ้น จึงคิดว่าน่าจะถามทางเว็ปไซต์ ของอาจารย์ เพราะเป็นผู้เรียบเรียงครับ จึงได้สมัครเป็นสมาชิกและถามคำถามดังกล่าวครับ
ในส่วนของความเห็นที่ว่าเป็นทิฏฐิที่ผิดเพี้ยนนั้น ผมคิดว่า ด้วยยังมิได้ตัดสินใจใดๆลงไป เป็นเพียงคำถามที่ต้องการคำอธิบาย ก็ไม่น่าที่จะเป็น ทิฏฐิใดๆ ได้จริงใหมครับ
อนึ่ง ทิฏฐิ ในความหมายของทางธรรมมะ ย่อมหมายถึง มิจฉาทิฏฐิ เป็นหลัก ซึ่งเราเรียกว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิมี3ประการคือ
1. ไม่เชื่อ ในเหตุ 2.ไม่เชื่อในผล 3. ไม่เชื่อทั้งเหตุและผล สรุปก็คื่อ ไม่เชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ชาติหน้าไม่มีตายแล้วสูญ รีบหาความสุขไว้ก่อนอะไรแบบนี้ ซึ่งคนที่มีความเห็นส่วนนี้เขาได้ตัดสินใจลงไปแล้วและก็ปฏิบัติตามความเห็นที่ส่งออกมาด้วยและกรรมที่จะส่งผลสำหรับนิยต.นั้นเป็นกรรมหนักที่เรียกว่า คุรุกรรม สามารถนำส่งไปปฏิสนธิในอบายทีเดียว ส่วนความเห็นที่ถูกต้องนั้น อยู่ในบุญญกิริยาวัตถุ10ประการอยู่ในข้อสุดท้ายที่เรียกว่า ทิฏฐุชุกรรมมี 10ประการเหมือนกัน เราเรียกความเห็นที่ถูกต้องตามปรมัตถธรรม ว่า กัมมัสสกตาญาน ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับปุถุชนเพราะไม่ว่าการทำบุญไดๆ ถ้าไม่ประกอบด้วยกัมมัสสกตาญาณแล้ว บุญนั้นย่อมไม่ครบองค์ครับ
กลับมากล่าวถึงพระพุทธองค์ ในช่วงที่ตรัสรู้ใหม่ๆนั้น พระองค์ก็ไม่ประสงค์ที่จะแสดงธรรมแก่ สรรพสัตว์ใดๆ จนเมื่อรู้ว่า บุคคลมีหลายประเภทพระองค์จึงเปลี่ยนพระหทัยที่จะแสดงธรรมเพื่อ โปรดแก่สัตว์โลก แต่การแสดงธรรมนั้นพระองค์มิได้ห้ามในการถามหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ อีกทั้งยังโปรดให้บุคคลในศาสนาหรือ ลัทธิอื่นเข้ามาลองพิสูจน์ โดยการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งนั่นก็คือ การเรียนปริยัติ คือ อภิธรรม ปฏิบัติ คือ การกัมมัฏฐานและ ปฏิเวธ จึงจะเกิดขึ้น นั่นเอง
การที่มีคำถามเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาแม้ความเห็นที่อาจเกิดขึ้นบ้างพร้อมกับคำถามนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นเดียวกัน เพียงแต่พระองค์จะห้ามบางคำถามที่ ไม่เป็นประโยชน์ใดๆเลยเช่น โลกนี้มาจากใหน,โลกหน้ามีหรือไม่ ,เป็นต้น
ผมจึงคิดว่า คำถามที่เกิดขึ้นจากการอ่านอภิธรรมที่เป็นธรรม ชั้นสูงย่อมมี และการนำคำถามมาถามในช่องทางที่ผู้อื่นสามารถอ่านได้ย่อมเป็นประโยชน์กับผู้ไม่รู้จะได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่รู้นั้นหรือความเห็นที่ผิดนั้นให้กระจ่างขึ้น อีกทั้งยัง เป็นประโยชน์กับผู้รู้ ก็สามารถกลับไปค้นคว้าฝึกฝนทบทวน และนำมาตอบเป็นธรรมทานแก่ผู้ไม่รู้ ซึ่งก็น่าจะเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งของทางมูลนิธิ จริงใหมครับ

โดย ศักดา (sakda) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 มิ.ย. 2550 , 08:11:13 น.] ( IP = 58.64.42.174 : : )


  สลักธรรม 4


สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่นต้องกราบขอโทษด้วยนะคะ
ที่ถ้อยคำที่เขียนทำให้เข้าใจผิดไปเช่นนั้น
เพราะเห็นว่าถามเรื่องรูป ก็ต้องเรียนผ่านปริจเฉท ๒ เรื่องเจตสิกมาแล้ว ก็ควรจะเข้าใจคำว่าทิฏฐิ ได้เป็นอย่างดี
จึงกล้าแหย่เล่นว่า ...เรียนเพื่อแก้ทิฏฐิที่ผิดเพี้ยนของตนเอง..อย่างที่คุณคิดไง ....ก็เท่านั้น

และต้องขออนุโมทนาในกุศลจิตที่เพียรศึกษาเล่าเรียน และอาศัยหนังสือของท่านอาจารย์บุญมี และอาจารย์บุษกรเป็นหลักค่ะ

และที่เขียนตอบไปเช่นนั้น ก็มิได้มีเจตนาจะกล่าวไปถึงขั้นนิยตมิจฉาทิฏฐินะคะ
กราบขอโทษอีกครั้งค่ะ

- ประการแรก ไม่เข้าใจประเด็นที่ถามจริงๆ ว่าจะถามในประเด็นใด
...ทำไม สัททรูป จึงแยกออกจากโคจรรูป ๓....

- ประการที่สอง ที่เขียนว่า
....ไม่สมควรที่เอาความคิดเห็นของเราเข้าไปแจกแจงเพราะลำพังการเรียนให้เข้าถึงความจริงก็อยากอยู่แล้ว
แต่ถ้าเรามัวแต่เอาความคิดตน(ทิฏฐิ)ไปลงความเห็นนั้น ก็อยากที่จะเข้าใจตามในสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นะคะ ...
จุดประสงค์ก็เพื่อต้องเน้นให้ทราบว่าการเรียนพระอภิธรรมให้เข้าใจจริงนั้นยากส์
และเมื่อเราเข้าใจตามได้แล้ว ก็จะสามารถวิเคราะห์ และให้คำตอบกับคำถามที่เพี้ยนๆของเราได้
(พี่ก็มีความคิดเพี้ยนๆมาเยอะ ก่อนที่จะมาศึกษาเล่าเรียนพระอภิธรรมค่ะ)
เพียงแต่ยัง ไม่อยากให้เอาความคิดของเรา (ซึ่งไม่มีทางถูกเลย) เข้าไปผสมในการทำความเข้าใจก่อน เพราะมันจะเป็นการสกัดการทำความเข้าใจของเราค่ะ
<ให้เรียนให้เข้าใจดีก่อน แล้วจึงนำมาวิเคราะห์กับความเห็นของเรา>
มิได้หมายถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิ เลยนะคะ
และ ในความเป็นจริงแล้วปุถุชนทั่วไป รวมทั้งพี่เองก็ยังไม่มิได้หลุดพ้นจากความเห็นผิดเลยนะคะ

- ประการที่สาม คำว่า ทิฏฐิ นั้น ตามศัพท์แปลว่าความเห็นเฉยๆ นะคะ
เพียงแต่เราไปยึดติดกับสมมุติบัญญัติที่ใช้กันผิดๆมานานเท่านั้น
- ถ้าเป็นความเห็นผิด ก็ใช้คำว่า มิจฉาเติมเข้าไป เป็นมิจฉาทิฏฐิ หากเป็นความเห็นถูก ก็ใช้คำว่า สัมมาเติมเข้าไป เป็นสัมมาทิฏฐิ
และมิจฉาทิฏฐิมีอยู่ ๒ ประเภทด้วยกัน
๑. ทิฏฐิสามัญ หรือ ความเห็นผิดชนิดสามัญ ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิไงค่ะ
เป็นความเห็นผิดที่เห็นเป็นตัวตนคนสัตว์ เรา เขา ซึ่งเป็นความเห็นผิดที่มีประจำตัวเป็นปกติทั่วไปค่ะ ที่มีอยู่ในทุกคน
ไม่เว้นแม้แต่เทวดา และพรหม
จะมีเว้นได้ก็ต้องเป็นพระอริยะ คือตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไปเท่านั้น
๒. ทิฏฐิพิเศษ เป็นความเห็นผิด ที่รวมเอานิยตมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งหมายถึงความเห็นผิดชนิดที่เหนียวแน่นอย่างแน่นอน ๓ ประการนั่นแหละค่ะ
นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง สัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ และความเห็นผิดในทิฏฐิ ๖๒ อีก

ส่วนเรื่องการเรียนและสงสัยนั้นเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ และการสงสัยและซักถามนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีด้วยค่ะ
หวังว่าคงเข้าใจในคำว่าทิฏฐินะคะ

อนุโมทนาค่ะ
ภญ.ธัญนันทน์ เลิศหิรัญวงศ์

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 มิ.ย. 2550 , 09:47:22 น.] ( IP = 124.121.174.88 : : )


  สลักธรรม 5



สวัสดีค่ะคุณศักดา

ขออนุญาตแนะนำกระทู้ที่ท่านอาจารย์บุญมีได้อธิบายขยายความในเรื่องรูปปรมัตถ์โดยตรงไว้ในหนังสือชื่อ สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา ซึ่งในขณะนี้ไม่มีหนังสือดังกล่าวจำหน่ายแล้วค่ะ

คิดว่าหลังจากที่คุณศักดาได้อ่านหนังสือนี้จนจบแล้ว ก็น่าที่จะตอบคำถามที่ถามมานั้นได้ด้วยตนเองนะคะ

วิสยรูปหรือโคจรรูป มี ๔ หรือ ๗ รายละเอียดจะปรากฏในหนังสือปริจเฉทที่ ๖ ตอนต้นในส่วนของรูปสมุทเทสนัย และในโคจรรูนั้นก็มี สัททารมณ์อยู่ด้วย และการที่จำแนกรูปตามรูปสมุฏฐานนัยแล้ว แยกสัททรูปออกมาจากโคจรรูปมาเป็นทวิสมุฏฐานิกรูปนั้นก็เพราะสัททรูปเกิดจากกรรมและอาหารไม่ได้นั่นเอง และแม้จะเกิดจากจิตและอุตุได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดจากสมุฏฐานทั้งสองได้อย่างแน่นอน..คำตอบนี้อาจดูง่ายแต่ก็ตอบตามความจริงที่ปรากฏในพระอภิธรรมนั่นเองค่ะ

สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนากระทู้แรก
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=9026

กระทู้สุดท้าย http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=10060

หน้ารวมกระทู้ทั้งหมด ๑๐๒ กระทู้ค่ะ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/search.php?key=%CA%CA%D2%C3%E1%C5%D0%BE%C5%D1%A7%A7%D2%B9&user=dokgaew&Sendboard=+Search+

ขอให้มีความสบายใจในการศึกษาพระอภิธรรมและขอให้ได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างแตกฉานได้โดยไวนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 มิ.ย. 2550 , 12:45:01 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 6

ก่อนอื่นต้องบอกว่าติดภารกิจมากครับ เลยไม่ได้มาตอบ
ขอบคุณ เพื่อนกัลยาณมิตร ครับ น้องกิ๊ฟ และ พี่ดา ที่พยายามให้คำตอบครับ ขอบคุณ มาก และ ต้องบอกว่าผม ใจเร็วไปนิดนึงครับ จริงแล้ว ถ้าเราอ่านไปเรื่อยๆ ใน อภิธรรม ก็จะบอกเอง ว่า ธรรมชาติของ สัททรูป นั้น เป็นทั้ง เกิด จาก จิต ภายในเช่น เสียง คราง เป็นต้นครับ ซึ่งถึง ตอนนี้ ก็เข้าใจดีแล้วครับ ถ้ามีปัญหาใดๆ จะนำมาเรียนใหม่ ครับ อ้อ ตอนนี้ อ่านถึงเล่มที่ ๘ แล้วครับ เข้าใจ ค่อนข้างยากครับ ทั้ง ๒ นัย เลยครับ โดยเฉพาะ ปัฏฐาน นัย ยาก กว่า ปฏิจจสมุปปบาท นัย พอสมควรแต่ก็พยายามอยู่ครับ

โดย sakda (sakda) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [18 ก.ค. 2550 , 15:26:41 น.] ( IP = 58.64.42.49 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org