มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๙)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๗)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

เจตนาเจตสิก


เจตนาเจตสิกนั้น คือ ตัวการแสวงหรือขวนขวายที่จะให้เป็นไปในอารมณ์ต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่ง ได้แก่ตัวการที่กระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรมให้กระทำหน้าที่ของตน หรือกระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรม คือจิตและเจตสิกต่างๆ ให้ทำงานตามหน้าที่ของตน นี่คือ ลักษณะของเจตนา

ป.ที่ว่าเจตนาเจตสิก เป็นธรรมชาติที่กระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรมนั้นคืออย่างไร ผมต้องขอคำอธิบายเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอตัวอย่างประกอบด้วย เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ก. เจตนาเจตสิก ที่ว่ากระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมและเกิดพร้อมกันกับตนให้ทำงานนั้น ก็คือการงานของจิต ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การพูด การทำ หรือการคิดนึกอารมณ์ต่างๆ นั้น จะเกิดขึ้นมาได้ก็จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือกันหลายฝ่าย

เช่น ผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก โลภะหรือโทสเจตสิก เป็นต้น เข้าร่วมประชุมกันทำงาน ต่างก็ทำหน้าที่ได้คนละอย่างสองอย่าง จนกระทั่งการงาน คือ เห็น ได้ยิน คิดนึก หรือการกระทำต่างๆ สำเร็จลง และการร่วมประชุมกันทำการงานจะสำเร็จลงได้นั้น ก็อาศัยตัวเจตสิกเป็นตัวการสำคัญ ในการที่กระตุ้นเตือน ผู้ร่วมการงานทั้งหลายให้ลงมือทำการงานนั้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:29:19 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ในเรื่องนี้ก็เปรียบเหมือนเจ้าของที่นา ซึ่งที่นาเต็มไปด้วยข้าวที่สุกเหลืองอร่าม จึงลงมือเกี่ยวข้าวเหล่านั้นพร้อมด้วยลูกจ้างหลายคน ตัวเจ้าของนาเป็นตัวกระตุ้นเตือนให้การเกี่ยวข้าวนี้ได้ดำเนินไป ทั้งตัวเจ้าของนาเองก็ลงมือเกี่ยวข้าวไปด้วย ตามตัวอย่างนี้ฉันใด เจตนาเจตสิกก็ฉันนั้น

หรือเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนครูที่สอนนักเรียนประจำชั้น ในขณะที่ครูไม่อยู่ในชั้นเรียนไปธุระเสียที่ห้องอื่น เด็กเกือบทั้งชั้นจึงมิได้ตั้งใจที่จะทำการงานอะไร เล่นกันบ้าง ลุกออกจากที่นั่งของตนไปคุยที่โต๊ะอื่นบ้าง ตลกคะนองหัวเราะกันอย่างสนุกสนานบ้าง

ครั้นครูเดินกลับมาใกล้จะถึงชั้น เด็กคนหนึ่งตาไวเหลือบไปเห็นครูกำลังมาใกล้จะถึงห้องแล้ว จึงร้องตะโกนบอกเพื่อนทั้งหลายว่า ครูมาแล้ว ครูมาแล้ว เด็กทุกๆ คน ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็วิ่งกลับไปนั่งยังที่ของตน นั่งตัวตรงบ้าง เปิดหนังสือดูบ้าง ทำงานที่คั่งค้างบ้าง

ในเรื่องนี้หลานก็จะได้เห็นว่า เด็กคนที่เห็นครูเป็นคนแรก เป็นตัวการสำคัญ เป็นตัวกระตุ้นเตือนให้เด็กทั้งชั้นทำงาน เป็นตัวทำให้เด็กทุกๆ คนทำตามหน้าที่ของตน แล้วตัวเองก็กลับมานั่งยังที่ของตนด้วย เหมือนกับเจตนาเจตสิกที่มีหน้าที่กระตุ้นเตือนให้สัมปยุตธรรมที่เกิดร่วมกับตนทำงานพร้อมเพรียงกัน แล้วเจตนาเจตสิกก็ทำหน้าที่ของตนด้วยเหมือนกัน

เพราะด้วยเจตนาเจตสิกเป็นตัวสำคัญดังนี้ การเห็น การได้ยิน การคิดนึก การพูด การกระทำไม่ว่าจะดีหรือชั่ว บุญหรือบาป จึงได้สำเร็จลุล่วงลงได้ในแต่ละอารมณ์ๆ ไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:30:33 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 2



ด้วยเหตุดังที่ลุงได้แสดงมาโดยย่อๆ นี้เอง หลานก็จะเห็นได้ว่า เจตนาเจตสิกนั้นเป็นตัวสำคัญเพียงใด เหตุใดจึงจัดว่าเป็นประธานในสัมปยุตธรรมทั้งหลาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ เจตยิตฺวา กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา" ซึ่งแปลความว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกล่าวว่า เจตนา นี่แหละเป็นตัวกรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายถูกชักนำโดยอำนาจแห่งเจตนาแล้ว ก็กระทำงานที่เกี่ยวข้องด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ใจบ้าง"

คำว่า กรรมนี้เป็นชื่อของการกระทำแห่งกาย วาจา ใจ แต่การกระทำต่างๆ เหล่านี้จะสำเร็จลงได้ ก็ต้องอาศัยเจตนาเป็นหลัก ฉะนั้น เจตนานี้จึงชื่อว่า กรรม

ป. คุณลุงอธิบายถึงเจตนาเจตสิกว่า เป็นตัวกระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรม พร้อมทั้งยกตัวอย่างขึ้นมา ผมก็พอจะเข้าใจแล้ว แต่ในตอนท้ายคุณลุงกลับเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า เจตนานั้นคือตัวกรรม ผมจึงต้องขอความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า เจตนาที่ว่าเป็นกรรมนั้นเป็นอย่างไร

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:31:17 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 3



ก. เจตนานั้นคือกรรม กรรมก็ได้แก่การกระทำที่เกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา และทางใจ มีการกระทำ การพูด การคิด เมื่อการทำดี การพูดดี การคิดดี หรือทำไม่ดี พูดไม่ดี คิดไม่ดี เกิดขึ้นแล้วก็เป็นเหตุอันเป็นบุญบ้างบาปบ้างแล้วแต่เจตนาหรือการกระทำนั้นๆ

ต่อจากนี้ก็ย่อมจะก่อให้เกิดผล คือบุญและบาป ซึ่งจะเก็บประทับอยู่ภายในจิตใจ แล้วบุญและบาปนี้ก็จะสะสมเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสิ้นชีวิตลงเมื่อใด อำนาจกรรมก็ย่อมจะผลักส่งให้ไปเกิดอีกในภพใหม่ชาติใหม่ อาจจะเป็นสุคติหรือทุคติก็ได้

เจตนานี้เป็นกรรมนำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้จักจบสิ้น ความทุกข์ทั้งหลายก็วนเวียนอยู่กับชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่อยไป ไม่รู้จักจบสิ้นลงได้เลยเหมือนกัน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:32:31 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 4



หลานก็คงจะเห็นได้ว่า ในกิจการงานต่างๆ ที่ร่วมกันทำหลายคน เช่น การสร้างอาคารบ้านเรือน ผู้ทำงานตามกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และเรือที่ออกสู่มหาสมุทร จำเป็นที่จะต้องมีคนนำกันหลายคน แล้วก็จะต้องมีหัวหน้าดูแล สั่งการรับผิดชอบ งานนั้นๆ จึงจะดำเนินไปได้เรียบร้อย

เหตุนี้ หัวหน้าที่บงการจึงจัดว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หัวหน้าย่อมเป็นตัวการทำให้กิจการทั้งหลายลุล่วงไป ในบรรดาเจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมเกิดพร้อมคราวหนึ่งๆ ก็เหมือนกัน เจตนานี้เป็นตัวกระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรมเป็นหัวหน้า ให้เกิดการเห็น การได้ยิน การคิดนึกต่างๆ เป็นตัวทำให้ดีหรือชั่ว บุญหรือบาปได้เกิดขึ้นมา

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงไว้ว่า เจตนาเป็นตัวกรรม กรรมก็ได้แก่การกระทำที่เป็นบุญบ้างบาปบ้าง ซึ่งก็คือเจตนาเจตสิกนั่นเอง

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:33:56 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 5



ป. ตามที่คุณลุงอธิบายมา ผมก็พอจะเข้าใจว่าการงานที่จะทำให้บังเกิดความสำเร็จต้องมีหัวหน้า เราก็ถือเอาหัวหน้าเป็นใหญ่ จิตเกิดขึ้นมามีเจตสิกเกิดร่วมมากด้วยกัน เจตนาเจตสิก เป็นหัวหน้าด้วย เป็นตัวกระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรมที่เกิดร่วมกันกับตนให้ทำงาน เหตุนี้จึงได้จัดเจตนาเป็นตัวกรรม กรรมก็ได้แก่การกระทำบุญบ้างบาปบ้าง

ผมก็อดสงสัยต่อไปอีกไม่ได้ในข้อที่ว่า เจตนาเจตสิกที่ว่าเป็นกรรม นั้น เป็น สัพพจิตตสาธารณเจตสิก เป็นเจตสิกที่เกิดอยู่กับจิตทั่วไป หรือประกอบกับจิตทุกดวงไม่มีเว้นเลย เพราะเจตนามิได้เกิดขึ้นมาแล้วอารมณ์ต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว จิตเกิดขึ้นในครั้งใด ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน หรือคิดในเรื่องอะไรทั้งนั้น ก็จะเต้องเป็นกรรม คือเป็นบาปหรือเป็นบุญไปหมด

อีกประการหนึ่ง ที่ผมต้องขอร้องให้คุณลุงตอบเสียด้วยก็คือ การกระทำนั้นได้แก่เจตนา แต่ การกระทำอันไม่มีเจตนาจะเกิดขึ้นมาบ้างจะได้หรือไม่ได้ ผมก็ต้องขอคำอธิบาย เช่นขับรถชนคนตาย ผู้ขับก็มิได้เคยตั้งใจแม้แต่น้อย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:39:40 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 6

ก. หลานนี่ไม่ใช่เล่นเลย ควรจะไปเรียนวิชากฎหมาย แล้วออกเป็นทนายความก็คงจะดีหาน้อยไม่ ความจริงแล้ว ถ้าหลานไม่ได้ถามมา ลุงก็จำเป็นจะต้องอธิบายเหมือนกัน เพราะเมื่อพูดถึงเจตนาแล้ว ก็ต้องแสดงให้ชัดแจ้งด้วย

เจตนาก็ได้แก่การกระทำ แต่เจตนาคือการกระทำนั้นเป็นบุญเป็นบาปก็มี ไม่เป็นบุญเป็นบาปก็มีเหมือนกัน ถ้าจะพูดให้ฟังง่ายๆ ก็ว่า จิตทุกๆ ดวงนั้นจะต้องมีเจตนาเสมอไป เพราะเจตนาไม่มีก็จะเกิดอารมณ์ไม่ได้ เห็น ได้ยิน คิดไม่ได้เลย แต่เจตนาที่เกิดขึ้นทุกๆ ครั้ง หรือของบุคคลบางคน เจตนานั้นไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปเลยก็เป็นไปได้ ลุงจะขอแยกให้ฟังดังต่อไป

เจตนาที่เป็นกรรม ก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด หรือทำให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารไปเกิดในที่ๆ ดีมีความสุขบ้าง ในที่ๆ ไม่ดีมีความทุกข์บ้าง คือ

๑. เจตนาเจตสิกที่เกิดอยู่ในอกุศลจิต ๑๒ ดวง
๒. เจตนาเจตสิกที่เกิดอยู่ในมหากุศลจิต ๘ ดวง
๓. เจตนาเจตสิกที่เกิดอยู่ในรูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง
๔. เจตนาเจตสิกที่เกิดอยู่ในอรูปาวจรกุศลจิต ๔ ดวง

รวมเจตนาที่เป็นกรรมที่เป็นบาป เป็นบุญ นำให้ไปเกิดได้มีอยู่ ๒๙ ดวง

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:41:36 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 7

เจตนาเจตสิกที่จัดว่าเป็นฝ่ายกุศล ที่เรียกว่า โลกุตรจิตมีอีก ๔ คือ โสดาปัตติมรรคจิต ๑ สกทาคามิมรรคจิต ๑ อนาคามิมรรคจิต ๑ และอรหัตมรรคจิต ๑ รวมเป็น ๔ เป็นฝ่ายกุศลก็จริงแต่เป็นมรรคกรรม เป็นกรรมที่จะให้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงจัดเป็นกรรมธรรมดาไม่ได้

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว เจตนาที่เกิดอยู่ในวิบากจิต คือจิตที่เป็นผลจากการกระทำแล้วก็ไม่จัดว่าเป็นกรรม แม้วิบากคือผลของกรรมจะเป็นบุญเป็นบาปที่ไม่ได้เป็นกรรม เป็นบุญเป็นบาปที่เก็บเอาไว้จากการกระทำที่แล้วมา

ป. ในข้อนี้เข้าใจออกจะยากสักหน่อย ดังนั้น ผมต้องขอให้คุณลุงได้โปรดยกตัวอย่างวิบากจิตที่มีเจตนา แต่ไม่นับว่าเป็นกรรมขึ้นมาให้เข้าใจดัวยเถิดขอรับ

ก. ลุงจะขอถามหลานสักหน่อยเวลาหลานนอนหลับสนิท จิตเกิดขึ้นหรือเปล่า?

ป. ก็ต้องมีจิตเกิดซิขอรับ ถ้าจิตไม่มีผมก็คงเป็นซากศพเป็นแน่

ก. จิตเกิดแล้ว ต้องมีเจตนาเจตสิกหรือไม่?

ป. ผมว่าต้องมี เพราะเจตนาเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เกิดแก่จิตทุกดวงไม่มีเว้นเลย

ก. ดีละ ขณะนอนหลับสนิทนั้น ทำบุญ ทำบาปได้หรือ?

ป. ไม่ได้ขอรับ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:48:13 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 8

ก. ทั้งนี้หลานก็จะเห็นได้ว่า จิตที่เกิดขึ้นเมื่อขณะนอนหลับนั้น เป็นวิบากจิต เป็นผลจากบุญจากบาป ที่ได้ทำมาแล้วแต่อดีต เช่นนี้ สัตว์เดรัจฉาน ขณะนอนหลับก็เป็นอกุศลวิบากจิต ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ขณะนอนหลับก็เป็นกุศลวิบากจิต เป็นต้น

ในขณะกำลังหลับสนิทอยู่นั้น แม้จิตจะเกิดขึ้นติดต่อกันไปก็จริง แม้เจตนาจะเกิดร่วมด้วยทุกๆ ดวงก็ตาม แต่มิได้มีการคิดนึกหรือทำบุญทำบาปอะไรเลย เป็น อพยากตจิต ไม่ได้เป็นจิตที่จะเป็นกรรมนำให้ไปบังเกิดเป็นผลขึ้นได้

ดังนั้น เจตนาเจตสิกที่อยู่ในวิบากจิตทั้งหมด จึงไม่ชื่อว่าเป็นกรรม เป็นต้น


ป. คุณลุงขอรับ ยังมีจิตอะไรอีกบ้างไหม ที่เกิดขึ้นมาแล้วเราจะเรียกว่า "กรรม"ไม่ได้ เพราะมิได้เป็นบุญหรือเป็นบาป ไม่ทำให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร

ก. ขอให้หลานลองคิดดู

ป. ผมว่ายังมีอยู่อีก คือ พระอรหันต์นั้น กิเลสมิได้มีอยู่ในจิตแล้ว ด้วยเหตุนี้การกระทำทั้งหลาย ของท่านจึงมิได้เป็นบุญหรือเป็นบาปแต่ประการใด แต่พระอรหันต์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องกิน ต้องอยู่ ต้องหลับนอน เพราะไม่มีจิต หรือจิตมิได้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้เลย จิตของพระอรหันต์ก็จำเป็นจะต้องมี เจตนาเจตสิก ถ้าไม่มีเจตนาแล้วจะทำอะไรได้หรือ จะกินจะดื่มได้อย่างไร

ฉะนั้นเจตนาของพระอรหันต์จะจัดว่าเป็นกรรมหาได้ไม่ การกระทำสิ่งใดมิได้มีกิเลสเข้ามาหนุนเนื่องอยู่ในใจย่อมเป็นกิริยา หรือสักแต่ว่ากระทำย่อมจะไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป ก่อภาพก่อชาติอย่างใดเลย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:54:22 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 9

ก. หลานว่ามาถูกต้องแล้ว แต่ขอเติมให้เป็นหลักการว่า จิตที่เป็นกิริยานั้นทุก ๆ ดวงย่อมไม่นับว่าเป็นกรรม มิได้เป็นตัวเหตุที่จะก่อให้เกิดผล ทำให้เวียนเกิดเวียนตายได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่จิตของพระอรหันต์เท่านั้น หากแต่หมายถึง จิตที่เป็นกิริยาทั้งหมด รายละเอียดต่าง ๆ ยังมีอยู่อีกมาก ลุงเห็นว่าเรียนเจตนาเจตสิกตัวเดียวยังไม่สมควร จะก้าวไปไกลนัก

ส่วนคำถามสุดท้ายที่ว่า การกระทำโดยไม่มีเจตนา แล้วจะเกิดเป็นกรรมขึ้นมาบ้างจะได้หรือไม่นั้น ขอตอบว่า ถ้าไม่มีเจตนา ไม่มีความตั้งใจเลย จะเกิดการกระทำขึ้นมาไม่ได้ เท่าที่ใคร ๆ ชอบยกตัวอย่างเป็นข้อหักล้างก็มีบ้างเหมือนกัน โดยมากชอบพูดว่า ไม่ได้ตั้งใจเลย แต่มาถึงที่นี่จนได้ หรือว่ามาถึงที่นี่เข้าโดยบังเอิญแท้ ๆ ตัวอย่างเช่น กลุ้มใจขึ้นมาจึงได้ออกเดินไปตามถนนเพื่อแก้กลุ้ม มิได้ตั้งใจว่าจะไปไหน แต่ก็ได้มาถึงบางลำพู

เรื่องนี้มิได้ตั้งใจมาก่อนก็จริง แต่ก้าวเท้าแต่ละก้าวตลอดจนเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ล้วนแต่เป็นเจตนาทั้งนั้น ถ้าเจตนาไม่มีก็จะมาถึงที่นี่ไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ดี ก็มิได้มีเจตนามาก่อนว่าจะมาบางลำพู ก็เหมือนกับคนขับรถยนต์ไปชนเอาคนเข้า ก็มิได้ตั้งใจเลยว่าจะขับรถยนต์ชนคน แต่การหมุนพวงมาลัย การเร่งเครื่อง การเหยียบเบรกเหยียบคลัช ก็ล้วนแต่มีความตั้งใจ มีเจตนาเข้าประกอบทั้งสิ้น

หรือในขณะที่ฝนกำลังตก หลานก็นั่งศึกษาธรรมะอยู่กับลุงดี ๆ ไม่ได้คิดอะไรในเรื่องอื่น ๆ ในทันทีนั้นโดยมิได้นึกมิได้ฝัน ฟ้าแลบแปลบปลาบเข้าตา แล้วฟ้าก็ผ่ามาใกล้ ๆ เรื่องนี้หลานจะไม่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีเจตนาหรือตั้งใจเห็น มันเห็นเอง ไม่ได้มีเจตนาจะได้ยิน มันได้ยินเองจะได้หรือ เพราะในทันทีที่อารมณ์มากระทบโดยรวดเร็ว แล้วจิตก็จับเอามาเป็นอารมณ์นั้น มีเจตนาหรือความตั้งใจอยู่พร้อมแล้ว ซึ่งเป็นไปโดยรวดเร็วเหมือนกัน ฉะนั้น หลานจะว่ามิได้มีเจตนาก็ย่อมจะไม่ได้ แต่ถ้าจะกล่าว่า มิได้มีเจตนามาก่อน ลุกก็ไม่ว่ากระไร

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 05:59:00 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 10

นอกจากที่ลุงได้แสดงไปแล้ว หลานก็ควรจะทราบความจริงของเรื่องเจตนาอีกสักเล็กน้อยว่า เหตุใกล้ที่สำคัญที่สนับสนุนให้เจตนาเกิดนั้น ก็ได้แก่ นามขันธ์ทั้ง ๓ หรือเจตนาจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย เวทนา สัญญา และวิญญาณ เพราะด้วยเหตุว่าเจตนานั้นเป็นตัวกระตุ้นเตือนสัมปยุตธรรมซึ่งก็ได้แก่ เวทนา สัญญา และวิญญาณ นั้นเอง ถ้าไม่มีการรับอารมณ์ คือวิญญาณขันธ์แล้ว การเสวยอารมณ์คือเวทนาขันธ์ก็เกิดขึ้นมาไม่ได้ และถ้าไม่มีเวทนาขันธ์แล้ว สัญญาขันธ์คือการเก็บหรือจดจำอารมณ์ก็จะไม่เกิดขึ้นมา

อุปมาเจตนาเหมือนเป็นผู้ปกครอง นามขันธ์ ๓ ที่เหลือคือ เวทนา สัญญา วิญญาณ เป็นคนในปกครอง ถ้าไม่มีคนในปกครองเสียแล้ว เจตนาคือผู้ปกครองจะมีขึ้นมาได้อย่างไร

เจตนาเจตสิกนั้น มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

๑.เจตนาภาว ลกฺขณา มีการชักชวน เป็นลักษณะ
๒. อายูหน รสา มีการขวนขวาย เป็นกิจ
๓. สํวิชาน ปจฺจุปฎฺฐานา มีการจัดแจง เป็นผล
๔. เสสขนฺธนฺตย ปทฏฺฐานา มีนามขันธ์ ๓ ที่เหลือ (คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์) เป็นเหตุใกล้

ลุงก็ได้อธิบายเรื่องของเจตนาเจตสิกมาพอสมควรแล้ว ถ้าหลานมีความเข้าใจไม่ซักถามอะไร ลุงก็จะขอบรรยายเจตสิกตัวที่ ๕ ต่อไป

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [17 ก.ค. 2550 , 06:08:55 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org