มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ (๑๙))








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๑๙)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน เมื่อคราวที่แล้ว ลุงได้บรรยายถึงวิริยเจตสิก อันได้แก่ความเพียร หรือเป็นเจตสิกตัวหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอุดหนุนสหชาตธรรม อันได้แก่ธรรมที่เกิดพร้อมกันในขณะนั้น มิให้ย่อท้อถอยหลัง ทำให้เจตสิกแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันในขณะนั้นไม่ให้ถอยไปจากอารมณ์ที่กำลังจับอยู่

นอกจากนั้นลุงยังได้แสดงถึงสังเวคธรรม ๘ ประการ มีชาติทุกข์ มรณะทุกข์ เป็นต้น เพื่อให้หลานได้ทราบว่า อำนาจของสังเวคธรรม เหล่านั้นช่วยให้บุคคลถอยออกมาจากความโลภ หรือทำให้ความคิดที่จะบุกเบิกเข้าไปสู่ความวุ่นวายในทางโลกๆ ลดกำลังแรงลง

<เมื่อหลานได้ทำความเข้าใจในวิริยะเจตสิกมาพอสมควรแล้ว ต่อจากนี้ไป หลานก็จะได้ศึกษาเจตสิกตัวต่อไปคือ ปีติเจตสิก

ปีติเจตสิก คืออะไร


ปีติเจตสิก ได้แก่ความปลาบปลื้มใจ หรือมีความอิ่มอกอิ่มใจในอารมณ์ ซึ่งอารมณ์นี้หลานหรือใครๆคงจะได้รับมาบ้างก็พอจะมองเห็นได้อยู่ แต่ก็จะต้องทำความเข้าใจให้ดีจริงๆ หาไม่แล้วก็อาจจะเอาปีติเจตสิกนี้ไปใช้ปะปนกันกับอารมณ์อื่น เช่น อารมณ์ที่เป็นโทสะ แล้วก็เหมาเอาว่า โทสะนั้นเป็นปีติเจตสิกไปเสีย ทั้งๆที่เป็นอารมณ์แตกต่างกันไกลลิบทีเดียว

เมื่อหลานต้องจากกับญาติหรือมิตรสนิทที่รักกันมากมาหลายปี คิดถึงกันอย่างไรก็ไม่มีโอกาสที่จะพบกันได้ แต่อยู่ๆก็เกิดได้พบกันขึ้นมาในวันหนึ่ง หลานก็คงจะรู้สึกมีความยินดี มีความปลาบปลื้มใจที่ได้พบปะกับคนที่รักใคร่ เพราะได้จากกันไปเป็นเวลานานมาแล้ว หน้าตาก็จะชื่นบานแจ่มใส กิริยาอาการก็จะผิดกันไปจากเดิม การพูดจาก็จะแสดงออกซึ่งความยินดีจนปรากฎเห็นได้ชัดเจน

ทั้งนี้ก็เพราะอำนาจของจิตตชรูป คือจิตใจแผ่ซ่านความปีติออกไปทั่วร่างกาย จิตใจมีอำนาจในการทำให้รูปเปลี่ยนแปลงไปทั่วทั้งร่างกาย เมื่อผู้ใดพบเห็นกิริยา, วาจา ก็อาจจะรู้เข้าไปถึงจิตใจได้ว่าเป็นอย่างไร

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:20:10 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



นอกจากนี้ บางทีอำนาจปีติอาจจะทำให้เกิดความปลาบปลื้มมากจนถึงขนลุกซู่ซ่าขึ้นมาทั่วทั้งตัวก็ได้ เช่น ในการทำกุศลเห็นพระมารับทานเป็นจำนวนมาก หรือได้ยินเสียงพระพุทธมนต์ เป็นต้น

เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนมกราคม พ.ศ.นี้ อภิธรรมมูลนิธิพร้อมกับนักศึกษาจำนวนหนึ่งไปรับพระพุทธรูปที่ทำด้วยหินที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นามว่า พระสุพรรณรังษี หน้าตักกว้าง ๔ ศอก เป็นพระปางสมาธิที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยโบราณ ๗-๘ ร้อยปีมาแล้ว ที่ฝังจมดินอยู่หลังวัดพระศรีสรรค์เพชร ในพระราชวังโบราณ แล้วเอามาประดิษฐานที่ตำบลอ้อมน้อย ก.ม.ที่ ๒๔ ถนนเพชรเกษม อันเป็นสถานที่ปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนากัมมัฏฐานของอภิธรรมมูลนิธิ มีนักศึกษาไปต้อนรับกันมาก ในวันนั้น มีท่านนักศึกษาหลายท่านผู้มีใจเป็นมหากุศลมอบพระบรมสารีริกธาตุเพื่อให้บรรจุไว้ในพระเศียรจำนวนรวมทั้งสิ้น ๒๗ องค์ด้วยกัน

ในทันทีที่วางพระบรมสารีริกธาตุลงไว้ในพระเศียรของพระพุทธรูปสุพรรณรังษี นักศึกษาที่อยู่รอบองค์ท่าน และที่อยู่ในศาลา ต่างพากันได้ยินเสียงสวดชยันโต บางคนพูดว่ายังสวดตามไปด้วย บางคนได้ยินเสียงฆ้องดังตามสวดมนต์ด้วย ทั้งๆที่เวลานั้นไม่มีใครสวดเลย

ลุงได้ไปเดินตรวจดูการตั้งพระว่า จะเอียงไปทางด้านไหนบ้าง ผ่านนักศึกษาเป็นอันมาก ได้ยินเสียงพูดกันทั่วไปว่า ได้ยินเสียงสวดมนต์ ซึ่งไม่ใช่จำนวน ๒-๓ คน หากแต่เป็นจำนวนสิบๆคน แล้วก็ต่างคนต่างอยู่ในที่ห่างกันด้วย หลายคนได้เที่ยวเดินไปหาว่า มีพระสวดอยุ่ที่ไหนหรือมีใครบันทึกเสียงออกมาก็หาไม่พบ

และหลายคนพูดว่า ขนลุกซู่ซาบซ่านไปทั้งตัวด้วยความปลื้มปีติ ความปลื้มปีติได้แผ่ไปทั่วร่างกาย จิตที่ปลาบปลื้มได้ทำให้รูปเป็นไป ต่างก็หน้าตาแจ่มใส จิตใจอิ่มเอิบเบิกบาน นี่ก็ด้วยอำนาจของปีติเจตสิกฝ่ายกุศลที่เกิดมากจนสังเกตได้ง่าย แล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:20:53 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 2



อาการที่ปรากฎคล้ายๆกับที่กล่าวมานี้มีเกิดขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของสาเหตุอื่นที่ตรงกันข้ามก็มีอยู่เหมือนกัน หรือมีความรู้สึกที่ออกจะคล้ายกันอยู่บ้าง อันอาจก่อความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นได้ เช่น เมื่อบุคคลที่กลัวผี เข้าไปในที่มืด ก็มีความสะดุ้งตกใจให้บังเกิดความหวั่นไหวด้วยความกลัวจึงบังเกิดซาบซ่าน หรือเย็น หรือชาไปทั่วทั้งตัว บางทีก็ถึงขนลุกขนชันขึ้นมา

ทั้งนี้ก็จะเห็นได้ว่า อำนาจของความกลัวเข้ามาหนุนหลังให้เกิดขึ้น แล้วอำนาจของความกลัวนี้ ก็ได้แก่โทสะจิต อันเป็นตัวการกระทำดังที่เรียกกันในภาษาธรรมะว่า จิตตชรูป คือจิตที่ทำให้รูปขนลุกขนชันซู่ซ่าดังกล่าวมาแล้วเกิดขึ้น และการเกิดขึ้นของจิตชนิดนี้เรียกว่า อกุศล อกุศลจิตเป็นปัจจัยทำให้รูปชนิดนี้เกิดขึ้นมา

นอกจากกลัวผีแล้ว ขนลุกขนชันอาจเกิดขึ้นมาจากอารมณ์น่าเกลียดน่ากลัวก็ได้ เช่นสุภาพสตรีบางท่านมองเห็นงูพันแขนของคนแสดงกล มองเห็นหรือถูกเอากิ้งกือเข้า มองเห็นหรือถูกเอาลูกหนูตัวแดงๆเข้าในทันที การเกิดขึ้นของอารมณ์เหล่านี้ เนื่องจากการเห็นภาพที่น่าเกลียด หรือรู้สึกขยะแขยง จิตจึงทำให้รูปเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วทั้งตัว จิตใจเป็นตัวการสนับสนุนให้รูปเหล่านี้เกิดขึ้นมา ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นฝ่ายอกุศลโทสะหนุนหลังให้เกิดขึ้นเหมือนกัน จิตชนิดนี้ก็เรียกว่า จิตตชรูป

ป.สภาพของปีติคือ ความยินดีพอใจในอารมณ์ เช่นได้พบกับคนที่ชอบพอหรือรักใคร่กัน เป็นต้น ผมก็เข้าใจพอสมควรตามที่คุณลุงได้อธิบายมาแล้ว แต่สภาพของความสุขนั้นเป็นอย่างไร แตกต่างกับปีติหรือไม่ ถ้าคุณลุงจะอธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างขึ้นมาให้เห็นด้วย ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:21:22 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 3



ก.หลานถามมาดังนี้ก็ดี เพราะปีติกับสุขนั้นออกจะใกล้เคียงกันมากอยู่ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจดีก็อาจคิดว่า เป็นอันเดียวกันไปก็ได้

ปีตินั้นเป็นอารมณ์ทางใจ มีความปลาบปลื้ม มีความยินดี ที่ได้รับอารมณ์ที่ตนต้องการมากมายสมประสงค์ ส่วนความสุขนั้นเกิดอารมณ์ทางกายหรือผ่านจากทางร่างกาย เช่นรู้สึกร้อนก็ได้รับความสุขจากการที่ได้รับกระทบกับลมที่เย็น เมื่อรู้สึกหนาวก็ได้ เสื้อผ้ามาสวมทำให้อบอุ่นสบาย ลุงขอยกตัวอย่างให้ฟังดังนี้

มีชายผู้หนึ่งเดินทางไกลไปในป่า รู้สึกว่า มีความกระหายน้ำเป็นกำลัง ครั้นได้พบกับชายอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเดินสวนทางมาจึงได้ซักถามถึงน้ำที่จะมีที่ข้างหน้า ชายที่สวนทางมาก็ได้เล่าให้ฟังว่า เดินตรงไปอีกเล็กน้อย ต่อจากนี้จะมีทางแยกไปทางซ้าย แล้วตรงไปก็จะพบบ่อน้ำใสสะอาดทั้งจืดสนิทดี ชายผู้กระหายน้ำได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจ ปลื้มใจมาก ปีติก็เกิดขึ้น หน้าตาก็บังเกิดความแจ่มใส เบิกบานใจ เพราะด้วยอำนาจของจิตที่แผ่ซ่านออกไปทั่วร่างกายอันเรียกว่า จิตตชรูป

แต่ครั้นไปถึงบ่อน้ำแล้ว ได้ดื่ม ได้อาบ เป็นที่สบาย ได้รับความสดชื่นไปทั่วร่างกาย ในขณะนั้นชื่อว่าเป็นสุข เพราะสุขนี้เกิดขึ้นจากอิฏฐาโผฏฐัพพารมณ์ คือได้อารมณ์ที่ดีที่ชอบใจทางร่างกาย

ป. เรื่องปีติที่คุณลุงได้อธิบายมาแล้ว ผมก็พอเข้าใจ แต่ผมก็ต้องการจะทราบต่อไปอีกสักเล็กน้อย ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากอยู่เหมือนกัน

ตามธรรมดาจิตใจจะเกิดขึ้นมารับอารมณ์ต่างๆนั้น ก็ย่อมจะมีบาปหรือไม่ก็มีบุญ ผมจึงขอให้คุณลุงช่วยอธิบายให้ผมทราบด้วยว่า ปีติเจตสิกตัวนี้ ประกอบเข้ากับจิตฝ่ายไหน คือฝ่ายบาปหรือฝ่ายบุญ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:21:47 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 4



ก. การที่หลานต้องการทราบว่า ปีติเจตสิกนั้นเกิดกับจิตฝ่ายกุศลหรืออกุศล ก็นับว่าเป็นคำถามที่ดี แต่ในเรื่องนี้สำหรับความละเอียดพิสดารหลานจะต้องศึกษาในภายหลัง คือเมื่อถึงเรื่องของสัมปโยคะเสียก่อน แล้วหลานก็จะได้ทราบว่า เจตสิกตัวไหนเกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตประเภทไหนบ้าง

อย่างไรก็ดี เมื่อหลานถามมาแล้ว ลุงก็จะอธิบายให้ฟังบ้างสักเล็กน้อย พอได้เป็นหนทางจะได้หายข้องใจ ปีติเจตสิกนั้นเกิดได้กับจิตที่เป็นบาป ที่เป็นบุญ และที่ไม่บาปไม่บุญ

ฝ่ายบาปก็ได้แก่โลภะที่เป็นโสมนัส แต่บาปที่เป็นโทสะนั้นได้อารมณ์ที่ไม่ดีไม่ชอบใจ ปีติเกิดไม่ได้ และบาปโมหะซึ่งได้แก่ความหลง ความไม่เข้าใจ เมื่อไม่ประสีประสาอะไรแล้ว จิตก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดปีติได้

ส่วนจิตประเภทที่เป็นบุญก็ได้แก่มหากุศลที่ประกอบด้วยโสมนัส ทำบุญให้ทานด้วยความยินดีมาก ถ้ายินดีน้อยปีติก็เกิดไม่ได้ นอกจากนั้นก็เป็นพวกทำสมาธิจนได้ฌาน แต่เป็นฌานต้นๆ ที่มีปีติเกิด ฌานสูงๆ มีแต่อุเบกขา

สำหรับจิตที่ไม่เป็นบาปไม่เป็นบุญก็เกิดได้กับจิตพระอรหันต์ เช่นการยิ้มที่มิได้ถูกหนุนหลังด้วยบาปหรือด้วยบุญประการใดของพระอรหันต์เป็นต้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:22:16 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 5



ถ้าหลานจะไม่ซักถามอะไรต่อไปแล้ว ลุงก็จะขอแยกปีติออกไปอีก เพราะว่าปีตินี้แยกออกไปเป็นชั้นๆ คือ

๑. ขุทฺกา ปีติ ปลาบปลื้มดีใจเล็กน้อย น้ำตาไหล ขนลุก
๒. ขณิกา ปีติ ปลาบปลื้มใจชั่วขณะเกิดบ่อยๆ แปลบปลาบทั่วร่างกาย
๓. โอกฺกนฺติกา ปีติ ปลาบปลื้มจนถึงตัวโยกโคลง หรือเหมือนเรือถูกคลื่น
๔. อุพฺเพงฺคา ปีติ ปลาบปลื้มจนถึงกับตัวลอย
๕. ผรณา ปีติ ปลาบปลื้มจนอิ่มเอิบซาบซ่านไปทั่วทั้งร่างกายและใจ และตั้งอยู่ได้นาน

ป.อาการของปีติทั้ง ๕ ประการดังที่คุณลุงได้แสดงไปแล้ว ผมก็พอจะเข้าใจว่าเป็นความปลาบปลื้มใจจากอารมณ์ต่างๆ ที่ได้ประสบ แต่อารมณ์ต่างๆ นั้นก็มีมากเป็นบาปอกุศลก็มี เป็นบุญเป็นกุศลก็มาก หรือพวกที่ทำสมาธิจนจิตแนบแน่นในอารมณ์เป็นพิเศษแล้ว จึงได้เกิดปีติขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น ผมจึงขอทราบว่า ปีติข้อไหนบังเกิดขึ้นแก่บุคคลชนิดไหน ปีติของบุคคลธรรมดาที่ได้รับความยินดีในอารมณ์ทั่วๆ ไป จะเกิดปีติข้อใด

ก. ปีตินั้น เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดได้ทั้งอกุศล กุศล วิบาก และกิริยา ทั้งนี้ก็เพราะปีตินั้นเป็นหมวดหรือเป็นพวกของอัญญสมานาเจตสิก จึงมีความสามารถเข้าประกอบได้ทั่วไป

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเกิดได้กับจิตโดยทั่วๆ ไป ก็จริง แต่หลานก็จะต้องทราบไว้ด้วยว่าในจิตที่เป็นฝ่ายอกุศล ปีตินั้นเกิดได้แก่โลภะโสมนัสทั้ง ๔ ดวงเท่านั้น เช่น มีความปีติยินดีมากที่การลักขโมยได้เป็นผลสำเร็จลง หรือมีความยินดีมากที่ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความต้องการเป็นพิเศษ

เมื่ออกุศลจิตเกิดขึ้นมาพร้อมกับปีติ ปีติในกุศลนี้ย่อมจะส่งเสริมให้เกิดอกุศลให้มีความเจริญในอกุศลยิ่งขึ้นไป แต่ถ้าปีตินี้เกิดกับกุศล ก็แน่ละ ย่อมจะสนับสนุนให้ปีติฝ่ายกุศลเจริญขึ้นต่อไปอีกในวันข้างหน้าในเรื่องนี้ ก็เป็นหลักธรรมดาที่สภาพของปีติจะก่อให้เกิดและเป็นไปเช่นนี้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:22:47 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 6



สภาพของปีติที่เกิดกับอกุศลจิต กับสภาพของปีติที่เกิดกับกุศลจิตนั้น ถึงจะเกิดปีติ เกิดความปลาบปลื้มด้วยกันก็จริง แต่ก็หาได้เหมือนกันไม่ ปีติที่เกิดกับกุศลย่อมจะมีความลึกซึ้งกว่ากันมากนัก ซึ่งหลานจะเห็นได้จากปีติทั้ง ๕ ประการนี้ว่า ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ และอกุศลโลภะที่ประกอบด้วยปีติ จะไม่มีเกิดปีติทั้ง ๕ ประการนี้เลยด้วย

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า บุคคลทั้งหลายมีความฉลาดประจำอยู่ในใจ ด้วยเหตุที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวแก่ชีวิต จึงได้หลงใหลไขว่คว้า หรือเพียรพยายามแต่ที่จะแสวงหาอารมณ์ให้จิตของตนได้ปีติจากโลภมูลโสมนัส หับมหากุศลโสมนัส มีการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล เท่านั้น แต่ไม่รู้จักหาปีติที่ได้มาจากการกระทำภาวนากุศล มีการฝึกสมาธิให้จิตใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ จนเกิดปีติชั้นประณีตนั้นได้

ป. คุณลุงอธิบายมา ผมก็เข้าใจดีแล้ว ผมขอถามแถมท้ายเรื่องของปีติอีกสักครั้ง เพราะออกจะตัดสินใจได้ยากอยู่มากกว่า มันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร คือ มีสภาพธรรมอยู่ ๓ ประการ ที่ผมขอให้คุณลุงช่วยอธิบายด้วย ได้แก่ ปีติ สุข และโสมนัส

ก. หลานถามมาดังนี้ก็ดีแล้ว ลุงจะได้อธิบายให้ฟัง ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้ มีสภาพที่ใกล้ชิดกันอยู่มาก จนยากที่จะเข้าใจแล้วก็เลยเอาไปใช้ปนกันไปเสีย

สุข ได้แก่การเกิดขึ้นเพราะด้วยการเสวยโผฏฐัพพารมณ์ที่ดีที่ชอบใจ อันเป็นอารมณ์ที่เกิดจากความสุขขึ้นมาทางกายตามที่ลุงได้บรรยายไปแล้ว

ปีติ ได้แก่การเกิดขึ้นเพราะด้วยการเสวยอารมณ์ที่ดีจนถึงปลาบปลื้มใจเป็นมูลฐาฯ ความปลาบปลื้มใจในอารมณ์นั้นๆ ลุงก็ได้อธิบายพร้อมทั้งยกตัวอย่างมาแล้ว

โสมนัส ได้แก่สภาพธรรมที่เกิดจากการเสวยอารมณ์ที่ดีทางใจเป็นมูลฐาน หรือพูดว่า เป็นสุขทางใจ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:23:17 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 7



หลานจะเห็นได้ว่า ปีติกับสุขนั้นมีสภาพที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ก็มิใช่ว่าจะเหมือนกันเสียทีเดียว

จิตทั้งหมดเกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนามีอยู่ ๖๒ ดวง และในจำนวน ๖๒ ดวงนี้ มีปีติเกิดหรือประกอบได้อยู่ ๕๑ ดวงเท่านั้นเหลืออีก ๑๑ ดวงปีติเกิดร่วมด้วยไม่ได้

จิตทั้ง ๑๑ ดวงนี้ มีแต่โสมนัส ไม่มีปีติเกิดร่วมด้วย ก็ได้แก่การทำสมาธิจนได้ฌานขั้นสูงตั้งแต่จตุตถฌานอันเป็นฌานที่ ๔ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุว่า ปีตินั้นถูกประหาณเสียด้วยอำนาจของจตุตถฌาน

เพราะจตุตตถฌานนั้นเป็นสภาพธรรมที่สูงมาก จึงได้ประหาณความปลาบปลื้มลงเสีย จิตก็จะได้ดื่มด่ำเข้าไปถึงความสงบระงับอย่างเต็มที่ ถ้ายังมีความปลาบปลื้มอยู่แล้ว จตุตถฌานก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้

แต่อย่างไรก็ดี ขอให้หลานสังเกตให้ดี ในจตุตถฌานนี้ โสมนัสซึ่งเป็นความสุขทางใจที่เกิดจากพื้นฐานอารมณ์แท้ๆ นั้น จตุตถฌานยังประหาณไม่ได้จนกว่าจะถึงปัญจมฌานอันเป็นฌานที่ ๕ จึงอาศัยฌานที่ ๕ นี้ประหาณโสมนัสอีกทีหนึ่ง เรื่องเหล่านี้หลานจะได้ศึกษาละเอียดต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:23:44 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 8



อนึ่ง หลานควรจะได้ทราบเป็นแนวทางก็คงจะดี แต่ก็อย่าเพิ่งไปคิดให้ยุ่งยากมากนัก ลุงเอาหลักการมาวางไว้ เพื่อให้หลานไม่สับสนเท่านั้น คือ สุข ปีติ โสมนัส นั้นถ้าจัดเป็นขันธ์ก็ได้ดังนี้

สุข เป็นเวทนาขันธ์ ตัวเสวยอารมณ์
ปีติ เป็นสังขารขันธ์ ตัวปรุงแต่งอารมณ์
โสมนัส เป็นเวทนาขันธ์ ตัวเสวยอารมณ์

ลักขณาทิจตุกะของปีติเจตสิกมีดังนี้

๑. สมฺปิยายน ลกฺขณา มีความชื่นชมในอารมณ์ เป็นลักษณะ
๒. กายจิตตฺปิฬน รสา มีการทำให้กายและใจอิ่มเอิบ เป็นกิจ
๓. โอทตฺย ปจฺจุปฎฺฐานา มีกายและใจเฟื่องฟู เป็นผล
๔. เสสขนฺธตฺตย ปทฏฺฐานา มีนามขันธ์ ๓ ที่เหลือ (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์) เป็นเหตุใกล้

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [31 ก.ค. 2550 , 07:24:12 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 9

เช้าวันนี้ได้มาเรียนเจตสิกต่อ คือปิติเจตสิก อ่านแล้วเข้าใจในสภาพธรรมที่คล้ายกันแต่แตกต่างกันดังที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายมาแล้วครับ

กราบขอบพระคุณในความเมตตาธรรมของท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่งครับผม.

โดย เทพธรรม [31 ก.ค. 2550 , 07:40:13 น.] ( IP = 58.9.140.124 : : )


  สลักธรรม 10


มาศึกษาต่อค่ะ

อ่านแล้วทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างกันของสภาพธรรมที่ใกล้เคียงกันอย่าง สุข - ปีติ - โสมนัส ได้อย่างชัดเจนค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
ที่อธิบายให้เห็นชัดถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต

อนุโมทนาและและกราบขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งค่ะที่นำสิ่งประเสริฐมาฝาก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [31 ก.ค. 2550 , 09:19:54 น.] ( IP = 124.121.174.92 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org