มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทำวิปัสสนาแล้วจะเห็นอะไร?




ก่อนอื่นต้องเรียนเชิญให้ทุกๆท่านมาทำความเข้าใจให้ถูกก่อนนะคะว่า..ทำวิปัสสนาแล้วจะเห็นอะไร?

ด้วยมีคนมากมายที่เข้าใจผิดๆเกี่ยวกับเรื่องการเห็นนะคะ เพราะไปคิดเอาว่าทำวิปัสสนาแล้วจะเห็นสวรรค์ เห็นนรก ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและอื่นอีกมาก

ความเป็นจริงการทำวิปัสสนาไม่ได้ไปเห็นอย่างนั้น การทำวิปัสสนาจะไม่มีนิมิตอะไรได้ให้เห็นเลยคะนอกจากรูปหรือนามเท่านั้นที่เป็นอารมณ์ให้เห็น และการเห็นรูปหรือนามก็ไม่ได้เห็นเป็นนิมิต เป็นรูปร่างให้ปรากฏว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้คนนั้นคนนี้นะคะ เพราะเป็นเช่นนั้นไม่ใช่วิปัสสนา แต่เป็นอารมณ์ของสมาธิและถ้าเห็นเช่นนั้นแสดงว่าจิตตกไปจากอารมณ์วิปัสสนา ไปสู่อารมณ์อื่นแล้วนะคะ ไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยคะ แต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการเจริญวิปัสสนาอีกด้วย

โดย บุษกร เมธางกูร [1 ส.ค. 2550 , 07:57:16 น.] ( IP = 58.9.140.3 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ก็มารับทราบอีกนะคะว่า เห็นรูป-นามแล้วจะได้อะไร ? เป็นสิ่งที่ท่านต้องควรทราบอย่างยิ่งในผลลัพธ์ที่จะได้ด้วยนะคะ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการเจริญวิปัสสนานั้น คือ ได้เห็นแจ้ง รู้แจ้งตามความเป็นจริง และละความเห็นผิดละความเข้าใจผิดที่เรียกว่า "วิปลาส" ออกเสียได้นั่นเองคะ

วิปลาสมีอยู่ ๔ อย่าง คือ..

๑ อัตตวิปลาส ได้แก่ การเห็นว่าเป็นอัตตาตัวตน คือเห็นว่า เป็นตัวเรา เป็นเรา เป็นของเรา

๒. นิจจวิปลาส คือความเห็นว่าเที่ยง เห็นว่ามั่นคง ไม่ผันแปรเปลี่ยนแปลง

๓. สุขวิปลาส คือ เห็นว่าเป็นสุข เห็นว่าเป็นของดี

๔. สุภวิปลาส คือ เห็นว่าสวยงาม น่ารักน่าปรารถนา

ในวิปลาสทั้ง ๔ อย่างนี้มีความเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ เพราะเมื่อเห็นว่าเป็นตัวตนแล้ว จะเข้าใจว่าเที่ยง เมื่อเห็นว่าเที่ยงก็จะเห็นว่าเป็นสุข เมื่อเห็นว่าเป็นสุขก็จะเห็นว่าสวยงาม พอใจน่าปรารถนาอยากได้และต้องการเกิดขึ้นนั่นเอง.

โดย บุษกร เมธางกูร [1 ส.ค. 2550 , 08:01:59 น.] ( IP = 58.9.140.3 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อมีความคิดเเห็นเช่นนี้แล้ว นั่นแหละเป็นความเห็นผิดเข้าใจผิดอย่างแท้จริง การที่จะละความเห็นผิดเข้าใจผิดทั้งหมดนี้ได้ ต้องอาศัยการเจริญวิปัสสนาเท่านั้นที่จะละได้ การกระทำอย่างอื่นปฏิบัติอย่างอื่นไม่สามารถที่จะละได้เลย

การที่เห็นเป็นรูปเป็นนาม เห็นว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราตรงตามความเป็นจริงนี้เท่านั้น ที่จะช่วยถ่ายถอนความยึดมั่น เชื่อมั่นว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา เป็นของเราออกไปได้

เมื่อใดเห็นว่ารูปนามไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา รูปหรือนามที่เป็นปัญญาเห็นนั่นแหละ จะประกาศความจริงของมันให้ปัญญารู้เห็นความจริงต่อไปว่า...

รูปมันก็ไม่เที่ยง นามมันก็ไม่เที่ยงมีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไม่มีอะไรคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ทั้งรูปทั้งนามจะอยู่ในสถานะเดียวกัน

เมื่อปัญญาเห็นรูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว ความเห็นผิดความเข้าใจผิดว่าเที่ยงคือ นิจจวิปลาส ก็จะถูกถอนออกไปจากจิตใจ ความเห็นว่าสุขว่าสวยว่างามก็จะพลอยถูกถ่ายถอนออกไปในขณะเดียวกัน

โดย บุษกร เมธางกูร [1 ส.ค. 2550 , 08:04:44 น.] ( IP = 58.9.140.3 : : )


  สลักธรรม 3

ประโยชน์ที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนาคือ.. ทำให้หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง ละความเศร้าโศกความร่ำไรรำพัน และดับทุกข์ทางกายทางใจ ทำให้บรรลุพระนิพพาน ซึ่งเป็นการพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ประโยชน์สูงสุดของวิปัสสนามีเพียงเท่านี้ วิปัสสนาไม่ได้มีประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือไปจากนี้เลยค่ะ

ความดีเลิศของวิปัสสนาจึงอยู่ที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

ส่วนการทำกุศลชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะต้องใช้ทรัพย์สินมากมายขนาดไหน ก็ไม่ดีเลิศประเสริฐเท่ากับการเจริญวิปัสสนา เพราะกุศลเหล่านั้นไม่สามารถประหารกิเลสได้ ไม่สามารถนำให้พ้นจากกองทุกข์ได้ ส่วนการเจริญวิปัสสนานั้นสามารถทำลายกิเลส เป็นเหตุให้เข้าถึงพระนิพพาน ทำให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้เด็ดขาด

เมื่อได้เข้าใจประโยชน์อันสูงสุดของการเจริญวิปัสสนาแล้ว ท่านจึงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ก่อนทำวิปัสสนาให้ถูกต้อง เพราะความรู้คู่กับการปฏิบัติ

ด้วยความปรารถนาดี
บุษกร เมธางกูร.

โดย บุษกร เมธางกูร [1 ส.ค. 2550 , 08:07:07 น.] ( IP = 58.9.140.3 : : )


  สลักธรรม 4


อ่านแล้วก็ให้รู้สึกว่าตนเองโชคดีที่ได้อยู่ในร่มโพธิ์ของพระธรรม

ชีวิตยังต้องเวียนตายเวียนเกิดอีกยาวไกลนั้น
การศึกษาเล่าเรียน และรู้จักวิธีที่จะก้าวออกจากความเห็นผิดนั้น
สักวันนั้น ก็จะสามารถหลุดพ้นจากวงเวียนชีวิตนี้ได้

น้อมรับความปรารถนาดีของพี่ดอกแก้วค่ะด้วยความเต็มใจยิ่งค่ะ


ขอบพระคุณมากค่ะพี่ดอกแก้วที่รัก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ส.ค. 2550 , 09:58:14 น.] ( IP = 124.121.173.54 : : )


  สลักธรรม 5

การกำหนดทิศทางในเบื้องต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก

เพราะหากเริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิดไปตั้งแต่แรก ก็คงยากที่จะเดินทางให้ถึงเป้าหมายปลายทางที่ถูกต้องได้

กราบขอบพระคุณที่มาย้ำเตือนให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะบังเกิดขึ้นจากการปฏิบัติอีกครั้งค่ะท่านอาจารย์

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ส.ค. 2550 , 12:39:16 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )


  สลักธรรม 6



เมื่อเห็นทุกข์โทษภัยจากการเกิดมีชีวิตขึ้นมา ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใดๆก็ตาม ล้วนตกอยู่ในสภาพไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา

และคุณประโยชน์ของการเจริญวิปัสสนา ก็เพื่อผลแห่งการหมดกิเลสตัณหา หยุดการเกิดการตาย ไม่ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์อีกต่อไป

ผู้ที่ปรารถนาความไม่เกิด จึงต้องมีศรัทธาอันเกิดจากการศึกษาและปฏิบัติไปตามทางสายเดียวนี้เท่านั้น

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากคะ ที่ย้ำเตือนให้เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนาค่ะ

โดย ธัญธร [1 ส.ค. 2550 , 17:44:17 น.] ( IP = 125.27.188.159 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
ที่นำแนวทางการปฏิบัติที่ประเสริฐมาฝาก

เพราะเมื่อมองถึงผลที่ปรากฏ
ทำให้ขวนขวายในกิจอันชอบ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 ส.ค. 2550 , 20:02:42 น.] ( IP = 125.24.52.123 : : )


  สลักธรรม 8

ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ จึงทำให้การปฏิบัติมีความถูกต้อง ไม่หลงไปเส้นทางอื่น

กราบขอบพระคุณค่ะ


โดย เซิ่น [2 ส.ค. 2550 , 20:14:07 น.] ( IP = 58.8.54.61 : : )


  สลักธรรม 9



ตอบ.. ไม่เห็น ...แต่รับรู้ได้ถึงอาการดับไป เสื่อมไป จางไป ของทุก ๆ สภาวะอาการที่จิตเข้าไปรับรู้(กำหนดรู้)

...ขอให้ท่านผู้รู้ช่วยแสดงความเห็นแย้งด้วยนะครับ

โดย...พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี

โดย moniasavi [13 ส.ค. 2550 , 10:34:57 น.] ( IP = 202.28.111.17 : : 172.16.172.235 )


  สลักธรรม 10

กราบนมัสการค่ะ

ต้องขออภัยนะคะเพราะอาจมิใช่ผู้ที่รู้อะไรมากนัก ..แต่หากจะให้แสดงความเห็นแย้งเล่นๆ ก็คงจะเป็นตรงเรื่องราวของภาษา ..คือ เห็น กับไม่เห็น

คำว่า "ไม่เห็น" ..แต่รู้ ก็คือสภาพความเข้าไปรู้เห็นธรรมชาติที่แท้จริง โดยสภาพการเห็นนั้นจิตมิได้มาทำงานทางจักขุทวารเลย

คำว่า "เห็น" คือรู้ถึงความเป็นจริงของสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ..ก็มิใช่การรับรู้อารมณ์ทางจักขุทวารเช่นกัน

ดังนั้น ในการใช้คำทั้งสองที่มีพยัญชนะและคำแปลที่ตรงข้าม ..แต่ในที่สุดแล้วก็มีความหมายเหมือนกัน คือ เรื่องของการเริ่มจะมีหรือเข้าสู่เส้นทางของผู้ที่ดวงตาเห็นธรรม ซึ่งดวงตาที่ทำหน้าที่เห็นในที่นี้ก็คือ ปัญญา นั่นเอง

ในระดับของสติปัญญาที่แตกต่างกันของผู้ปฏิบัตินั้น การเข้าไปรู้ไปเห็นย่อมจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การอธิบายให้ความรู้แก่ผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติ จึงต้องอาศัยบัญญัติธรรมอย่างมากมายเพื่ออธิบายนามธรรมออกมาเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างในรูปธรรม

แต่ถ้าหากเป็นผู้ที่มีสติปัญญาและความเพียรที่แก่กล้ามากขึ้นแล้ว การอธิบายมิต้องใช้ถ้อยคำมาก ..เพราะจะทราบแม้กระทั่งจิตที่เข้าไปรู้ในอาการต่างๆ นั้นก็ดับไปด้วย

ขออนุญาตแสดงความเห็นไว้แบบนี้นะคะ และกราบขอบพระคุณมากค่ะที่เข้ามาร่วมกิจกรรมในลานธรรมแห่งนี้

จักขุปสาทรูป

คำว่า จักขุ ยังจำแนกเป็น ๒ ประการคือ ปัญญาจักขุ และ มังสจักขุ

ปัญญาจักขุ เป็นการรู้ด้วยปัญญา เป็นการรู้ทางใจ ไม่ใช่เห็นด้วยนัยน์ตา มีอยู่ ๕ ชนิด คือ พุทฺธจกฺขุ สมนฺตจกฺขุ ญาณจักขุ ธมฺมจกฺขุ ทิพฺพจกฺขุ

ส่วน มังสจักขุ นั้นคือ การเห็นด้วยนัยน์ตาเนื้อ ไม่ใช่รู้ด้วยปัญญา ได้แก่ จักขุของมนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย องค์ธรรมได้แก่ จักขุปสาท

ปัญญาจักขุ ๕ มังสจักขุ ๑ รวมเป็น ๖ จึงเรียกกันสั้น ๆ ว่า จักขุ ๖ เมื่อเอ่ยว่า จักขุ ๖ ก็หมายถึง ปัญญาจักขุ ๕ มังสจักขุ ๑ นี่แหละ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ส.ค. 2550 , 11:56:42 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org