| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิต
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1วิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิต
คนเราจะเจริญก้าวหน้าด้วยดีนั้นก็ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องประกอบชีวิต ถ้าผู้ใดไม่มีธรรมเป็นเครื่องประกอบชีวิตแล้ว ชีวิตจะมีความบกพร่องไม่สมบูรณ์
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่คนบางคนในบางแห่งว่า "ธรรมะเท่านั้นเป็นเครื่องตัดสินคนได้ว่า ใครดีใครชั่วต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องพิจารณา ผู้ใดมีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ เรียกได้ว่าเป็นคนดี ผู้ที่ไม่มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ เรียกว่าเป็นคนไม่ดี"
การที่เราจะวัดค่าของความเป็นคนนั้น บางทีเราวัดกันที่ศีล ดั่งเช่น ศีล ๕ นั่นเอง ถ้าใครรักษาศีล ๕ ไว้ได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง จัดว่าเป็นคนได้ ๑๐๐% และจะมากจะน้อยก็อยู่ที่ตนเอง
เฉลี่ยศีล ๕ นั้นออกเป็นคะแนน จะได้ข้อละ ๒๐ คะแนน ดังนั้น ผู้ไม่รักษาศีล ๕ หรือไม่มีศีล ๕ ไม่ชื่อว่าเป็นคนเลย ดั่งที่เรียกว่า มนุสสเปโต มนุสสติรัจฉานโน เป็นต้น
ส่วนคำว่า คนดี ในภาษาบาลีเรียกว่า สัตบุรุษ หรือ สัปปุรุษ ซึ่งแปลว่า คนดีหรือคนสงบ คนไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่ง ไม่เป็นผู้ที่จะก่อความเดือดร้อนแก่ใครๆ
หลักธรรมที่จะคุ้มครองจิตใจของสัตบุรุษทั้งหลาย มีหลายประการหลายหมวดด้วยกัน แต่ที่จะนำมาอธิบายให้เกิดพลังเพื่อต้านทานสิ่งชั่วร้าย หรือที่จะเรียกว่าเป็น กำลังภายใน เพื่อให้บุคคลมีชีวิต และความเป็นอยู่ ที่สมบูรณ์ราบรื่นได้ มี ๕ ประการ คือ
โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:12:33 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 2๑.
ศรัทธา ...ความเชื่อ
พระพุทธองค์ทรงสอนสั่งให้เราอย่าเชื่ออะไรโดยปราศจากเหตุผล เพราะธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุทั้งสิ้น
มิหนำซ้ำพระองค์ทรงสั่งว่า อย่าเชื่อ...
โดยฟังตามกันมา
โดยสืบทอดตามกันมา
โดยตรึกตามอาการ
โดยอนุมานเอา
โดยอย่าเชื่อว่าเป็นลัทธิของเรา
โดยคิดว่าผู้พูดน่าเชื่อ
โดยอ้างตำรา
โดยคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์
แต่เมื่อจะเชื่อต้องเชื่ออย่างมีเหตุผลเท่านั้น ได้แก่ ศรัทธา ๔ นั่นเอง คือ
๑. เชื่อเรื่องกรรม
๒. เชื่อเรื่องวิบากกรรม
๓. เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน
๔. เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
เราสามารถนำศรัทธาหรือความเชื่อมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราเพื่อสร้างความเจริญให้แก่ชีวิตได้ ดังนี้
เราจะต้องปลูกศรัทธาความเชื่อ ..ให้เกิดในใจของเรา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เช่น เมื่อเราได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใด ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เราเจริญแล้ว เราต้องบอกตัวของเราเองบ่อยๆว่า "เราทำได้"
เราต้องปลูกความมั่นใจไว้ตลอดเวลาตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไม่ว่าเรื่องอะไร ถ้าหากคิดจะทำอะไร ..ต้องบอกกับตัวเองเสมอว่า"เราทำได้...เราสามารถทำได้"..."เมื่อผู้อื่นทำได้ ..ฉันต้องทำได้"
การพูดกับตัวเองบ่อยๆเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปลุกเสกจิตใจตนเองให้เข้มแข็ง เป็นการสร้างกำลังใจให้เกิดขึ้น
เพราะการจะอยู่ในโลกนี้ ต้องอยู่ด้วยความเข้มแข็ง ไม่ใช่อยู่อย่างท้อแท้หรือเบื่อหน่าย ต้องอยู่ด้วยความสดชื่นแจ่มใส เพื่อที่จะเอาชนะสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคของชีวิตในแต่ละวันๆ ให้ได้
เรียกว่า มีความมั่นใจเป็นกำลังใจ หรือ กำลังภายในประการหนึ่ง ซึ่งเราควรทำให้เกิดขึ้นในจิตใจของเราโดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:21:48 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 3๒.
วิริยะ...ความเพียร
คำว่า ความเพียร คือ มีความเพียรมั่น เมื่อเราปลูกศรัทธาเป็นกำลังใจหรือกำลังภายในแล้ว ต่อไปก็ต้องมีความเพียรด้วย ซึ่งเราได้เห็นตัวอย่างมากมายของคนที่มีความเพียรมั่น ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา(วิบากรรม) เช่น กีฬาของคนพิการ (เฟสปิกเกมส์) เป็นต้น
พระพุทธภาษิตที่ว่า คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร หรือคำที่พระมหาชนกกล่าวว่าเกิดเป็นคนต้องทำเรื่อยไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง
หลักทั้งสองข้อนี้ดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้บอกตนเองบ่อยๆ ในยามท้อแท้ได้เป็นอย่างดี
แต่ความเพียร (วิริยะ) นั้นเป็นดาบสองคม คือจะเป็นทางที่ดีก็ได้ เป็นไปในทางที่ไม่ดีก็ได้
เพราะตามสภาวะธรรมแล้ว วิริยะเจตสิกสามารถประกอบกับจิตได้ถึง ๗๓ ดวง แต่มีจิตที่มีวิริยะประกอบนั้น เราควรเจริญความเพียรเพียงแค่ ๒๑ ดวง คือ มหากุศลจิต ๘ ดวง มหัคตกุศลจิต ๙ ดวง และมรรคจิต ๘ ดวง เท่านั้น เราจึงควรเพียรทำแต่สิ่งที่ดี และเพียรละสิ่งที่ชั่ว
ในการสร้างหรือกระทำความเพียรนั้น เราต้องมีเป้าหมายในความเพียรเป็นสำคัญ
ในทางพระพุทธศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวพุทธ มีความมุ่งหมายในชีวิตด้วยการสร้างสัมมาทิฏฐิ ซึ่งความมุ่งหมายนั้นเป็นเสมือนเข็มทิศของชีวิต และเมื่อมีจุดหมายแล้ว เราควรคิดด้วยว่า เราจะทำอย่างไร? ... จึงจะไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้โดยไม่ยอมท้อถอย ไม่ยอมเลิกในสิ่งที่เราตั้งใจ
บุคคลที่มีความเพียรมั่น ย่อมไม่กลัวต่ออุปสรรคไม่กลัวต่อความยากลำบาก เมื่อตั้งใจจะไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ ก็ต้องไปให้ถึง แต่ขอให้ตั้งจุดหมายในทางที่ดีงาม อย่าตั้งจุดหมายในทางที่จะเกิดความวุ่นวายแก่ใครๆ
ต้องหมั่นคิดอย่างนี้ และระลึกให้ได้เสมอ จะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีความเพียรมั่น ชีวิตจะรุ่งโรจน์ในงานที่ตนกระทำ สมดั่งความตั้งใจแน่นอนโดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:44:13 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 4๓.
สติ...ความระลึกได้
สติ หมายความว่า ความระลึกรู้สึกตัว หรือนึกได้อยู่เสมอในเรื่องราวต่างๆ ที่เราจะต้องจัดแจง หรือในเรื่องที่เราจะต้องทำ
คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า"ไปไหนอย่านั่งนาน มีงานให้เร่งคิด"คือ ให้คิดถึงงานที่เราจะต้องทำ หรือจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นมงคลต่อชีวิตในข้อที่ว่า "ทำการงานไม่คั่งค้าง"
คนที่มีสติจะไม่หลงเพลิดเพลินในสิ่งต่างๆ ไม่สนุกจนลืมงาน และเป็นคนตรงต่อเวลาในหน้าที่ หรือเรื่องที่ตนจะต้องปฏิบัติ เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก
อีกอย่างหนึ่งเราท่านต้องคำนึงเสมอ ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเตือนไว้ว่า เวลาล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่ท่านให้ระลึกอยู่ทุกๆวัน เพราะว่าเวลาและวารีนั้นไม่คอยใคร ชีวิตนี้สั้นนัก ..มัจจุมารไล่ล่าเราอยู่ ดังนั้น เวลาที่ผ่านไปๆ จะมีค่า.....เวลานั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา
เวลาที่ผ่านไปแล้ว...เราจะเรียกร้องเอากลับคืนมาไม่ได้ เราจึงต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ถ้าเรามีความสำนึกรู้สึกตัวอย่างนี้ได้ตลอดเวลา เราก็เป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์.โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:51:50 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 5๔.
สมาธิ...ความตั้งมั่น
สมาธิ คือ การสำรวมใจให้แน่วแน่ เมื่อมีสติแล้วเราก็ควรมีสมาธิ เพราะความตั้งมั่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากในการปฏิบัติงานทุกอย่าง
เมื่อเรามีสมาธิมั่นดีแล้ว
สิ่งที่พูด ที่คิด ที่ทำออกมา จะมีความเรียบร้อยประณีตขึ้น
สมาธิหรือความตั้งมั่นนี้
สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดความฟุ้งซ่านของจิตได้เป็นอย่างดี
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ...ย่อมคิดนึกให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ง่าย.โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 07:59:43 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 6๕.
ปัญญา...ความรู้ ความเข้าใจ
ปัญญา จัดเป็นกำลังภายในข้อสุดท้าย และเป็นกำลังอันสำคัญมาก
ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ อันเกิดจากการศึกษา การฟัง การอ่าน การคิดค้น เรียกว่า ปัญญา
ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ปัญญาทางโลก กับปัญญาทางธรรมและปัญญาทางธรรมนั้น เป็นคุณอันจะนำชีวิตให้พ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง
ในชีวิตของเรานี้ ต้องมีอุดมการณ์ไว้เป็นหลักอยู่สักอย่างหนึ่งว่า เราอยู่เพื่อการศึกษา มีชีวิตเพื่อการศึกษาจึงต้องศึกษาไปเรื่อยๆ หมั่นหาวิชาใส่ตัวจนกว่าจะไปจากการมีชีวิต
ดังนั้น เวลาไปไหนมาไหนต้องหาความรู้ให้แก่ตนเองให้ได้ ไปเที่ยวก็ต้องไปเพื่อการศึกษา อย่าไปเฉยๆ แม้การคุยก็ต้องเป็นไปเพื่อสาระประโยชน์เพื่อเกิดปัญญา
หากผู้ใดเพียรสร้างกำลังภายในทั้ง ๕ คือ ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญาก็จะเป็นพื้นฐานสร้างความก้าวหน้า ให้แก่ชีวิตที่จะเกิดในกาลข้างหน้า
นอกจากกำลังทั้ง ๕ ที่กล่าวมาแล้ว เราท่านทั้งหลาย จะต้องมีคุณธรรมประจำชีวิต เพื่อสร้างความเป็นคนดีให้เกิดขึ้นด้วย
คือ ต้องมีหลักในการดำรงชีวิต
โดยเฉพาะต้องมีธรรมะ ๗ อย่าง เป็นเครื่องสร้างชีวิตให้ดี
เพราะธรรมทั้ง ๗ นี้ มีความสำคัญมากในการมีชีวิต เรียกว่า สัปปุริสธรรม ๗ ประการ ได้แก่
๑. ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
๒. ความเป็นผู้รู้จักผล
๓. ความเป็นผู้รู้จักตน
๔. ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
๕. ความเป็นผู้รู้จักกาล
๖. ความเป็นผู้รู้จักชุมชน
๗. ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคลโดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:06:57 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 7๑.
ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
พระพุทธศาสนาสอนเป็นหลักแก่เราไว้ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าไม่มีเหตุ ...ผลจะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด การเป็นผู้รู้จักเหตุนั้นหมายความว่า รู้ด้วยปัญญาว่า การที่จะกระทำสิ่งใดนั้นต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนว่า สิ่งที่สร้างที่ทำไปนี้ ดีหรือชั่ว จะให้ผลอย่างไร
เราต้องศึกษาว่า สร้างเหตุอย่างนี้จะมีผลอะไรเกิดขึ้นติดตามมา การศึกษาอย่างนี้เท่ากับเป็นการสร้างภูมิปัญญาให้เกิดขึ้นในชีวิต และเป็นเครื่องป้องกันความประมาท ที่กล้าเสี่ยงเอาชีวิตที่แสนรักนั้นมาสร้างเหตุทุกข์ให้แก่ตนเอง![]()
๒.
ความเป็นผู้รู้จักผล
ความเป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ว่าสิ่งต่างๆที่ได้พบได้เห็น ได้ยิน หรือได้รับมาในชีวิตนั้น ล้วนมาจากเหตุที่เราสร้างไว้เองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์
ความพร้อมหรือความบกพร่องที่มีต่างๆกันในแต่ละชีวิตไม่มีใครลิขิต ไม่มีใครสร้างซึ่งหมายถึงว่า ถ้าไปเห็นผลอะไรปรากฏขึ้น เราก็ต้องนึกต่อไปว่า ..ผลนี้เกิดมาจากอะไร มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมา การรู้เหตุรู้ผลของเรื่องต่างๆอย่างนี้ จะทำให้เราเป็นผู้ไม่งมงาย ไม่ถูกหลอกง่าย ไม่ให้ใครจูงไปในทางที่ผิดๆ กลับทำให้เราเป็นคนมีปัญญา รู้จักใช้เหตุผลอยู่ตลอดทุกเรื่อง
คนเราในปัจจุบันนี้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยการอาศัยการพิจารณาด้วยเหตุผลตลอดเวลา อย่าใช้แต่อารมณ์ เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาอย่างรอบคอบแล้ว เราก็จะตกเป็นเบี้ยล่างอยู่เรื่อยไป แล้วเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ขึ้นมาอีก
ส่วนคนที่ใช้ปัญญาพิจารณาค้นคว้าหาเหตุผลในสิ่งต่างๆ ผู้นั้นจะเป็นคนดี มีสติปัญญากำกับชีวิตตนเองได้เป็นอย่างดี![]()
๓.
ความเป็นผู้รู้จักตน
ความเป็นผู้รู้จักตน หมายความว่า ให้รู้จักตนเองว่าเราเป็นใคร เป็นเพศอะไร เป็นหญิงหรือเป็นชาย เป็นผู้น้อยหรือเป็นผู้ใหญ่ เป็นศิษย์หรือเป็นครู และทำตนให้สมกับฐานะที่เป็นอยู่
ในทุกที่ทุกแห่งเราต้องรู้จักว่า ตัวเราคือใคร ควรจะนั่ง จะยืน จะเดิน หรือทำอะไรต่างๆได้บ้าง เมื่อเรารู้จักฐานะตนดีแล้วก็สบาย![]()
โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:21:23 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 8๔.
ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เราทั้งหลายรู้จักประมาณว่า รู้จักประมาณในการหา การใช้ การเก็บ การกิน การนุ่งห่ม หรือแม้แต่การประกอบกิจการงาน ทุกอย่างต้องรู้จักประมาณ ดังคำที่ตรัสไว้ว่า ความรู้จักประมาณคือความพอดี ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
เราต้องรู้จักประมาณตัวของเราเองว่าเรานั้นหาเงินมาได้เท่าไร..ควรใช้สักเท่าไร และพยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง สิ่งใดที่ไม่ควรซื้อไม่ควรจ่าย ก็ไม่ใช้จ่าย สิ่งใดไม่ควรกินไม่ควรดื่ม ก็อย่าไปกินไปดื่ม ที่ใดไม่ควรไป เราก็อย่าไป
อย่างนี้เรียกว่า รู้จักความพอดีของชีวิต หรือจะจำเป็นคาถาไว้ก็ได้ว่ารู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาดีแล้วจึงพอ
![]()
๕.
ความเป็นผู้รู้จักกาล
ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้จักเวลานั่นเองเวลานี่สำคัญมาก เราต้องรู้จักว่า เวลานี้ควรทำอะไร เวลานั้นควรทำอะไร โดยเฉพาะเวลาของพุทธศาสนิกชน
ชาวพุทธจะต้องรู้จักแบ่งเวลาให้สิ่งสำคัญเหล่านี้ด้วยคือ เวลาฟังธรรม เวลาสวดมนต์ภาวนา เวลานั่งสงบจิต เวลาสนทนาธรรม
และที่สำคัญเกี่ยวกับเวลาก็คือ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งสำหรับชีวิต เมื่อผ่านไปแล้วจะเรียกร้องคืนเอามาไม่ได้ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้นจะต้องรู้จักเวลา แล้วใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาหาความจริงของชีวิตในการทำงาน ในการสร้างสมความดี และละความชั่ว หรือจะเตือนตัวเองอยู่เสมอก็ได้ว่าเวลาจะมีค่า เวลานั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา
![]()
๖.
ความเป็นผู้รู้จักชุมชน
ชุมชนก็คือสังคมนั่นเอง ให้รู้ว่าถ้าที่นั่นเป็นชุมชนของอันธพาลก็อย่าเข้าไป แต่ถ้าเป็นที่ประชุมของบัณฑิตของผู้รู้ฉลาดก็ให้เราเข้าไปใกล้ ไปนั่งในที่ชุมชนนั้น
ให้คำนึงถึงภาษิตที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลจึงควรชั่งใจก่อน หรือพิจารณาให้ถูกต้องก่อนที่จะเข้าไปคบ
![]()
โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:34:50 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 9๗.
ความเป็นผู้รู้จักบุคคล
ความเป็นผู้รู้จักบุคคล จะรู้ได้อย่างไร? ก็ควรรู้ว่า คนนี้ดีเพราะมีความเมตตากรุณา คนแบบนี้ควรคบและรู้ว่าคนนี้ไม่ดีเพราะไม่มีความเมตตากรุณา คนแบบนี้ไม่ควรคบ
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ เราก็ควรเข้าไปใกล้เพื่อจะได้รับการถ่ายทอดความรู้นั้น หรือถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ไปเข้าใกล้ผู้น้อยต้องทำตนเองเหมือนพี่เลี้ยงหรือถ้าเราเป็นผู้น้อย เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อรับฟังคำสอนคำเตือนด้วยดี อย่างนี้เรียกว่า รู้จักบุคคล ที่เข้าไปหา
ถ้าทำไม่ถูกกาละเทศะแล้วก็จะก่อความวุ่นวายทำให้เกิดความเสียหายได้มาก จึงต้องรู้จักเลือกคบคน
![]()
ดังนั้น ผู้ที่มีธรรม ๗ ประการนี้เป็นหลักในการดำรงชีวิต โดยใช้ร่วมกับชีวิตประจำวัน จะทำให้เป็นคนดีมีน้ำใจงาม จะทำอะไรก็ทำเพื่อไม่ให้เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นมีความปกติ(ศีล) มีความเห็นชอบ(สัมมาทิฏฐิ) เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ต้องรู้จริงว่า ความสุข ความทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม อยู่ที่การกระทำของตัวเราเองทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เราเอง แต่ละคนมีกรรมเป็นตัวกำหนดจึงควรสร้างความเห็นถูกว่า เราควรทำกรรมชนิดไหน ถึงจะกำหนดชีวิตให้งาม
ท่านผู้อ่านทุกท่าน หนังสือ กำลังภายใน ที่ได้พยายามถ่ายทอดออกมาเป็นอักขระเล่มนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านคงได้ประโยชน์อยู่บ้าง และอาจจะเป็นคู่มือที่ใช้ปลูกฝังตนเอง และคนที่เรารักเราเมตตา ให้มีแนวทางสู่ความเจริญได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะบุตรธิดาของท่านที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา ควรจะได้รับการปลูกฝังพลังในการเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเพื่อเป็นคนดีของชาติต่อไป
ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เกินความสามารถของความเพียรแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดี บุษกร เมธางกูร
![]()
![]()
โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:48:24 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : )
สลักธรรม 10พิมพ์ไปก็อ่านทำความเข้าใจไปนะคะ รู้สึกถึงประโยชน์ในบทธรรมเป็นอย่างมาก ประกอบกับคำอธิบายที่อ่านง่ายและเข้าใจได้ง่ายยิ่งทำให้รู้สึกดีที่มีส่วนช่วยในการเผยแผ่
คิดถึงผู้ที่ไม่สันทัดภาษาบาลี หากได้มีโอกาสเข้ามาอ่านก็คงจะได้รับความเข้าใจกลับไปได้มาก คิดถึงผู้ที่ชอบขัดเกลาตนเอง หากได้เข้ามาอ่านก็คงจะได้คาถากลับไปกำกับใจตนได้ไม่น้อย
กราบถวายกุศลที่พร้อมด้วยความเบิกบานใจแด่ครูบาอาจารย์ทุกท่านด้วยความเคารพค่ะ
ลำดับต่อไปก็คงจะต้องไปศึกษาหาความรู้ใส่ตนเพิ่มเติมบ้าง และพากเพียรที่จะกระทำชีวิตให้มุ่งสู่ความเจริญ ด้วยวิธีสร้างความสุขความเจริญให้แก่ชีวิตนี้ละคะ
![]()
โดย น้องกิ้ฟ [10 ก.ค. 2550 , 08:55:08 น.] ( IP = 58.9.138.253 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |