มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ต้องการนิพาน..ต้องรู้ถูก (๓)




ต้องการนิพพาน..ต้องรู้ถูก
โดย พระครูศรีโชติญาณ


ตอนที่ผ่านมา

ในคำสอนทรงสอนให้กำหนดรู้ทุกข์ ก็ถ้าเราไม่กำหนดรู้ทุกข์ตามที่ทรงสอนแล้ว …จะมีวิธีไหนบ้างเล่าที่จะสามารถละเหตุที่เกิดทุกข์ได้… ความมืดเกิดขึ้นที่ไหนก็จะต้องทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นที่นั้น หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ปัญหาเกิดขึ้นที่ไหนก็จะต้องแก้ปัญหากันที่นั้น

ทุกข์เกิดขึ้นจากอะไร?… ถ้าเราไม่ทำลายเหตุที่ให้เกิดแล้ว ผลจะหมดไปได้อย่างไร?… ไฟไหม้ได้ก็เพราะเชื้อ… ถ้าไม่ทำลายเชื้อแล้ว…ไฟจะดับได้อย่างไร?
ทำนองเดียวกันทุกข์เกิดจากตัณหา… ถ้าเราไม่ทำลายเชื้อให้หมดไป …เราก็จะต้องเสวยทุกข์กันอยู่ร่ำไป ไม่รู้จักจบสิ้น ….วิธีการแก้ทุกข์เท่าที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่วิธีแก้ทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าสอน… ดังนั้นจึงไม่สามารถจะแก้ทุกข์ได้

วิธีแก้ทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น มิใช่หมายความว่า….แก้ทุกข์ได้หมดในปัจจุบันทันที …เพราะความทุกข์มีอยู่ถึง ๓ ชั้น คือ

๑… ขันธ์เป็นทุกข์
๒… ทุกข์เพราะต้องบริหารขันธ์
๓… ทุกข์เพราะยึดถือขันธ์ (เป็นเรื่องของตัณหาอุปาทาน)

โดย เทพธรรม...นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 04:44:12 น.] ( IP = 58.9.137.138 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ตราบใดถ้ายังมีขันธ์อยู่ …ขออย่าได้พูดถึงเรื่องความพ้นทุกข์เลย …เพราะขันธ์นั่นแหละเป็นทุกข์… ก็คนที่ยังมีขันธ์…ครองขันธ์อยู่แล้วอยากจะพ้นทุกข์จะเป็นได้อย่างไร?

ชาติความเกิดเป็นปฐมเหตุของทุกข์ทั้งหมด… และจัดเป็นลักษณะของขันธ์…ผู้ที่จะรู้ถึงลักษณะของขันธ์ก็มีแต่ผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น… ภูมิที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาก็คือสภาวะความจริงที่ปรากฏอยู่ตามอารมณ์ …และอิริยาบถเท่าที่มนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นงานที่ใครๆ ไม่ใคร่จะมีความสนใจกัน …เพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญอะไร …แต่ที่ไหนได้ อารมณ์และอิริยาบถนี่แหละ…เป็นที่อาศัยของกิเลสตัณหาที่ใกล้ตัวที่สุด ยิ่งกว่าอย่างอื่น …เพราะเราต้องอาศัยแก้ทุกข์อยู่แทบทุกลมหายใจมิใช่หรือ?

การที่เรามีความอบอุ่นใจว่า …เราสบายมีความสุขกายสุขใจอยู่ขณะนี้ …ถ้าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว …มีสุขที่ตรงไหนเพราะในเมื่อขันธ์ ๕ รูปนามซึ่งเป็นตัวทุกข์กำลังปรากฏอยู่แล้วจะเป็นสุขที่ตรงไหน… แต่ที่เราเข้าใจว่าเป็นสุขนั้นเป็นเรื่องของวิปลาส คือ การจำผิด คิดผิด และเห็นผิด มากกว่า …เพราะวิปัสสนาปัญญายังไม่เกิดขึ้น…ก็ไม่สามารถจะเห็นความจริงคือทุกข์ได้… ความมืด คือ อวิชชา…ก็ปกปิดความจริงทำให้สัตว์ทั้งหลายมีความจำผิด คิดผิด และเห็นผิดไปตามอำนาจของกิเลสที่เกิดขึ้น…

รูปธรรม และนามธรรม อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย …ผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องเจริญสติปัญญาให้เกิดขึ้นในขณะรูปหรือนามนั้นปรากฏ

เรื่องของความผิดปกติก็เป็นเรื่องสำคัญ ตามปกติเราเป็นอยู่อย่างไรในเวลาปฏิบัติก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น… ไม่ใช่เวลาปฏิบัติจะต้องเดินท่านั้น นั่งท่านี้ อย่างนี้เรียกว่า ผิดปกติ…ไม่ควรทำ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 04:48:30 น.] ( IP = 58.9.137.138 : : )


  สลักธรรม 2

ตามปกติของคนทุกวันนี้เวลาจะไปไหน…ก็มีวัตถุประสงค์ในการไป…เขาจึงไป หมายความว่าความต้องการเป็นเหตุให้เขาต้องไป… การไปเป็นตัวทุกข์ เกิดขึ้นเพราะความต้องการอันเป็นตัวตัณหา… ในทุกๆ อิริยาบถของสัตว์ทั้งหลายเท่าที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้จึงมีตัณหาเป็นปัจจัย… ไม่ใช่มีสติปัญญาเป็นปัจจัย…

ส่วนอิริยาบถที่จะมีสติปัญญาเป็นปัจจัยนั้น…หมายความว่า ก่อนที่เราจะใช้อิริยาบถใด…จำเป็นต้องรู้เหตุของการใช้ก่อนว่า…จะเดินทำไม จะนั่งทำไม จะกินทำไม เป็นต้น… ถ้าจะไม่เดินไม่นั่ง หรือไม่กินจะได้ไหม… หรือมีความจำเป็นอย่างไร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุในการปฏิบัติวิปัสสนาทั้งนั้น… แต่ในการทำปัญญาให้เกิดนั้น… ถ้าหากผู้ปฏิบัติมีเหตุผลไม่พอ… ปัญญาก็เกิดไม่ได้ …

เพราะฉะนั้นวิธีการปฏิบัติจึงเป็นเรื่องสำคัญ…ที่ผู้มุ่งหวังจะปลูกวิปัสสนาปัญญาจำเป็นจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

ความทุกข์ที่เป็นคำสอนจริงๆ นั้นเป็นของละเอียด… มิใช่จะมารู้กันได้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่เรามีความเข้าใจกันเมื่อไร ปัญญาที่จะมาอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเกิดขึ้นได้นั้น …มิใช่เป็นเรื่องของคนสามัญธรรมดาจะทำได้ …

คำที่ว่า ปัญญา ในที่นี้ไม่ใช่ปัญญาธรรมดาทั่วไปอย่างที่เรามีความเข้าใจกัน ปัญญาที่เกิดขึ้นเพราะมีโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยนั้น …จัดว่าเป็นปัญญาที่ได้รับปัจจัยที่มีศีลและสมาธิที่เกิดร่วมในอารมณ์เดียวกัน…เป็นสหชาตปัจจัยและอัญญมัญญปัจจัยให้ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สิ่งใดที่นอกเหนือไปจากทุกข์ …ในตอนนี้แหละที่เรียกว่า… เห็นโลกโดยความเป็นทุกข์ …มีแต่ทุกข์มีแต่โทษ….โดยหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 04:58:50 น.] ( IP = 58.9.137.138 : : )


  สลักธรรม 3

เป็นภัยที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง… ขาดความอบอุ่นใจ…เพราะไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งเลยแม้แต่น้อยนิด… เหมือนจมอยู่ในกองเพลิงที่แสนจะทุกข์ทรมาน… ผู้ปฏิบัติแน่ใจตนเองว่า…ตราบใดที่ยังมีนามรูปนี้อยู่จะไม่สามารถรอดพ้นจากความทุกข์ไปได้เลย… จึงมีใจโอนไปเอนไปเทไปในธรรมอันเป็นที่สิ้นทุกข์

เมื่อปัญญาเกิดขึ้นเห็นแต่ทุกข์… ตัณหาไม่มีที่เกาะ…ไม่มีที่อาศัย…ก็จะถูกวิปัสสนาทำลายไปทุกๆ ขณะ …หมดเหตุปัจจัยลงเมื่อใดเมื่อนั้นทุกข์ก็จะดับไปเอง …นี้แลจัดเป็นลู่ทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจดในพระธรรมวินัยนี้

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในโลกก็เพื่อช่วยสังคมโลกเดินทางไปในจุดนี้ …แต่จะมีใครสักกี่คนที่สามารถไปได้… เพราะสังคมโลกทุกวันนี้มุ่งให้…ความสุขมุ่งผลประโยชน์กันมากกว่าการเสาะแสวงหาความจริง… ซึ่งมีอยู่ในพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาสอนให้ละ..ให้ทำลายต้นเหตุของทุกข์ …แต่โลกทุกวันนี้เขาสอนให้สร้างเหตุของความสุข…ซึ่งเป็นตัวอาหารของตัณหา …เรื่องของเรื่องจึงไปกันไม่ได้

ก็เหตุของความสุขนั้นคืออะไรเล่า? เหตุของความสุขที่โลกต้องการก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส …ตลอดทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ความต้องการทุกๆ อย่างเท่าที่ชาวโลกต้องการ… นี่แหละที่เป็นเหตุของความสุข… แม้ในศาสนาอื่นๆ ทั่วโลกเขาก็สอนกันเช่นนี้ …แต่ในพระพุทธศาสนาของเรามิได้สอนเช่นนั้น …แต่ทรงสอนให้รู้ทุกข์เพื่อความพ้นทุกข์ต่างหาก

ฉะนั้นจึงเป็นคนละทางไม่ใช่ทางสายเดียวกัน… และในโลกนี้จะมีใครบ้างที่จะมาดูทุกข์ …มีแต่เขาหนีทุกข์ทั้งนั้น มีทุกข์อยู่ที่ไหน …เขาก็ไม่อยากไปที่นั้น ต่างพากันหลีกหนีให้ห่างไกลได้มากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการดี… แต่ถ้าเราจะพูดกันตามความจริงแล้ว …ถ้าเราจะหนีทุกข์อยู่ในโลกนี้หรือโลกไหนๆ ก็ตามเถิด

ถามว่า หนีพ้นไหม? …คำตอบ คือ หนีไม่พ้น
ถามว่า เพราะเหตุไรจึงจะหนีพ้นเล่า? …ตอบว่า ก็โลกนั้นเป็นตัวทุกข์…แล้วเราจะหนีทุกข์ไปในโลก…มันจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร… ถ้าจะหนีทุกข์ให้พ้นทุกข์…มันจะต้องออกให้พ้นไปจากโลกนี้ จึงจะพ้นทุกข์ …เรื่องของเรื่องก็มีอยู่แค่นั้น แต่วิธีที่จะออกให้พ้นไปจากโลกนี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องเรียน

แต่นั่นแหละท่านทั้งหลาย …คนในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เขาจะมาเรียนเรื่องนี้ …แม้พระเณรเองยังไม่อยากเรียน…เพราะเรียนแล้วไม่ได้อะไรที่เป็นปัจจัยของกิเลส… เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เช่นทุกวันนี้ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม… ถ้าเราจะเรียนรู้กันเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสอบวัดผลเพื่อเอาวุฒิแข่งกันแล้ว… จะมีใครเรียนกันบ้าง และงานที่ให้ได้มาซึ่งเงิน..มีงานอะไรที่เขาไม่ต้องการคนมีคุณวุฒิ…ไม่เห็นมีที่ไหน

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 05:07:44 น.] ( IP = 58.9.137.138 : : )


  สลักธรรม 4

แม้จะมีบ้างก็หาทำยายากเต็มที เพราะโลกเขาไม่ต้องการ โลกเจริญขึ้นเท่าไร …ธรรมะก็ยิ่งตามไม่ทัน ภัยที่น่ากลัวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น… เพราะเรื่องของโลกเป็นเรื่องของการสร้างทุกข์… มีโลกมากเท่าไรก็ยิ่งมีทุกข์มากเท่านั้น ทุกวันนี้ชาวโลกเขานิยมสร้างโลกเขาไม่นิยมสร้างธรรม…

ทางธรรมสอนธรรมะ…ให้เข้าใจทุกข์…เพื่อหาความพ้นทุกข์ …แต่ชาวโลกนิยมสร้างสุขเพื่อมุ่งไปหาทุกข์จึงไม่มีทางที่จะได้พบกัน เหมือนเราเดินตามหากันในโลกที่มีความกลม.. แทนที่เราจะเดินสวนทางเข้าหากัน… แต่เราไพล่ไปเดินตามหลังหากันอย่างนี้ …แล้วอีกสักเมื่อไรเล่า จึงจะได้มีโอกาสพบกันได้…

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราได้รู้ไปตามความจริง หมายความว่าความจริงของธรรมะมีอยู่อย่างไร… พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้เราได้รู้อย่างนั้น คือ…รูปธรรมนามธรรมไม่เที่ยง... ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ...จำเป็นจะเปลี่ยนไปแปรไป... บังคับบัญชาอะไรก็ไม่ได้…เพราะเราไม่มีอำนาจ มิหนำซ้ำยังเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด… เป็นของเศร้าหมอง ...แปดเปื้อนไปด้วยของเศร้าหมองรอบด้าน...ทั้งเศร้าหมองข้างในและข้างนอก …ของที่มีอยู่ในตัวเองก็เศร้าหมอง ที่อยู่นอกตัวก็เศร้าหมอง

รวมความแล้ว...โอกาส เวลาสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา....มันเป็นปัจจัยให้เกิดความเศร้าหมองทั้งนั้น… โลกเจริญขึ้นเท่าไรปัจจัยที่จะให้เกิดความเศร้าหมองก็ยิ่งจะมีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น… ภาระของกิเลสมีมากขึ้น…ปัจจัยของบาปกรรมมีมากขึ้น …ปัจจัยที่จะให้เกิดบุญกุศลที่บริสุทธิ์หมดจดมีน้อยลง

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 05:12:33 น.] ( IP = 58.9.137.138 : : )


  สลักธรรม 5

ความสนใจใส่ใจในปฏิปทาข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์มีน้อยลง …คนสมัยเก่าๆ ที่อายชั่วกลัวบาปจะหมดไป …คนสมัยใหม่ๆ ก็มองเห็นของเก่าแก่ที่โบราณบัณฑิตได้สั่งสมไว้ทำไว้เป็นของล้าสมัย …บางทีก็นำไปขายกินหมด แม้จะมีบางคนรักษาไว้อนุรักษ์ไว้ แต่ก็ถูกคนใจตื้นใจบาป…เห็นแก่ประโยชน์เพียงเล็กน้อย ลักลอบเอาไปขายกินแลกเปลี่ยนเป็นของที่ไม่มีสาระมาบำรุงบำเรอความสุขจนหมดสิ้น …ผลสุดท้ายเลยกลายเป็นคนยากจน โดยที่สุดบางคนแม้บ้านก็ไม่มีจะอยู่อาศัยยิ่งนานวันไปก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นทุกที

ไม่ต้องดูอื่นไกลเพียงอายุของเรา ๔๐ - ๕๐ ปี ที่ผ่านมานั้น…ประเทศไทยเคยเป็นประเทศในน้ำมีปลาในนามีข้าวชาว ประชาหน้าใส ตามวัดวาอารามเคยมีโบราณวัตถุ พระเชียงแสน พระสุโขทัย พระอู่ทอง พระอยุธยา พระรัตนโกสินทร์ พวกโตกโถโอจาน เครื่องลายคราม กังไส สังคโลก และเบญจรงค์มีอยู่มากมายหาชมได้ง่าย ไม่มีใครสนใจ ไม่มีสนนราคา แต่เดี๋ยวนี้จะหาดูไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าอันตรธานหายไปไหนหมด …แม้บางวัดจะยังมีเหลืออยู่บ้างก็ต้องนำพระท่านเข้าไปขังกรงขังคุกไว้ เหมือนกับว่าพระท่านไปทำผิดคิดร้ายทำผิดกฏหมายมหันตโทษอะไรกับบ้านเมืองมา… จึงต้องนำท่านไปขังกรงไว้แบบนั้น …ดูๆ แล้วรู้สึกน่าทุเรศเหลือประมาณในสายตาของคนไทยและคนต่างชาติที่เขามาพบเห็น

…สมบัติที่เป็นรูปธรรมซึ่งเป็นเพียงสมบัติอย่างหยาบๆ เรายังรักษาเอาไว้ไม่ได้ …ยิ่งเป็นสมบัติที่เป็นนามธรรมมีค่าล้ำกว่านั้นหลายล้านเท่าพันทวี …เราจะรักษาไว้ได้หรือ?… ขออย่าว่าแต่เรื่องรักษาเลย …แม้แต่เรื่องราวอันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง เมื่อถึงคราวโลกวิบัติพินาศสันตโรก็ไม่ใช่อะไร ที่แท้เป็นกรรมของสัตว์ร่วมก่อกันไว้เอง …โทษใครไม่ได้.

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 05:19:26 น.] ( IP = 58.9.137.138 : : )


  สลักธรรม 6


อ่านแล้วคิดถึงท่านพระครูศรีโชติญาณนะคะ
ทราบว่าเรื่องนี้ท่านเขียนไว้นานมากแล้ว
แต่ทุกถ้อยคำนั้นก็ยังเป็นจริงอยู่ในโลกใบน้อยนี้

เราถูกปลูกฝังให้คุ้นเคยกับตัณหาตั้งแต่เด็กๆ
พร้อมกันนั้นก็พาสร้างสมวัตถุนิยมเพื่อบำรุงบำเรอตัณหา
ซึ่งเป็นการกระทำสวนทางกับพระพุทศาสนาที่สอนให้

กราบขอบพระคุณมากค่ะพี่เณรที่นำเรื่องที่มีค่ามีประโยชน์ยิ่งมาให้อ่าน
เป็นเครื่องกระต้นใจให้มองเห็นความเป็นไปของโลกที่สวนกระแสทางธรรมะค่ะ

โดย พี่ดา [3 ก.ค. 2550 , 10:01:01 น.] ( IP = 124.121.174.47 : : )


  สลักธรรม 7


"หมดเหตุปัจจัยลงเมื่อใดเมื่อนั้นทุกข์ก็จะดับไปเอง " เป็นคำที่มีความหมายชัดเจนมากเลยนะคะ ทั้งทุกข์ในชีวิต และสังสารวัฏ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาฝาก

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ก.ค. 2550 , 10:13:29 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรม

อ่านแล้วซึ้งอรรถรสในธรรม
และก็ทำให้เห็นคล้อยตาม


ภาษาการอธิบายของท่านงดงามต่อการมอง
และทรงคุณค่าแก่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 17:13:38 น.] ( IP = 125.24.47.102 : : )


  สลักธรรม 9


ค่อยๆ ไล่อ่านมาตั้งแต่ตอนที่ ๑ ทั้งสำนวน และภาษาที่เขียน ทำให้ยิ่งรำลึกถึง หลวงพ่อแสวง "พระครูศรีโชติญาณ"
....นึกถึงความทุ่มเทที่ท่านพยายามถ่ายทอดสิ่งที่มีค่าให้กับพวกเราในตอนนั้น

ยิ่งเมื่อได้มาอ่านข้อความตอนท้ายที่ว่า
...ยิ่งเป็นสมบัติที่เป็นนามธรรมมีค่าล้ำกว่านั้นหลายล้านเท่าพันทวี …เราจะรักษาไว้ได้หรือ?…

ทำให้ต้องเตือนตนเองว่า...ก่อนที่จะถึงเวลาที่ต้องยอมรับว่า ....เป็นกรรมของสัตว์ร่วมก่อกันไว้เอง …โทษใครไม่ได้ นั้น

เราน่าที่จะช่วยกันรักษา ด้วยการนำมาปฏิบัติที่ตนเอง ดังที่ได้รับคำเตือนกันว่า...ก่อนที่ความโชคดีจะจบลง

กราบขอบพระคุณ ท่านเทพธรรม ที่นำเรื่องที่มีค่ามาฝาก

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ค. 2550 , 15:14:54 น.] ( IP = 203.113.38.10 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org