มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก ตอนที่ ๑๗




เหมือนกำแพงถูกเขาปล่อยร้าง เหมือนคนสร้างไม่ได้ตั้งใจ ทิ้งให้เราทนเหงาอยู่เรื่อยไป ฝ่าพายุร้ายไปตามลำพัง… เลือกทางเดินที่คิดและหวัง หากแม้นต้องพังก็ยังยอมทน ฝืนชะตาที่แสนมืดมน เก็บฝันเบื้องบนจนกลายเป็นจริง

สุดแต่ใจจะไขว่คว้า.....ๆ ๆ ๆ.... ตั้งใจทำดังหวังวาดไว้ ไม่คิดฝันไปให้ไกลเกินจริง รู้คุณค่าของคนไม่ทิ้ง ไขว่คว้าให้จริง ฝันคงไม่ไกล ....



ห้องนั่งเล่นแห่งความรักวันนี้ ท่านอาจารย์เริ่มด้วยเสียงเพลง “สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาในสัปดาห์ที่แล้วนั้น ...มีการจากไปของเพื่อนของเรา ที่ละครฉากสุดท้ายเขาได้จบลงด้วยการไขว่คว้าอารมณ์กุศลอันเป็นที่พึ่งให้กับเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน การสร้างนิมิตปิดทองพระธาตุเจดีย์ และนำผ้าไตรไปบูชาพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งล้วนเกิดจากการให้อารมณ์โดยท่านอาจารย์

มาวันนี้อาจารย์จึงพยายามชี้นำให้พวกเราได้รู้ซึ้งว่าอารมณ์สุดท้ายที่คนเราจะสามารถไขว่คว้าให้ได้มานั้น มันต้องเกิดมาจากการเริ่มต้นทำในปัจจุบันนี้ก่อน ไม่ใช่ไปไขว่คว้าเอาตอนใกล้ตาย เพราะตอนจะตายนั้น ทุกขเวทนามีมาก อารมณ์ที่จะยึดได้ต้องเป็นอารมณ์ที่คุ้นเคยจริงๆ ...คนที่ไม่ชอบพระ ไม่ชอบเสียงสวดมนต์ ต่อให้มีใครไปสวดให้ฟัง มันก็เป็นไปไม่ได้ที่ใจเขาจะไปจับเสียงนั้นมาเป็นอารมณ์ เพราะทุกอย่างมันต้องเกิดจากความเคยชิน นั่นก็คืออาจิณกรรมของเขานั่นเอง ....นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นแม่ของลูกศิษย์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปตอนเช้ามืดวันเสาร์นี้ ด้วยโรคมะเร็ง(ตับ)เช่นเดียวกัน โดยที่อาจารย์ได้รับทราบเรื่องการเจ็บป่วยของเขาขณะที่อยู่ต่างจังหวัดในวันศุกร์ เพราะลูกศิษย์ได้โทรศัพท์ไปปรึกษาว่าควรจะทำอย่างไร อาจารย์จึงแนะนำให้หาเทปบทสวดมนต์ที่แม่ชอบเปิดให้ฟัง เพราะถ้าหากลูกสวดไปร้องไห้ไปก็จะยิ่งทำให้แม่จิตซัดส่าย หรือถ้าแม่ลืมตาขึ้นมาก็ให้พูดถึงเรื่องราวที่อาจารย์เคยพาไปไหว้พระธาตุเจดีย์ชะเวดากอง ที่ประเทศพม่า โดยให้ถามว่าจำได้ไหมที่ไปคราวนั้นแม่นั่งคู่ไปกับอาจารย์บุษกร จำได้ไหมที่ได้ไปทำบุญตามที่ต่างๆ ...ให้พูดทุกๆ อย่างเพื่อให้แม่ได้ระลึกถึงกุศลที่เคยทำมา แล้วอาจารย์ก็ตั้งใจว่าเมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ก็จะรีบไปเยี่ยม แต่ขณะที่เดินทางกลับนั้นก็ได้รับโทรศัพท์บอกว่าอาจารย์ไม่ต้องไปก็ได้ ที่โทรมาเพื่อให้ช่วยบอกหลวงพ่อ...อาจารย์จึงบอกว่าเห็นความต่างกันระหว่าง ๒ คน ...คนแรกต้องการให้อาจารย์ไปหา แต่คนที่สองบอกว่าไม่ต้องไปก็ได้ ...นี่ไง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

เรื่องความตายสำคัญมาก ที่อาจารย์เล่ามานี้เพื่อให้พวกเราได้เห็นว่า เราไม่สามารถบังคับบัญชาอะไรได้เลย ทุกชีวิตย่อมมีเอกสิทธิ์ส่วนตัว และในส่วนตัวนั้นต้องไม่ลืมว่ายังมีสังคญาติซึ่งแต่ละคนก็มีนิสัยที่ไม่หมือนกัน สุดแต่ใจจะไขว่คว้าจริงๆ ดังในเนื้อเพลงที่ว่า เลือกทางเดินที่หวังวาดไว้ เพราะว่าแต่ละคนต้องเลือกเอง และต้องเดินไปเอง

โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 09:00:27 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

หลวงพ่อท่านเปรียบว่า ชีวิตของพวกเราแต่ละคน เหมือนยืนอยู่บนบันไดเลื่อน แล้วบันไดเลื่อนของแต่ละคนก็สั้น ยาวไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญทุกคนเหมือนกัน คือกำลังเลื่อนไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ ความตาย แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึงจุดหมายนั้นเราควรหาสิ่งสำคัญให้กับชีวิต นั่นคือ ความดี เพราะ ความดีเท่านั้นที่ไม่เคยทำให้ใครขาดทุน นอกจากนั้นการกระทำอย่างอื่นอาจทำให้เราขาดทุนได้ทั้งนั้น



มีตอนหนึ่งหลวงพ่อสอนอาจารย์ว่า “ถ้าเผื่อลูกคิดจะเป็นผู้ให้ (เป็นครู) ต้องมีจิตเมตตา นั่นคือทำใจให้เหมือนละอองฝน หรือละอองน้ำ ซึ่งอาจารย์ได้ถามว่าให้ความเย็นใช่ไหม แต่หลวงพ่อบอกว่า “ลูกลองไปยืนดูซิ เวลาฝนตก หรือน้ำพุที่ไหนๆ ก็ตาม เวลาที่ละอองน้ำปลิวไปโดนใครก็เย็นกันทั้งนั้น และถึงแม้จะไม่มีคนยืนอยู่ ละอองน้ำมันก็ยังปลิวไปทั่ว ฝนก็เช่นกันมันก็ตกไปตามฤดูกาล ตามเหตุตามปัจจัย โดยไม่พะวงเลยว่าที่นั่นจะมีใครเอาขันเอาตุ่มมารองรับหรือไม่ มีหน้าที่ตกก็ตกไป ใครจะรองรับได้แค่ไหนไม่ใช่หน้าที่ของเรา (เป็นเพราะอาจารย์ได้ถามหลวงพ่อว่า ท่านทำใจได้อย่างไรในการมาสอนลูกศิษย์เช่นพวกเราที่บอกได้ว่านานาจิตตัง คนโน้นจะเอาอย่างนี้ คนนี้จะเอาอย่างโน้น ทุกคนอยากได้ แต่พอได้มาก็ไม่ทำ

อย่างเช่นธรรมปฏิสันถารในแต่ละครั้งที่พวกเราบอกว่าดี แต่ก็...ไม่ทำ หรือทำก็ไม่เต็มที่ แต่หลวงพ่อท่านก็อดทนได้ตลอด...) ในเมื่อเรามีหน้าที่ให้ ก็ต้องให้ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ให้แล้วมานั่งคิดว่า เขาตั้งใจฟังไหม เขาจะเอาที่เราสอนไปทำไหม ...สอนไปจะได้ดีไหม ...เขาจะเชื่อเราไหม ฯลฯ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าเราไปมองที่ตุ่ม ซึ่งในความเป็นจริงฝนจะตกกี่ห่าก็ไม่เคยดูเลยว่าจะมีตุ่มมารองหรือไม่ เมื่อจะตกก็ตก ละอองจะพุ่งสาดกระเซ็นไปที่ไหนๆ จะมีใครมารับ ไม่มารับก็ไม่สนใจ เขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป

หลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าเราสามารถทำใจเป็นผู้ให้เช่นนั้นได้ เราก็จะร่มเย็นเป็นสุข ท่านยังกำชับว่า
“อย่าให้ปัจจัยภายนอกมาบงการชีวิตเราเลย” ไม่ว่าคนฟัง หรือนักเรียนล้วนเป็นปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น ในเมื่อเราจะทำดีแล้ว เราต้องพยายามไม่ให้สิ่งนั้นๆ ที่เป็นปัจจัยภายนอกมามีอิทธิพลต่อใจเรา อย่างที่หลวงพ่อเคยสอนพวกเราว่า “ใจเราร่มเย็นเป็นพอ”

โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 09:47:24 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 2

ดังนั้นที่เปิดเพลง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ก็เพราะเนื้อเพลงท่อนแรกที่บอกว่า เหมือนกำแพงถูกเขาปล่อยร้าง เหมือนคนสร้างไม่ได้ตั้งใจ ทิ้งให้เราทนเหงาอยู่เรื่อยไป ฝ่าพายุร้ายไปตามลำพัง เหมือนคนท้อแท้ สิ้นหวัง นั่งอาทรแต่ชีวิตตนเอง ...เฮ้อ เกิดมามีกรรม ...เราเกิดมาแย่ ...เราไม่เหมือนใครเลย ...เฮ้อ วิบากเขาดี แต่เรานี่ซิ...ฯลฯ พอมองออกไปข้างนอกเห็นใครๆ ก็ทอดอาลัย คิดว่าตนเองแย่สุดๆ คิดว่าตัวเองโชคร้ายที่สุด ซึ่งหลวงพ่อบอกว่าไม่จริง

แล้วอาจารย์ก็ถามพวกเราว่า “ไหน ใครเคยคิดว่าตัวเองโชคไม่ดีเลย (มีหลายๆคนยกมือขึ้น) “แม้กระทั่งเคยรู้สึกว่า ชีวิตเราแย่ ครอบครัวเราแย่ ลูกเราวิบากไม่ดี...?” ที่คิดอย่างนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่า คิดผิดหมด ให้พวกเราลองคิดดูไหม่ ไม่ว่าเรา ลูกของเรา ตอนเกิดมามีอะไรติดตัวมาบ้าง มีเสื้อผ้าติดตัวมาไหม ความรู้เป็นศูนย์เหมือนกันหมด พูดไม่เป็น เดินไม่ได้ ไม่รู้จักใคร ห้าอย่างนี้เหมือนกันทุกคน แต่ตอนนี้ล่ะ แม้จะอาภัพอับโชคขนาดไหน เราก็ยังมีสถานะดีกว่าตอนแรกเกิด กล่าวได้ว่ามีต้นทุนชีวิตในวันนี้ดีกว่าตอนแรกเกิด จงอาศัยต้นทุนที่มี (คือมีเสื้อผ้าใส่ ความรู้ที่ไม่ใช่ศูนย์แล้ว พูดเป็นแล้ว เดินได้แล้ว แถมยังมีคนรู้จักพอ) พาชีวิตเดินไปข้างหน้าให้ได้ ก่อนที่บันไดเลื่อนจะเคลื่อนไปถึงเป้าหมาย คือความตาย



นอกจากนี้ หลวงพ่อท่านยังได้เฉลยเรื่อง โจทย์ชีวิต (ที่พวกเราตอบว่าจะนำเงิน ๕๗,๖๐๐ บาทไปทำอะไรบ้างในแต่ละวัน)ให้ฟังว่า ...บางคนดีตอบตามความรู้สึกที่ตนเองมีไม่ต้องตกแต่งปั้นคำ ...บางคนว่าไหวพริบดีแล้วที่มอบเงินให้อาจารย์ไปทำ เพราะรู้ว่าจะเกิดกุศลมากกว่าที่ตนเองทำ แต่ทำแล้วให้บอก เท่ากับว่าบุญนั้นเป็นสสังขาริกไป ถ้าไปทำเองก็ยังเป็นอสังขาริก ซึ่งมีกำลังมากกว่า แล้วสำหรับผู้ที่ยกมือว่าต้องการเงิน แต่พอรู้ว่าต้องเอาไปทำทุกวันก็บอกว่าไม่เอาแล้วไม่อยากเป็นภาระ ...ที่คิดแบบนี้เท่ากับปล่อยชีวิตไปตามยะถากรรม ไม่กระตือรือร้นที่จะทำบุญ แม้จะมีเงินมากองอยู่ตรงหน้า (ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่บอกเลยว่าคือตัวเลขนั้นคือเวลา)

อาจารย์บอกว่า...ที่หลวงพ่อมาเฉลยก็เพื่อให้เราได้รู้ว่า เราคิดผิด แล้วจะได้ไปปรับปรุงชีวิตใหม่ ไม่เช่นนั้นเราก็มีชีวิตอยู่แบบอาศัยบุญเก่า (กุศลในอดีต) แต่กุศลกรรมใหม่ไม่ทำ เป็นการทอดอาลัยในชีวิต อยู่ไปให้หมดแต่ละวันๆ เท่านั้น ...หลวงพ่อจึงฝากมาบอกว่า

“อย่าไปบังอาจฆ่าเวลาเด็ดขาด เพราะเวลานั่นแหละจะเป็นผู้ฆ่าเรา (ให้ใกล้ตายไปอีกวัน) บันใดเลื่อนของชีวิตก็เลื่อนใกล้สู่จุดหมายเข้าไปทุกที”

และสัปดาห์นี้หลวงพ่อท่านเห็นลูกหลายๆ ไม่สบายใจจากการต้องรับฟังเรื่องราวต่างๆ ท่านจึงฝากธรรมปฏิสันถารมาให้ในห้องนั่งเล่นแห่งความรักนี้ว่า

โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 09:49:01 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 3

การพูด เกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดจนปรากฏเป็นเสียง คำพูด มีทั้งประโยชน์ไร้โทษ ก่อความเจริญได้ และเป็นทั้งโทษก่อทุกข์ และถ่วงจิตตนและคนรับฟังได้เช่นกัน

บรรพชนคนรู้ธรรมจึงมีอุบายป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากการพูดด้วยการให้สวดมนต์ ท่องคาถา เพราะเมื่อสามารถท่องมนต์จนขึ้นใจ มนต์ตราที่ตรึงใจก็จะเข้ามาปรับปรุงความคิด และความรู้สึกได้ ยิ่งถ้ารู้เข้าใจในถ้อยคำเหล่านั้น ยิ่งเป็นเกราะป้องกันภัยได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา = สังขารทั้งหลายเป็นสิ่งไม่เที่ยง
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา = สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา = ธรรมทั้งหลายไม่สามารถบังคับบัญชาได้

ธรรม ๓ บท นี้ย่อมเป็นคติพจน์ลดปัญหาที่ตนได้เป็นอย่างดีเลิศ และเป็นสิ่งประเสริฐแท้

ชีวิตที่ดี คือ การรู้ลักษณะอาการ และรูปแบบต่างๆของชีวิตตนได้อย่างถูกต้อง ชีวิตจึงจะแล่นไปข้างหน้าอย่างปลอดโปร่ง เบาสบาย มั่นคง และยิ่งใหญ่เหนือเรื่องราว

ณ วันนี้ ลูกพ่อได้เรียนรู้ถึง มูลเหตุ แห่งสุขกันพอควรแล้ว เหลือเพียงการ บำรุงเหตุ ให้ถึงพร้อมเท่านั้น และ อย่าเหลิงและหลงเหตุ ด้วยเพราะ เมื่อมูลเหตุแห่งสุขไม่ตรง ผลคือ ความสมปรารถนาไม่มี

ด้วยรักจาก....พ่อเสือ
๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๐


โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 09:56:12 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 4

ก่อนนี้หลวงพ่อท่านเคยให้พวกเราท่อง ไม่ว่าจะเป็น พูดมากผิดมาก ไม่พูดเลยไม่ผิดเลย หรือคำพูดฟ้องปัญญา ฯ ...และอีกมากมายที่เกี่ยวกับคำพูดนั้น อาจารย์บอกว่าไม่ใช่ให้เราทำใบ้ แต่ควรพูดพอควร รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด และพูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ ฉะนั้นหลวงพ่อท่านจึงบอกว่า บรรพชนคนรู้ธรรมจึงมีอุบายให้พระเณรท่องมนต์ เพราะการสวดมนต์เป็นหลักของพระธรรมวินัย ผู้ที่จะบวชต้องท่องเป็น บวชแล้วต้องเรียนนวโกวาท ซึ่งพวกเรามักจะได้ยินที่เขาพูดว่า มีบาตรต้องโปรด มีโบสถ์ต้องลง (สวดมนต์) มีเรื่องปลงต้องแสดง (ปลงอาบัติ)..ฉะนั้นพระจึงต้องลงทำวัตรเพื่อให้จิตมีงานทำ จะได้ไม่คุยกันมากเป็นการงดซึ่งวจีทุจริต และเมื่อใดที่ท่องมนต์จนขึ้นใจมนต์ตราที่ตรึงใจนั้นก็จะเข้ามาปรับปรุงความคิดและความรู้สึกได้ อย่างเช่น บทที่ว่า …สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ...สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ...สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรม ๓ บทนี้ ไม่ใช่อื่นไกล อยู่ที่เรา เกิดที่เรา ที่เขาทั้งสิ้น ถ้าเผื่อเรามีธรรมนี้อยู่ในใจ เมื่อได้ยิน ได้ฟังอะไรมา มันก็อยู่ในธรรม ๓ บทนี้ทั้งนั้น



เพราะ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา บ่งบอกถึง จิต เจตสิก รูป ที่มีการเกิดดับ แล้วความดับไปนี่เองคือความไม่เที่ยง แม้ตัวเราเองก็ต้องตาย ความตาย ก็คือการดับของจิต เจตสิก รูป เราจะเห็นใคร หรือรู้เรื่องใครก็แล้วแต่ ถ้าใจเรามีมนต์ตราบทนี้ตรึงอยู่ เราก็จะไม่โทมนัส ความรู้สึกก็จะเบาบางลง ไม่ว่าสพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา...ก็เหมือนกัน ที่เกิด-ดับ ก็คือสภาพทุกข์ที่มีอยู่ ถึงเราไม่อยากเป็น ไม่อยากให้ใครเป็น สภาพนั้นก็ต้องเกิดกับทุกชีวิต แม้แต่สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายมีแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ธรรม ๓ อย่างนี้จึงเป็นคติพจน์ลดปัญหาที่เกิดจากคนที่เรารัก คนที่เราพอใจได้ แม้กระทั่งตัวเรา เพราะเป็นสามัญลักษณะที่มีอยู่ทุกรูปทุกนาม

หลวงพ่อท่านจึงบอกว่ามนต์คาถาถ้าเผื่อเราสวดแล้วเข้าใจ แล้วเอามาคิดบ่อยๆ มันก็จะหยุดเรื่องราวได้ เมื่อมีข่าวว่าใครเป็นอะไร เราก็จะได้ระลึกว่า แม้คนที่เรารัก ก็มีสภาพเหมือนเรา มีจิต เจตสิก รูป มีกรรมส่วนตน มีวิบากกรรมเป็นของๆตน และที่สำคัญเราไม่สามารถไปบังคับบัญชา จิต เจตสิก รูป กรรม และวิบากของเราหรือของใครๆ ได้เลย ...ความคิดเช่นนี้ก็จะไปทดแทนอารมณ์ที่คร่ำครวญ ปัญหาก็ลด บทที่จะทำให้ชีวิตเราเศร้าก็จะหยุดได้ ดังนั้นถ้าเราสามารถนำธรรมบทเหล่านี้มาใช้ได้ ชีวิตก็จะเบาสบาย ปลอดโปร่ง เพราะมองดูทุกอย่างล้วนเป็นกองๆ แม้กองแห่งทุกข์ ผู้ที่รู้ก็อาจสะดุดได้ไม่ล้ม ...แต่สามารถก้าวผ่านกองนั้นไปได้ ...แม้จะรักใคร ชอบใคร ก็รักชอบด้วยเมตตาธรรม กรุณาธรรม

โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 10:03:31 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 5

อาจารย์บอกว่า หลวงพ่อ ท่านรักคนทั้งโลก แต่ท่านก็ไม่ทุกข์ เพราะรักของท่านคือการให้ ท่านรักที่จะให้ รักที่จะเห็นเขาไปดี มีทางเดินที่ดี แต่ในส่วนที่เป็นบาปบุญนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ท่านไม่เอามาแบกไว้ ท่านแบกแต่ความรักที่พร้อมจะให้กับทุกๆ คนในโลกนี้เท่านั้น

มาถึงวันนี้เราทุกคนรู้แล้วว่า อะไรคือสิ่งไม่ดี (อกุศล ๑๒) สิ่งไม่ดีที่มีเนื้อเรื่องมากมายก็มาจากอกุศล ๑๒ นี้เป็นมูลเหตุ แล้วเรายังรู้มูลเหตุของความดีด้วย ซึ่งเป็นมูลเหตุของความสุข เพราะอำนาจกุศลให้ผลไปในทางดี แล้วเรายังถูกสอนมาว่า แม้จะเกิดดีอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ และมีตาย เพราะจะดีอย่างไร ธรรม ๓ บทปกคลุมไปทั่วทุกภพภูมิ แต่ถึงอย่างไรหลวงพ่อก็ฝากบอกมาว่า ลูกพ่อทุกคนนอกจาก รู้มูลเหตุ แห่งความสุขแล้ว ยังได้รู้ทางหลุดพ้น(ปฏิบัติวิปัสสนา) เหลือแต่เพียง การบำรุงเหตุ เท่านั้น นั่นก็คือทำบ่อยๆ สร้างเหตุนั้นบ่อยๆ หากเปรียบเป็นต้นไม้ ตอนนี้มีอยู่แล้ว เหลือเพียงรดน้ำพรวนดินเท่านั้นก็จะสามารถทำให้ต้นนั้นเจริญเติบโตได้

เช่นเดียวกันเมื่อเราบำรุงเหตุ(อโลภะ อโทสะ อโมหะ) สิ่งที่เจริญนั้นก็คือ อำนาจของสติปัฏฐาน ฉะนั้นอยู่ที่เรา...อย่าเหลิงว่ารู้เหตุแล้ว แต่ไม่ทำ ถ้าเราไม่บำรุงก็อย่าคิดว่าจะพ้นทุกข์ได้ ...อาจารย์ขอให้หลวงพ่อยกตัวอย่าง อย่าเหลิงและหลงเหตุ

ท่านบอกว่าบางคนเชื่อว่าคนที่เกิดวันอาทิตย์ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ทั้งที่ความจริงแล้ว คนดีเท่านั้นที่ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไม่ใช่อยู่ที่วันเกิด ฉะนั้นคนที่เชื่ออย่างนั้นเท่ากับว่าหลงเหตุแล้ว (เมื่อเชื่อแล้วคนเกิดวันอาทิตย์ก็เหลิงว่าไม่ต้องทำดีก็ได้) หลวงพ่อจึงฝากทิ้งท้ายให้กับพวกเราว่า คนทั้งดี ทั้งเก่งจึง เป็นคนเหนือน้ำ เหนือไฟ นั่นคือสามารถพาตนเองไปพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ตัวของลูกเอง เพราะว่า สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

กราบแทบเท้าหลวงพ่อด้วยความเคารพยิ่ง

โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 10:22:42 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 6

ขอเพิ่มเติมที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า
เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าอดีต(ชาติ)เราได้ทำอกุศลกรรมบทมามากน้อยแค่ไหน หากเคยทำอทินนาทานมา เมื่อลงทุนทำกิจการต่างๆ หรือค้าขายอะไรๆในชาตินี้ก็ต้องขาดทุนได้ เพราะนั่นคือผลของกรรมที่เราทำมาเอง แต่การทำความดี คือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ นั้น แม้ชาตินี้เมื่อทำแล้วก็เกิดความสบายใจ เพราะบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข และยังจะให้ผลที่ดีในภพชาติต่อไปอีก ฉะนั้นอาจารย์จึงบอกว่า เราต้องคิดให้ดีๆ โดยยกตัวอย่างว่า ท่านเองก็ชอบที่จะทำทาน (พวกเราเองก็เห็นว่า)ไปที่ไหนๆ ไม่ว่าจะเห็นคนแก่ หรือเห็นขอทาน ท่านจะต้องให้ และให้อย่างนอบน้อม (นั่งให้) ด้วยความเคารพในทานนั้น ...เคยทราบมาว่าเวลาท่านไปโรงพยาบาล เห็นพระท่านจะออกค่ารักษาให้ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งอาจารย์เองก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งแต่ละครั้งที่ไปนั้นต้องจ่ายค่ายาถึง ๗ หรือ ๘ พันบาท ครั้งนั้นท่านเห็นพระแต่เงินมีไม่พอที่จะทำตามใจปรารถนาได้ ท่านจึงปรารภกับลูกศิษย์ที่ไปด้วยว่าอยากมีเงินสดในมือเพื่อจะได้เดินแจก เวลาอยากทำบุญก็จะได้ทำทันที

แล้วตรงที่อาจารย์บอกว่า จิตมุ่งอะไรก็จะเป็นไปได้ตามนั้น ...นั่นคือเมื่อท่านปรารถนาจะทำ(ความดี)อะไร หลังจากนั้น(ไม่นาน)ท่านก็จะได้ทำทันที ...ต้องยอมรับว่าเมื่อท่านทำอะไร ต้องใช้คำพูดว่า เห็นผลทันตา (แต่ในความเป็นจริงพวกเราก็รู้แล้วว่าผลท่านที่ได้รับนั้น คือสิ่งที่ท่านทำมาในอดีต แต่เมื่อท่านทำใหม่เท่ากับเร่งกรรมที่ทำในอดีตให้มาปรากฏผลได้เร็ว) เช่น ท่านให้ผ้าไหมลูกศิษย์คนหนึ่งไป ไม่ทันข้ามวันลูกศิษย์อีกคนหนึ่งก็มีผ้าไหมจากต่างจังหวัดมาฝากให้ท่าน



มาครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ท่านบอกว่าจิตมุ่งอะไรก็จะเป็นไปได้ตามนั้น ปรากฏว่าท่านถูกสลากออมสิน รางวัลที่ ๒ งวดประจำวันที่ ๒๐ กรกฏาคมที่ผ่านมานี้ ท่านได้เงินมาหนึ่งแสนบาท ท่านเลยตั้งใจถวายหลวงพ่อห้าหมื่นบาท และแจกให้ลูกศิษย์ ๕ คนๆ ละหนึ่งหมื่น แม้ผู้เขียนเองก็เป็น ๑ ใน ๕ ที่ได้รับวิบากดีในครั้งนี้ โดยเฉพาะเวลาที่ท่านทำทานนั้น ท่านยังทำด้วยความประณีตอีกด้วย เพราะตอนที่ท่านนำเงินใส่ซองมาให้นั้น ท่านได้พูดเป็นกลอนว่า

เมื่อได้ลาภครั้งนี้มีใจนึก
จิตตรองตรึกถึงแอ๊ะแวะมาหา
อยากให้เงินหนึ่งหมื่นฟื้นกายา
ดังโรคาอาพาธพินาศไป

ขอทำทานกุศลให้ผลมุ่ง
หมายผดุงบารมีสุกสดใส
จึงมอบเงินซองนี้พร้อมหัวใจ
ให้แอ๊ะไว้สร้างทุนบุญตนเอง

จงอุ่นใจอยู่ในวิบากกุศล
สนองทรัพย์รักษาตนพ้นข่มแหง
มีกำลังสะพรั่งจิตพร้อมบรรเลง
ร่วมขับเพลงกุศลกรรมให้อำไพ



ที่เขียนมาเล่าในครั้งนี้ ก็เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่า อาจารย์ของเรานั้นไม่เพียงแค่สอนธรรมะเท่านั้น แต่ท่านเป็นแม่แบบแห่งความดีด้วยการกระทำกุศลทุกๆ อย่างให้เราเห็น ผู้เขียนเป็นลูกศิษย์ท่านมานานถึง ๒๒ ปี ได้เห็นท่านทำอย่างนี้มาตลอด ทำให้เรารู้ว่านี่คือความสันทัดของท่าน(ที่คงมีมาตั้งแต่อดีตชาติ) ครั้นเมื่อท่านทำทานใหม่ จึงสามารถเร่งผลของ(กรรม)เก่าให้มาปรากฏได้อย่างง่ายดาย เมื่อก่อนนี้ท่านมีคติที่ใช้เป็นหลักประจำชีวิตก็ว่าได้ นั่นก็คือ... หมดไม่ว่า หาเอาใหม่ คือท่านมีเงินเท่าไร จะทำบุญหมด ไม่เคยคิดที่จะเก็บเอาไว้ แม้นว่าจะต้องรักษาตัวก็ตาม แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ว่า เมื่อใดที่ท่านจำเป็นต้องใช้ หรือจะดำริทำกุศลอะไรก็ตาม กุศลวิบากก็จะส่งผลให้กับท่านทันที ....อย่างเช่นในครั้งนี้

เป็นยังไงบ้างคะ เรื่องราวของท่านอาจารย์ ที่สอนพวกเราด้วยการกระทำของท่านเอง ....ตอนนี้ก็อยู่ที่เราผู้เป็นศิษย์เท่านั้นว่าจะเดินตามท่านหรือไม่ ....ก็อย่างที่อาจารย์มาบอกพวกเราวันนี้ว่า สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

กราบแทบตักท่านอาจารย์ด้วยความระลึกถึงพระคุณในความห่วงใยของท่าน ค่ะ





โดย วยุรี [26 ก.ค. 2550 , 10:48:23 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 7


สำหรับกับพวกเรานั้น..ความตายสำคัญมากจริงๆ เพราะทำให้มีปฏิสนธิในภพใหม่อีก และก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ในภพไหน สุคติหรือทุคติ จะมีโอกาสทำสิ่งที่ดีอย่างในปัจจุบันภพนี้หรือไม่

ความตายจึงเหมือนการจับสลากครั้งสุดท้ายของชีวิตที่จะไปรอลุ้นอย่างระทึกในวินาทีสุดท้าย

ตอนนี้ที่ทำได้ก็คือการเขียนสลากแห่งความดีใส่ไว้ในกล่องชิงโชค ยิ่งเขียนมากก็ยิ่งมีสิทธิ์ลุ้นรับโชคได้มาก ยิ่งเขียนเยอะก็ยิ่งทำให้ปริมาณสลากอกุศลมีสัดส่วนน้อยลงไปทุกทีๆ

ซึ่งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้การเขียนสลากที่ดีก็คงหนีไม่พ้นการกระทำอาจิณกรรมที่ดีในทาน ศีล และภาวนาเพื่อตุนไว้เป็นเสบียง ..เป็นการเริ่มไขว่คว้าต้นทุนที่ดีไว้ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปไขว่คว้าให้เหนื่อยมากในโค้งสุดท้าย

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจิณกรรมในการใช้วาจาตามโอวาทของหลวงพ่อที่ได้ให้ไว้ในห้องนั่งเล่นครั้งนี้ ..เป็นที่ควรนำมาสอนใจให้เกิดการกระทำที่ตนเป็นอย่างยิ่ง

ขอเพิ่มเติมจากสลักธรรมที่ ๖ ต่ออีกนิดค่ะ..เป็นอีกผู้หนึ่งที่รับวิบากดีในครั้งนี้ด้วย ซึ่งนำความปิติและสุขใจมาให้ตนเองหลายสถาน

เพราะได้นำเงินจำนวนนี้ไปมอบให้แก่บิดามารดาเพื่อกราบบูชาพระคุณของทั้งสองท่านตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ ..ซึ่งทั้งสองท่านมีความสุขมากที่ได้ทราบเรื่องราว เพราะความสุขของพ่อแม่นั้นคงอยู่ที่ได้รับรู้ว่าลูกมีความสุขและอยู่ในสถานที่ที่ดีและปลอดภัย ได้รับความเมตตาและการอบรมสั่งสอนที่ดี และมีการกระทำที่ดีจากคำอบรมสั่งสอนนั้นให้บังเกิดขึ้นติดตามมาเป็นพยานแห่งกรรม อันเป็นการเดินตามทางเพื่อสร้างอาจิณกรรมฝ่ายทานให้เกิดขึ้นในตน

กราบขอบพระคุณความเมตตาของหลวงพ่อ ท่านอาจารย์ และครูทุกท่าน และขอบพระคุณพี่วยุรี

โดย น้องกิ๊ฟ [26 ก.ค. 2550 , 11:48:55 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 8

ถ้างานของชีวิตเรานี้ ได้ถูกจัดระเบียบไว้ด้วยความดีและมีสติปัญญาในการทำแล้ว ชีวิตคงเดินไปอย่างราบรื่นได้อย่างมั่นคงนะครับ

สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ก็เป็นเรื่องที่จะต้องคิดให้ถูกเสมอก่อนที่จะไปจับเกาะในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะถ้าพลาดไปแล้ว ก็ยากที่จะเดินทวนแรงกรรม (คือความเห็นผิด)ไปได้ง่ายๆ ด้วยเพราะความประมาทขาดปัญญาที่ไปไขว่คว้าในสิ่งที่ไม่มีสาระ หรือมีสาระก็น้อยมากนั่นเอง

ยิ่งนับวันทั้งสภาวะแวดล้อมก็เลวร้ายขึ้น ถ้าเราไม่รีบหาหนทางที่จะสร้างกำแพงใจให้มั่นคงในคุณงามความดีแล้ว ก็จะยากในการรักษาอารมณ์ไม่ให้เกิดอกุศล และความสันทัดที่ต่อเนืองเหล่านั้นจะเป็นตัวบงการชีวิตเมื่อใกล้วาระแห่งการสิ้นชีวิตได้นั่นเอง

บทธรรมในห้องนั่งเล่นแห่งความรักที่มีมานี้ จึงเป็นเสมือนเข็มทิศแห่งใจ ที่จะทำให้มองตรงมองถูกในเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตได้อย่างยิ่ง และสามารถนำมาแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนทิฏฐิที่ผิดทิศผิดทางให้เดินมุ่งสู่ความดีได้นั่นเอง

กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพเลื่อมใสในคุณธรรมความรู้ ที่พร่ำเตือนสั่งสอนให้แก่ลูกๆทุกๆคนมาตลอดด้วยความเมตตากรุณายิ่งครับ พร้อมน้อมรับไปปฏิบัติตนเพื่อพ้นวิสัยที่ไม่ดีให้ได้ขอรับ.

โดย เทพธรรม [26 ก.ค. 2550 , 11:58:34 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 9

มาหาความสำราญในห้องนั่งเล่นค่ะ หมู่นี้ถูกเวลาโจมตียับเยิน มาได้เคล็ดลับบริหารเวลาที่ห้องนี่เลย

ทุกคนอยากได้เวลา แต่พอได้มาก็ไม่รู้จะทำอะไรกับเวลานั้น รู้ว่าการมีเวลานั้นดี แต่ก็...ปล่อยให้ความเกียจคร้านใช้เวลาแทนเราซะส่วนมากกกกกกกก ที่จริงเราอยากได้เวลามาสงเคราะห์ความขี้เกียจมากกว่าจะเอามาสงเคราะห์ปัญญา เวลาของปัญญามีสัดส่วนอยู่น้อยนิด แต่เราเห็นเป็นมากโข เลยนอนใจก่อน แหมนึกแล้วก็เสียวสันหลังขึ้นมาตะหงิด ตะหงิด (นอนอีกแระ)

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ผู้สื่อธรรมจากหลวงพ่อ

อนุโมทนาพี่วยุรีผู้สื่อธรรมจากท่านอาจารย์อีกที

อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ

โดย herb [26 ก.ค. 2550 , 12:03:55 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อที่เพียรอบรมสอนลูกๆ ค่ะ

การรู้ลักษณะอาการของธรรม ๓ บท จะช่วยลดความทุกข์ใจของชีวิตได้มากๆ ค่ะ
และการศึกษาทำให้รู้ "มูลเหตุ" แล้ว จึงต้องมีความเพียรในการ "บำรุงเหตุ" ให้มาก จึงจะเกิดประโยชน์กับชีวิต

"สุดแต่ใจจะไขว่คว้า" จึงต้องอาศัยอาจิณกรรมที่เป็นกุศล จึงจะสามารถไขว่คว้าอารมณ์กุศลเป็นที่พึ่งไปยังสุคติภูมิได้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยอธิบายขยายความให้เข้าใจและอนุโมทนากับกุศลที่อาจารย์ได้กระทำด้วยค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับงานกุศลของพี่วยุรีด้วยค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [26 ก.ค. 2550 , 14:29:04 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org