มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทะเลหลวง..แห่งชีวิต





ทะเล (สาคร) ...หาที่สุดมิได้


อาจารย์เล่าว่า...มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อตั้งคำถามว่า “ลูกเคยไปทะเลไหม ?” “ลูกเคยเห็นไหม ทะเลน่ะ..ไกลสุดหูสุดตาเลยลูก ...พ่อก็เคยไป”

อาจารย์ถามหลวงพ่อว่า ท่านไปตอนไหน ....“พ่อทำสมาธิไป ...พ่อเห็นน้ำทะเลน่ะ ไกลลิบเลยลูก แล้วที่ไกลสุดนั้นก็มีฟ้าติดกับน้ำทะเล ...แต่พ่อไม่เห็นฝั่งเลยนะ เห็นแต่เรือประมงที่แล่นไป ตั้งแต่ลำใหญ่จนเหลือแค่ลำเล็กๆ เป็นจุดเล็กๆ เลยนะลูก ...ตรงนั่นแหละทะเลกับฟ้าจรดกัน โค้งยาวเลยนะลูกนะ ซึ่งนั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าโลกกลม พ่อก็ทัศนาไปตรงนั้น ขณะที่ทัศนาไปตรงนั้น พลันก็มีกระแสลมแห่งความเย็นของพระธรรมก็ได้พัดผ่านเข้ามาในจิตใจ ทำให้รู้สึกว่า ...มันจะไกลขนาดไหน จะกว้างใหญ่ขนาดไหน ก็เพียงแค่ธรรมะเท่านั้นเอง ทุกอย่างล้วนเกิด - ดับ ...ถ้าเผื่อมีธรรมะแล้ว โลกอื่นๆ นั้นแคบหมด แต่โลกแห่งธรรมะนี่ซิสำคัญยิ่งใหญ่กว่า”.

ที่อาจารย์นำมาเล่า โดยเฉพาะสิ่งที่หลวงพ่อบอกว่า ...สิ่งใดๆจะกว้างใหญ่ขนาดไหน เมื่อเทียบกับโลกแห่งธรรมะแล้วล้วนแคบหมด ทั้งนี้เพราะในพระอภิธรรมนั้น ได้กล่าวถึงทะเล ซึ่งเรียกว่า สาคร มี ๔ ประเภท ด้วยกัน คือ

๑.สังสารสาคร แปลว่า ทะเลหลวงแห่งสังสารวัฏ
๒.ชลสาคร แปลว่า ทะเลหลวงแห่งน้ำ (ในมหาสมุทร)
๓.นัยสาคร แปลว่า ทะเลหลวงแห่งนัย (พระอภิธรรมปิฏก)
๔.ญาณสาคร แปลว่า ทะเลหลวงแห่งญาณ (พระสัพพัญญุตาญาณ)

การที่หลวงพ่อนำเรื่องนี้มาสอน ก็เพื่อจะชี้ให้พวกเราเห็นว่า ทุกวันนี้เราได้ทำในสิ่งที่ประเสริฐสุด และยิ่งตอกย้ำให้เรารู้สึกว่า สิ่งต่างๆ ที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่วิเศษเท่ากับการได้ศึกษาพระอภิธรรม แม้การฟังจะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้เรียนเลย เพราะอะไร เพราะทุกวันนี้ที่เราได้มีความโชคดีทั้ง ๔ คือ หนึ่ง เกิดมาเป็นมนุษย์ สอง ยังมีชีวิตอยู่ สาม ได้พบพระพุทธศาสนา และที่สำคัญคือ สี่ ได้มีโอกาสฟังธรรม โดยเฉพาะธรรมอันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ คือเราได้รู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตจากสาคร ๔ นั่นก็คือ

โดย วยุรี [5 ก.ค. 2550 , 16:13:06 น.] ( IP = 58.9.142.25 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๑. สังสารสาคร

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ซึ่งกำลังเป็นไปไม่ขาดสาย ท่านเรียกว่า สงสาร(สังสารวัฏ)” ... ชี้ให้เราเห็นว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้นยิ่งใหญ่มากมาย จึงเรียกว่า สังสารสาคร คือ..ทะเลหลวงแห่งสังสารวัฏ เพราะจุดเริ่มต้นแห่งการเกิดไม่มีปรากฏ ไม่มีกำหนด ไม่มีขอบเขต เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดนั้น เมื่อร้อยปีที่แล้ว หมื่นปีที่แล้ว หรือร้อยกัปป์ที่แล้ว เริ่มต้นตรงไหน ? พระพุทธเจ้าตรัส “ไม่มีขอบเขตได้เลย” แม้นจะล้านกัปป์ที่แล้ว เพราะสังสารวัฏนี้ เป็นสังสารสาคร คือใหญ่เกินกว่าที่จะประมาณ ...หาที่สุดมิได้ แล้วเราทุกคนก็ว่ายวนอยู่ในสังสารสาครนี้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุดตั้งต้นของอวิชชา เริ่มต้นตรงไหน เมื่อไร ...รู้ไม่ได้ นี่คือคำประกาศของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ที่ชี้ให้เห็นความน่ากลัวของสังสารวัฏ โดยตรัสว่า อวิชชาหาเบื้องต้นไม่ได้ เพราะอะไร เพราะถ้าทำลายอวิชชาได้ ก็ไม่เกิด แต่ที่เรายังเกิดอยู่ เพราะมีอวิชชา ที่หาเบื้องต้นไม่ได้เลย เพราะเป็นสังสารสาคร...หาที่สุดมิได้



๒. ชลสาคร

มหาสมุทร ที่เรียกว่า ชลสาคร เพราะมีความลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ไม่สามารถประมาณน้ำได้ว่ามีมากมายเท่าไร หลวงพ่ออุปมาว่า ถ้าตักขึ้นมา ๑๐๐ อ่าง ก็ไม่หมด ...๑,๐๐๐ อ่างก็ไม่หมด ...ล้านอ่างก็ไม่หมด ประมาณได้ไหมว่าเมื่อไรจะหมด ....ไม่สามารถประมาณได้ เพราะมากมาย ...หาที่สุดมิได้ จึงเรียกว่า ชลสาคร

ท่านอาจารย์ถามหลวงพ่อว่า ...ที่กล่าวสอนชลสาครเพื่ออะไร ? หลวงพ่อบอกว่า ...พระพุทธองค์ประสงค์ที่จะบอกเราให้รู้ว่า ชีวิตที่ผ่านๆ มาในสังสารสาครนั้น น้ำตาที่เราร้องไห้ ด้วยความเสียใจมากยิ่งกว่าชลสาคร และถ้าเรายังเกิดต่อไป เราต้องร้องไห้อีกแค่ไหน น้ำตาจะมากมายสักเพียงใด ...นี่แหละชลสาคร …ที่หาที่สุดมิได้

โดย วยุรี [5 ก.ค. 2550 , 16:26:04 น.] ( IP = 58.9.142.25 : : )


  สลักธรรม 2

๓. นัยสาคร

นัยสาคร คือ พระไตรปิฎก ได้แก่พระพุทธวจนะ คือคำพูดคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อใดกุลบุตรทั้งหลายผู้ที่มีความถึงพร้อมด้วยศรัทธา มากด้วยความเลื่อมใส ยิ่งยวดด้วยปัญญา ....ผู้ที่ถึงพร้อมทั้งสาม ได้มาพิจารณาทบทวนตันติทั้งสอง (พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก) แล้วบังเกิดความปีติโสมนัส อย่างหาที่สุดมิได้

อาจารย์ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ...พระภิกษุผู้ทรงวินัย ได้ทบทวนคัมภีร์พระวินัย และเห็นว่าการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นมาแต่ละข้อๆ นั้น ล้วนสมควรแก่เหตุผลจริงๆ ไม่ได้ยกเมฆขึ้นมา เช่นการละเมิดสิกขาบทข้อนี้ๆ จะให้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการบัญญัติเช่นนี้มิใช่วิสัยของบุคคลทั้งหลายจะทำได้ จะต้องเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วบังเกิดความปีติโสมนัสอย่างหาที่สุดมิได้

อาจารย์อุปมาให้พวกเราเห็นชัด โดยยกเอาเรื่องอกุศลกรรมบถ ๑๐ มาให้ฟังว่า หากเราทำผิดข้อปาณาติบาต คือฆ่าสัตว์ ผลที่จะได้รับมี ๙ ประการ คือ ๑. ทุพพลภาพ ๒. รูปไม่งาม ๓.....และ ๙ อายุสั้น ...หากเราพิจารณาทบทวนแล้ว ก็จะเห็นว่าสมควรแก่เหตุผลจริงๆ เช่นเวลาเราฆ่าสัตว์ กว่ามันจะตาย ตัวก็ต้องหงิกงอ ซึ่งเป็นอาการของทุพพลภาพ แล้วภาพนั้นก็เป็นอารมณ์ให้กับเรา ซึ่งนั่นคือผลที่เราต้องได้รับต่อไป เมื่อเราคิดย้อนไปมาก็จะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แต่งขึ้นเอง แต่เป็นเรื่องที่สมเหตุ สมผล

เช่นเดียวกันกับที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติโทษของปาราชิกว่า เหมือนภิกษุผู้นั้นเอาเท้าแช่อยู่ในกระทะทองแดง ถ้าไม่ลาสิกขาบทออกไป ก็จะต้องแช่อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา รังแต่จะเกิดทุกขเวทนาตลอด เพราะอะไร ...เมื่อนำมาพิจารณาแล้วจะเห็นว่า หากยังครองความเป็นพระ(ทั้งที่ไม่เป็นแล้ว) ก็ต้องเรียกตนเองว่า อาตมา ซึ่งผิดไหม...ผิด แล้วยังออกบิณฑบาต ทำตัวเยี่ยงขอทานที่ไร้ศักดิ์ศรี เป็นการทำบาปเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ...ฉะนั้นเมื่อพระวินัยธรพิจารณาทบทวนโทษของการล่วงละเมิดสิกขาบทเช่นนี้แล้ว ก็เห็นว่าการบัญญัติสิกขาบท ไม่ใช่วิสัยของชนเหล่าอื่น แต่เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงบังเกิดความปีติโสมนัสอย่าง ...หาที่สุดมิได้

ในทางพระอภิธรรมก็เช่นกัน เมื่อพิจารณาทบทวนคัมภีร์พระอภิธรรม ก็บังเกิดความเลื่อมใส เพราะในอภิธรรมล้วนกระจายเหตุผล มากด้วยเนื้อหา และเนื้อแท้ (อาจารย์ชี้ให้เห็นว่าชื่อจิตต่างๆ รวมถึงรายละเอียดที่เรียนคือเนื้อหา ส่วนเนื้อแท้คือ จิตเกิด-ดับ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน) และให้สาระประโยชน์

พระพุทธองค์ทรงจำแนกแจกแจงธรรมออกเป็นขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง อินทรีย์บ้าง พละบ้าง โพชฌงค์บ้าง กรรมบ้าง วิบากบ้าง และทรงจำแนกอย่างละเอียดสุขุมคัมภีรภาพในธรรมเหล่านั้นออกเป็น รูปธรรม และอรูปธรรม(นามธรรม) พระพุทธองค์จำแนกออกเป็นส่วนๆ ให้เห็นความจริงของชีวิต และกระจายชีวิตออกมาเป็นส่วนๆ แสดงไว้ เหมือนการนับดาวทั้งหลายในท้องฟ้า ฉะนั้นภิกษุผู้พิจารณาทบทวนพลันบังเกิดความปีติและโสมนัสอัน...หาที่สุดมิได้



ตรงนี้… หลวงพ่อเล่าว่า มีเทวดากลุ่มหนึ่งโต้เถียงกับพระเถระรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า มหานาคติมิยติสสทัตตะ ว่า .....กระแสคลื่นในมหาสมุทร และกระแสลมในโลกกำหนดกำลังแรงได้ไหมหนอ พระเถระตอบว่า ....พระมหาสมุทรถึงสุดจะคะเนได้ ก็ยังมีฝั่ง (แผ่นดิน)เป็นที่สุด น้ำทะเลที่ลึกสุดคณา ก็ยังมีพื้นดิน(ใต้ท้องทะเล)เป็นที่สุด... แต่คัมภีร์สมันตปัฏฐานเท่านั้นที่ไม่มีใครคะเนได้ว่าประมาณเท่าไร สมันตปัฏฐาน ๒๔ ประเภทมีกำลังแรงยิ่งกว่ากระแสคลื่นในมหาสมุทร และกระแสลมในโลกทั้งหมด

พระเถระบอกแก่เทวดาว่า ผู้ที่หยั่งรู้ได้ทั่วในสมันตปัฏฐานมีแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(ผู้ไม่มีกิเลสตรึงตรา)เท่านั้น สิ่งเหล่านี้แหละเรียกว่า นัยสาคร

โดย วยุรี [5 ก.ค. 2550 , 16:39:02 น.] ( IP = 58.9.142.25 : : )


  สลักธรรม 3

๔. ญาณสาคร

ญาณสาคร หมายถึง พระสัพพัญญุตญาณ เพราะไม่ว่าจะเป็นสังสารสาคร ชลสาคร และนัยสาคร นั้น จะไม่มีใครสามารถรู้สาครนั้นๆได้ด้วยญาณอื่นเลย แต่สามารถรู้ได้ด้วยพระสัพพัญญุตาญาณโดยเฉพาะเท่านั้น จึงมีชื่อเรียกว่า ญาณสาคร คือทะเลหลวงแห่งความรู้

บรรดาสาครทั้ง ๔ เหล่านี้ พระพุทธองค์มุ่งประสงค์เอานัยสาคร เพราะเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นที่รู้แจ้งแทงตลอด

พระผู้มีพระภาคเจ้า (ของเรา) พระองค์นี้ เมื่อประทับนั่งที่ควงไม้โพธิ์ ทรงรู้แจ้งแทงตลอดในนัยสาครนี้แล้ว ทรงพระดำริว่า...ว่าพระองค์ทรงเสาะแสวงหาธรรมนี้มาตั้งแต่เมื่อไร ก็ระลึกล่วงไปถึง ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัปป์ ครั้นแล้วเราก็มานั่งอยู่ ณ บัลลังก์นี้ ทำกิเลส ๑,๕๐๐ ให้หมดสิ้นไป ได้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมนี้แล้ว ทรงประทับนั่งพิจรณาทบทวนพระธรรมที่ทรงรู้แจ้งแทงตลอดอยู่โดยบัลลังก์เดียวตลอด ๑ สัปดาห์ จึงเสด็จลุกขึ้นจากบัลลังก์ ประทับยืนทอดพระเนตรโพธิบัลลังก์ตลอดสัปดาห์ โดยไม่ทรงพระเนตร ด้วยทรงรำพึงว่า..เรารู้แจ้งแทงตลอดพระ สัพพัญญุตาญาณ ณ. บัลลังก์นี้ ...นี่คือที่มาของญาณสาคร



อาจารย์ยังได้ย้ำให้พวกเราทุกคนได้ตระหนักว่า ที่เอาเรื่องนี้มาพูด เพราะทุกวันนี้ เราทุกคนได้อาศัยพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระพุทธองค์ทรงใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับอีกแสนกัปเพื่อค้นหาธรรมเหล่านี้ ตลอดจนทางพ้นทุกข์ คือมหาสติปัฏฐาน ...กว่าพระองค์จะรู้จนสามารถกระจายธรรมออกมา และเส้นทางที่จะทำให้พวกเราพ้นจากสังสารสาคร ชลสาคร นัยสาครด้วยสัพพัญุตาญาณนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ...ฉะนั้น นี่คือความมีโชคของเราที่ได้ศึกษาเล่าเรียน และเราควรจะไม่ให้การศึกษาเล่าเรียนนั้นสูญเปล่าไป ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราออกเดินทาง เพราะเมื่อมีเส้นทางแล้วก็ต้องมีการเดินทาง เราจะได้อาศัยความเพียบพร้อมในการก้าวไปจากภพสูภพ ก้าวจากความเป็นผู้มีโชคในภพ(นี้) ไปมีโชคในภพ(หน้า) และก็ก้าวไปมีโชคในภพ คือการเกิดเป็นผู้มีโชคในภพต่อๆไป

เพราะการที่เราอยู่ในศีล (ไม่ทำอกุศลกรรมบถ ๑๐) นั่นก็คือ เรากำลังนำโชคให้กับตนเอง เพราะว่าชีวิตจากการมีศีล เป็นชีวิตที่ดี อายุยืน สุขภาพแข็งแรง...เป็นต้น และชีวิตจากการศึกษาธรรม ทำความคุ้นเคย และจงรักในพระศาสนา หมั่นสวดมนต์ ภาวนา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราอยู่ในเกณฑ์เข้าใกล้พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า คือเกิดในศาสนาพุทธ ความคุ้นเคยทำให้เราฝักไฝ่ ยินดีที่จะเรียน ยินดีที่จะทำ แล้วเราก็จะได้รับคำแนะนำจากสัปบุรุษ ...เมื่อนั้นความโชคดีที่จะหมดไปในชาตินี้ เชื่อว่าชาติหน้าเราต่อไป จงจำไว้ว่า.... ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มา ถ้าเผื่อเราไม่ทำที่ตนเอง

โดย วยุรี [5 ก.ค. 2550 , 17:07:14 น.] ( IP = 58.9.142.25 : : )


  สลักธรรม 4

ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องที่อาจารย์บอกว่า ขอนำมาบอก นอกจากนี้ท่านยังมีคำพูดมาเตือนพวกเราว่า ...หากเราไม่รีบทำ(นำโชคให้ตนเอง) จะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต ? เพราะนอกจากชาติหน้าน่ากลัวแล้ว (เพราะเราไม่ทราบว่าจะเกิดมาได้โชคทั้ง ๔ หรือไม่) ชาตินี้ก็น่ากลัว เพราะว่าภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป บรรยากาศของโลกเกิดรอยรั่ว แผ่นดินไหว เปลือกโลกแยก การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกที่จะทำให้เกิดคลื่นยักษ์ ทะเลหิมะละลาย อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ...สรุปได้ว่า ภัยพิบัติเหล่านี้อยู่ประชิดตัวเรา พร้อมที่จะเกิดภัยพิบัติได้ทุกเมื่อ



หากถามว่าความปลอดภัยอยู่ที่ไหน ก็ต้องตอบว่า ... อยู่ที่ใจของเรา เพราะใจ(จิต)ที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ...อาจารย์บอกว่า พวกเราควรรีบทำความดี เพื่อเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ ที่กำลังจะเกิดกันเถอะ....แล้ววันนั้นท่านก็นำเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนามาอบรมพวกเราอย่างเข้มข้น พร้อมให้พวกเราหมั่นระลึกว่า

“พระพุทธองค์ทรงใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับอีกแสนกัป กว่าจะได้ธรรมอันเป็นทางพ้นทุกข์ คือมหาสติปัฏฐานนี้ ...ชีวิตเราเองก็ครึ่งชาติกันมาแล้ว เราจะใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้นไม่ได้หรือ เพื่อที่จะเดินไปตามทางนั้น ....เพื่อที่จะได้พ้นไปจากสังสารสาคร ชลสาคร... กันเสียที”

....นี่คือ น้ำใจที่หลั่งไหลออกจากใจอันมีพลัง ที่อาจารย์บอกว่า “วันนี้รู้สึกมีพลังใจ แต่รู้ว่าพลังใจนี้ก็เป็นอนัตตา... ฉะนั้นวันนี้ขณะที่มีเหตุปัจจัยพร้อม ก็อยากจะทุ่มเทสิ่งที่มีค่ายิ่งนี้ให้กับพวกเราทุกคน”

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ .ที่นำสิ่งวิเศษ นั่นคือ วงล้อทอง (สติมา สัมปชาโณ อาตาปี) ที่จะนำชีวิตออกจาก วงล้อทุกข์ (กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิบากวัฏ) ไปสู่ วงล้อไท (สันติบท คือ พระนิพพาน) ...จาการสอนของหลวงพ่อมาถ่ายทอดให้พวกเราได้มีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติ (โยนิโสมนสิการ)ได้ถูกต้องขึ้น




โดย วยุรี [5 ก.ค. 2550 , 17:19:52 น.] ( IP = 58.9.142.25 : : )


  สลักธรรม 5

ฟ้าสีหม่นเมฆหมองลอยฟ่องฟ้า
แว่วเสียงครืนครื้นมาเสียงฟ้าแว่ว
แนวพุ่มพฤกษ์พัดไหวลมไล่แนว
ตาเห็นฟ้าเลือนแล้วเพราะน้ำตา

แปลกหนอใจเมื่อได้โศกโลกผิดแปลก
ฟ้าพลันแยกสีไปไร้สีฟ้า
พาใจไร้หลักเกาะเพราะลมพา
รินน้ำตาแทนฝนล้นหลั่งริน

น้ำตานองร้องไห้กลายสายน้ำ
สิ้นชีพซ้ำร้องใหม่ไม่จบสิ้น
ชินกับทุกข์หลากมาจนชาชิน
กลายเป็นสินธุ์มหาสมุทรสุดกลับกลาย

วัฏฏะกรรมร้อยวงเป็นกงวัฏ
สายสัมผัสหลอกลวงเป็นบ่วงสาย
วายวุ่นกับกิเลสจนวางวาย
ภพมากมายเวียนไปไม่ไร้ภพ


ขอบพระคุณมากคะ สำหรับธรรมนิยาม ที่พี่วยุรีได้นำมาเสนอให้ได้อ่านหาความรู้ และเพื่อความแจ้งแก่ใจ ในเรื่องของวัฏฏสงสารนี้นะคะ

อ่านและทำความเข้าใจแล้ว ได้ข้อคิดมากมาย มากจนใจหดหู่เลยคะ ซึ่งความมีชีวิตที่เป็นไปในวัฏฏะกรรมนี้น่ากลัวมากและหาทางออกได้ยากยิ่ง จึงต้องรีบหาที่พึ่งในขณะที่ยังมีที่พึง คือ พระสัทธรรม อยู่ให้ศึกษาแนวทางแห่งความพ้นไปจากความทุกข์แห่งวัฏฏะนี้ให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะบ่ายหน้าไปสู่ความสิ้นสุดลง โดยเฉพาะชีวิตชาตินี้ ชาติที่มีความโชคดีให้อาศัยเสาะแสวงหาหนทางแห่งมัคคสามังคีนั่นเอง

กราบเคารพในพระคุณ และระลึกยิ่งในความเมตตาของหลวงพ่อผู้เพียรบอกทางที่ควรเดิน
และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ผู้นำความเจริญมาสู่ทุกคนด้วยกรุณาธรรม
ตลอดจนพี่วยุรีผู้พลีเวลาเพื่อถักสานถ้อยคำ ออกมาเผื่อแผ่แก่สาธารณชนด้วยเมตตาคะ อนูโมทนาในกุศลอย่างยิ่งค่ะ



โดย ดอกแก้ว (พี่ดอกแก้ว) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2550 , 19:35:20 น.] ( IP = 58.9.142.25 : : )


  สลักธรรม 6

ขอน้อมกราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อค่ะ
ที่นำธรรมอันเปี่ยมด้วยพระมหาธิคุณมาฝาก
ประกอบกับอรรถรสแห่งธรรมที่ลึกซึ้ง


กราบขอบพระคุณในความกรุณาของท่านอาจารย์ที่เป็นเสมือนฑูตแห่งสาระธรรมมาอธิบาย
ด้วยความปราณีตและความรักมาแจกแจง


ขอบพระคุณในความงดงามแห่งจิตใจของ อ.วยุรี
ที่นำธรรมอันมีค่ามาฝากเสมอๆ
และช่วยหล่อหลวมใจให้มีพละที่จะกระทำชีวิตความดียิ่งขึ้น
และกลัวโทษภัยของการมีชีวิตยิ่งขึ้น

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 ก.ค. 2550 , 20:36:03 น.] ( IP = 125.24.63.119 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านแล้วทำให้เข้าใจเรื่องสาครได้อย่างซาบซึ้งค่ะ

ได้เห็นความกว้างใหญ่และความน่ากลัวของวัฏฏภัย

กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาของหลวงพ่อค่ะ

และหากขาดซึ่งอาจารย์แล้ว พวกเราก็มิอาจได้ข้อธรรมเหล่านี้มาสอนใจ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์วยุรีมากค่ะ
ที่สละเวลานำธรรมะพร้อมคำอธิบายต่างๆเหล่านี้มาให้น้องๆได้อ่านอย่างละเอียด

โดย พี่ดา [6 ก.ค. 2550 , 09:42:17 น.] ( IP = 124.121.172.214 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างยิ่งเจ้าค่ะ ที่ได้กรุณาเมตตาสอนเรื่องทะเลหลวงแห่งชีวิต

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์วิชิตที่นำคำสอนของหลวงพ่อมาถ่ายทอดให้ลูกๆ ได้รับรู้ได้เข้าใจ และยังประทับใจกับคำพูดของท่านที่ว่า..."วันนี้รู้สึกมีพลังใจ แต่รู้ว่าพลังใจนี้ก็เป็นอนัตตา... "

กราบขอบพระคุณอาจารย์วยุรีในกุศลจิตที่ได้กลั่นกรองเรียงร้อยคำสอนออกมาเป็นถ้อยคำให้ได้อ่านและได้ประโยชน์กันด้วยค่ะ กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย Kamolchanok [6 ก.ค. 2550 , 11:01:23 น.] ( IP = 58.9.136.238 : : )


  สลักธรรม 9

หากเราไม่รีบทำโชคให้ตนเองด้วยการศึกษาและเจริญสติปัฏฐานแล้ว สังสารสาครและชลสาครก็จะไม่มีที่สิ้นสุด

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อที่ได้เพียรสอนค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้นำคำสอนมาถ่ายทอดและอธิบายให้เข้าใจค่ะ

และขอบพระคุณพี่วยุรีที่รวบรวมคำสอนเพื่อให้ประโยชน์กับผู้อ่านค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2550 , 12:54:20 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )


  สลักธรรม 10


อ่านนิยามความหมายของ"สังสารสาคร" และ"ชลสาคร"แล้วก็ทำให้รู้สึกวังเวงวิเวกใจยิ่งนัก


ยิ่งเห็นภาพทะเลที่อาจารย์นำมาลงประกอบกระทู้แล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาของเราในอดีตชาติและชีวิตที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตชาตินั้นช่างยาวนาน ยืดเยื้อ และเต็มไปด้วยห้วงแห่งความทุกข์ความโศกไม่รู้จักจบจักสิ้น และที่น่ากลัวที่สุดก็คือ แม้กระทั่งตัวเราของเองก็ยังไม่รู้เลยว่าชีวิตในอนาคตข้างหน้าของเรานั้นจะสามารถตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันที่มีที่มาจากการเกิดนั้นได้หรือไม่


อย่างไรก็ดี เมื่อได้อ่านนิยามความหมายของ "นัยสาคร" และ "ญาณสาคร" แล้วก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยในโลกอันน่ากลัวนี้ก็ยังมี "พระไตรปิฏก" และ "พระสัพพัญญุตญาณ" อันเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ช่วยให้เราได้เข้าถึงความจริงเพื่อที่จะพ้นไปจากความทุกข์ความโศกและความไม่แน่นอนเหล่านั้นไปได้ด้วยความศรัทธาและความเพียรของเราเอง


ข้าพเจ้าขอถวายชีวิตน้อมกราบบูชา "พระไตรปิฏก" อันเป็นที่รวบรวมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ "พระสัพพัญญุตญาณ" อันบ่มเพาะขึ้นด้วยเวลาถึง๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัปป์ ด้วยความเคารพและเทิดทูนยิ่ง


กราบขอบพระคุณหลวงพ่อผู้มีเมตตาทำให้ลูกได้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้แต่ไม่เคยรู้
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ผู้เสียสละแรงกายและแรงใจทุ่มเทให้ธรรมกับบรรดาศิษย์โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
และกราบขอบพระคุณอ.วยุรีผู้คอยรวบรวมข้อธรรมที่มีประโยชน์มาหยิบยื่นให้พวกเราได้อ่านกันในลานธรรมนี้อยู่เสมอ

โดย เณรจิ๋ว (dong) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 ก.ค. 2550 , 14:55:35 น.] ( IP = 202.231.41.1 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org