มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำไมเราจึงต้องศึกษาเรื่องของชีวิต




ทำไมเราจึงต้องศึกษาเรื่องของชีวิต และปฏิบัติธรรมเพื่อหาทางคลายความทุกข์กัน?

..ท่านเคยลองถามตนเองไหม ทั้งๆบางท่านมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติธรรม แต่ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า..ทุกข์..นั้นคืออะไร?

เหตุที่ชีวิตของแต่ละบุคคล ได้ผ่านล่วงกาลเวลากันมาคนละหลายๆปีแล้ว ประสบกับความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง หมุนเวียนไปไม่มั่นคง... เป็นความจำเจซ้ำๆ ซากๆ

ทุกอย่างถ้าได้ลองทำ ได้ลองลิ้มรส ได้ลองสัมผัสอะไรก็ตามอย่างจำเจ ....ก็จะต้องเกิดความเบื่อหน่ายด้วยกันทั้งสิ้น .....เพราะกิเลสตัณหามันมักง่าย และก็เบื่อง่ายเสมอ เช่นนี้จะมัวต้องการอะไรกันต่อไปอีก.. ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ...ทั้งที่รู้ได้ว่ามันให้ความสุขที่แท้จริงไม่ได้เลย

เมื่อมีลาภ ก็ต้อง หมดลาภ
มีสรรเสริญก็มี นินทา
มีสุข ก็ต้อง พบทุกข์


จึงควรจะรีบ หลีก ละ ลด เลิก ในสิ่งที่ไร้สาระ ไร้แก่นสาร ไร้ประโยชน์ และ พยายามปลูกผังปัญญา นำพากาย วาจา ใจให้เจริญอยู่ในกุศล ที่จะให้ความสุขสันติที่แท้จริงแก่ตนองได้ เพราะทุกอย่าง ใครทำ-ใครได้ ใครพบ-ใครพ้น

โดย พี่ดอกแก้ว ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 มิ.ย. 2550 , 08:03:15 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ในชีวิตของปุถุชน ...วัตถุเป็นเหตุให้เกิดกิเลส .... เพราะเหตุอะไรเล่า... เวลานี้กิเลส อกุศลต่างๆ.. ของปุถุชนจึงเกิดมากขึ้น เพราะโลกเวลานี้ต่างก็พยายามสร้างวัตถุ.......เป็นอารัมณปัจจัยให้เกิดกิเลสขึ้น

วัตถุในโลกเจริญมากขึ้นเท่าใด กิเลสคือ ความปรารถนาที่ต้องการจะมี จะได้ ก็ย่อมเกิดมากขึ้นเท่านั้น

เพราะผู้สร้างวัตถุนั้นขึ้นมาก็มีเจตนาว่า จะสร้างให้เป็นที่ต้องการของมนุษย์ หรือเป็นที่ปรารถนาได้มากเท่าไรยิ่งดี ยิ่งมีประโยชน์ต่อผู้สร้างมากเท่านั้น ....สรุปได้ว่า วัตถุต่างๆ เกิดขึ้นเพราะกิเลส และเป็นเครื่องล่อกิเลสโดยมิรู้จักจบ

ฉะนั้น เมื่อวัตถุอันเป็นปัจจัยของกิเลสเจริญขึ้นมากเท่าใด กิเลสย่อมเจริญขึ้นมากเท่านั้น

โดย พี่ดอกแก้ว ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 มิ.ย. 2550 , 08:07:11 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 2

เพราะธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจาก เหตุปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ถึงแม้ว่าผู้คิดสร้างอาจจะไม่ได้มีเจตนาที่จะให้กิเลสตัณหาของบุคคลทั้งหลายเกิดขึ้น

หากมีเพียงเจตนาที่จะให้คนในโลกได้ความสุขความสบายเท่านั้นก็ตาม แต่สุขเวทนาที่ได้รับมาจากกามารมณ์.....เวทนาอย่างนี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาและตัณหาก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ..เพราะว่าถ้าตัณหาเกิดมากเท่าใด ก็เป็นปัจจัยให้อกุศลธรรมอื่นๆ เกิดมากขึ้นเท่านั้น

เมื่ออกุศลธรรมเกิดมากขึ้นเท่าใด ความเบียดเบียนกัน ความเอารัดเอาเปรียบกัน การล่อลวงฉ้อโกงกัน การฆ่าฟันกัน การรบหรือทำสงครามแย่งความเป็นใหญ่กัน ก็มีมากขึ้นเท่านั้น ทำให้ขาด ความเมตตากรุณา ซึ่งกันและกัน

ด้วยเหตุนี้จึงสมควรที่ต่างคนต่างจะต้อง หันกลับเข้าหาความสุขอันสถาพรด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา เพราะจะสามารถทำให้ผู้เข้าถึงได้พบความสุขอันแท้จริง

เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการสงบของกองกิเลส เป็นการสงบจากการเบียดเบียน สงบเนื่องจากการละวางศัสตราวุธ และเป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากตัวเอง ไม่ใช่จากวัตถุต่างๆ ซึ่งเป็นอารมณ์ภายนอก เป็นของไม่แน่นอน

เป็นความสุขที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติลุล่วงจากสังสารวัฏได้ในที่สุด ว่าด้วยการเริ่มศึกษาหลักและเหตุผลอันแท้จริงของชีวิต และปฏิบัติตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ ในกิจของพระพุทศาสนาก็มีอยู่ ๒ อย่าง เท่านั้น

โดย พี่ดอกแก้ว (พี่ดอกแก้ว) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 มิ.ย. 2550 , 08:12:51 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 3

กิจ ๒ อย่างนั้นก็คือ คันถธุระ กับ วิปัสสนาธุระ

คันถธุระ ได้แก่.... การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะ...ตามที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก

วิปัสสนาธุระ ได้แก่.... การเจริญวิปัสสนา หรือ มรรค ทั้ง ๘ ....เพื่อมุ่งทำลายอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไป

นอกจากตัวเองจะต้องเป็นผู้จัดทำธุระทั้ง ๒ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระแล้ว ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามเราต้องพิจารณาให้ถูกต้องตามสภาวธรรมที่เป็นจริงว่า อะไร เป็นของจริงแท้ และอะไรเป็นของจริงเทียม เพื่อประโยชน์อันจะเกิดแก่ตน จะได้ไม่ลุ่มหลงไปในสิ่งที่สมมุติกันขึ้นจนเกิดการกระทำเนื่องด้วยกิเลสตัณหาจนนำพา กาย วาจา ใจ ให้เป็น ทุจริตติดตามมา

ของจริงเทียม ได้แก่สิ่งที่สมมุติกันขึ้น ตั้งชื่อขึ้น เพื่อใช้เรียกขานให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันในหมู่ชนเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน เรียกว่า สมมุติสัจจะ

ของจริงแท้ ได้แก่ความเป็นจริงตามสภาวธรรมล้วนๆ ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคลออกไปหมดสิ้น เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ

ธรรมชาติอันเป็นของจริงแท้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครสามารถทำให้เปลี่ยนแปลงได้ แม้พ้นจากโลกแล้วก็ยังเป็นจริง เรียกว่า ... ปรมัตถธรรม....

โดย พี่ดอกแก้ว ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 มิ.ย. 2550 , 08:20:13 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 4

ปรมัตถธรรม ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน คือ ธรรมชาติทั้ง ๔ ประการ รวมแล้วก็คือ รูปธรรมและนามธรรม อันเป็นอนัตตา คือเป็นเพียงธรรมชาติ ที่ไม่ใช่ตัวตน

จิต.. คือ.. ตัวรู้ (ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์) คุณลักษณะของจิต ได้แก่อะไรบ้าง เราจะต้องศึกษา เพราะว่าเราต่างคนต่างรักชีวิตตัวเอง ถ้าไม่รู้อุปกรณ์ในชีวิตของตัวเองทุกชิ้นแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขมันได้ถูก โดยเฉพาะไม่รู้จักจิต เราต้องเรียนรู้ว่าคุณลักษณะของจิตมีอะไรบ้าง

คุณลักษณะของจิตก็คือ

๑.มีการับรู้อารมณ์ ....เป็นลักษณะ
๒.มีการเป็นประธานในธรรมทั้งปวง...เป็นกิจ
๓.มีการเกิด การดับ สืบต่อกันไปไม่ขาดสาย ....เป็นผล

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเป็นทวารให้จิตรับรู้อารมณ์ .. เช่น เวลาผ่านทางตาก็เกิดการเห็นรูป ...จิตทำหน้าที่ผ่านทางหูก็เกิดการได้ยินเสียง ....จิตทำหน้าที่ผ่านจมูกก็เกิดการได้กลิ่นต่างๆ มีกลิ่นหอม กลิ่นเหม็น ....จิตทำหน้าที่ผ่านทางลิ้นก็ได้รับรู้รสต่างๆ เปรี้ยว หวาน มน เค็ม เผ็ด จืด.... จิตทำหน้าที่สัมผัสทางกาย รับรู้อารมณ์เช่น เมื่อกระทบอากาศร้อน อากาศเย็น กระทบกับวัตถุที่อ่อน หรือแข็ง..... จิตทำหน้าที่ผ่านทางใจ รับรู้ธรรมารมณ์ ทำให้นึกคิดออกมาได้ เป็นดี เป็นชั่วต่างๆ

เพราะฉะนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ ทวารทั้ง ๖ เป็นทางผ่านของจิต เพื่อรับรู้อารมณ์ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และ นึกคิดนั่นเอง สักแต่ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 08:27:02 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 5

อำนาจของจิตนอกจากรู้อารมณ์แล้ว ....ยังอาจทำให้สัตว์ทั้งหลาย (ทั้งสัตว์ประเสริฐและสัตว์เดรัจฉาน)... วิจิตรด้วยการกระทำให้เกิดความเป็นไปต่างๆ วัตถุทั้งหลายที่แปลก มหัศจรรย์ มีทั้งสวยงาม หรือ น่าสยดสยอง เช่นลูกระเบิด เป็นสิ่งที่มีคุณภาพมากก็มี มีอันตรายมากก็มี สิ่งเหล่านี้สำเร็จได้ด้วยจิตของมนุษย์ที่คิดค้นขึ้น สรรพสิ่งทั้งหลายจึงเกิดขึ้นมาภายหลังจิต

จิตวิจิตรด้วยการกระทำ วิจิตรด้วยความเป็นไปต่างๆ วิจิตรด้วยการสั่งสมกรรม กิเลสต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดการกระทำทุจริตกรรม สุจริตกรรม ยังผลให้เป็นเหตุนำไปเกิดในทุคติภูมิ สุคติภูมิ ถ้านับโดยสภาวธรรม จิตมีหน้าที่รู้อารมณ์โดยทวาร..แห่งการรับอารมณ์ทั้ง ๖ ถ้านับโดยประเภทของจิตก็มี ๘๙ หรือ ๑๒๑ โดยพิสดาร

สรุปเนื้อความของจิตก็คือ ขณะที่จิตเห็นสีต่างๆ เช่น สีน้ำเงิน การเห็นนั้นไม่ได้เกิดจากตาของเรา ตาเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเห็น...ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เป็นของมีจริง ธรรมชาติที่ทำให้เห็นได้นั้นคือ จิต คนตายที่ลืมตา ตาค้างอยู่ เราเอาสีไปให้ดูก็ไม่เห็น เพราะไม่มีจิตมาทำงาน การเห็นจึงเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อเสียงกระทบหู เสียงก็ไม่ใช่จิต เพราะเสียงกับหู... ไม่รู้อะไรเลย แต่ธรรมชาติที่ได้ยินเสียง รู้ในเสียงได้นั้นคือ จิต ฉะนั้น การศึกษาเรื่องจิตจึงมีประโยชน์มาก เราจะได้เข้าใจว่า อะไรเป็นของจริงเทียม

จิตปรมัตถ์ เป็นธรรมชาติที่รู้สิ่งต่างๆ ได้ เป็นธรรมชาติที่มีจริงเป็นพระอภิธรรม..... คือ ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และก็เป็นอนัตตาด้วย.... คือ ไม่มีตัวตน ไม่อยู่ในความบังคับบัญชาของใคร ไม่อยู่ในอำนาจของผู้ใดทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุและปัจจัย

เพราะจิตเข้าไปทำงานร่วมกับปัจจัย คือ ประสาทตา จึงเกิดการเห็น ไม่มีใครบังคับว่าเมื่อมีตาแล้วจิตต้องทำงานร่วม มันเป็นปัจจัยถึงกันเอง มีหู หูเป็นปัจจัย แต่จิตเข้าไปร่วมทำงานจึงเกิดการได้ยิน นี่คือเรื่องของจิต

ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องจิต เรามีตา บอกว่าถ้าตาบอดจึงไม่เห็น จริงหรือเปล่า? พูดผิดสภาวธรรม ความจริงคือขาดปัจจัยในการทำงานเป็นประตูเท่านั้น ปัจจัยนั้นเสื่อม ตัวที่จะสั่งงานนั้นไม่มีประตูที่จะผ่าน คนตาบอดจึงไม่เห็น

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 08:36:26 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 6

จิตของเรามี ๖ ประเภท คือ

๑. ประเภทที่เกิดขึ้นทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ
๒. ประเภทที่เกิดขึ้นทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ
๓. ประเภทที่เกิดขึ้นทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ
๔. ประเภทที่เกิดขึ้นทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
๕. ประเภทที่เกิดขึ้นทางผิวกาย เป็นความรู้แห่งการสัมผัสทางผิวกาย เรียกว่า กายวิญญาณ
๖. ประเภทที่เกิดขึ้นทางใจ คือ ความรู้สึกนึกคิด เรียกว่า มโนวิญญาณ

จิตต้องทำงานเกียวเนื่องกับอะไรบ้าง?

จิต คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์เท่านั้น ....จิตทำหน้าที่เห็น... ได้ยิน... ได้กลิ่น ...ได้รู้รส... ได้รับรู้การสัมผัส... ได้รู้สึกนึกคิด

แต่ธรรมชาติของปุถุชนที่มีกิเลสตัณหากันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่าจิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ...ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมกับจิต.... มาคอยปรุงแต่งจิตให้เกิดความชอบชัง

เมื่อจิตเกิดกับการเห็น เจตสิกก็ต้องเห็นด้วย จิตเกิดกับการได้ยิน เจตสิกก็ต้องได้ยินด้วย จิตเกิดกับการได้กลิ่น เจตสิกก็ต้องได้กลิ่นด้วย จิตเกิดกับการได้รู้รส เจตสิกก็ต้องรู้รสด้วย จิตเกิดกับการรับรู้สึกสัมผัส เจตสิกก็ต้องได้รู้สึกสัมผัสด้วย จิตเกิดขึ้นกับการนึกคิด เจตสิกก็ต้องนึกคิดด้วย และปรุงแต่งให้ชอบใจ ไม่ชอบใจ

เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิตด้วยลักษณะ ๔ ประการ

๑. เกิด พร้อมกับจิต
๒. ดับ พร้อมกับจิต
๓. มี อารมณ์ เดียวกับจิต
๔. มีที่ อาศัย แห่งเดียวกับจิต

เมื่อจิตทำหน้าที่ผ่านทางตา เกิดการเห็น เจตสิกก็ต้องทำงานด้วย เกิดขึ้นด้วย และดับไปด้วย มีอารมณ์เดียวกันคือทำหน้าที่เห็น อาศัยประสาทตาด้วยกัน

คุณสมบัติทั่วไปของเจตสิกมี ๔ ประการคือ

๑. มีการอิงอาศัยจิตเกิด เป็นลักษณะ
๒. มีการเกิดร่วมกับจิต เป็นกิจ
๓. มีการรับอารมณ์เดียวกับจิต เป็นผล
๔. มีการเกิดแห่งจิต เป็นเหตุใกล้ ไกล

เจตสิกมีจำนวน ๕๒ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว

เมื่อมีการเห็นเกิดขึ้น เช่น เห็นผู้หญิง การเห็นคือการทำงานของจิต แต่ที่รู้ว่าเป็นผู้หญิงเป็นการทำงานของเจตสิก คือ สัญญาเจตสิกเข้ามาปรุงแต่ง จำได้หมายรู้ เมื่อเห็นแล้ว ใครเห็นแล้วเฉยๆ บ้าง ต้องมีความรู้สึกชอบและไม่ชอบเกิดขึ้นตามมา ความรู้สึกชอบก็เพราะโลภเจตสิกเข้าปรุงแต่ง ถ้าไม่ชอบก็มีโทสเจตสิกเข้ามาปรุงแต่ง ความรู้สึกฝ่ายชังก็เกิดขึ้น

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 08:45:38 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 7

ชีวิตที่แท้จริงนั้นประกอบขึ้นด้วย รูปธรรมและนามธรรม จิตกับเจตสิกเป็นฝ่ายนามธรรม ส่วนรูปธรรมมีอยู่ ๒๘ รูป

แกนสำคัญของรูปธรรมก็คือ มหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุทั้ง ๔ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ทำให้รองรับลักษณะต่างๆ ที่เกดขึ้นในรูปทั้ง ๔ นี้ต่อไปได้ และเป็นรูปอันหลอกลวงดุจปีศาจ ทำให้เราไม่เห็นความจริงว่า

ขณะที่เรายกมือขึ้นมา เราเห็นแต่มือ ที่แท้จริงนั้น ส่วนที่แข็งของมือคือธาตุดิน ส่วนที่ทำให้เนื้อหนังมังสาเกาะกุมกันอยู่ได้ ไม่กระจัดกระจายคือ ธาตุน้ำ ส่วนที่ทำให้เผาผลาญจนเกิดพลังงานความร้อน ความอบอุ่นคือธาตุไฟ ส่วนที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ก็คือธาตุลม

จะเห็นได้ว่าแม้เพียงแต่เรายกมือขึ้นเท่านั้นมันก็หลอกลวง เพราะเราไม่รู้ทันความเป็นจริงว่ามันคือ มหาภูตรูป นอกจากมหาภูตรูป ๔ แล้ว ...ยังมีรูปอื่นๆ อีกถึง ๒๔ รูป... เป็นภาพลวงตา ลวงใจ

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 08:51:00 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 8

ธาตุแห่งการแผ่ขยาย คือ ธาตุดิน.. รูปหลักที่เป็นพื้นฐานของรูปทั้งหมด ...คนเราต้องมีกระดูกเป็นโครงไว้ก่อน... จึงจะทำให้ส่วนเนื้อได้อาศัยก่อเกิด.. สร้างเนื้อขึ้นมาได้ ความแข็งหรือแข็งกว่า ความทื่อหรือทื่อกว่า ความอ่อนหรืออ่อนตัวกว่าเรียกว่า.. ธาตุดิน เพราะว่าจากแข็งน้อยมันมาจากแข็งมาก เนื้อคือธาตุดินที่แข็งน้อย กระดูกเป็นธาตุดินที่แข็งมาก

ธาตุอันเป็นแรงดึงดูด คือ ธาตุน้ำ เป็นแรงดึงดูดทำให้รูปธรรมก่อตัวขึ้นเป็นหมู่ได้ แรงดึงดูดทำให้ส่วนต่างๆ ไม่หลุดจากกัน

ธาตุแห่งการเคลื่อนไหว คือ ธาตุลม ทำให้เกิดการพยุงเอาไว้ ทรงตัวได้ หมุนให้เกิดการรับน้ำหนักต่างๆไว้ได้ เราจึงยืนตรงอยู่ได้ไม่ล้ม

ธาตุแห่งความร้อน คือ ธาตุไฟ อำนาจแห่งการเผาไหม้ คือการบ่มรูปธรรม อำนาจของการบ่มรูปธรรมมี ๒ อย่าง คือ บ่มด้วยคุณสมบัติแห่งความร้อน กับ ความเย็น เย็นก็คือร้อนน้อย เราเรียกว่าธาตุไฟทั้งสิ้น

นิพพาน คือความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ได้แก่การเวียนว่ายตายเกิด มี ๑ เท่านั้น

นิพพาน หมายถึงอารมณ์อันบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส คำว่า “นิพพาน” แปลว่า ดับโดยไม่มีเชื้อเหลือ เรียกว่า “ พระนิพพาน” เพราะคำว่า “พระ” เป็นคำยกย่องควรแก่การบูชา

ที่ว่าดับนั้น... ดับอะไร? ก็ได้แก่.. ดับไฟ ๒ ประเภท คือ...

ประเภทที่ ๑ คือ ดับไฟกิเลส ได้แก่ความโลภ ความโกรธ และความหลง คำว่า “ไฟกิเลส” หมายถึง ความชั่วในจิตใจ ทำให้จิตใจเกิดความเศร้าหมอง ขุ่นมัว หรือมีมลทิน

ประเภทที่ ๒ คือ ดับไฟทุกข์ อันได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความระทมตรอมตรม ความไม่สบายกาย ความไม่บายใจ ความคับแค้นใจ ฯลฯ

คำว่า “ไฟทุกข์” หมายถึง ความเดือดร้อนต่างๆ ทั้งแบบซ่อนเร้นแบบเปิดเผย ถ้าดับไฟประเภทแรกไฟ หรือไฟกิเลสนั่นเอง ก็จะส่งผลให้เชื้อของไฟทุกข์นั้นมอดหมดโดยไม่เหลือเชื้อต่อไป ถ้าจะพูดให้สั้นและเข้าใจง่ายขึ้น ..นิพพานก็คือดับทุกข์ดับความเดือดร้อนทุกอย่างให้สิ้นสุดโดยไม่เหลือ

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 09:00:12 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 9

ใครบ้างที่ไม่ต้องการดับความทุกข์ความเดือดร้อน? ก็ต้องตอบว่า... ทุกคนต้องการดับความทุกข์ความเดือดร้อนกันทั้งนั้นอย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ในการหาอาหาร หาที่อยู่อาศัย หรือหาความสุข ความต้องการดังกล่าวล้วนเป็นไปเพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งสิ้น

พระนิพพานจึงเป็นสิ่งที่มีชีวิตต้องการ แต่ที่ไม่พบก็เพราะไม่ทำให้แจ้งถึงความดิ้นรนของตัวเองให้ถูกต้องว่า ดิ้นรนไปเพื่ออะไร? ทำไปทำไม? ลำพังแต่ความต้องการอย่างเดียว ยังไม่พอที่จะดับความทุกข์ ความเดือดร้อนได้ จะต้องศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ แล้วจะได้หาทางดับให้ถูกวิธี

วิธีดับความทุกข์ ความเดือดร้อนที่ถูกต้องทางพระพุทธศาสนา คือ ต้องรู้ว่าความทุกข์ ความเดือดร้อนคืออะไร? มีต้นเหตุมาจากไหน? แล้วก็ดับที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ดับที่ปลายเหตุ การดับความทุกข์ ความเดือดร้อนนี้ เรียกว่า หลักอริยสัจ

เรื่องของพระนิพพานไม่ใช่ของสูงเกินไปที่คนจะทำไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตต้องการกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติแต่ถูกโมหะซึ่งเป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งปิดบังไว้

อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

๑. ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ว่า การเกิดเป็นทุกข์อันแท้จริง เพราะการเกิดทำให้พ่วงเอาทุกข์อย่างอื่นๆ ติดตามมาด้วย มีการแก่ การตาย และทุกข์จรต่างๆ

๒. สมุทัย เหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด คือ ตัณหา ได้แก่ ความทะยานอยาก ทำให้เกิดต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นสิ่งที่ควรละ

๓. นิโรธ ความดับทุกข์ เรียกเต็มๆ ว่า ทุกขนิโรธ แปลว่า ดับทุกข์โดยไม่เหลือ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง

๔. มรรค ทางดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นส่วนปฏิบัติเพื่อละกิเลส จึงเป็นทางที่ควรดำเนิน

ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ถึงซึ่งพระนิพพานนี้ ...ไม่มีใครสามารถค้นพบได้เองเลย.. ต้องอาศัยพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 09:08:33 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )


  สลักธรรม 10

สติปัฏฐาน ๔ คือขุมทรัพย์อันประเสริฐสุดที่จะพาให้ประสบอมตสุขซึ่งเป็นความสุขที่ไม่รู้จักตาย ขุมทรัพย์อันประเสริฐนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงมอบไว้ให้เป็นมรดกธรรมแก่พุทธบริษัททั้งหลาย เพื่อจะได้เป็นเครื่องนำทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

ปัจจัยอันเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เดินตามรอยพระพุทธองค์ไปถึงจุดมุ่งหมาย คือ ที่สุดแห่งทุกข์ ได้นั้น คือ

๑. ศรัทธา คือ ความเชื่อในพระปัญญา ความตรัสรู้ของพระพุทธองค์ที่ทรงนำมาสั่งสอน

๒. วิริยะ คือ ความเพียรที่จะศึกษาและปฏิบัติด้วยจิตใจอันมั่นคง โดยมีศรัทธาเป็นองค์ประกอบในการทำความเพียรนั้นด้วย

๓. สติ คือ การระลึกอยู่ในธรรมดาตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ประกอบด้วยความเพียรและศรัทธา

๔. สมาธิ ความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ของกุศลต่างๆ ที่ประกอบด้วยศรัทธา ความเพียรและสติ

๕. ปัญญา คือ ความรู้ธรรมตามความเป็นจริง พร้อมด้วยเหตุผลตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์


หลักปฏิบัติเพื่อขัดเกลา แก้ไข และอบรมปัญญาด้วย...เรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล ได้แก่ การควบคุมกาย และวาจาให้มีความสงบ ไม่มีอกุศลเกิดกับกายและวาจา

สมาธิ ได้แก่ การกระทำจิตใจ ให้สงบจากความซัดส่าย ฟุ้งซ่าน มีอารมณ์เป็นหนึ่งต่อหน้าที่

ปัญญา ได้แก่ ความรู้ชัด รู้แจ้ง รู้รอบในธรรมชาติ ที่ เกิด-ดับ ธรรมชาติที่มีความผันแปร ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร

เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า กิเลส ตัณหานั้น สภาวะของมันใหญ่ๆ มีอะไรบ้าง มีความโลภ ความโกรธ ความหลง

ลักษณะของความโลภ หรือโลภะ ก็คือ ความต้องการ ความอยากได้

ทำไมจึงเป็นทุกข์ เพราะ เมื่อโลภะเข้าปรุงแต่งจิตแล้ว ทำให้ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้.. ต้องมีการตะเกียกตะกาย ดิ้นรนแสวงหา... เพื่อสนองตอบในสิ่งเร้าขึ้นมา สิ่งที่มาเร้าคือ โลภะ จึงเกิดมีการแสดงพฤติกรรมเป็นไปด้วยความต้องการอยู่เสมอ ชีวิตจึงเปรียบเหมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่รู้จักเต็ม ไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยขนาดใดเมื่อมีโลภะปรุงแต่งจิตมากแล้ว ชีวิตก็ยังขาดแคลนอยู่ตราบนั้น..เพราะว่าไม่รู้จักพอ .....การที่ไม่รู้จักพอเท่ากับเรายังไม่มีอะไรเลย จึงทำให้จิตเป็นทุกข์ ความอยากได้ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่สมความปรารถนาตามความอยาก ความทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้น

ลักษณะของความโกรธ หรือ โทสะ ก็คือความเดือดดาล พลุ่งพล่านอยู่ภายในจิตใจ เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ไม่สมความปรารถนา สิ่งที่ไม่สมความปรารถนาในความต้องการ เช่น อยากให้เขาพูดดีด้วย แต่เขาพูดไม่ดี อยากให้เขาเดินตามฉัน ไปกับฉัน แต่เขาไม่ไป จึงเกิดความโกรธขึ้นมาปรุงแต่งจิต แล้ว ความเดือดดาลพลุ่งพล่านก็เกิดขึ้น สภาวะของโทสะจึงเปรียบเหมือนระเบิดทำลาย เมื่อเกิดขึ้นใจจิตใจก็ทำลายตัวเองก่อนแล้วจึงทำลายผู้อื่นรอบข้างจนหมดอำนาจ ฉะนั้น ตัวเองเป็นผู้ได้รับที่แท้จริง ไม่ใช่ที่เขา

ลักษณะของความหลง หรือโมหะ เปรียบเสมือนความมืด เมื่อมีความมืดเข้ามาปิดบังความจริง เราก็เหมือน มืดบอดต่อการรับรู้จริง เมื่อไม่ได้รับรู้ความจริงก็เปรียบเสมือนว่าเราไม่รู้จักทางเดิน ไม่รู้ว่าเริ่มต้นแล้วจะไปจบลงที่ตรงไหน เหมือนกับเดินเข้าป่านั่นเอง หาทางออกไม่ได้ ชีวิตจึงมีการคลุกเคล้าไปด้วยความมืดบอด เป็นทุกข์

เมื่อไม่พบกับความจริงแล้วก็ต้องมีการแสวงหาต่อไป ชีวิตจึงเป็นทุกข์ กิเลส คือ สิ่งที่ทำให้จิตทรุดโทรม ...และอยู่ในสภาพเป็นทุกข์ตลอดเวลา

สภาวะของจิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์เฉยๆ แต่ถูกตัวปรุงแต่งจิต คือ กิเลส ตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้ามาปรุงแต่งจิต ทำให้จิตนั้นมีความต้องการ มีความเดือดดาล เคียดแค้น ฟุ้งซ่านรำคาญใจ จิตจึงไม่สงบตลอดเวลา

จึงต้องฝึกจิตเพื่อให้จิตแข็งกล้า เพื่ออะไร? เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ การฝึกจิตก็ต้องให้จิตรู้จักเสียก่อนว่าอะไรคือกิเลส อะไรคือสิ่งที่หมดจดจากกิเลส

ถ้าไม่รู้จักกิเลสแล้ว.......จะให้จิตนั้นหมดจากกิเลสไม่ได้

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เป็นกิเลส ความอยากได้ อยากนอน อยากนั่ง อยากยืน อยากเดิน อยากไป อยากเห็น อยากได้ยิน อยากได้กลิ่น อยากได้รู้รส อยากได้สัมผัส กิเลสทั้งนั้น
ถ้าสอนเด็กที่ไร้เดียงสาให้รู้ว่า “นี่ถ่านไฟ อย่าจับ มันร้อน” ..... ส่วนเด็กอีกคนหนึ่งที่อายุใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยสอนให้รู้จักถ่านไฟเลย ..เด็กที่ไม่เคยมีใครสอน ..ไม่รู้จักว่าถ่านไฟร้อนก็หยิบ แม้จะรู้สึกร้อนก็ยังไม่รู้จักปล่อยจากมือ ส่วนเด็กที่เคยได้รับคำสอนแล้ว รู้จักแล้วก็ไม่กล้าหยิบ

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่รู้จักกิเลสว่ามันให้ผลอย่างไร จึงค่อยๆ เกิดความกลัวขึ้นมา ตรงนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้น

เมื่อรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้เกิดความเศร้าหมองของจิตแล้ว ค่อยๆหลีกมา ไม่มีใครเลิกได้เลย ต้องหลีก แล้วค่อยละ จึงจะลดปริมาณบางอย่างได้ แล้วเลิกได้ในที่สุด

โดย พี่ดอกแก้ว [27 มิ.ย. 2550 , 09:23:40 น.] ( IP = 58.9.227.232 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org