| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมเป็นพุทธพจน์ (๑)
สลักธรรม 1ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ นั้น เกิดขึ้นเพราะจิตยังไม่บริสุทธิ์ทั้งนั้น เมื่อจิตบริสุทธิ์อันได้แก่จิตของพระอรหันต์ นั้น ย่อมปรินิพพานไปในภพชาตินั้น ไม่เกิดอีก
สภาพของจิตถึงแม้เกิดดับก็เป็นที่ตั้งแห่งความบริสุทธิ์และความเศร้าหมองได้ เพราะจิตแต่ละดวงที่จะดับไปและที่เกิดขึ้นใหม่นั้น ย่อมรับปัจจัยสืบต่อกัน หมายความว่าจิตดวงก่อนมีภาระใด ๆ อยู่มากน้อยเท่าใด เมื่อจะดับไปย่อมส่งมอบภาระนั้นแก่จิตดวงที่เกิดมาสืบต่อกันทั้งสิ้น
จะกล่าวว่าจิตไม่เกิดดับ เกิดดับแต่อารมณ์ไม่ควร เพราะจิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ เมื่ออารมณ์ดับไป จิตไม่มีอารมณ์สำหรับรู้ จิตก็ต้องดับไปด้วย จิตจะเกิดอยู่โดยไม่มีอารมณ์จะชื่อว่าเป็นสภาพรู้อารมณ์ได้อย่างไร
ฉะนั้น ถึงแม้ว่าจิตไม่มีรูปร่างก็ดี ถ้าพิจารณาโดยโยนิโสมนสิการก็ย่อมรู้ได้ว่ามีการเกิดดับ เช่น จิตโกรธเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งดับลงแล้ว จิตที่รู้ว่าจิตโกรธเกิดขึ้น อันจิตโกรธที่เกิดขึ้นนั้น ก็เป็นจิตดวงหนึ่ง และจิตที่รู้ว่าจิตโกรธเกิดขึ้นก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่ง ดังนี้เป็นต้นโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2550 , 08:16:23 น.] ( IP = 58.8.47.53 : : )
สลักธรรม 2นอกจากนั้นยังมีหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวนี้อยู่อีก เช่น คุณนามของพระนิพพานประการหนึ่งที่ชื่อว่า อนิมิตตนิพพาน หมายความว่า ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น ไม่มีนิมิต เครื่องหมาย รูปร่าง สัณฐาน สีสรรวรรณะอย่างใดเลย
อธิบายว่า ธรรมดารูปขันธ์นั้น ย่อมมีรูปกลาปเกิดรวมกันอยู่ ฉะนั้น รูปร่างสัณฐาน สีสรรวรรณะ จึงปรากฎได้ส่วนนามขันธ์ 4 แม้ว่า รูปร่างสันฐาน สีสรรวรรณะ ปรากฎไม่ได้เหมือนรูปขันธ์ก็จริง แต่ความเกิดสืบต่อกันของนามขันธ์ 4 นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและปรจิตวิชานอภิญญาลาภีบุคคลทั้งหลาย ย่อมเห็นได้ด้วยปัญญา คล้ายกับว่านามขันธ์ 4 เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐาน สีสรรวรรณะ ฉะนั้นจึงมีนิมิตเครื่องหมาย ส่วนความเป็นอยู่ของพระนิพพานไม่เป็นเช่นนั้นแม้แต่ประการใดเลย
จากคำอธิบายนี้ จะเห็นได้ว่านามขันธ์ 4 ถึงแม้รูปร่างไม่ปรากฎ แต่ก็มีผู้รู้เห็นได้เสมือนกับว่ามีรูปร่าง ผู้รู้เห็นนั้น นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังมีปรจิตวิชานอภิญญาลาภีบุคคลรู้เห็นด้วยอีก และที่กล่าวว่าจิตเกิดดับก็เพราะมีพุทธภาษิตตรัสว่า วิญฺญานํ อนิจฺจํ เป็นต้น จิตเป็นสภาพผู้รู้อารมณ์ ก็จริง แต่จิตก็เป็นอารมณ์ให้จิตอื่นรู้ได้
ดังที่กล่าวแล้ว การที่รู้ว่าจิตเกิดดับต้องมีผู้รู้จิตถูกแล้ว แต่การที่รู้ว่าจิตไม่เกิดดับ หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีผู้รู้จิตเช่นเดียวกัน
ฉะนั้น จิตจึงเป็นทั้งผู้รู้และ ผู้ถูกรู้ ที่ว่าในพระสูตรจิตไม่เกิดดับ ไม่ปรากฎว่าพระสูตรใดที่กล่าวไว้อย่างนั้นโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2550 , 08:16:56 น.] ( IP = 58.8.47.53 : : )
สลักธรรม 3จิตกับวิญญาณเป็นสภาพธรรมอันเดียวกัน ดังปรากฎในบาลีมหาวรรคว่า ยํ จิตฺตํ มโน หทยํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ ฯ จิต มโน มานัส หทยะ ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ
ศัพท์เหล่านี้เป็นชื่อของจิตทั้งหมด และถ้าจะเทียบวจนัตถของคำเหล่านี้ดูก็จะเห็นได้ว่า มีความหมายเพ่งไปในความรู้อารมณ์อย่างเดียวกัน
เช่นคำว่า จิต มีวจนัตถะว่า อารมฺมณํ จินฺเตตีติ = จิตตํ
เพราะรู้อารมณ์ ฉะนั้นชื่อว่าจิต
คำว่า วิญญาณ มีวจนัตถะว่า วิชานาตีติ = วิญฺญาณํ
เพราะรู้ ฉะนั้นชื่อว่าวิญญาณ
คำว่า มโน มีวจนัตถะว่า มนติชานาตีติ = มโน
เพราะรู้ ฉะนั้นชื่อว่ามโน ดังนี้เป็นต้น
ฉะนั้นจะว่าจิตเป็นหนึ่ง วิญญาณเป็นอันหนึ่งนั้นว่าไม่ได้ หรือจะว่าวิญญาณเป็นกิริยากรรมอันหนึ่งของจิตก็ว่าไม่ได้โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2550 , 08:18:15 น.] ( IP = 58.8.47.53 : : )
สลักธรรม 4ถาม อนตฺตา ที่แปลว่า ไม่มีตัวตน นั้นไม่ถูก ที่ถูกต้องแปลว่า ไม่ใช่ตัวตน คือปฏิเสธขันธ์ 5 ที่ถือกันว่าเป็นตัวตนนั้น ว่าไม่ใช่ตัวตน ตัวตนมีอยู่คือจิตที่บริสุทธิ์เป็นวิมุตติจิต เป็นอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตายหรือนิพพานก็ได้
และคำว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ความหมายมิได้กินตลอดถึงพระนิพพาน หมายแค่กิเลสกรรมซึ่งเป็นเหตุสร้างสังขารในภาคโลกียะนี้ หรือมรรค 4 ผล 4 เท่านั้น จริงหรือ?
ตอบ วิมุตติจิต กับ พระนิพพาน ต่างสภาพธรรมกัน วิมุตติจิตถ้าเพ่งเอาอรหัตผลจิต อรหัตผลจิตก็เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยปรุงแต่ง พระนิพพานเป็นสภาพที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง อรหัตผลจิตถึงแม้เป็นโลกุตรธรรม ก็เป็นสภาวทุกข์ คือมีการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ใช่เป็นอมตธรรมที่ไม่รู้จักดับ แต่พระนิพพานไม่มีการเกิดดับ มีแต่สภาพที่ตั้งอยู่เป็นอมตธรรมแท้
ถ้า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ฯ ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ไม่รวมถึงพระนิพพานด้วย คำว่าธรรมทั้งหลายนั้น ก็ไม่ใช่ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้น เพราะพระนิพพานก็เป็นธรรมประการหนึ่ง ถ้านับในฝ่ายอายตนะก็เป็นธัมมายตนะ ถ้านับในฝ่ายธาตุก็เป็นธัมมธาตุ ถ้านับในฝ่ายอารมณ์ก็เป็นธัมมารมณ์ และถ้าหาก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ไม่หมายถึงพระนิพพานด้วย
เหตุใดสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
คือเมื่อตรัสถึงสภาพที่เป็นอนิจจังทุกขัง พระพุทธองค์ทรงใช้ศัพท์ว่า สพฺเพ สงฺขารา ซึ่งหมายถึงสังขตธรรมทั้งหมด เป็นอนิจจังทุกขัง แต่เมื่อตรัสถึงสภาพที่เป็นอนัตตา พระพุทธองค์ตรัสว่า สพฺเพ ธมฺมา ธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ทั้งนี้เพราะพระนิพพานเป็น นิจฺจํ สุขํ แต่ก็เป็น อนตฺตา นั่นเองโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2550 , 08:19:05 น.] ( IP = 58.8.47.53 : : )
สลักธรรม 5ถ้าอนัตตาหมายเพียงกิเลสกรรมแล้ว จะต้องเปลี่ยนคำว่า สงฺขารา เป็น ธมฺมา ด้วยเหตุผลประการใด อนัตตาจะแปลว่า ไม่ใช่ตัวตน หรือ ไม่มีตัวตน ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีตัวตน แล้ว จะกล่าวว่า ไม่ใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตน ก็ได้ความอย่างเดียวกัน คำที่แปลว่าไม่มีตัวตนก็หมายความเพียงว่าไม่มีตัวตนจะฟังคำอ้อนวอน ขอร้องหรือคำบังคับบัญชาของผู้ใด
สภาพที่เป็น สังขตธรรม คือ สังขารทั้งหลายเมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิดก็เกิดขึ้น ใครจะอ้อนวอนขอร้องบังคับบัญชาไม่ให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ใครจะอ้อนวอน ขอร้องบังคับบัญชาไม่ให้ตั้งอยู่ก็ไม่ได้ เมื่อสิ้นเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ใครจะอ้อนวอนขอร้องบังคับบัญชาไม่ให้ดับไปก็ไม่ได้ สภาพที่เป็น อสังขตธรรม คือ พระนิพพานนั้น เป็นสภาพที่ไม่มีอันเกิดขึ้น ไม่มีอันดับไป เป็นแต่สภาพที่มีอันตั้งอยู่ ใครจะอ้อนวอนขอร้องบังคับบัญชาให้เกิดขึ้น หรือดับไป หรือไม่ให้ตั้งอยู่ก็ไม่ได้ สภาพธรรมทั้งหลาย ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมซึ่งเป็นไปตามสภาพของเขา โดยไม่ฟังคำอ้อนวอนขอร้องบังคับบัญชาของใคร ๆ นี้แหละ จึงชื่อว่าเป็นอนัตตา
การศึกษาเรื่องพระนิพพานก็เพื่อจะให้รู้จัก สำหรับยึดหน่วงเป็นอารมณ์ เพราะพระนิพพานถึงแม้เป็นอนัตตาก็เป็นสภาพที่มีอยู่เสมอ ไม่สูญหายไปไหน จะได้เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้
ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าอัตตาเป็นตัวตนนั้น ตรัสตามสมมุติสัจจะเพื่อทรงสอนแก่เวไนยบุคคลที่ยังเข้าไม่ถึงปรมัตถสัจจะ หรือตรัสเพื่อเป็นบาทเบื้องต้นให้ดำเนินเข้าถึงปรมัตถสัจจะเท่านั้น แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเรียกพระองค์เองว่า ตถาคต แต่ย่อมเป็นที่เข้าใจกันว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงยึดถือว่าเป็นตัวตนอย่างไรเลย
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [18 ก.ค. 2550 , 08:23:02 น.] ( IP = 58.8.47.53 : : )
สลักธรรม 6
อ่านแล้วได้เข้าใจ เห็นความแตกต่างระหว่าง จิตที่บริสุทธิ์ กับจิตผ่องแผ้ว ได้ชัดเจนค่ะ
และทำให้แน่แก่ใจว่า นอกจากพระสัพพัญญูแล้ว ไม่มีใครที่อาจทราบได้
กราบขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะโดย พี่ดา [18 ก.ค. 2550 , 08:30:14 น.] ( IP = 58.9.137.153 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลทานนี้ค่ะ โดย น้องกิ๊ฟ [18 ก.ค. 2550 , 13:09:20 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )
สลักธรรม 8มาอ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องค่ะ.. กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
โดย เซิ่น [18 ก.ค. 2550 , 13:28:52 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
สลักธรรม 9
เป็นคำถามที่มีมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย
ท่านอาจารย์ก็ได้ให้คำตอบไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งตามสภาวธรรม ด้วยความเป็นผู้เชี่ยวชาญและแตกฉานในพระอภิธรรม
กราบน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ที่ได้มอบธรรมอันล้ำค่าให้แก่อนุชนรุ่นหลัง
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมที่กรุณานำมาให้อ่านค่ะโดย ธัญธร [18 ก.ค. 2550 , 17:53:46 น.] ( IP = 125.27.190.214 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |