มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๑๕)









ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๑๕)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ป. เรื่องของความสุขความเยือกเย็นใจตั้งแต่ผมได้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตมาแล้ว อธิบายให้เป็นถ้อยคำไม่ได้

บุคคลทั้งหลายไขว่คว้าหาความสุขไปในสารทิศต่างๆ บางทีก็ไปในหนทางอันไกลแสนไกลและทุรกันดาร บุคคลทั้งหลายเที่ยวได้ดั้นด้นค้นหาความสุขจากการกินอยู่หลับนอน เที่ยวเตร่ โดยคิดว่าความสุขเหล่านั้น เป็นความสุขสุดยอดเท่าที่มนุษย์จะหาได้ จึงได้ยอมลงทุนกันมากมาย

แต่เขาหาได้ทราบไม่ว่า ยังมีความสุขอีกชนิดหนึ่งที่เป็นความสุขที่ไม่อาจจะหาได้โดยวิธีการดังคนทั้งหลายใฝ่หา ไม่ต้องเดินทางไกล มีแต่ความปลอดภัยไม่มีอันตราย ไม่ต้องฝ่าไปในแดนทุรกันดาร ไม่ต้องทุ่มเทเงินทองแล้วเสี่ยงต่อการขาดทุนด้วย

ก. ลุงทราบดีว่า หลานมีความรู้สึกอย่างไร ใครๆ ที่ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วก็เหมือนกันทั้งนั้น

เราพูดกันถึงวิตกเจตสิก แต่หลานก็ได้พาลุงออกมาจากที่ตั้งเดิมไกลอักโขแล้ว กลับกันเสียทีไม่ดีหรือ แม้ที่หลานถามมามันจะเกี่ยวพันกัน ไม่ได้หนีออกไปจากวิตกก็จริง แต่ก็ออกจะห่างๆ ไปสักหน่อย

เท่าที่เราได้พูดกันไปบ้างแล้วว่า วิตกเจตสิกนั้นเป็นตัวการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ต่างๆ แต่ทว่ามิได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ไปทั้งหมดทีเดียว หรือวิตกไม่ต้องประกอบกับจิตไปเสียทุกประเภท แต่มีข้อยกเว้นเป็นส่วนน้อย โดยมากจิตเกิดขึ้นมีวิตกเจตสิกเข้าประกอบแทบทั้งนั้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:26:36 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ป. ในข้อนี้ผมก็พอจะเข้าใจแล้ว แต่ในจิตบางประเภทที่ยกเว้นนั้น ถ้าคุณลุงมิได้ยกตัวอย่างขึ้นมาแล้ว ถึงอย่างไรก็จะเข้าใจดีจริงๆ ไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงขอตัวอย่างว่า มีจิตอะไรบ้างที่ไม่มีวิตกเจตสิกเข้าประกอบ และที่มันไม่เข้าประกอบเพราะเหตุใด

ก. ลุงจะต้องยกตัวอย่างให้หลานได้เห็นเป็นแน่นอน ลุงจะต้องวางหลักการไว้ให้หลานเสียก่อน เพราะจิตที่วิตกเจตสิกไม่เข้าประกอบ หรือไม่ต้องมีวิตกยกขึ้นสู่อารมณ์ แค่มีความสามารถรับอารมณ์ได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วยเหตุผล จิตที่ไม่ต้องอาศัยวิตกเจตสิกนั้นมีดังนี้

๑. ได้แก่ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ คือ

จักขุวิญญาณจิต ๒ = เห็นรูปที่ดีอันเป็นบุญ ๑ และเห็นรูปที่ไม่ดีอันเป็นบาป ๑

โสตวิญญาณจิต ๒ = ได้ยินเสียงที่ดีอันเป็นบุญ ๑ และได้ยินเสียงที่ไม่ดีอันเป็นบาป ๑

ฆานวิญญาณจิต ๒ = ดมกลิ่นที่ดีอันเป็นบุญ ๑ และดมกลิ่นที่ไม่ดีอันเป็นบาป ๑

ชิวหาวิญญาณจิต ๒ = ลิ้มรสที่ดีอันเป็นบุญ ๑ และลิ้มรสที่ไม่ดีอันเป็นบาป ๑

กายวิญญาณจิต ๒ = สัมผัสกายที่ดีอันเป็นบุญ ๑ และสัมผัสกายที่ไม่ดีอันเป็นบาป ๑

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:27:33 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : )


  สลักธรรม 2



ขอให้หลานย้อนไประลึกถึงวิถีจิตที่ได้เรียนไปแล้วตั้งแต่ตอนต้นของปริจเฉทที่ ๑ ก็จะเห็นได้ว่า ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ นั้น ได้แก่จิตดวงที่ ๕ ที่นับต่อมาจากอดีตภวังค์ เป็นจิตที่รับประทบอารมณ์แล้วก็เกิดจักขุวิญญญาณ คือเห็น และโสตวิญญาณ คือได้ยิน เป็นต้น ซึ่งเป็นวิบากจิต เป็นอเหตุกจิต จิตดวงนี้ทำการงานคือ "เห็น" และ "ได้ยิน" เป็นต้นเท่านั้น ทั้งเห็นและได้ยินเฉยๆ ยังไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

การที่ทวิปัญจวิญญาณนี้รับอารมณ์ได้โดยที่มิได้มีวิตกเจตสิก หรือวิตกเจตสิกมิได้เข้าประกอบนั้น ก็เพราะว่า รูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นแสง สะท้อนจากรูปมากระทบกับจิตที่ประสาทตาโดยตรง นอกจากนั้น อารมณ์ที่มากระทบก็มิได้เป็นอดีตหรืออนาคตแต่เป็นปัจจุบันจริง ทั้งกระทบตรงๆ ด้วย จิตดวงนี้จึงเกิดขึ้นมาได้จากการกระทบโดยตรงในขณะนั้นทันทีไม่ต้องคิดไม่ต้องตรอง ไม่ต้องพิจารณาอะไรเลย ไม่มีอดีตไม่มีอนาคตมาหนุนเนื่องแม้แต่น้อย

เหมือนลุงเอาไม้มาเคาะที่แขนของหลานเข้า ในขณะนี้จิตรับอารมณ์ที่ชัดเจนโดยตรงอยู่แล้ว กายวิญญาณจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์โดยตรง ไม่ต้องคิดอะไรเลย คือรู้สึกกระทบของแข็งเข้ายังไม่ทราบว่าของอะไรกระทบ ยังไม่รู้สึกเจ็บประการใด เป็นปัจจุบันจริงๆ ด้วยเหตุนี้ วิตกเจตสิกจึงไม่ต้องใช้ในทวิปัญจวิญญาณทั้ง ๑๐ เท่าที่ลุงอธิบายมา หลานพอจะเข้าใจหรือยัง

ป. ก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ

ก. อารมณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ก็โดยทำนองเดียวกัน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:28:13 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : )


  สลักธรรม 3



นอกจากที่ลุงได้บรรยายไปแล้ว ยังมีจิตอีกบางประเภทที่วิตกเจตสิกไม่ได้เข้าประกอบ คือ ทุติยฌานจิตนั่นเอง

หลานก็ได้เคยเรียนไปแล้วว่า ผู้ปฏิบัติสมาธินั้น ย่อมเพ่งอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในความสงบมีอารมณ์อันเดียว และสมาธิก็จะเกิดมากขึ้นๆ ไปเป็นขั้นๆ

เมื่อผ่านปฐมฌานมาแล้วในขั้นที่ใกล้จะได้ทุติยฌานนั้นก็จะได้อารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิต แล้วสมาธิก็จะเป็นอุปจารสมาธิ แม้ใกล้หรือเฉียดฌานเข้าไปแล้วคือถึงวิถีที่จะได้ฌาน หรือทุติยฌานจะเกิดอยู่แล้ว ได้แก่ บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู ซึ่งในขณะนี้อยู่ในเขตของอุปจารภาวนา แม้ในขณะนี้เอง วิตกเจตสิกก็ยังเข้าประกอบอยู่

อารมณ์ของอุปจารภาวนากับอารมณ์ของทุติยฌานจิต อารมณ์ทั้งสองนี้ก็เป็นปฏิภาคนิมิตอย่างเดียวกัน อุปจารภาวนาจิตมีความสืบต่อกับอัปปนาภาวนาจิต เกิดขึ้นติดต่อกันไปโดยไม่มีอะไรมาคั่นกลางเลย ทั้งปฏิภาคนิมิตนั้นก็ชัดเจนมากด้วย ดังนั้นจึงสามารถเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนแก่อัปปนาจิตโดยปราศจากวิตกเจตสิกให้เข้ารับอารมณ์กรรมฐานได้ เสมือนหนึ่งว่ามีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

ในข้อนี้ก็เหมือนกับรถไฟ เมื่อหัวรถจักรใส่ไฟจนมีสตีมพร้อมแล้ว รถพ่วงตั้งหลายๆ คัน เอามาเกาะเกี่ยวกันเข้า หัวรถจักรก็จะพาให้แล่นไปหมดทั้งขบวน

ขอให้หลานจำไว้ด้วยว่า ตั้งแต่ทุติยฌานจิตไปจนถึงฌานขั้นสูงๆ ขึ้นไปกว่านี้ วิตกเจตสิกไม่ต้องเข้าประกอบ ด้วยเหตุผลตามที่ลุงได้อธิบายไปแล้ว ถ้าหลานยังเข้าใจไม่ดี ก็ขอให้ไปดูเรื่องของการปฏิบัติสมถกรรมฐานจนได้ฌานซ้ำอีก ก็จะช่วยทำความเข้าใจได้มากขึ้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:28:56 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : )


  สลักธรรม 4



ป. ผมได้ฟังคุณลุงอธิบายมาแล้วก็พอจะมีความเข้าใจ ผมจะค้นคว้าหาความรู้เรื่องของการได้ฌาน ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปซ้ำอีกตามที่คุณลุงสั่ง เพราะเรียนมาแล้วนานๆ ก็ขาดตกบกพร่องไปบ้าง

ก. วิตกเจตสิกนั้น ถ้าว่าตามหลักการก็คือ ตัวการที่ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ต่างๆ แต่ถ้ากล่าวอย่างสามัญแล้วก็ได้แก่ การเห็น การได้ยิน ความคิดนึก ตรึกตรอง เพราะอารมณ์ดังกล่าวเหล่านี้ จะเกิดขึ้นมาได้ก็จะต้องอาศัยวิตกเจตสิกเป็นตัวทำงาน

วิตกเจตสิก มีลักขณาทิจตุกะดังนี้

๑. อารมฺมเณจิตฺตสฺส อภินิโรปน ลกฺขโณ มีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ
๒. อาหน ปริยาหน รโส มีการทำจิตให้กระทบอารมณ์บ่อยๆ เป็นกิจ
๓. อารมฺมณจิตฺตสฺส อานยน ปจฺจุปฎฺฐาโน มีจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์ เป็นผล
๔. เสสขนฺธตฺตย ปทฏฺฐาโน มีนามขันธ์ทั้ง ๓ ที่เหลือ (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์) เป็นเหตุใกล้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:29:45 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : )


  สลักธรรม 5



ป. ตามที่ผมได้ศึกษามาแล้ว เห็นว่าวิตกเจตสิกนั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเจตนากับมนสิการเหลือเกิน ถ้าคุณลุงจะอธิบายย่อๆ สรุปรวบยอดในเจตสิกทั้ง ๓ ตัวนี้อีกสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้เห็นว่า มันแตกต่างกันอย่างไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็จะดี

ก. ได้ซิหลาน แต่การที่จะดูว่า มันแตกต่างกันอย่างไร ก็จำเป็นที่จะต้องดูที่ลักษณะคือธรรมชาติที่มีประจำตัวของเจตสิกทั้ง ๓ ถ้าจะให้ละเอียดขึ้นไปอีกก็ดูที่รส คือกิจการหน้าที่ที่มันกระทำด้วย

เจตนาเจตสิก มีธรรมชาติที่ประจำตัวและทำกิจการหน้าที่ คือ มีการชักชวนสัมปยุตธรรมอันได้แก่ จิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเพื่อทำงานร่วมกันกับตน ให้เข้าไปจับในอารมณ์ที่เข้ามากระทบ เช่นในขณะที่รูปมากระทบตา เสียงมากระทบหู เรื่องราวมากระทบใจ เจตนาเป็นตัวชักนำหรืออุดหนุนให้จิตเจตสิกในขณะนั้นร่วมกันทำงานเห็น ทำงานได้ยิน และทำงานคิดนึก เสมือนหนึ่งมีความพยายามให้สัมปยุตธรรมที่เกิดพร้อมกับตน เกิดขึ้นติดต่อกับอารมณ์นั้นๆ

มนสิการเจตสิก มีธรรมชาติที่ประจำตัวและกิจการหน้าที่ คือ มีการชักชวนหรือชักนำให้สัมปยุตธรรมเข้าประกอบในอารมณ์เป็นกิจการหน้าที่ เช่นหลานได้ยินเสียงที่ลุงพูดอยู่นี้ ก้เพราะเจตสิกตัวนี้ชักนำจิตและเจตสิกให้ตรงเข้าสู่อารมณ์อยู่เสมอ หลานจึงมิได้หันเหจิตไปในทิศทางอื่น หากแต่ตรงต่อเสียงที่ลุงพูด

วิตกเจตสิก มีธรรมชาติประจำตัวและกิจการหน้าที่ คือ ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เฉพาะหน้า และทำให้มีการกระทบในอารมณ์นั้นบ่อยๆ เช่นยกจิตขึ้นสู่เสียงที่ลุงพูด และกระทบอารมณ์นั้นๆ ต่อๆ ไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:30:34 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : )


  สลักธรรม 6



ในเรื่องนี้ถ้าจะอุปมาให้ฟัง หลานก็จะเข้าใจได้ง่าย เปรียบเหมือนแข่งเรือ ในเรือนั้นเราแบ่งคนออกเป็น ๓ หน้าที่ด้วยกันคือ คนอยู่หัวเรือมีหน้าที่พายเรือด้วย แล้วก็จะต้องคอยระวังคว้าธงให้ได้ก่อนเรือลำอื่นๆ ด้วย คนที่อยู่ตรงกลางมีหน้าที่พายเรือด้วยมุ่งหมายจะให้ไปถึงก่อนคนอื่น ส่วนคนสุดท้ายนั้นถือท้ายคอยวาดคอยคัดมิให้เรือซัดส่ายไปมา แต่ก็มุ่งหมายที่จะให้เรือไปถึงธงก่อนใครๆ เหมือนกัน

หลานก็จะเห็นได้ว่า แต่ละคนต่างก็พากันพายเรือ มุ่งหมายจะให้ได้ชัยชนะด้วยกันทั้งนั้น แต่ละคนเหล่านั้นหาได้มีหน้าที่การงานเหมือนกันไม่ เรื่องนี้เมื่อเปรียบกับสัมปยุตธรรมคือจิตและเจตสิกแล้ว ก็พอจอนุโลมให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะคนพายหัวเรือนั้นมุ่งหมายจะชิงธงชัยมาให้ได้เป็นข้อสำคัญ คนกลางมีหน้าที่ๆจะทำให้เรือวิ่งเร็วไปถึงหลักชัยเป็นสำคัญ คนท้ายพยายามคัดวาดเรือเพื่อไม่ให้หันเหไปทางไนโดยยึดเอาธงชัยเป็นหลัก

ฉะนั้น คนอยู่หัวเรือจึงเหมือนกับเจตนาเจตสิก คนพายกลางเหมือนกับวิตกเจตสิก และคนพายท้ายเหมือนกับมนสิการเจตสิก ตามตัวอย่างนี้ก็พอได้เป็นแนวทางให้หลานเอาไปคิดพิารณา ถ้าสงสัยอะไรอีกก็ให้ว่ามาใหม่

ป. ก็ไม่มีอะไรสงสัยแล้วขอรับ คุณลุงยกตัวอย่างขึ้นมาแล้ว ก็มีความชัดเจนดีเพียงพอที่จะเอาไปคิดพิจารณาได้แล้ว

ก. วันนี้เราได้พูดกันถึงวิตกเจตสิกตัวเดียว แต่ก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ลุงคิดว่า เรามาหยุดพักกันเสียทีเถิดหลาน

ป. ขอเชิญคุณลุงเถิดขอรับ ในวันหน้าผมจึงจะมาขอความรู้จากคุณลุงใหม่ ผมขอขอบพระคุณ สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [25 ก.ค. 2550 , 08:31:09 น.] ( IP = 58.9.142.58 : : )


  สลักธรรม 7

อ่านแล้วมีความเข้าใจวิตกเจตสิกมากชึ้นค่ะ และยังทราบว่าทำไมจิตบางดวงไม่ต้องมีวิตกเจตสิก

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

โดย เซิ่น [25 ก.ค. 2550 , 23:56:12 น.] ( IP = 58.8.49.246 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ ที่ได้อธิบายจนชัดเจนในเรื่องของเจตสิกแต่ละดวงที่มีความคล้ายกันแต่ทำกิจไม่เหมือนกันจนผมจำได้อย่างแม่นยำเลยครับ

โดย เทพธรรม (เทพธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [27 ก.ค. 2550 , 06:55:34 น.] ( IP = 58.9.139.48 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org