มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


วิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิต




หลายวันมานี้ ...น้องกิ๊ฟได้เรียนรู้และรู้จักอะไรมากมาย ได้รู้ว่าโลกที่กว้างๆ และมีมากมายหลากหลายถึง ๓๑ภูมินั้น กลายเป็นโลกที่แคบๆ เหลือเพียงจิต เจตสิก และรูปเท่านั้นเองค่ะ

อาจมีความต่างกาย และต่างจิตที่นำมาเกิดอยู่บ้าง แต่รวมความแล้วก็มีเพียงรูปธรรมและนามธรรมที่มาประชุมกันด้วยเหตุปัจจัยยิ่งมาได้ฟังพี่ดอกแก้วและพี่เณรอธิบายความเป็นไปของชีวิต ในสภาพวงจรของปฏิจสมุปบาทแล้วก็ยิ่งเห็นถึงชีวิตที่แคบลงเหลือองค์ประกอบเพียงไม่กี่ชนิด แต่มีอานุภาพก่อสงสารได้อย่างไม่สิ้นสุด

การได้ถูกถามถึง..ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา นอกจากจะทำให้สำนึกรู้สึกตัวแล้ว ยังได้กลายเป็นคำถามเล็กๆย้อนกลับมาถามตนเองว่า ศึกษาธรรมะไปเพื่ออะไร? ความสุขความเจริญที่สุดคือคำตอบที่ตนเองได้

การได้อ่านความเห็นและการนำเสนอเรื่องราวของหลายๆท่านในกระทู้ ก็ยิ่งทำให้มีคำถามเกิดขึ้นว่า บางท่านเหล่านั้นต้องการอะไรในการตั้งคำถามหรือการนำเสนอเรื่องราวและได้ประโยชน์จากคำตอบที่ได้รับหรือไม่?

คิดๆแล้วก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งของพี่ดอกแก้วขึ้นมาค่ะ ชื่อหนังสือ ..กำลังภายในช่วยคุณได้จริงๆ ...เป็นหนังสือเล่มบางๆที่มีประโยชน์มาก เพราะประกอบไปด้วยหลักและวิธีการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขให้เป็นไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหนังสือที่อ่านง่าย... เข้าใจง่ายเหมาะสำหรับทุกชีวิตที่ต้องการความเจริญ

คิดต่อไปก็นึกถึงนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้มีโครงการปฏิบัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพข้าราชการ ความเห็นโดยส่วนตัวก็คือ... หนังสือเล่มนี้เหมาะมากกับโครงการดังกล่าว

ก็ไม่ทราบว่าหนังสือเล่มนี้จะมีการพิมพ์เผยแผ่ไว้ในกระทู้ก่อนหน้านี้บ้างไหม แต่ในวันนี้ตั้งใจเป็นพิเศษค่ะที่จะพิมพ์มาให้อ่านกัน เผื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้ใดบ้าง

อาจจะดูว่าเป็นหลักธรรมขั้นพื้นฐานนะคะ แต่ถ้าพื้นฐานไม่ดีหรือไม่แน่นแล้ว ก็อย่างหวังเลยว่าจะประสบความสำเร็จในขั้นสูงได้เพราะความอ่อนแอที่มี..ย่อมทำให้ไปไม่ถึงดวงดาวอย่างแน่นอน

เชิญติดตามรายละเอียด..วิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิต ..ที่เขียนโดยพี่ดอกแก้ว ได้แล้วค่ะ

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:02:12 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

วิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิต


คนเราจะเจริญก้าวหน้าด้วยดีนั้นก็ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องประกอบชีวิต ถ้าผู้ใดไม่มีธรรมเป็นเครื่องประกอบชีวิตแล้ว ชีวิตจะมีความบกพร่องไม่สมบูรณ์

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่คนบางคนในบางแห่งว่า "ธรรมะเท่านั้นเป็นเครื่องตัดสินคนได้ว่า ใครดีใครชั่วต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องพิจารณา ผู้ใดมีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ เรียกได้ว่าเป็นคนดี ผู้ที่ไม่มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ เรียกว่าเป็นคนไม่ดี"

การที่เราจะวัดค่าของความเป็นคนนั้น บางทีเราวัดกันที่ศีล ดั่งเช่น ศีล ๕ นั่นเอง ถ้าใครรักษาศีล ๕ ไว้ได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง จัดว่าเป็นคนได้ ๑๐๐% และจะมากจะน้อยก็อยู่ที่ตนเอง

เฉลี่ยศีล ๕ นั้นออกเป็นคะแนน จะได้ข้อละ ๒๐ คะแนน ดังนั้น ผู้ไม่รักษาศีล ๕ หรือไม่มีศีล ๕ ไม่ชื่อว่าเป็นคนเลย ดั่งที่เรียกว่า มนุสสเปโต มนุสสติรัจฉานโน เป็นต้น

ส่วนคำว่า คนดี ในภาษาบาลีเรียกว่า สัตบุรุษ หรือ สัปปุรุษ ซึ่งแปลว่า คนดีหรือคนสงบ คนไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่ง ไม่เป็นผู้ที่จะก่อความเดือดร้อนแก่ใครๆ

หลักธรรมที่จะคุ้มครองจิตใจของสัตบุรุษทั้งหลาย มีหลายประการหลายหมวดด้วยกัน แต่ที่จะนำมาอธิบายให้เกิดพลังเพื่อต้านทานสิ่งชั่วร้าย หรือที่จะเรียกว่าเป็น กำลังภายใน เพื่อให้บุคคลมีชีวิต และความเป็นอยู่ ที่สมบูรณ์ราบรื่นได้ มี ๕ ประการ คือ

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:12:33 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 2

๑.

ศรัทธา ...ความเชื่อ


พระพุทธองค์ทรงสอนสั่งให้เราอย่าเชื่ออะไรโดยปราศจากเหตุผล เพราะธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุทั้งสิ้น

มิหนำซ้ำพระองค์ทรงสั่งว่า อย่าเชื่อ...

โดยฟังตามกันมา
โดยสืบทอดตามกันมา
โดยตรึกตามอาการ
โดยอนุมานเอา
โดยอย่าเชื่อว่าเป็นลัทธิของเรา
โดยคิดว่าผู้พูดน่าเชื่อ
โดยอ้างตำรา
โดยคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์

แต่เมื่อจะเชื่อต้องเชื่ออย่างมีเหตุผลเท่านั้น ได้แก่ ศรัทธา ๔ นั่นเอง คือ

๑. เชื่อเรื่องกรรม
๒. เชื่อเรื่องวิบากกรรม
๓. เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน
๔. เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เราสามารถนำศรัทธาหรือความเชื่อมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราเพื่อสร้างความเจริญให้แก่ชีวิตได้ ดังนี้

เราจะต้องปลูกศรัทธาความเชื่อ ..ให้เกิดในใจของเรา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น เมื่อเราได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใด ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เราเจริญแล้ว เราต้องบอกตัวของเราเองบ่อยๆว่า "เราทำได้"

เราต้องปลูกความมั่นใจไว้ตลอดเวลาตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าหากคิดจะทำอะไร ..ต้องบอกกับตัวเองเสมอว่า"เราทำได้...เราสามารถทำได้"..."เมื่อผู้อื่นทำได้ ..ฉันต้องทำได้"

การพูดกับตัวเองบ่อยๆเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปลุกเสกจิตใจตนเองให้เข้มแข็ง เป็นการสร้างกำลังใจให้เกิดขึ้น

เพราะการจะอยู่ในโลกนี้ ต้องอยู่ด้วยความเข้มแข็ง ไม่ใช่อยู่อย่างท้อแท้หรือเบื่อหน่าย ต้องอยู่ด้วยความสดชื่นแจ่มใส เพื่อที่จะเอาชนะสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคของชีวิตในแต่ละวันๆ ให้ได้

เรียกว่า มีความมั่นใจเป็นกำลังใจ หรือ กำลังภายในประการหนึ่ง ซึ่งเราควรทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:21:48 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 3

๒.

วิริยะ...ความเพียร


คำว่า ความเพียร คือ มีความเพียรมั่น เมื่อเราปลูกศรัทธาเป็นกำลังใจหรือกำลังภายในแล้ว ต่อไปก็ต้องมีความเพียรด้วย ซึ่งเราได้เห็นตัวอย่างมากมายของคนที่มีความเพียรมั่น ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา(วิบากรรม) เช่น กีฬาของคนพิการ (เฟสปิกเกมส์) เป็นต้น

พระพุทธภาษิตที่ว่า คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร หรือคำที่พระมหาชนกกล่าวว่าเกิดเป็นคนต้องทำเรื่อยไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

หลักทั้งสองข้อนี้ดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้บอกตนเองบ่อยๆ ในยามท้อแท้ได้เป็นอย่างดี

แต่ความเพียร (วิริยะ) นั้นเป็นดาบสองคม คือจะเป็นทางที่ดีก็ได้ เป็นไปในทางที่ไม่ดีก็ได้

เพราะตามสภาวะธรรมแล้ว วิริยะเจตสิกสามารถประกอบกับจิตได้ถึง ๗๓ ดวง แต่มีจิตที่มีวิริยะประกอบนั้น เราควรเจริญความเพียรเพียงแค่ ๒๑ ดวง คือ มหากุศลจิต ๘ ดวง มหัคตกุศลจิต ๙ ดวง และมรรคจิต ๘ ดวง เท่านั้น เราจึงควรเพียรทำแต่สิ่งที่ดี และเพียรละสิ่งที่ชั่ว

ในการสร้างหรือกระทำความเพียรนั้น เราต้องมีเป้าหมายในความเพียรเป็นสำคัญ

ในทางพระพุทธศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวพุทธ มีความมุ่งหมายในชีวิตด้วยการสร้างสัมมาทิฏฐิ ซึ่งความมุ่งหมายนั้นเป็นเสมือนเข็มทิศของชีวิต และเมื่อมีจุดหมายแล้ว เราควรคิดด้วยว่า เราจะทำอย่างไร? ... จึงจะไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้โดยไม่ยอมท้อถอย ไม่ยอมเลิกในสิ่งที่เราตั้งใจ

บุคคลที่มีความเพียรมั่น ย่อมไม่กลัวต่ออุปสรรคไม่กลัวต่อความยากลำบาก เมื่อตั้งใจจะไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ ก็ต้องไปให้ถึง แต่ขอให้ตั้งจุดหมายในทางที่ดีงาม อย่าตั้งจุดหมายในทางที่จะเกิดความวุ่นวายแก่ใครๆ

ต้องหมั่นคิดอย่างนี้ และระลึกให้ได้เสมอ จะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีความเพียรมั่น ชีวิตจะรุ่งโรจน์ในงานที่ตนกระทำ สมดั่งความตั้งใจแน่นอน

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:44:13 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 4

๓.

สติ...ความระลึกได้


สติ หมายความว่า ความระลึกรู้สึกตัว หรือนึกได้อยู่เสมอในเรื่องราวต่างๆ ที่เราจะต้องจัดแจง หรือในเรื่องที่เราจะต้องทำ

คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า"ไปไหนอย่านั่งนาน มีงานให้เร่งคิด"คือ ให้คิดถึงงานที่เราจะต้องทำ หรือจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นมงคลต่อชีวิตในข้อที่ว่า "ทำการงานไม่คั่งค้าง"

คนที่มีสติจะไม่หลงเพลิดเพลินในสิ่งต่างๆ ไม่สนุกจนลืมงาน และเป็นคนตรงต่อเวลาในหน้าที่ หรือเรื่องที่ตนจะต้องปฏิบัติ เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก

อีกอย่างหนึ่งเราท่านต้องคำนึงเสมอ ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเตือนไว้ว่า เวลาล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่ท่านให้ระลึกอยู่ทุกๆวัน เพราะว่าเวลาและวารีนั้นไม่คอยใคร ชีวิตนี้สั้นนัก ..มัจจุมารไล่ล่าเราอยู่ ดังนั้น เวลาที่ผ่านไปๆ จะมีค่า.....เวลานั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา

เวลาที่ผ่านไปแล้ว...เราจะเรียกร้องเอากลับคืนมาไม่ได้ เราจึงต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ถ้าเรามีความสำนึกรู้สึกตัวอย่างนี้ได้ตลอดเวลา เราก็เป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์.

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:51:50 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 5

๔.

สมาธิ...ความตั้งมั่น


สมาธิ คือ การสำรวมใจให้แน่วแน่ เมื่อมีสติแล้วเราก็ควรมีสมาธิ เพราะความตั้งมั่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากในการปฏิบัติงานทุกอย่าง

เมื่อเรามีสมาธิมั่นดีแล้ว
สิ่งที่พูด ที่คิด ที่ทำออกมา จะมีความเรียบร้อยประณีตขึ้น

สมาธิหรือความตั้งมั่นนี้
สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดความฟุ้งซ่านของจิตได้เป็นอย่างดี

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ...ย่อมคิดนึกให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ง่าย.

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:59:43 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 6

๕.

ปัญญา...ความรู้ ความเข้าใจ


ปัญญา จัดเป็นกำลังภายในข้อสุดท้าย และเป็นกำลังอันสำคัญมาก
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ อันเกิดจากการศึกษา การฟัง การอ่าน การคิดค้น เรียกว่า ปัญญา

ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ปัญญาทางโลก กับปัญญาทางธรรมและปัญญาทางธรรมนั้น เป็นคุณอันจะนำชีวิตให้พ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง

ในชีวิตของเรานี้ ต้องมีอุดมการณ์ไว้เป็นหลักอยู่สักอย่างหนึ่งว่า เราอยู่เพื่อการศึกษา มีชีวิตเพื่อการศึกษาจึงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ หมั่นหาวิชาใส่ตัวจนกว่าจะไปจากการมีชีวิต


ดังนั้น เวลาไปไหนมาไหนต้องหาความรู้ให้แก่ตนเองให้ได้ ไปเที่ยวก็ต้องไปเพื่อการศึกษา อย่าไปเฉยๆ แม้การคุยก็ต้องเป็นไปเพื่อสาระประโยชน์เพื่อเกิดปัญญา

หากผู้ใดเพียรสร้างกำลังภายในทั้ง ๕ คือ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญาก็จะเป็นพื้นฐานสร้างความก้าวหน้า ให้แก่ชีวิตที่จะเกิดในกาลข้างหน้า

นอกจากกำลังทั้ง ๕ ที่กล่าวมาแล้ว เราท่านทั้งหลาย จะต้องมีคุณธรรมประจำชีวิต เพื่อสร้างความเป็นคนดีให้เกิดขึ้นด้วย

คือ ต้องมีหลักในการดำรงชีวิต
โดยเฉพาะต้องมีธรรมะ ๗ อย่าง เป็นเครื่องสร้างชีวิตให้ดี

เพราะธรรมทั้ง ๗ นี้ มีความสำคัญมากในการมีชีวิต เรียกว่า สัปปุริสธรรม ๗ ประการ ได้แก่

๑. ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
๒. ความเป็นผู้รู้จักผล
๓. ความเป็นผู้รู้จักตน
๔. ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
๕. ความเป็นผู้รู้จักกาล
๖. ความเป็นผู้รู้จักชุมชน
๗. ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคล

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:06:57 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 7

๑.

ความเป็นผู้รู้จักเหตุ


พระพุทธศาสนาสอนเป็นหลักแก่เราไว้ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุ ...ผลจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด การเป็นผู้รู้จักเหตุนั้นหมายความว่า รู้ด้วยปัญญาว่า การที่จะกระทำสิ่งใดนั้นต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่า สิ่งที่สร้างที่ทำไปนี้ ดีหรือชั่ว จะให้ผลอย่างไร

เราต้องศึกษาว่า สร้างเหตุอย่างนี้จะมีผลอะไรเกิดขึ้นติดตามมา การศึกษาอย่างนี้เท่ากับเป็นการสร้างภูมิปัญญาให้เกิดขึ้นในชีวิต และเป็นเครื่องป้องกันความประมาท ที่กล้าเสี่ยงเอาชีวิตที่แสนรักนั้นมาสร้างเหตุทุกข์ให้แก่ตนเอง


๒.

ความเป็นผู้รู้จักผล


ความเป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ว่าสิ่งต่างๆที่ได้พบได้เห็น ได้ยิน หรือได้รับมาในชีวิตนั้น ล้วนมาจากเหตุที่เราสร้างไว้เองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์

ความพร้อมหรือความบกพร่องที่มีต่างๆกันในแต่ละชีวิตไม่มีใครลิขิต ไม่มีใครสร้างซึ่งหมายถึงว่า ถ้าไปเห็นผลอะไรปรากฏขึ้น เราก็ต้องนึกต่อไปว่า ..ผลนี้เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมา การรู้เหตุรู้ผลของเรื่องต่างๆอย่างนี้ จะทำให้เราเป็นผู้ไม่งมงาย ไม่ถูกหลอกง่าย ไม่ให้ใครจูงไปในทางที่ผิดๆ กลับทำให้เราเป็นคนมีปัญญา รู้จักใช้เหตุผลอยู่ตลอดทุกเรื่อง

คนเราในปัจจุบันนี้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยการอาศัยการพิจารณาด้วยเหตุผลตลอดเวลา อย่าใช้แต่อารมณ์ เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาอย่างรอบคอบแล้ว เราก็จะตกเป็นเบี้ยล่างอยู่เรื่อยไป แล้วเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นมาอีก

ส่วนคนที่ใช้ปัญญาพิจารณาค้นคว้าหาเหตุผลในสิ่งต่างๆ ผู้นั้นจะเป็นคนดี มีสติปัญญากำกับชีวิตตนเองได้เป็นอย่างดี


๓.

ความเป็นผู้รู้จักตน


ความเป็นผู้รู้จักตน หมายความว่า ให้รู้จักตนเองว่าเราเป็นใคร เป็นเพศอะไร เป็นหญิงหรือเป็นชาย เป็นผู้น้อยหรือเป็นผู้ใหญ่ เป็นศิษย์หรือเป็นครู และทำตนให้สมกับฐานะที่เป็นอยู่

ในทุกที่ทุกแห่งเราต้องรู้จักว่า ตัวเราคือใคร ควรจะนั่ง จะยืน จะเดิน หรือทำอะไรต่างๆได้บ้าง เมื่อเรารู้จักฐานะตนดีแล้วก็สบาย

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:21:23 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 8

๔.

ความเป็นผู้รู้จักประมาณ


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราทั้งหลายรู้จักประมาณว่า รู้จักประมาณในการหา การใช้ การเก็บ การกิน การนุ่งห่ม หรือแม้แต่การประกอบกิจการงาน ทุกอย่างต้องรู้จักประมาณ ดังคำที่ตรัสไว้ว่า ความรู้จักประมาณคือความพอดี ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

เราต้องรู้จักประมาณตัวของเราเองว่าเรานั้นหาเงินมาได้เท่าไร..ควรใช้สักเท่าไร และพยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง สิ่งใดที่ไม่ควรซื้อไม่ควรจ่าย ก็ไม่ใช้จ่าย สิ่งใดไม่ควรกินไม่ควรดื่ม ก็อย่าไปกินไปดื่ม ที่ใดไม่ควรไป เราก็อย่าไป

อย่างนี้เรียกว่า รู้จักความพอดีของชีวิต หรือจะจำเป็นคาถาไว้ก็ได้ว่ารู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาดีแล้วจึงพอ



๕.

ความเป็นผู้รู้จักกาล


ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้จักเวลานั่นเองเวลานี่สำคัญมาก เราต้องรู้จักว่า เวลานี้ควรทำอะไร เวลานั้นควรทำอะไร โดยเฉพาะเวลาของพุทธศาสนิกชน

ชาวพุทธจะต้องรู้จักแบ่งเวลาให้สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วยคือ เวลาฟังธรรม เวลาสวดมนต์ภาวนา เวลานั่งสงบจิต เวลาสนทนาธรรม

และที่สำคัญเกี่ยวกับเวลาก็คือ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งสำหรับชีวิต เมื่อผ่านไปแล้วจะเรียกร้องคืนเอามาไม่ได้ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

เพราะฉะนั้นจะต้องรู้จักเวลา แล้วใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาหาความจริงของชีวิตในการทำงาน ในการสร้างสมความดี และละความชั่ว หรือจะเตือนตัวเองอยู่เสมอก็ได้ว่าเวลาจะมีค่า เวลานั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา



๖.

ความเป็นผู้รู้จักชุมชน


ชุมชนก็คือสังคมนั่นเอง ให้รู้ว่าถ้าที่นั่นเป็นชุมชนของอันธพาลก็อย่าเข้าไป แต่ถ้าเป็นที่ประชุมของบัณฑิตของผู้รู้ฉลาดก็ให้เราเข้าไปใกล้ ไปนั่งในที่ชุมชนนั้น

ให้คำนึงถึงภาษิตที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลจึงควรชั่งใจก่อน หรือพิจารณาให้ถูกต้องก่อนที่จะเข้าไปคบ

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:34:50 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 9

๗.

ความเป็นผู้รู้จักบุคคล


ความเป็นผู้รู้จักบุคคล จะรู้ได้อย่างไร? ก็ควรรู้ว่า คนนี้ดีเพราะมีความเมตตากรุณา คนแบบนี้ควรคบและรู้ว่าคนนี้ไม่ดีเพราะไม่มีความเมตตากรุณา คนแบบนี้ไม่ควรคบ

ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ เราก็ควรเข้าไปใกล้เพื่อจะได้รับการถ่ายทอดความรู้นั้น หรือถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ไปเข้าใกล้ผู้น้อยต้องทำตนเองเหมือนพี่เลี้ยงหรือถ้าเราเป็นผู้น้อย เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อรับฟังคำสอนคำเตือนด้วยดี อย่างนี้เรียกว่า รู้จักบุคคล ที่เข้าไปหา

ถ้าทำไม่ถูกกาละเทศะแล้วก็จะก่อความวุ่นวายทำให้เกิดความเสียหายได้มาก จึงต้องรู้จักเลือกคบคน



ดังนั้น ผู้ที่มีธรรม ๗ ประการนี้เป็นหลักในการดำรงชีวิต โดยใช้ร่วมกับชีวิตประจำวัน จะทำให้เป็นคนดีมีน้ำใจงาม จะทำอะไรก็ทำเพื่อไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นมีความปกติ(ศีล) มีความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ) เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ต้องรู้จริงว่า ความสุข ความทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม อยู่ที่การกระทำของตัวเราเองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เราเอง แต่ละคนมีกรรมเป็นตัวกำหนดจึงควรสร้างความเห็นถูกว่า เราควรทำกรรมชนิดไหน ถึงจะกำหนดชีวิตให้งาม

ท่านผู้อ่านทุกท่าน หนังสือ กำลังภายใน ที่ได้พยายามถ่ายทอดออกมาเป็นอักขระเล่มนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านคงได้ประโยชน์อยู่บ้าง และอาจจะเป็นคู่มือที่ใช้ปลูกฝังตนเอง และคนที่เรารักเราเมตตา ให้มีแนวทางสู่ความเจริญได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะบุตรธิดาของท่านที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา ควรจะได้รับการปลูกฝังพลังในการเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเพื่อเป็นคนดีของชาติต่อไป

ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เกินความสามารถของความเพียรแน่นอน

ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:48:24 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )


  สลักธรรม 10

พิมพ์ไปก็อ่านทำความเข้าใจไปนะคะ รู้สึกถึงประโยชน์ในบทธรรมเป็นอย่างมาก ประกอบกับคำอธิบายที่อ่านง่ายและเข้าใจได้ง่ายยิ่งทำให้รู้สึกดีที่มีส่วนช่วยในการเผยแผ่

คิดถึงผู้ที่ไม่สันทัดภาษาบาลี หากได้มีโอกาสเข้ามาอ่านก็คงจะได้รับความเข้าใจกลับไปได้มาก คิดถึงผู้ที่ชอบขัดเกลาตนเอง หากได้เข้ามาอ่านก็คงจะได้คาถากลับไปกำกับใจตนได้ไม่น้อย

กราบถวายกุศลที่พร้อมด้วยความเบิกบานใจแด่ครูบาอาจารย์ทุกท่านด้วยความเคารพค่ะ

ลำดับต่อไปก็คงจะต้องไปศึกษาหาความรู้ใส่ตนเพิ่มเติมบ้าง และพากเพียรที่จะกระทำชีวิตให้มุ่งสู่ความเจริญ ด้วยวิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิตนี้ละคะ

โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:55:08 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org