มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กำหนดรู้ได้ด้วยความแปรผันในอนัตตา





ความแปรแห่งสังขารผ่านวัยทั้ง ๓ นั้น เปรียบด้วยเดินข้าม
สะพานสูงขึ้น ๆ แล้วราบ แล้วต่ำลง ๆ แต่คงผ่านไปไม่ได้ตลอดทั้งนั้น ย่อมดับเสียในระหว่างเป็นอันมาก เพราะกำลังแห่งความเป็นอยู่อันธรรมดาแต่งมา กล่าวคืออายุ ย่อมไม่เสมอกัน
ระหว่างเกิดและดับ ได้ในบาลีว่า :-
อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย
วโยคุณา อนุปฺพฺพํ ชหนฺติ.๑
กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป.
ระยะกาลในระหว่างเกิดและดับนั้น
สํ. ส. ๑๕/๘๙.



ดุจกำลังเกิดแต่การปั่นแห่งลูกข่าง ยังเนื่องด้วยปัจจัยภายนอกดันสนับสนุนหรือ
ตัดรอนอีก. ในอีกทางอันเป็นอย่างสุขุม ย่อมกำหนดเห็นความแปร
แห่งสังขารในชั่วขณะหนึ่ง ๆ คือ ไม่คงที่อยู่นาน เพียงในระยะกาล
นิดเดียวก็แปรแล้ว ได้ในคาถามาในวิสุทธิมรรคว่า :-
ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา
เอกจิตฺตสมา ยุตฺตา ลหุโส วตฺตเต ขโณ.
ชีวิต อัตภาพ และสุขทุกข์ ทั้งมวล ประกอบกัน เป็นธรรมเสมอด้วยจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปพลัน.
ความแปรเร็วอย่างนี้ ย่อมกำหนดเห็นชัดในนามกาย จิต
วิ. มัคคามัคคญาณทัสสนะ. ตติย. ๒๕๕.
แต่ ขุ. มหา. ๒๙/๑๔๑.



บางขณะย่อมขุ่นมัว บางขณะย่อมผ่องแผ้ว บางขณะนึกอารมณ์
อย่างนั้น บางขณะนึกอารมณ์อย่างนี้ เจตสิกก็เหมือนกัน บางขณะ
เสวยสุข บางขณะเสวยทุกข์ บางขณะเสวยอุเบกขา สัญญา
เจตนา วิตก วิจาร ย่อมแปรไปตามขณะที่ปรารภอารมณ์นั้น ๆแม้รูปกาย
นักปราชญ์ในทางปรมัตถ์กล่าวว่า ความเป็นแห่งสภาวธรรม เพียงชั่วขณะเท่านั้น
แต่เพราะมีอย่างอื่นเกิดสืบยังไม่ขาดลงจึงปรากฏเป็นยังทรงอยู่ กิริยาที่เกิดสืบกันอย่างนี้ ท่านกล่าวว่าสันตติ เมื่อใดสันตติมาขาดลง
เมื่อนั้นความดับความสิ้นย่อมปรากฏ มรณะย่อมกำหนดด้วยความขาดแห่งสันตติ.



โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 09:14:13 น.] ( IP = 58.8.34.11 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ความเกิดแล้วดับและความแปรในระหว่างแห่งสังขารดังกล่าวมา
สรุปเข้าในบาลีว่า "อุปฺปชฺชติ เจว เวติ จ อญฺถา จ ภวติ"
ย่อมเกิดขึ้นด้วยเทียว ย่อมเสื่อมสิ้นด้วย ย่อมเป็นอย่างอื่นด้วยเป็นอนิจจลักขณะ เครื่องกำหนดว่าไม่เที่ยวแห่งสังขาร.
อนตฺตตา ความเป็นอนัตตาแห่งสังขาร พึงกำหนดรู้ด้วยอาการเหล่านี้ คือ.
๑. ด้วยไม่เป็นอยู่ในอำนาจ หรือด้วยฝืนความปรารถนา ดังแสดง
๑. สํ. ส. ๑๕/๑๙๙.
ในอนัตตลักขณสูตรว่า "ถ้าปัญจขันธ์จักเป็นอัตตาแล้วไซร้ ปัญจขันธ์ ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และจะพึงได้ในปัญจขันธ์ตามปรารถนาว่า ขอปัญจขันธ์ของเราเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย เหตุใด ปัญจขันธ์เป็นอนัตตา เหตุนั้น ปัญจขันธ์จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ในปัญจขันธ์ตามปรารถนาอย่างนี้."



๒. ด้วยแย่งต่ออัตตา ดังแสดงในอนัตตาลักขณสูตรนั้นว่า
"ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ
หนอ เพื่อตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวของเรา."
๓. ด้วยความเป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ดังแสดงในสูตรทั้งหลาย มีอนัตตลักขณสูตรนั้นเป็นต้น ว่า "เนตํ มม" นั่นมิใช่ของเรา "เนโสหมสฺมิ" นั่นมิใช่เรา "น เมโส อตฺตา" นั่น
มิใช่ตัวของเรา.



โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 09:16:51 น.] ( IP = 58.8.38.25 : : )


  สลักธรรม 2


๔. ด้วยความเป็นสภาพสูญ คือว่างหรือหายไป ดังแสดงในพุทธภาษิตพยากรณปัญหาแห่งโมฆราชมาณพ ในปารายนวรรคสุตตนิบาตว่า
สุญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต
อตฺตานุทิฏฺึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา
เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ.๑
โมฆราช ! ท่านจงมีสติทุกเมื่อ เล็งเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความตามเห็นว่าเป็นอัตตาเสีย เช่นนี้
ท่านพึงเป็นผู้ข้ามพ้นมฤตยุราชเสียได้ มฤตยุราชย่อมไม่แลเห็นชน
ขุ. สุ. ๒๕-๕๔๙. ขุ. จู. ๓๐/๒๔๕.



ผู้เล็งเห็นโลกอยู่อย่างนี้.
สังขารเป็นสภาพว่างนั้น พึงรู้อย่างนี้ ในกาลใด ผู้พิจารณากำหนดเห็นสังขารกระจายเป็นส่วนย่อย ๆ จากฆนะ คือก้อน ในกาลนั้น ย่อมเห็นว่าง ถอนเสียได้ซึ่งฆนสัญญา ความหมายว่า เป็น
ก้อน อันได้แก่ความถือความเอาโดยนิมิต ว่าเรา ว่าเขา ว่าผู้นั้น ว่าผู้นี้ ดังแสดงในบาลีว่า
ยถา หิ องฺคสมฺภารา โหติ สทฺโท รโถ อิติ
เอวํ ขนฺเธสุ สนฺเตสุ โหติ สตฺโตติ สมฺมติ.๑
เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมีฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น.



ยถา ยถา นิชฺฌายติ โยนิโส อุปปริกฺขติ
ริตฺตกํ ตุจฺฉกํ โหติ โย นํ ปสฺสติ โยนิโส.๒
เขาเพ่งพิจารณาเห็นโดยแยบคายด้วยประการใด ๆ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเป็นของเปล่าแก่ผู้เห็นโดยแยบคายนั้น.สังขารเป็นสภาพหายไปนั้น พึงรู้ด้วยความสิ้น ดังแสดงใน
ชราสูตรว่า
สุปิเนน ยถาปิ สงฺคตํ
ปฏิพุทฺโธ ปุริโส น ปสฺสติ
เอวมฺปิ ปิยายิตํ ชนํ
เปตํ กาลกตํ น ปสฺสติ.๓

๑. สํ. ส. ๑๕/๑๙๘ แต่ ขุ. มหา. ๒๙/๕๓๖
๒. สํ. ขนฺธ ๑๗/๑๗๔.
๓. ขุ. ส. ๒๕/๕๙๒.


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 09:22:21 น.] ( IP = 58.8.38.25 : : )


  สลักธรรม 3


คนผู้ตื่นขึ้นแล้ว ย่อมไม่เห็นอารมณ์อันประจวบด้วยความฝัน ฉันใด ชนผู้อยู่ย่อมไม่เห็นชนผู้อันตนรักล่วงไปแล้ว ฉันนั้น.
๕. ด้วยความเป็นสภาวธรรมเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นลักษณะรวบยอดแห่งอาการทั้ง ๔ ดังแสดงในบาลีพุทธอุทานว่า
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา
ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ



ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิ.๑
ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่พราหมณ์ผู้เพียงเพ่งพิจารณา ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมเป็นไปกับเหตุ และเพราะมารู้ความสิ้นแห่ง
ปัจจัย.นี้เป็นอนัตตลักขณะ เครื่องหมายของความเป็นอนัตตาแห่งสังขาร. ข้อว่าเป็นอนัตตานั้น เพ่งความตามพยัญชนะ ดูเหมือนเป็นมติค้านอัตตาของลัทธิพราหมณ์. ลัทธิพราหมณ์และลัทธิอื่นที่เชื่อ
ความเวียนเกิด ย่อมถือว่าในรูปกายนี้มีอัตตาสิงอยู่ เป็นผู้คิด เป็นผู้เสวยเวทนา และสำเร็จอาการอย่างอื่นอีก เหมือนคนอยู่ในเรือนเป็นสิ่งอันยั่งยืนไม่ดับ เมื่อถึงคราวมรณะ อัตตาจุติจากสรีระนี้ไป
. ขุ. อุ. ๒๕/๗๕. มหาวคฺค. ปํม. ๔/๒.



สิงในสรีระอื่น พบที่ดีหรือเลว สุดแต่กรรมอันได้ทำไว้ ส่วนสรีระ ที่อัตตาละไปแล้วย่อมสลายไป. อัตตานี้ ในมิลินทปัญหาเรียก"ชีโว" ผู้เป็น ส่วนไทยเราเรียก "เจตภูต" ผู้นึก. มติฝ่ายพระพุทธศาสนาแย้งว่า ไม่มีอัตตาอย่างนั้น เป็นแต่สภาวธรรมเกิดขึ้น
เพราะเหตุ, สิ้น เพราะสิ้นแห่งเหตุ ดังแสดงในบาลีว่า
เย ธมฺมา เหตุปฺปาภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต [อาห]
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ.๑
ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และตรัสความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะตรัสอย่างนี้.


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 09:25:58 น.] ( IP = 58.8.38.25 : : )


  สลักธรรม 4


และแสดงความเกิดแห่งธรรมเนื่องกันเป็นสาย ดังแสดงความเกิดแห่งวิถีจิตว่า อาศัยอายตนะภายใน มีจักษุเป็นต้น อายตนะภายนอก มีรูปเป็นต้น ประจวบกันเข้า เกิดวิญญาณ แต่นั้นเกิด
สัมผัส เวทนา สัญญา สัญเจตนา ตัณหา วิตก วิจาร โดยลำดับ
"ยงฺกิฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ" สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับเป็นธรรมดา
ความคิดอ่านความเสวยเวทนา และอาการอย่างอื่น เป็นกิจแห่งจิตและเจตสิกมิใช่แห่งอัตตา. เพียงเท่านี้ก็ไม่ยุ่ง ครั้นรับว่ามีจุติจิต ด้วยคำว่า
"จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา"
เมื่อจิตเศร้าหมองจำหวังทุคติ
"จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา"
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง จำหวังสุคติ และรับรองปฏิสนธิจิตด้วยคำว่า
มหาวคฺค. ปํม. ๔/๗๔.



"วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ"
นามรูปย่อมเกิดมี เพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย และรับการเวียนเกิดเข้าด้วย ยากเพื่อจะทำความเข้าใจให้
กระจ่าง เพราะอย่างนี้กระมัง บาลีบรรยายความแห่งบทอนัตตาในทางเป็นแต่สภาวธรรม เป็นไปตามปัจจัยดังกล่าวแล้ว โดยนัยนี้บทว่าอนัตตา มีความตามพยัญชนะว่า มิใช่ตัว มิใช่ตน แย้งตรง
ต่ออุปาทาน.



การพิจารณาเห็นสังขารเป็นอนัตตา เว้นโยนิโสมนสิการพิจารณาให้ดีอาจกลายเป็นนัตถิกทิฏฐิไปก็ได้. คนอันทิฏฐิอย่างนี้เขาครอบแล้ว ย่อม
เห็นผลบุญผลบาปว่าไม่มี ย่อมเห็นว่ามารดาบิดาไม่มี โดยอธิบายว่าเป็นแต่สมมติทั้งนั้น ทิฏฐิอย่างนี้ ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ท่านจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างดิ่ง ยากที่จะถอนขึ้น. ความเห็นอนัตตาพึง
ปรารถนาโยนิโสมนสิการกำกับ



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 09:29:27 น.] ( IP = 58.8.34.11 : : )


  สลักธรรม 5


การยกอนัตตลักษณะขึ้นแสดงสั่งสอน
เฉพาะมีแต่ในพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงธรรมจักรโปรดพระภิกษุเบญจวัคคีย์ ๕ รูปเป็นครั้งแรก ให้
พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นประธานได้ธรรมจักษุบรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว ทรงสั่งสอนท่านที่เหลืออีก ๔ รูปด้วยเทศนาต่าง ๆ ให้ตั้ง
อยู่ในพระโสดาปัตติผลพร้อมกันแล้ว ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรสอนภิกษุ ๕ รูป ให้กำหนดแยกอัตภาพเป็น ๕ ส่วน คือ ร่างกายเป็นรูปส่วน ๑ ความเสวยอารมณ์ คือเป็นสุขทุกข์หรือไม่ทุกข์ไม่สุข เป็น
เวทนาส่วน ๑ ความจำกำหนดหมายรูปเป็นต้นได้ เป็นสัญญาส่วน ๑อารมณ์อันเกิดกับจิต คือความดำริคิดอ่าน เป็นสังขารส่วน ๑ ดวงจิตเป็นวิญญาณส่วน ๑. ส่วนทั้ง ๕ นี้เรียกว่า เบญจขันธ์ ครั้นแล้วให้
กำหนดเห็นเบญจขันธ์เป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตน เป็นวิปัสสนาแล้ว แลบรรลุพระอรหัต ด้วยพระธรรมเทศนาว่า



รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา
เป็นต้น ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตน ...............
ต่อนี้ตรัสถามให้ภิกษุเบญจวัคคีย์ ทูลถามปฏิญญา ตามความเห็นในเบญจขันธ์ ด้วยพระไตรลักษณญาณว่า
ตํ กึ มญฺถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา เป็นต้น ความว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เบญจขันธ์นั้นไม่เที่ยง.
พระองค์ทรงแสดงอานิสงส์
แห่งวิปัสสนาปัญญานั้นว่า เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโกเป็นต้น ความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เมื่อเห็น
อย่างนี้ ย่อมเหนื่อยหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเมื่อเหนื่อยหน่าย ก็ย่อมฟอกจิตให้หมดจด เพราะการฟอกจิตให้
หมดจดได้ จิตนั้นก็พ้นจากอาสวะทั้งปวง เมื่อจิตพ้นพิเศษแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าพ้นแล้ว และเธอรู้ประจักษ์ว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
คือกิจพระศาสนาได้ประพฤติเสร็จ กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเช่นนี้ไม่อีก ข้อนี้สาธกให้เห็นว่า การยกอนัตตลักษณะ
ขึ้นแสดงสั่งสอนมีเฉพาะแต่ในพระพุทธศาสนา และพระองค์ประทาน
อนุศาสนีด้วยข้อนี้มากกว่าอย่างอื่น เหตุว่าความถือตน ถือเรา ถือเขา ยังมีเพียงใด ความพ้นจากทุกข์ก็ยังไม่มีเพียงนั้น อนัตตา คือ
ความไม่ใช่ตนก็เป็นสามัญญลักษณะมีเสมอทั่วกันไปแก่สังขารทั้งปวงแต่ไม่มีใครพิจารณาเห็น ได้ชื่อว่าเช่นกับของที่คว่ำอยู่ พระพุทธเจ้าผู้หยิบยกขึ้นแสดงสอน ได้ชื่อว่าเหมือนหงายของที่คว่ำอยู่นั้นขึ้น.


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 10:46:22 น.] ( IP = 58.8.38.25 : : )


  สลักธรรม 6


ข้อ ๒ เมื่อผู้มีปัญญาได้ฟังคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า เห็นอนันตตลักษณะชัดแล้ว แต่นั้นก็สามารถชำแรกอวิชชา คือความเขลาไม่รู้
อันปิดบังสภาวธรรมไว้ ให้สำคัญเห็นเป็นสัตว์เป็นบุคคลออกเสีย
ได้แล้ว เห็นเป็นแต่สภาวธรรมซึ่งจะพึงกำหนดเห็นเป็นขันธ์ ๕ คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร มีแต่นามคือจิตและ
เจตสิก กับรูปหรือร่างกาย สภาวธรรมเหล่านี้ ต่างอาศัยกันเป็นไป
เช่นมนุษย์กับเรือต่างอาศัยกันไปได้ในมหาสมุทรฉะนั้น ถ้าพรากออก
จากกัน ต่างก็เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเกิดไม่มีใครตาย เป็นแต่สภาวธรรม
ประชุมกันเข้าและพรากออกจากกันเท่านั้น สภาวธรรมที่ไม่ปรากฏ
เพราะอวิชชา ได้ชื่อว่าเป็นเหมือนของที่มีกำบัง พระพุทธเจ้าผู้
จำแนกธรรมประเภทให้สัตวโลกเข้าใจชัด ได้ชื่อว่าเหมือนผู้เปิดเผย
ของที่มีสิ่งอื่นกำบังไว้.



ข้อ ๓ สัตวโลกผู้ยังไม่ได้ปัญญาเห็นพิเศษในอนัตตลักษณะ
โดยความเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ๆ เช่นนั้น ย่อมมีความสำคัญผิด
คิดเห็นเป็นตัวตนเป็นสัตว์เป็นบุคคลไป จึงถือเราถือเขาด้วยอำนาจ
ตัณหามานะทิฏฐิอันแรงกล้า พยายามมหาประโยชน์เพื่อตัว ตัดประโยชน์
ผู้อื่น ด้วยโลภเจตนา แต่นั้นก็เกิดอาฆาตก่อวิวาทประทุษร้าย เพราะ
ช่วงชิงประโยชน์แห่งกันและกัน ด้วยโทสเจตนา ดำเนินในทางผิดเป็น
มิจฉาปฏิบัติ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 10:47:38 น.] ( IP = 58.8.34.11 : : )


  สลักธรรม 7


ข้อ ๔ สัตวโลกผู้ตกอยู่ในที่มืด คือความหลงดังกล่าวแล้ว ไม่
มีดวงตาคือปัญญาจะเห็นอริยสัจ มีความเห็นวิบัติจากภูมิธรรม สำคัญ
เห็นทุกข์เป็นสุข แล้วและพยายามในเหตุซึ่งเป็นทางมาแห่งทุกข์ จึงไม่
พ้นไปจากทุกข์ได้ สมด้วยพระพุทธภาษิตในสัจจสังยุตต์ว่า๑
เย ทุกฺขํ นปฺปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ
ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปริชฺฌติ
ตญฺจ มคฺคํ น ชานาติ ทุกฺขูปสมคามินํ
๑. สํ. มหาวาร. ๑๙/๕๔๓.

เป็นต้น ความว่า ชนจำพวกใด ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุเป็นแดน
เกิดแห่งทุกข์ ไม่รู้จักธรรมที่ดับทุกข์ด้วยประการทั้งปวงไม่มีเหลือ
และไม่รู้จักทางที่ดำเนินถึงความระงับทุกข์ ชนจำพวกนั้น เสื่อมจาก
สมาธิและปัญญา อันทำใจให้พ้นจากกิเลสบาปธรรม ซึ่งเรียกว่า
เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้อาภัพ คือไม่อาจเพื่อทำที่สุดทุกข์
ได้ ชื่อว่าเข้าถึงชาติชราแท้. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจด้วยลำพัง
พระปัญญาของพระองค์เองแล้ว ทรงแสดงแก่เวไนยสัตว์ให้ได้ปัญญา
รู้แจ้งอริยสัจทั้ง ๔ ประการ คือ ได้ญาณหยั่งรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้สมุทัย
คือเหตุให้เกิดทุกข์ นี้นิโรธคือธรรมที่ดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติดำเนินถึง
ธรรมที่ดับทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เวไนยสัตว์ได้ปัญญาเห็น
ธรรมนั้น ได้ชื่อว่าทรงส่องดวงไฟในที่มืดให้คนมีจักษุได้เห็นแสง



สมด้วยพระบาลีในธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่า อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺมาเน อายสฺมโต โกณฺฑญฺสฺส วิรชํ วีตมลํ
ธมฺมจกฺขุ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ความว่า ธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรมซึ่งปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะผู้มีอายุว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่ง
นั้นล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ดังนี้.



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 10:50:13 น.] ( IP = 58.8.34.11 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนา ครับ

โดย เช่นนั้น [3 ก.ค. 2550 , 11:36:44 น.] ( IP = 222.123.62.88 : : )


  สลักธรรม 9

อนุมทนาและ ขอบคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 ก.ค. 2550 , 14:58:29 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org