มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๑๖.




ถึงยามสำราญขอท่านฟังฉันหน่อยก่อน แม้นดูละครแล้วกลับมาย้อนดูตัว ละครรำกำช้ำจิตใจ ละครดีใจเราหัวร่อ นี่แหละภาพล้อเราทุกวัน บทในละครมีแต่ยอกย้อนชวนให้ระเริงจิตใจให้เคลิ้มไปพลัน ละครนี่สอนใจกัน ละครเลิกแล้วลืมกัน เหมือนนอนหลับฝันเพียงคืน

อาจารย์บอกว่าเพลงละครชีวิตที่ได้เปิดให้ฟังในวันนี้ก็เพื่อดึงใจพวกเราทุกคนให้กลับมาดูละครชีวิตที่ตนเองเป็นผู้เล่น เพราะชีวิตเราคือละครจริงๆ ซึ่งในสัปดาห์นี้ได้เห็นละครชีวิตของบุคคลผู้หนึ่งซึ่งปิดฉากลงแล้วในภพนี้ ....นั่นคือเมื่อวันพฤหัสประมาณตีสี่ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าเพื่อนของเราที่ป่วยอยู่ที่ศิริราชมีอาการแย่ เลือดออกไม่หยุด ...ก็ได้โทรศัพท์พูดให้อารมณ์ไป พอตกบ่ายก็ได้ไปหาที่โรงพยาบาล...แล้ววันนั้นอาจารย์ยืนอยู่ข้างเตียงตั้งแต่บ่ายจนถึงสองทุ่มครึ่ง ได้เห็นว่า ความตายไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่เราเรียนว่าพอจุติแล้วปฏิสนธิ แต่กว่าจะตายได้ช่างยากจริงๆ ...ได้เห็นสภาพที่ทุกขเวทนาสลับมากับทุกข์จร อาจารย์พยายามทุกอย่าง ทั้งให้อารมณ์เรื่องการปิดทองเจดีย์ และสวดมนต์ด้วยเสียงที่ก้องกังวาน (สยบคนฟังให้เงียบทั้งห้อง) เพราะอาจารย์ทราบดีว่าคนป่วยรักและต้องการอาจารย์มาก บางตอนอาจารย์นำสวดเขาก็สวดตาม พอพวกเราสวดโพชฌงค์เสร็จ เขาก็จะออกเสียงดังๆ ว่า สาธุ สาธุ สาธุ เห็นแล้วเกิดความรู้สึกที่ดี เพราะนอกจากคำพูดที่เปล่งออกมาแล้ว หน้าตาของเขาก็สดใสกว่าสัปดาห์ที่แล้วมาก พูดเสียงดัง ฟังทุกอย่างรู้เรื่องและสามารถตอบคำถามอาจารย์ได้ ใครมาก็รับรู้ บางครั้งก็หันมาชวนอาจารย์สวดมนต์ แม้กระทั่งตอนประมาณสองทุ่มมีผู้ใหญ่มาเยี่ยม เขายังยกมือชี้มาที่อาจารย์พร้อมแนะนำว่า “นี่ อาจารย์บุษกร เมธางกูร” ตอนที่เพื่อนที่เป็นหมอมาเยี่ยมก็ยังพูดล้อกันได้ จนพวกเราบางคนบอกว่าอย่างนี้อยู่ได้อีกนาน แต่ก็ค้านกันเองว่า ไม่แน่ เพราะหลวงพ่อท่านก็สอนมาแล้งว่า คนใกล้ตายนี้ส่วนใหญ่วิบากปล่อย กรรมตัด

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 06:37:47 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

แล้ววันนั้นก็เห็นจริงว่า วิบากปล่อย เพราะพอพวกเราสวดโพชฌงค์เสร็จ เขาสาธุ แล้วบอกว่า สบาย ถึงขนาดบอกหมอว่าให้หยุดมอร์ฟีน แต่หมอบอกว่าให้นิดเดียว เขาถามหมอว่าเท่าไร พอได้รับคำตอบจากหมอก็พยักหน้ารับรู้ แต่แค่พักเดียวอกุศลวิบากใหม่ก็มาเยือน มารัดให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาอีก พอเขามีอาการแน่น ปวด อาจารย์ก็ต้องใช้ความพยายามโน้มน้าวจิตใจเขาให้มาตั้งมั่นกับอารมณ์ที่สร้างขึ้น ด้วยการพาไปไหว้พระอรหันต์แปดทิศที่ประเทศอินเดีย เริ่มตั้งแต่ให้แต่งตัวเสื้อสีนั้นกระโปรงสีนี้ ....ฯลฯ เพื่อย้ายความรู้สึกออกจากทุกขเวทนาที่กำลังเกิด แล้วเขาก็สามารถทำตามได้จริงๆ ...แม้ว่าขณะนั้นความดันจะลดต่ำลงแล้ว ...และที่น่าทึ่งมากก็ตรงที่...เมื่อทุกขเวทนาเกิดมากจนเขาต้องออกปากขอเพิ่มยาที่ฉีดให้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเมื่อได้ยาที่แรงขึ้นก็น่าจะหลับ ...แต่เขากลับมีสติตื่นอยู่ตลอดเวลา แววตามีความมุ่งมั่น ยังออกปากบอกพี่ๆว่าให้ช่วยจัดท่านอนตาย (ปรับเอนแบบนั่ง) แล้วยังได้ขออโหสิทุกคนที่อยู่ในห้อง พร้อมบอกว่าขออนุญาตให้ไปนะ ....บอกตรงๆว่าไม่เคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ไปด้วย มีใครมาเล่า ก็คงไม่เชื่อ (รายละเอียดต่างๆ ในวันนั้น อาจจะ...ได้อ่านจากคุณมาลีที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนท้ายตลอด)

แต่ที่รู้สึกชัดในวันนั้น คือ ความตายน่ากลัว บางครั้งไม่ง่ายอย่างที่คิด แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราได้ทำครุกรรมมากมาน้อยแค่ไหนในรอบแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ...ฉะนั้นก่อนตายจะเกิดทุกขเวทนามากแค่ไหน แค่นั้นยังไม่พอ ...พออาจารย์มาให้อารมณ์จนเกิดความสงบดีแล้วก็ยังมีแขกผู้มาเยือนด้วยความหวังดี แต่กลับทำให้จิตสงบนั้นถูกทำลายลงไปอีก (อ่านกระทู้ที่ 10541 เรื่องตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย โดยเทพธรรม) วันนั้นรู้สึกเห็นใจท่านอาจารย์มาก ท่านต้องเหนื่อยมาก เพราะต้องเริ่มต้นใหม่หลายๆครั้ง แต่ก็ได้เห็นว่าอาจารย์มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะส่งให้ลูกศิษย์ไปดีอย่างที่สุด …ทำให้รู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจ และดีใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน ผู้ที่มีใจเปี่ยมล้นด้วยเมตตาและกรุณาอย่างยิ่งยวด แล้วเขาก็ได้จากพวกเราไปตอนประมาณตีสี่ ซึ่งเชื่อแน่ได้ว่าต้องมีสุคติภูมิเป็นที่หมายอย่างแน่นอน เพราะสติที่พวกเราทุกคนได้ประจักษ์

ตอนนี้เพื่อนของเราท่านนี้ได้จบละครชีวิตฉากนี้ลงแล้ว แล้วพวกเราล่ะ ?

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 06:44:59 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 2

(อาจารย์ร้องเพลง แรงเทียน) .....เปรียบชีวิตก็เหมือนแรงเทียน ผันเปลี่ยนเพราะแรงลม อ่อนไหวฤทัยตรม และระทมระท้อใจ เปลวเทียนจะดับแล้ว ผิ ว แก้ว คนึงไหม ลมพัดสบัดไหว สิฤทัยจะสิ้นลม แรงกรรมจำเพาะเจาะจงมุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไข กรรมดีชโลมดวงใจ ย้อมให้สดใสชื่นบาน เปลวเทียนอาจยังริบหรี่ เร่งรีบพลังใจโหม มั่นคงคุณค่าประโลม ดุจโคมพระธรรมสุขใจ...

ท่านอาจารย์จึงเตือนพวกเราว่า ชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับเปลวเทียนที่ลมจะกรรโชกมาเมื่อไรก็ไม่ทราบ ดับเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่วันนี้เปลวเทียนนั้ยังติดอยู่ อยู่ในห้องนั่งเล่นแห่งความรักนี้ห้องที่หอมกรุ่นไปด้วยไมตรี และยังถูกอบไปด้วย...รมไว้ด้วย...ความหวังดีอย่างสะอาดและบริสุทธิ์ใจจากพ่อของเรา ที่ได้ฝากธรรมปฏิสันถารมาให้พวกเราในวันนี้ว่า..

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 06:49:57 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 3

ลูกรักของพ่อ พ่อจะบอกอะไรให้ฟัง

.
พฤติกรรมใดที่ทำซ้ำบ่อยๆ...ทำให้เคยชิน ทำง่ายจนติดเป็นนิสัย เช่น การบ่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เราแสดงออกถึงความไม่พอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตใจมันก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ อาจจะไม่ได้มุ่งหมายเพ็งเล็งบุคคลใดก็ตาม อย่าลืมนะว่า...อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ได้ยินได้ฟังรำคาญใจได้ และนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกสามัคคี

คำพูด ก่อนที่จะเปล่งออกมานั้น เกิดจากความคิดที่อยู่ในใจ และตามมาด้วยความไม่พอใจ ดังนั้นคนช่างบ่นก็คือ คนที่ติดนิสัยช่างคิดในด้านที่ไม่พอใจชอบใจ เป็นผู้มองชีวิต มองโลก และมองคนอื่นในด้านร้ายซึ่งเป็นการเคยชินโดยไม่รู้ตัว เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตก็จะหาความสุขได้ยาก และพลอยจะทำให้เส้นทางชีวิตมืดมนต่อการกระทำชีวิตให้สิ้นไปจากกิเลส เพราะการบ่นนั่นแหละ คือ กิเลสที่วนวกมาเกาะใจ

ใครเขาจะไม่ดี...ช่างเขา ลูกของพ่อดี เป็นใช้ได้
ลูกของพ่อเจอเรื่องไม่ดี... ก็ให้มีสติปัญญา เป็นใช้ได้
ใครเขาก่อเรื่องไม่ดี ...ถ้าลูกต้องมีหน้าที่แก้ไข จงแก้ไขด้วยความรอบคอบชอบธรรม

และที่สุดของทุกเรื่อง ต้องมีจิตให้อภัย เพราะคำว่า อภัย แม้จะเป็นเพียงคำสั้งๆ แต่นั่นหมายถึง การประกาศตนว่า...ลูกจะเป็นผู้ไม่มีภัยต่อใครๆ

เมื่อชีวิตไม่มีภัย ชีวิตลูกของพ่อก็จะปลอดภัย และมีใจที่สงบสุข

ด้วยรักจาก
พ่อเสือ
๑๕ กรกฏาคม ๒๕๕๐


โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 07:00:06 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 4

อาจารย์ชี้ให้เห็นว่า ธรรมปฏิสันถารนี่เป็นการบอกกล่าวให้เราใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไห้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นเราจะแย่ หลวงพ่อท่านไม่ต้องการให้เราใช้เวลาไปแบบเปลืองเปล่า เราก็เรียนธรรมะไปแล้ว เรารู้สภาวธรรมของธรรมแต่ละตัว โดยเฉพาะรู้ลักษณะของกิเลสแต่ละอย่าง แล้วยังสามารถแยกกลุ่มของเจตสิกได้ โดยเฉพาะวันนี้ ทำไม ? หลวงพ่อท่านจึงยกเรื่อง การบ่นซึ่งเป็นกิเลสที่วกวนมาเกาะใจ ที่เราทุกคนเป็นกันอยู่ มาพูดให้ฟัง

จากที่เล่าละครชีวิตของเพื่อนเราที่จบฉากลง จะเห็นได้ว่า...เขาเป็นผู้รับฟังที่ดี และสามารถสร้างนิมิตตามที่บอกได้ทุกอย่าง หลวงพ่อบอกว่า ฉากสุดท้ายของชีวิตสำคัญมาก เพราะลูกต้องมี ความสงบ พอที่พ่อจะไปหา สงบพอที่พี่จะไปเล่า ถ้าไม่สงบพอ ถึงพ่อจะไปหา พี่จะไปเล่าลูกก็ไม่อยากฟัง (ต้องจูนตรงกัน) เพราะนิสัยที่ช่างบ่น ช่างพูด ช่างคุย มันจะติดแน่น แล้วโดยทั่วไปคนที่ช่างพูด ก็อยากจะพูดมากกว่าฟัง (ไม่อยากฟังคนอื่น) แต่เมื่อใดที่จำเป็นต้องฟัง ก็จะฟังแบบไม่ชอบใจแล้วจะพาตัวเองไปที่อื่น (เพราะตนเองไม่ได้พูด) หากเป็นเช่นนี้พอถึงตอนนั้นเสียงมนต์ก็จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนช่างพูด ช่างบ่น หลวงพ่อท่านจึงฝากมาเตือนให้พวกเรา รีบแก้ไขชีวิต เพราะก่อนตายเราทุกคนต้องการอารมณ์ดีๆ แล้วตอนนี้ก็ยอมรับแล้วว่าความตายไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกคนจะบอกว่า..ไม่เป็นไร ยังไงๆ หลวงพ่อก็มาช่วย

หลวงพ่อท่านบอกว่าท่าน เดินมา ครึ่งทาง ลูกๆก็ต้อง เดินไป ครึ่งทาง การที่ใจจะเกี่ยวพันกันได้ต้องมี น้ำประสานทอง ถ้าลูกเก็บกดในตอนนั้น (เพราะเป็นคนช่างพูด ช่างบ่น แล้วไม่สามารถพูดได้ หรืออยากพูดแต่ไม่ได้พูด) ก็เหมือนการสร้าง น้ำกรด แล้วต้องรู้นะว่าน้ำกรดกับทองเข้ากันไม่ได้ ฉะนั้นถ้าลูกช่างพูด ช่างบ่น พอถึงฉากสุดท้ายลูกอยากพูด แต่ไม่ได้พูด ลูกก็อาจจะหงุดหงิดใส่คนที่พูดธรรมะให้ฟัง ถึงพ่อไปหา พี่ไปเล่า แต่เมื่อเกิดโทสะแล้ว บอกได้เลยว่าที่หมายมันไม่ใช่สุคติภูมิแน่นอน

หลวงพ่อจจึงบอกว่า ทุกอย่างอยู่ที่เรา (เป็นที่เรา ต้องแก้ไขที่เรา) ...เราจะไปสร้างก่อนตายไม่มีทางได้อย่างเด็ดขาด

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 07:12:09 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 5

อาจารย์จึงกำชับพวกเรา...อย่าลืมว่า เปลวเทียนของพวกเราตอนนี้ก็ริบหรี่ลงแล้ว จงเร่งรีบพลังใจโหม มั่นคงคุณค่ประโลม ดุจโคมพระธรรมส่องใจ… เราเห็นเวทีชีวิตเพื่อนเราแล้วว่า ทุกอย่างที่บอก เขาทำได้ตลอด สติมีครบถ้วน....ตรงนี้แหละต้องมี คมความคิด คนเรามีแค่ความคิดไม่ได้ ต้องมีคมด้วย เราจึงต้องหัดลับ และหัดรู้ว่าควรจะฟันอะไรออกไป คนเราห้ามความคิดไม่ได้ แต่ก็ขอให้มีคมที่จะตัดความคิดที่ไม่ดีออกไป ก็เหมือนแขกผู้มาเยือน เราห้ามไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้ปลดวางทุกอย่างได้อย่างเร็วที่สุด อะไรที่เกาะกินใจก็วางให้ได้....ช่างมัน เขาไม่ได้พูด(ทำ)ให้เราโกรธ แต่เราโกรธเอง ...อย่างเพื่อนของเราก็เหมือนกัน อาจารย์ให้อารมณ์ที่ดีจนเขาสงบแล้ว แต่ก็มีเพื่อนฝูงญาติมิตรทะยอยกันเข้ามาเยี่ยม ทำให้ความสงบของเขาถูกทำลายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เพราะวิบากก็ทำหน้าที่ไปตามเรื่อง แต่เพื่อนของเราคนนี้มีคมความคิด เขาไม่แช่อยู่กับวิบาก เขาปลดได้เร็ว แล้วหันกลับมาชวนอาจารย์สวดมนต์ต่อ

ลองถามตัวเองซิ เราทำได้แบบเขาหรือยัง ถ้ายังเราก็ต้องรีบทำ เพราะทุกอย่างอยู่ที่เราหลวงพ่อจึงบอกมาไงว่า ใครเขาจะไม่ดี...ช่างเขา ลูกของพ่อดี เป็นใช้ได้ ลูกของพ่อเจอเรื่องไม่ดี...ก็ให้มีสติปัญญา เป็นใช้ได้

นอกจากนี้หลวงพ่อยังขยายเพิ่มเติมว่า …อภัย เป็นการประกาศตนเองว่า “เราจะไม่เป็นผู้มีภัยกับใครๆ เพราะอภัยนี้เมื่อเรามีได้ กิเลสที่วกวนใจก็จะไป มันอาจแค่แวะ แวะแล้วก็ไป แต่ถ้าเราไม่ให้อภัย เมื่อเจอหน้าบุคคลนั้น เรื่องเก่าก็วกวนเข้ามาอีก แล้วก็จะวนมาบ่อยๆ หลวงพ่อก็เคยสอนพวกเราว่า ลูกพ่อต้องรู้จักให้อภัย และให้โอกาส...ถ้าลูกทำได้ กิเลสก็จะไม่วกวน แต่อาจแค่แวะมาแล้วก็ไปไม่วนกลับ เพราะเรามีสติ-สัมปชัญญะที่ดี”

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 07:18:32 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 6

หลวงพ่อบอกว่า ในเมื่อตอนนี้เรายังไม่สามารถประกาศตนเป็นพระอริยบุคคลได้ เพราะยังไม่ถึงเวลา แต่เราสามารถประกาศตรงนี้ได้....เมื่อตรงนี้ได้แล้ว ตรงนั้นก็จะได้ในที่สุด เพราะพระอริยเจ้าเป็นผู้ที่พ้นเวรพ้นภัยแล้ว แต่เราต้องทำตนเองให้ปลอดภัยก่อน เพราะเมื่อใดที่เราประกาศตนว่า...จะเป็นผู้ไม่มีภัยต่อใครๆ ได้แล้ว เมื่อนั้นชีวิตเราก็จะไม่มีภัย นั่นคือชีวิตลูกของพ่อก็จะปลอดภัย และมีใจที่สงบสุข…

นอกจากนี้ยังมีการบ้านที่เป็น โจทย์ชีวิต ที่หลวงพ่อฝากมาให้ทำ ทำแล้วเราจะรู้ว่า เพราะเหตุใดพ่อของเราจึงยกเรื่องการบ่นมาสอนในวันนี้

อาจารย์ตั้งคำถามว่า...มีใครไม่ต้องการเงินบ้าง ยกมือขึ้น (ไม่มีใครยก) …ไหน มีใครไม่ต้องการลาภแล้วบ้าง ยกมือขึ้น(ไม่มีใครยก) ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครวิ่งหาจตุคามรามเทพ รุ่นต่างๆ กัน....หลวงพ่อฝากบอกว่าไม่ต้องไปหา ตอนนี้ท่านจะให้เอง ให้ทุกคน และให้ทุกวัน ให้วันละ ๕๗,๖๐๐ บาท โดยมีข้อแม้ว่าต้องจัดการเงินที่ท่านให้ตามเงื่อนไขที่ท่านวางคือ

ต้องใช้ให้หมดภายใน ๑ วัน พอวันรุ่งขึ้นท่านก็จะโอนเข้าบัญชีให้ลูกใหม่อีก และต้องใช้ให้หมดเช่นกัน เป็นอย่างนี้ทุกวัน หากไม่หมดก็จะโดนริบคืน แล้วท่านก็ถามว่า เมื่อได้เงินจำนวนนี้แล้ว ลูกจะเอาไปทำอะไรบ้าง

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 07:23:03 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 7

แล้วอาจารย์ก็ไล่ถามลูกศิษย์ที่ละคน

คนที่ ๑....เอาไปซื้อคอมตัวใหม่ เอาไปดาวน์รถ ดาวน์บ้าน แล้วผ่อนรายวัน แล้วไปหาอะไรที่ดีๆกินคนที่ ๒...เอาไปทำบุญตามที่ต่างๆ ๕ ที่ ที่ละ ๑๐,๐๐๐ บาท ที่เหลือไว้ดูแลตนเอง คนที่ ๓....แต่ละคนก็คิดกันใหญ่ว่าจะเอาไปทำอะไรดี แล้วต้องใช้ให้หมดทุกวันด้วย ....

ในที่สุดอาจารย์ก็เฉลยว่า...หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านเองก็ได้วันละ ๘๖,๔๐๐ บาท แต่สำหรับพวกเราท่านหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วจึงเหลือ ๕๗,๖๐๐ บาท แล้วในความเป็นจริงพวกเราได้กันอยู่แล้วทุกคน และได้อยู่แล้วทุกวัน ท่านเองก็ได้ นั่นคือ< ๑ วันที่ท่านได้นั้นมาจาก ๒๔ ชั่วโมง คูณ ๖๐ นาที คูณ ๖๐ วินาที เท่ากับ ๘๖,๔๐๐ วินาที แต่ของพวกเราหักภาษี(นอน) ออกไป ๘ ชั่วโมง จึงเป็น ๑๖ชั่วโมง คูณ ๖๐ นาที คูณ ๖๐ วินาที เท่ากับ ๕๗,๖๐๐ วินาที แล้วทุกวันลูกก็ใช้มันไปหมดเหมือนกัน อยู่ที่ว่าลูกใช้ไปกับอะไร อย่างเช่นผู้ที่บอกว่าไปซื้อคอมฯ กว่าจะเดินทางไป เลือกหากว่าจะได้ ใช้ไปแล้วกี่วินาที หรือไปทานอะไรดีๆ ...กว่าจะไปถึงร้าน กว่าจะสั่ง กว่าจะกิน (เวลา)หมดไปแล้วเท่าไร ...ที่สำคัญคนที่ช่างพูด ช่างบ่น ซึ่งเป็นกิเลสที่วนวกเข้ามาเกาะใจนั้นลูกใช้ไปเท่าไรในแต่ละวัน นี่คือโจทย์ชีวิตที่พ่อฝากมาให้ลูกคิด และจงอย่าลืมที่พ่อเคยสอนว่า เวลาจะมีค่า เวลานั้นต้องประกอบไปด้วยปัญญา

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 07:29:49 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 8

จากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้อธิบายเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนาต่อ โดยแก้ไขอารมณ์ของลูกศิษย์ที่มีปัญหาจากการปฏิบัติ กล่าวได้ว่าสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นับตั้งแต่ท่านไปเยี่ยมเพื่อนของเราที่ป่วยหนัก เห็นสภาพของเขาแล้วรู้สึกถึงความน่ากลัวของชีวิต ตามที่เคยได้เล่าแล้วว่า

ท่านเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจ และยังสะเทือนขวัญหวั่นใจว่าลูกศิษย์คนอื่นๆจะต้องประสบวิบากเช่นนั้นอีก ท่านจึงมากวดขันให้พวกเราได้จริงจังกับการปฏิบัติวิปัสสนาให้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะท่านต้องการให้พวกเราไม่ต้องมามีชีวิตที่ประสบกับความทุกข์นั่นเอง ซึ่งท่านได้พูดให้ฟังว่า

เมื่อก่อนไม่เคยเห็นคุณค่าของตนเอง....แต่เมื่อเอาชนะใจตนเองมาสอน มาอธิบายให้รู้จักแนวทางการปฏิบัติ จึงรู้สึกว่าชีวิตตนเองมีคุณค่า และคิดว่าเมื่อใดที่ดินกลบหน้า(ไม่มีอาจารย์ และรู้ตัวเองว่าอยู่ได้ไม่นาน) เมื่อนั้นเชื่อว่าแต่ละคนก็จะรู้สึกว่า...ไม่น่าเลย รู้งี้เราจะตั้งใจให้มากกว่านี้… ตอนนี้มีความรู้สึกเหมือนที่หลวงพ่อเคยพูดว่า ได้เอาอาหารที่มีคุณค่ามาป้อนใส่ปากให้พวกเราแล้ว อยู่ที่ว่าพวกเราจะเคี้ยวกลืนหรือไม่เท่านั้น....เพราะตรงนั้นพวกเราต้องทำเอง



กราบแทบเท้าระลึกถึงพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูง
และกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างมาก ค่ะ

โดย วยุรี [17 ก.ค. 2550 , 07:39:40 น.] ( IP = 58.9.137.171 : : )


  สลักธรรม 9


นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับเรื่องที่เล่ามาในตอนต้นที่เกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วย ...แม้จะไม่ได้ไปอยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งสุดท้าย แต่สองสามครั้งก่อนหน้านั้นได้มีโอกาสพบเห็นความเมตตาและกรุณาของท่านอาจารย์ที่มีให้แก่ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยมอบการสัมผัสที่ละมุนละไมให้ความปลอบประโลม และที่สำคัญก็คือ กระแสเสียงของท่านอาจารย์ที่มากไปด้วยความปรารถนาดีในชีวิต

กระแสเสียง...ที่บอกกล่าวในเรื่องราวที่เป็นกุศลชักนำใจให้ผู้ป่วยมีที่พึ่งทางใจได้อย่างมั่นคงและเป็นความสุขในยามที่ต้องเผชิญกับทุกขเวทนา

กระแสเสียง...ที่ก้องกังวานไปด้วยกุศลในการสวดมนต์เพื่อบำบัดความอาพาธทางใจและกายของผู้ป่วยด้วยความตั้งมั่น

กระแสเสียง...ที่ปฏิสันถารกับญาติมิตรของผู้ป่วยด้วยความอบอุ่นและให้กำลังใจ

ตลอดจนมาถึง..กระแสเสียงที่เปล่งเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขใจของลูกศิษย์ และมุ่งมั่นมอบความรักอันเป็นกุศลให้เกิดแก่พวกเราทุกคนในห้องนั่งเล่นและนอกห้องนั่งเล่น

นับเป็นกระแสเสียงที่น่าฟังต่างจากเสียงบ่นของเราหลายคนที่ใช้เวลาและใช้เสียงไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์และไร้คุณค่า อันเป็นการสร้างอาจิณกรรมฝ่ายอกุศลที่อาจนำมาให้ผลในเวลาใกล้ตายหรือขัดขวางศรัทธาที่จะสร้างความสงบเพื่อรับฟังในสิ่งที่ดีในยามที่ประสบทุกข์

จากกระแสเสียงและกระแสใจที่หลวงพ่อได้นำมาอบรมลูกๆ ในวันนี้ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการขัดเกลาดัดแปลงความเคยชินที่ไม่ดีให้เข้ารูปเข้ารอยเป็นภาชนะที่จะรองรับกระแสเมตตาจากหลวงพ่อได้เป็นอย่างดี

เราทุกคนต่างก็ต้องการความสุขสงบ แต่เราเองนั่นแหละที่สร้างความไม่สงบให้แก่ตนเอง โดยทำความฟุ้งซ่านให้เกิดขึ้นด้วยการพร่ำบ่นระคนไปด้วยโทสะ ที่อาจเคยชินจนมาปรากฏเป็นอารมณ์ในเวลาใกล้ตาย

และนอกจากจะนำภัยคืออกุศลวิบากคืนสู่ตนในภพต่อๆไปแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับฟังที่ต้องเสียเวลามาฟังการบ่นว่า และอาจเกิดโทสะในผู้ที่บ่นหรือผู้ที่ถูกบ่นติดตามมาจนกลายเป็นการแตกความสามัคคี

แต่หากผู้ประสบเรื่องราวต่างๆ นั้นมีการรับมือกับอารมณ์ได้อย่างรอบคอบ มีคำว่า อภัย เป็นอุปนิสัย ความสุขสงบก็จะเกิดขึ้นที่ตนได้ทันที

กราบขอบพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพรักเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่จะนำโทษมหาศาลมาสู่ชีวิต

กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้กระแสเสียงอธิบายขยายความและทำตัวอย่างแห่งความดีให้ปรากฏ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาพี่วยุรีที่มีกุศลจิตอนุเคราะห์นำสาระธรรมกลับมาให้อ่านเพื่อเตือนใจให้มีความรอบคอบในการใช้ชีวิตอีกครั้งค่ะ


โดย น้องกิ๊ฟ [17 ก.ค. 2550 , 10:22:07 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 10


เสียงบ่นต่างๆ...คงไม่มีใครที่ไม่เคยบ่น
แต่เราไม่เคยคิดเลยว่านั่นมาจากการไม่พอใจ เกิดโทสะขึ้น และเป็นความเคยชินของเราเอง

หลวงพ่อท่านเมตตาชี้ให้เห็นถึงพิษภัยของการบ่น ซึ่งน่ากลัวมาก
เป็นการสร้างความสันทัด ความยึดติดในเรื่องเดิมๆ ซึ่งเป็นภัยต่อตัวเอง ไม่เฉพาะชาตินี้เท่านั้น
แต่ภัยที่ยิ่งใหญ่ก็คือเมื่อละครฉากสุดท้ายแวะเวียนมาถึง
หากไม่รู้จักสกัดกั้น ปลดปล่อยให้ได้โดยเร็วแล้ว วินาทีนั้นก็น่ากลัวยิ่งนัก

การให้อภัย อย่างมีสติปัญญา นอกจากจะทำให้เรื่องเลวร้ายต่างๆขณะนั้น ผ่านไปได้ด้วยดีแล้ว
ยังเป็นการช่วยให้ตนเองเป็นผู้ไม่มีภัยอีกด้วย
เมื่ออภัยแล้ว ความสุขสงบก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย

นอกจากนี้การยกเรื่องของเงินขึ้นมาที่พ่อมีให้ลูกๆ เท่ากันทุกคน
โดยมีข้อแม้ว่าต้องใช้ให้หมดภายในหนึ่งวันนั้น
เห็นได้ว่า คนเรานั้นต้องการมีเงินมากๆ แต่พอมีให้ทุกๆวัน กลับใช้กันไม่ถูก แถมกลุ้มใจอีกต่างหาก

แล้วเมื่อนำจำนวนเงินนั้นมาตีกลับเป็นจำนวนของเวลา
ซึ่งจำนวนนี้ก็หักเวลานอน ซึ่งถือว่าเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไปแล้วตั้ง ๘ ชั่วโมง
เป็นการหักภาษีที่แพงด้วย แล้วเวลานั้นเราต่างไปใช้ทำอะไรกันบ้าง

ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ทุกๆวินาที เราเผาผลาญเวลาให้หมดไปกับสิ่งไร้สาระมากมาย
สะท้อนให้ระลึกถึงคำพูดของพ่อที่ว่า..เวลาจะมีค่า เวลานั้นย่อมต้องประกอบด้วยปัญญา


กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีให้เสมอมาค่ะ




กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์และพี่วยุรีเป็นอย่างยิ่ง
ที่นำข้อธรรมะที่มีค่ามาฝากเป็นประจำค่ะ

โดย พี่ดา [17 ก.ค. 2550 , 11:01:21 น.] ( IP = 124.121.175.23 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org