มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ต้องการนิพาน..ต้องรู้ถูก (๒)




ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก
โดย พระครูศรีโชติญาณ


ตอนที่ผ่านมา

การสังวรระวังซึ่งเป็นศีล ความหนักแน่นที่เป็นสมาธิ และการพิสูจน์ความจริงของนามรูปก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น…
ไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ และวิปัสสนาปัญญา …
ก็จะทำงานพร้อมกันในอารมณ์เดียวกันเป็นเอกสมังคี

ศีลที่เกิดร่วมกับสมาธิและปัญญาก็จะสามารถทำลายกิเลสอย่างหยาบ …สมาธิที่เกิดร่วมกับศีลและปัญญาก็จะทำลายกิเลสอย่างกลางที่เป็นนิวรณ์ และ…ปัญญาที่เกิดพร้อมกับศีลและสมาธิก็จะสามารถทำลายกิเลสอย่างละเอียดให้หมดไปจากจิตสันดานทุกๆ ขณะที่เกิดขึ้น จิตก็จะโอนไป เงื้อมไป เทไป บ่ายหน้าไปยังที่สิ้นทุกข์ยิ่งขึ้นทุกทีๆ …

ความจริงแล้วในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่นอกเหนือไปจาก ทุกข์ คือ ขันธ์ ๕ รูปนาม

…รูปที่ได้เห็นก็เป็นทุกข์…. เสียงที่ได้ยินก็เป็นทุกข์ ทั้งเสียงและได้ยินก็เป็นทุกข์… กลิ่นและรู้กลิ่นก็เป็นทุกข์ทั้งสอง รสและรู้รสก็เป็นทุกข์ทั้งสองอย่าง …สิ่งที่ถูกต้องเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว เคร่งตึง และตัวรู้ก็เป็นทุกข์… สภาพธรรมที่ถูกใจคิดนึก ตลอดถึงนามที่คิดนึกก็เป็นทุกข์

โดย เทพธรรม...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:07:25 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ความสุข ความทุกข์เท่าที่เราได้ประสพกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ ก็เป็นทุกข์ ...เพราะไม่มีส่วนใดที่จะคงทนถาวรอยู่กับสภาพเดิมได้ ...เมื่อมีเหตุปัจจัยก็ปรากฏขึ้น… เมื่อหมดเหตุปัจจัยก็ต้องแตกดับไป

…เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมะ คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหวของร่างกาย
ของคนและสัตว์ทั้งหลายเป็น...สักแต่ว่าเป็น รูปธรรม ….ส่วนสภาพที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส รู้เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว เคร่งตึง และสภาพที่คิดนึกนั้นก็เป็นเพียง นามธรรม…เกิดดับตามเหตุปัจจัย

…ธรรมะเหล่านี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาปัญญาโดยเฉพาะ…
ผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญาแล้วเท่านั้นจึงจะรู้เห็นได้ว่าโลกเป็นทุกข์เป็นภัยที่น่ากลัว… แต่พวกเราทั้งหลายยังเป็นผู้มืด ผู้บอด หลับไหลอยู่ในความมืด…คือ โมหะ …จึงได้พากันฝันไปว่าสิ่งของๆ เรา หลงลงทุนรักใคร่พึงใจในสิ่งที่ตนเข้าใจว่าดี...มีความสุข ..เป็นของสวยงาม... เที่ยงแท้แน่นอน... สามารถบังคับบัญชาได้ ...จึงได้พากันติดข้องอยู่ในโลก

...ส่วนท่านผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญา ท่านไม่ได้ติดข้องอยู่ในสิ่งเหล่านี้เลย…เพราะท่านตื่นขึ้นเห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้แล้วว่า มีแต่ทุกข์และโทษ มิได้มีประโยชน์โสตถิผลอะไรเลย ด้วยเหตุนี้พระมหามุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสชักชวนหญิงชายทั้งหลายให้มาใช้ปัญญาดูโลก...ด้วยพระดำรัสว่า…

เอถ ปสฺสติมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโควิชานตํ

แปลว่า ชนทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตรตระการดุจราชรถ
อันพาลผู้เขลาพากันหมกอยู่ แต่บัณฑิตผู้รู้หาติดข้องอยู่ไม่

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:12:36 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 2

จากพุทธภาษิตในธรรมบทขุททกนิกายนี้ย่อมชี้ให้เห็นชัดอยู่ในมวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกโดยทั่วไปได้แล้วว่า… ผู้ที่มิได้เกิดวิปัสสนาปัญญามองเห็นความจริงของขันธ์โลกย่อมพากันดิ้นรนขวนขวายแสวงหา… เมื่อได้แล้วก็ติดอยู่ในโลก ไม่สามารถหลุดพ้นออกจากโลกไปได้… รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ…อันเป็นที่น่าใคร่น่าพอใจ ซึ่งเป็นเหมือนบ่วงมารที่มีกับดักอยู่ในที่ทั่วไป…

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ อันเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจของหมู่มนุษย์ทั้งหลาย…. ซึ่งกำลังติดบ่วงกันอยู่… ต้องถูกมารคือ ความโลภ ราคะ ความกำหนัดยินดี ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ …ทำลายให้หมู่มนุษย์ต้องทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญอย่างน่าเวทนา… ถูกพญามารคือ กิเลสดังกล่าวเข้าย่ำยีทำลายให้ต้องทุกข์กายทุกข์ใจ ต้องโศกเศร้าร่ำไรรำพัน โทมนัสเสียใจ คับแค้นใจไปจนถึงวันตาย

เมื่อตายลงก็ต้องเกิดใหม่อีก….แล้วก็ติดบ่วงมาร…ถูกหมู่มารคือ กิเลสเข้ามาทำลายอย่างนั้นไม่รู้จักจบสิ้น…จนนับภพนับชาติไม่ได้ …ตราบใดถ้าไม่พบท่านผู้รู้ทางวิปัสสนาคือ ศีล สมาธิ และวิปัสสนาปัญญา…อันเป็นพระอริยมรรคแล้ว …ขออย่าได้หวังเลยในเรื่องความหลุดพ้น… เพราะนอกเสียจากทางสายนี้ซึ่งมีอยู่เฉพาะในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้นมิได้มีอยู่ในศาสนาอื่น…ประการสำคัญที่สุดก็คือ สัปปายะ ๔ อย่าง…นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะให้มีโอกาสได้พบกับทางสายนี้ได้

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:15:40 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 3

๑. สถานที่ที่จะปฏิบัติวิปัสสนา ตามหลักจริงๆ แล้ว...จำเป็นจะต้องเป็นสถานที่ที่ห่างไกลหมู่คณะ หรือหมู่คนที่อยู่ร่วมกัน หรือสัญจรผ่านไปมา... จะเป็นป่าหรือโคนไม้หรือจะเป็นเรือนร้างว่างเปล่า...ที่ปราศจากความระแวง เพราะสิ่งแวดล้อมต่างๆ สมัยนี้นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ....ที่จะมาทำลายสติปัญญา... ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมารอบด้าน... ปลิโพธิความกังวลต่างๆ ที่จะมาถึงจิต...ให้กลับไปทำเรื่องเก่าๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติ...จำเป็นจะต้องตีตัวให้ห่างไกล... มิฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติ...
เรื่องของอากาศก็เป็นปัญหาสำคัญ...เพราะถ้าไปอยู่ในที่มีกลิ่นไม่ดี มีสารพิษต่างๆ จากโรงงานผลิตภัณฑ์สมัยใหม่...ที่ทิ้งเศษขยะส่งกลิ่นเหม็นเป็นภัยต่อสุขภาพ... ก็ไม่เหมาะต่อการที่จะปฏิบัติ

๒. บุคคลเป็นที่สัปปายะ นับว่าสำคัญที่สุดในสัปปายะ ๔ อย่าง... เพราะเป็นเสมือนผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทาง ...ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคฉบับ มจร. ภาค ๑ หน้า ๑๐๕ ได้อ้างถึงลักษณะของบุคคลเป็นที่สบาย ที่เรียกว่า กัลยาณมิตร ไว้ในสัตตกนิบาตอังคุตตรนิกายฉบับมจร. ๒๗/๓๗/๒๙ ว่ามีลักษณะ ๗ อย่าง คือ

๑. ปิโย ...เป็นที่รัก
๒. ครุ ...เป็นที่เคารพ
๓. ภาวนีโย ...เป็นที่น่ายกย่อง
๔. วตฺตา จ ...เข้าใจแนะ
๕. วจนกฺขโม ...อดทนต่อคำเสียดสี
๖. คมฺภีรัญจ กถํ กตฺตา ....สามารถทำคำพูดที่ลี้ลับให้ง่ายและในอรรถกถาท่านหมายถึงวิปัสสนา
๗. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ...ไม่แนะให้จิตเขวจากการปฏิบัติวิปัสสนา

ลักษณะทั้ง ๗ ประการจะเห็นได้ว่า... ปัจจุบันนี้บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวครบจะหาได้ยากมาก... เพราะส่วนใหญ่มักไม่ใคร่จะมีใครสนใจในเรื่องดังกล่าวนี้

แม้จะมีอยู่บ้างตามสำนักปฏิบัติต่างๆ ก็มักจะแนะนำกันในเรื่องของสมาธิคือสมถะมากกว่า... และมีประชาชนสนใจกันมาก... เพราะการทำใจให้สงบนั้น เหมาะแก่กาลเวลาที่ชาวโลกกำลังวุ่นวาย

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:20:56 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 4

๓. อาหารเป็นที่สัปปายะนั้น ...ท่านมิได้มุ่งเอาอาหารสมบูรณ์หรือขาดแคลน... แต่อาหารใดที่ใช้รับประทานหรือฉันแล้วไม่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพ เมื่อรับประทานแล้วทำให้ร่างกายปลอดโปร่งในการปฏิบัติ... ท่านก็จัดเป็นอาหารสัปปายะ

๔. ธรรมสัปปายะ เรื่องธรรมะเป็นที่สบายนั้น ในที่นี้หมายเฉพาะวิปัสสนากัมมัฏฐานเท่านั้น เพราะในสมถกัมมัฏฐานแม้จะมีกรรมฐานที่เหมาะแก่จริตอยู่ก็ตาม ..แต่ในส่วนของสมถะนั้นท่านหมายเฉพาะในส่วนที่เป็นวิกขัมภนปหาน ...คือ ละกิเลสอย่างกลางเพียงกดข่มไว้เท่านั้น ...การละกิเลสแบบนั้น เป็นเพียงละได้ชั่วคราว...ตลอดระยะเวลาที่ยังมีกำลังของฌานสมาบัติอยู่ มิใช่เป็นการละได้อย่างเด็ดขาดที่เรียกว่า... สมุจเฉทปหาน อันเป็นอำนาจของอริยมรรค...มีพระโสดาปัตติมรรค เป็นต้น

เพราะฉะนั้นในอภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกาไทย ฉบับมหามกุฏฯ หน้า ๒๓๑ - ๒๓๒ ...ท่านจึงได้แสดงกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่นิสัยของผู้ปฏิบัติไว้เป็น ๓ ประเภท คือ

ผู้ที่มีนิสัยชอบนามธรรม... พระพุทธองค์ก็ทรงแสดง...ขันธ์ ๕ เพราะในขันธ์ ๕ มีนามมากกว่ารูป

ผู้ที่ชอบรูปธรรม…ก็ทรงแสดงอายตนะ ๑๒ ...เพราะในอายตนะ ๑๒ มีรูปมากกว่า คือมีรูปถึง ๑๑ กับทั้งกึ่ง แต่มีนามเพียงอย่างเดียว คือ มนายตนะ

ผู้ที่ชอบทั้งรูปและนาม… ท่านก็แสดงในภูมิที่เหลืออีก ๔ ข้างท้าย...มีธาตุ ๑๘ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นสำหรับธรรมะเป็นที่สบายนั้น ก็จะต้องถือเอาภูมิที่เกิดวิปัสสนาเป็นเกณฑ์... เพราะในการละความเศร้าหมองในส่วนที่ติดเป็นอนุสัยนั้น... ถ้าเราไม่ได้อาศัยปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว วิธีละกิเลสอย่างอื่นๆ จะไม่มีทางเลย

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:25:29 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 5

เพราะอนุสัยมีทิฏฐานุสัยเป็นต้น เป็นความเศร้าหมองที่เป็นรากเหง้าของความเศร้าหมองทุกอย่าง...ที่นอนเนื่องอยู่ในส่วนลึกของขันธสันดานแห่งมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย.

...ทุกขณะที่ได้เห็น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้อง หรือคิดนึกทางใจ จะเดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหว แต่ละอิริยาบถในขณะที่เรากำลังตื่นอยู่… อนุสัยกิเลสเหล่านี้ก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ในความรู้สึกติดแน่นอยู่ในขันธสันดาน... มรรคญาณยังไม่มีโอกาสเกิดขึ้นตราบใด...กิเลสอย่างละเอียดดังกล่าวนี้ก็จะต้องนอนเนื่องอยู่ตราบนั้น... ไม่มีความดีใดจะมาละ...หรือมาประหานให้หมดสิ้นไปได้

ความชั่วอย่างกลางที่บังคับจิตใจให้สัตว์ทั้งหลายต้องทุกข์ยากลำบากก็เกิดมาจาก...เหง้าคืออนุสัย...ที่เป็นปัจจัยสำคัญเมื่อมีกิเลสอย่างกลางบังคับจิตใจมากขึ้น...ก็เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำความดีความชั่ว... เป็นเหตุให้ไปเกิดในอบาย มนุษย์ เทวดา และพรหม... ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดลงได้

สำหรับงานการปฏิบัติในวิธีแรกคือ วิปัสสนาล้วนๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรเป็น ๔ แนว โดยอนุวัติตามนิสัยของสัตว์ทั้งหลาย

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:28:24 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 6

แนวที่ ๑ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีทั้งหมด ๑๔ หมวด… มีหมวดของลมหายใจเข้าออก…เป็นต้น เฉพาะในที่นี้จะพูดถึงเรื่องของงานเกี่ยวกับวิปัสสนาล้วนๆ คือ… อิริยาบถ ๔ ซึ่งเป็นอิริยาบถใหญ่เท่านั้น …เพราะอิริยาบถใหญ่ คือ การเดิน ยืน นั่ง และนอน… เป็นงานหยาบและง่ายกว่าอิริยาบถย่อย…ที่มีก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลังเป็นต้น …อิริยาบถต่างๆ เหล่านี้เป็นธรรมะ คือเป็นงานที่มีอยู่แก่มนุษย์และสัตว์ก่อนแล้วโดยธรรมชาติ… เป็นที่นอนเนื่องอยู่แห่งกิเลสตัณหาอย่างละเอียด… โดยที่ใครๆ ไม่สามารถล่วงรู้ได้… และขณะเดียวกันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายที่ทรงสอนธรรมะ…ก็ทรงยกเอาตรงนี้ที่ใครๆ คิดไม่ถึงนี่แหละขึ้นมาสอนว่า…คือ ทุกข์ …ก็ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถจะโยนิโสใส่ใจให้ตรงต่อความเป็นจริงแล้ว… ก็สามารถจะเข้าถึงความเป็นจริงของพระธรรมได้

คำที่ว่า อิริยาบถปิดบังทุกข์นั้น หมายความว่า …ทุกข์เกิดขึ้นเพราะถูกบีบบังคับจากของเก่า… คือของเก่าหมดอายุก็จะต้องผลักดันให้ของใหม่เกิดขึ้นเป็นกฏธรรมดา…ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่มีปัจจัยปรุงแต่ง…พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า…บรรดากิเลสทั้งหลายที่มีตัณหาเป็นตัวนำ…มันไม่ได้เกิดที่ไหน …ความจริงมันอาศัยเกิดที่ทุกข์นี่แหละ

แม้วิปัสสนาปํญญาก็ไม่ได้เกิดที่ไหน …ความจริงก็เกิดที่ทุกข์นี่แหละ… ขณะใดไม่เข้าใจทุกข์…ว่าเป็นทุกข์… ตัณหาก็เกิดอยากจะได้ทุกข์ …แต่ถ้าขณะใดมีปัญญารู้ทุกข์…ว่าเป็นทุกข์ ปัญญาก็เกิดขึ้นทำลายความอยากได้คือ ตัณหา …ต่างแต่ทว่าผลัดกันเกิดขึ้นคนละวาระเท่านั้น…

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:33:09 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 7

ข้อสำคัญจึงอยู่ตรงที่ว่า เราจะศึกษางานได้เข้าใจแค่ไหนเท่านั้น ...ปัจจุบันนี้มีวิธีสอนกันแปลกๆ และที่ไหนสอนแปลกก็มักมีคนสนใจมาก เช่น… สอนว่าเวลาเดินต้องเดินให้ได้เท่านั้นนาที เท่านี้ชั่วโมง… แม้เวลานั่งนอนก็เช่นเดียวกัน ...ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้จิตเป็นสมาธิ… เมื่อจิตเป็นสมาธิ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นรวมทั้งอ้างบาลีมารับรองอีกว่า ...สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ ...ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก… เพราะพวกเราเป็นกันเสียเอง… พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้สอนความจริงที่ไกลตัวเราเลย …แต่เราเองต่างหากที่พยายามจะตีตัวเองให้ห่างจากคำสอน… ในโลกนี้ถ้านอกเสียจากนามรูปจะเป็นทุกข์แล้ว… จะมีอะไรอีกเล่าที่เป็นทุกข์นอกเหนือไปจากรูปนาม

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 07:37:37 น.] ( IP = 58.9.139.191 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณค่ะ... "ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก" เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพราะการรู้ถูก มีความเพียร มีบุคคลเป็นที่สัปปายะ แล้ว การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 13:31:30 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 9

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำความรู้มากฝาก

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 14:14:12 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณค่ะท่านอาจารย์เทพธรรม
อ่านแล้วก็ซึ้ง....
แถมจินตนาการว่ากำลังเรียนกับท่านพระครู
เพราะดูเหมือนว่าจะจินตนาการมีเสียงของท่านคลอๆตามเนื้อความไปด้วย

ก็มีความสุขใจดีเหมือนกัน

โดยเฉพาะสิ่งที่ได้อ่าน ตรงกับความรู้สึกในระยะช่วงนี้พอดี

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ค. 2550 , 20:52:30 น.] ( IP = 125.24.44.62 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org