| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ (๒๒)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๒๒)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
โมหเจตสิกคืออะไร
โมหเจตสิกนั้น ได้แก่ความหลงไม่รู้ความจริงตามสภาวธรรม ที่เกิดขึ้นตามอารมณ์ต่างๆ
ที่ว่าหลงใหลไม่รู้ความจริงตามอารมณ์ต่างๆ นั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นการยากที่จะทำความเข้าใจ เพราะที่พูดว่าหลงนั้นมีมากมาบหลายอย่างด้วยกัน เช่น หลงเที่ยวเตร่หามรุ่งหามค่ำ หลงไปเล่นการพนันไม่หยุดไม่หย่อน หลงดื่มสุรายาเมาเป็นอาจิณ หลงผู้หญิง หลงผู้ชาย หลงแก้วแหวนเงินทองเป็นต้น
คนไทยเราพูดคำว่า "หลง" นี้สารพัดอย่าง ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะตัดสินเอาได้ด้วยตนเอง ให้อยู่ในขอบเขตโดยเฉพาะได้
ในพระพุทธศาสนาได้กำหนดขอบเขตในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดแจ้งและรัดกุม ผู้ศึกษามีความเข้าใจดีแล้วจะไม่บังเกิดความสับสนเพราะความหลงนั้นก็ได้แก่โมหะ หรืออวิชชาอันหมายถึงการไม่รู้ความจริงที่ควรรู้ แต่กลับไปดิ้นรนขวนขวายหาหนทางให้รู้ในสิ่งที่ทำให้ชีวิตของตนพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้
โมหเจตสิกนั้น เมื่อประกอบเข้ากับจิตเมื่อใด ก็ย่อมจะทำให้จิตเกิดความหลงใหลไม่มีความเข้าใจในเรื่องของชีวิต ไม่มีความเข้าใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ากระทบ เมื่อเป็นดังนี้ชีวิตจึงได้เป็นไปตามความไม่เข้าใจนั้นๆ สุดแต่จะไปทางไหนในสารพัดทาง เว้นแต่หนทางสายเดียวเท่านั้นที่หันหลังให้ คือหนทางที่จะไปสู่สันติสุขอันสถาพร นั่นก็คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป อันเป็นหนทางที่ดีที่สุด ประเสริญที่สุดที่ชีวิตจะพึงหาได้ โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:33:17 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
โมหเจตสิกที่ว่าไม่รู้ความจริงในเรื่องของชีวิตนั้น ได้แก่ ความไม่รู้ในธรรม ๘ ประการ คือ
๑. ทุกฺเข อญาณํ ความไม่แจ้งในทุกข์
๒. ทุกฺขสมุทเย อญาณฺ ความไม่แจ้งในเหตุให้เกิดทุกข์
๓. ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ความไม่แจ้งในการดับทุกข์
๔. ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาย อญาณํ ความไม่แจ้งในหนทางที่จะดับทุกข์
๕. ปุพฺพนฺเต อญาณํ ความไม่แจ้งในขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นส่วนอดีต (อเหตุกทิฏฐิ ไม่เชื่อเหตุ)
๖. อปรนฺเต อญาณํ ความไม่แจ้งในขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นส่วนอนาคต (อุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าสูญ และนัตถิกทิฏฐิ ไม่เชื่อผล)
๗. ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญาณํ ความไม่แจ้งในขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่เป็นไปในส่วนอดีตและในอนาคต (อกิริยทิฏฐิ ไม่เชื่อทั้งเหตุทั้งผล)
๘. อธิปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญาณํ ความไม่แจ้งในธรรมที่มีเหตุให้เกิดผลอันต่อเนื่องกัน (อัตตทิฏฐิ เชื่อว่าเป็นตัวเป็นตน)
ป. ผมคิดว่าเรื่องของความหลงใหลนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดของชีวิต เพราะความหลงใหลอาจนำพาไปสู่ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสได้โดยง่าย ครั้นค้นหาความจริงจากวิทยาการในทางโลก วิทยาการทั้งหลายเหล่านั้นก็หาได้แก่ไขให้ความหลงใหลบรรเทาเบาบางลงไปได้ไม่ ทั้งยังไม่เป็นการแน่นอนลงไปว่าความหลงใหลในเรื่องอะไรโดยเฉพาะเจาะจงลงไปด้วย
ครั้นผมได้เห็นหลักการในเรื่องของความหลงจากพระพุทธศาสนาทั้ง ๘ ข้อ แล้วก็รู้สึกว่า พระพุทธศาสนาได้วางขอบเขตของความหลงไว้อย่างเหมาะสมมากทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ต้องขอให้คุณลุงช่วยขยายความโดยอธิบายให้บังเกิดความเข้าใจให้กว้างขวางออกไปอีกทั้ง ๘ ข้อด้วย
ก. ดีทีเดียวหลาน มาพูดเรื่องนี้กันเสียให้ขาวสักหน่อย หลานจะได้ยึดเอาไว้เป็นหลักประจำใจ สำหรับเอาไว้ตัดสินสภาวธรรมต่อไปภายหน้า ความจริงเมื่อลุงได้แสดงเรื่องโมหมูลจิตในตอนต้น ลุงก็ได้แสดงไปบ้างแล้ว หลานคงจะลืมไปเสีย
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:34:14 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 2
๑. ทุกฺเข อญาณํ ความไม่แจ้งในทุกข์
บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ จะต้องได้ประสบกับความเสียใจ ความทุกข์ร้อน ความร่ำไห้รำพัน ความพลัดพรากไปจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความได้ประสบกับสิ่งอันมิได้เป็นที่รัก ซึ่งล้วนแต่เป็นความทุกข์ยาก ที่ผู้ใดจะหลีกให้พ้นเสียได้ จะต้องได้รับมากน้อยตามที่จะเป็นไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมาในภพภูมิไหน แม้เทวดาก็หาได้ยกเว้นไม่ ยิ่งการเกิดการตายด้วยแล้วก็ไม่มียกเว้นให้ใครเลยทีเดียว ย่อมจะเกิดขึ้นได้ทั้ง ๓๑ ภูมิ
สมัยนี้วิทยาการต่างๆ เจริญมาก วิชาวิทยาศาสตร์ก็ได้มาช่วยให้การผลิตสิ่งต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นให้แก่มนุษย์มากมาย จนบริโภคกันไม่ไหว แต่อย่างไรก็ดีผลิตผลอันเกิดจากวิทยาการเหล่านั้น ก็หาได้เข้ามาช่วยให้ความทุกข์ของมนุษย์สะดุดหยุดลงได้ไม่ หาได้ช่วยให้การตายการเกิดของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปได้เลย
แม้โลกจะเจริญด้วยวิทยาการต่างๆ สักเท่าใด มนุษย์จะอบรมสั่งสอนกันสักแค่ไหนก็ยังหนาอยู่ในความโง่และความหลง โดยเพลิดเพลินไปกับสิ่งทั้งหลายหลงเตลิดไปกับสามี ภรรยา บุตร ธิดา ญาติและคนที่รัก เพลิดเพลินไปกับบรรดาลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขอันจอมปลอม หลงใหลล่องลอยไปกับสิ่งใหม่ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาได้ ไม่เคยได้มีปัญญาหันจิตใจเข้ามาพิจารณาทุกข์ แม้ทุกข์นั้นจะเกิดขึ้นมาซึ่งหน้า
เช่น การนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นต้น ก็หลงผิดคิดว่าเป็นความสุข อย่าว่าถึงการเกิดซึ่งเป็นเรื่องที่ออกจะไกลไปเลย ทั้งนี้ก็เพราะตัวโมหเจตสิกได้เข้ามาสกัดกั้นปิดบังเอาไว้เสีย จึงทำให้สัตว์ทั้งหลายเห็นทุกข์ไม่ได้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:35:07 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 3
๒. ทุกฺขสมุทเย อญาณฺ ความไม่แจ้งในเหตุให้เกิดทุกข์
สัตว์ทั้งหลายตื่นนอนลืมตาขึ้นมาทุกๆ เวลาเช้า ก็พากเพียรไขว่คว้าหาอารมณ์ต่างๆ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางใจบ้าง วนเวียนกันไปอยู่ตลอดทั้งวันโดยมิได้ย่อท้อถอยหลัง มุ่งหวังแต่ที่จะให้สำเร็จประโยชน์ที่ตนจะได้ วนเวียนกันไปอยู่เช่นนี้ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ชาติแล้วชาติเล่าไม่รู้จักจบสิ้น
สัตว์ทั้งหลายได้อารมณ์อะไรมา ถ้าอารมณ์เหล่านั้นเป็นที่ชอบใจติดใจ ก็จะไขว่คว้าหามาให้มากยิ่งขึ้น กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยมิได้ย่อท้อถอยหลัง โดยมิได้มองเห็นทุกข์โทษภัยอะไรแอบแฝงอยู่แม้แต่เล็กน้อย
สัตว์ทั้งหลายหาได้ทราบไม่ว่า อำนาจของความติดใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว พาให้จิตใจติดอยู่ในอารมณ์เหล่านั้นอย่างแน่นหนา เป็นตัวการพาให้ไปสู่ความทุกข์ยาก เพราะจะต้องต่อสู้เพื่อช่วงชิงอารมณ์นั้นๆ กันอย่างหนักหน่วงรุนแรงด้วยความโง่ความหลงแท้ๆ จึงได้ปล่อยให้ตัณหา ราคะ พาไปด้วยความโง่เพราะไม่มีความเข้าใจชีวิตของตนเอง จึงต่างคนต่างจุดไฟกองเล็กๆ คนละกอง เพื่อให้ลุกโพลงขึ้นมาท่วมโลก เพื่อเผาตนเองกับคนทั้งโลกให้วอดวายไป
สัตว์ทั้งหลายถูกครอบงำอยู่ในความโง่ความหลง จึงหาทราบไม่ว่า อำนาจของความทะยายอยากที่จะให้ได้มาในสิ่งสารพัดทั้งปวง อำนาจของความยินดีติดใจในอารมณ์ที่อยากจะได้มาในสิ่งสารพัดทุกอย่างนั้นเป็นตัณหาราคะ และตัณหาราคะนี้มีกำลังมีอำนาจที่จะสร้างภพสร้างชาติได้ ตัณหาราคะนี้เป็นเหตุให้เวียนเกิดเวียนตาย เมื่อต้องเวียนเกิดเวียนตายแล้ว ก็จะหนีทุกข์ไปไม่ได้ แต่แม้จะทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสอย่างไร มนุษย์ผู้โง่เขลาทั้งหลายก็หาได้ทราบถึงสาเหตุอันนี้ไม่
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:35:34 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 4
๓. ทุกฺขนิโรเธ อญาณํ ความไม่แจ้งในการดับทุกข์
บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมินั้น ได้ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ เพราะจะต้องแก้ปัญหาให้แก่ตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดในภูมิสูงอย่างไร และเมื่อยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว วันหนึ่งก็จะหนีอบายไปไม่ได้ แม้แต่ความทุกข์ยากลำบากทั้งหลายจะประดังเข้ามาอย่างไรหรือจะเกิดขึ้นมากี่ครั้งกี่หนจนนับชาติไม่ได้
ความโง่ความหลงก็มาปกปิกเอาไว้ ก็หาได้แจ้งในการดับทุกข์เหล่านั้นไม่
๔. ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาย อญาณํ ความไม่แจ้งในหนทางที่จะดับทุกข์
หนทางเดินของชีวิตนั้นมีมากมาย แต่สัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในความโง่เขลาในปัญหาของชีวิต จึงได้คิดแต่จะเดินไปในหนทางต่างๆ อันเป็นทางที่จะนำชีวิตเข้าไปสู่กองเพลิง นำชีวิตเข้าไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด แต่หนทางอีกสายหนึ่งที่จะเดินไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดก็หาได้เห็นไม่
ทั้งนี้ก็เพราะโมหเจตสิกเข้ามาปิดบังอำพรางเสีย
๕. ปุพฺพนฺเต อญาณํ ความไม่แจ้งในขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นส่วนอดีต (อเหตุกทิฏฐิ ไม่เชื่อเหตุ)
คำว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นต้นนั้น เป็นการกล่าวโดย ธรรมาธิษฐาน อันได้แก่การประชุมกลุ่มก้อนของชีวิต หรือการประชุมให้ชีวิตตั้งขึ้นมา ทำให้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และเครื่องรับสัมผัสต่างๆ ที่ได้เคยมีมาในอดีตชาติ
แต่ถ้าจะกล่าวโดย ปุคคลาธิษฐาน แล้วก็ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย ที่เคยเกิดมาแล้วในกาลก่อน ไม่ทราบความจริงว่า ตนได้เคยเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม หรือเคยเกิดในอบายเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานมาแล้วด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย แต่กลับไปเข้าใจว่าเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ เกิดขึ้นมาเพราะการสมสู่อยู่ด้วยกัน หรือมีผู้ดลบันดาลให้ชีวิตเกิดขึ้นมาได้
ทั้งนี้ก็เพราะมีโมหเจตสิกเข้าครอบงำ ทำให้บังเกิดความหลงใหลไม่มีความเข้าใจในความจริงเรื่องนี้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:36:06 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 5
๖. อปรนฺเต อญาณํ ความไม่แจ้งในขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นส่วนอนาคต (อุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าสูญ และนัตถิกทิฏฐิ ไม่เชื่อผล)
ได้แก่ ผู้ที่มีความเชื่อมั่นว่า สัตว์ทั้งหลายไม่มีการสืบต่อไปเกิดอีกในชาติหน้าได้ เมื่อตายจากชาตินี้แล้วก็หมดสูญสิ้นไป
๗. ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญาณํ ความไม่แจ้งในขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่เป็นไปในส่วนอดีตและในอนาคต (อกิริยทิฏฐิ ไม่เชื่อทั้งเหตุทั้งผล)
บางคนมีความเชื่อมั่นทั้งสองอย่าง คือมีความเชื่อว่ามนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต และจะบังเกิดเป็นสัตว์ดังกล่าวขึ้นอีกในภพหน้าหรือชาติหน้านั้นไม่ได้
ความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้แฝงฝังอยู่ประจำใจด้วยอำนาจของโมหเจตสิกปิดบัง ด้วยเหตุที่ไม่ยอมศึกษาหาความจริงเหล่านี้จากพระสูตรและพระอภิธรรม ทั้งไม่เคยปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาจนบังเกิดผลดีได้ประจักษ์ความจริงเหล่านี้ได้
ไม่มีปัญญาเพราะเหตุที่มิได้เข้ามาคิดพิจารณาเรื่องของชีวิตจากธรรมะขั้นละเอียด และมิได้เคยพบเคยเห็นผู้ระลึกชาติได้ หรือผู้ที่มีอำนาจทางจิตใจที่สามารถเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่มีกายอันละเอียดที่เรียกว่าโอปปาติกะเลย โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:36:41 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 6
๘. อธิปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญาณํ ความไม่แจ้งในธรรมที่มีเหตุให้เกิดผลอันต่อเนื่องกัน (อัตตทิฏฐิ เชื่อว่าเป็นตัวเป็นตน)
สัตว์ทั้งหลายมีความหลงผิดคิดไปว่า ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้นเหล่านี้ เกิดขึ้นมาได้โดยการสมสู่รวมตัวกันของบิดามารดา และเชื่ออย่างมั่นคงว่า การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ได้รู้รส และได้สัมผัส ได้ถูกต้อง ตลอดจนการนึกคิดนั้น เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน ดังนั้น จึงได้พูดกันว่า ผมเห็น ดิฉันได้ยิน แล้วก็ยึดเอาเป็นตัวตนจริงๆ จังๆ
ความเชื่อดังกล่าวเหล่านี้ เป็นเหตุผลตื้นๆ เผินๆ ที่ไม่สมบูรณ์เลย แต่ก็ได้เป็นความเชื่อที่ฝังติดตัวมานานจึงแน่นหนามั่นคงมาก ทั้งนี้ก็ด้วยโมหเจตสิกตัวนี้เองเข้ามาขวางกั้นปิดเสีย จึงเข้าถึงเหตุผลอันลึกซึ้งของชีวิตที่สำคัญที่สุดนี้จนไปไม่ถึง จึงทำให้เกิดความเห็นผิดจากอารมณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน แม้จะเกิดมีชีวิตขึ้นมาใหม่ในชาติใหม่ก็เป็นไปเช่นนี้อีก จนกว่าแสงสว่างจะสาดเข้าถึงในดวงใจ
ด้วยเหตุนี้เองผู้โง่ผู้หลงทั้งหลาย จึงได้ปฏิเสธชาติอดีตและชาติหน้า ปฏิเสธผลที่เกิดจากการกระทำของตนทั้งทางดีที่สุจริต ทั้งทางร้ายที่ทุจริตว่าจะให้ผลไม่ได้ เมื่อชีวิตได้สิ้นสุดลงไป ทั้งไม่เชื่อด้วยว่าประสาทตา ประสาทหูก็ดี หรือการเห็น การได้ยินก็ดีนั้น ย่อมอาศัยเหตุเก่าๆ ในอดีตของตนเองรวมอยู่ด้วย อันมีอวิชชาตัณหาเป็นมูล
ปฏิจจสมุปปาท นั้นเป็นการแสดงถึงเหตุผลอันลึกซึ้งของชีวิต จะทำลายความเห็นผิดว่าตายเกิด (สัสสตทิฏฐิ เห็นว่าเที่ยง) จะทำลายความหลงใหลเข้าใจว่าตายสูญ (อุจเฉททิฏฐิ เห็นว่าสูญ) และความเห็นอันไม่ถูกต้องอื่นๆ ให้ออกไปแล้ว จะทราบถึงตัวการสำคัญที่ก่อให้ชีวิตตั้งต้นขึ้นมาและทำให้ชีวิตเป็นไปในภพภูมิต่างๆ ให้ต้องระเหเร่ร่อนไปตามอำนาจของกรรมที่ตนได้ทำมา
เช่น อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน กรรมภวะ อันเป็นอดีตเหตุ แล้วมาก่อให้เกิดผลในปัจจุบัน คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา เหล่านี้เป็นต้น โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:37:12 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 7
ลุงก็คิดว่า รายละเอียดทั้งหลายยังไม่สมควรจะทำความเข้าใจกันให้มากนัก เพราะว่าหลานเพิ่งเรียนได้ปริเฉทที่ ๒ เท่านั้น ขอให้ทราบหยาบๆ แต่เพียงว่า การตายการเกิดนั้นอาศัยเหตุผลสืบต่อกันหรือเกี่ยวพันกันไปเป็นชั้นๆ เหมือนลูกโซ่
ผู้ศึกษาปฏิจจสมุปปาทนี้เข้าใจดี ก็จะได้ความรู้เรื่องเหตุผลอันลึกซึ้งของชีวิต จะหายข้องใจเรื่องตายเรื่องเกิด ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ยังสงสัย ไม่เชื่อในการตายการเกิดได้ จึงได้ชื่อว่ามีความโง่ ความหลง มีโมหเจตสิกเข้ามาครอบงำอำพราง หรือเป็นผู้ที่ยังมิได้มีความเข้าใจในปฏิจจสมุปปาทให้เป็นการเพียงพอ
โมหเจตสิกนั้น มีลักขณาทิจตุกะดังต่อไปนี้
๑. อญาณ ลกฺขโณ มีการไม่รู้ เป็นลักษณะ ๒. อารมฺมณสภาวจฺฉาทน รโส มีการปกปิดไว้ซึ่งสภาวะแห่งอารมณ์ เป็นกิจ ๓. อนฺธการ ปจฺจุปฏฺฐาโน มีความมืดมน เป็นผล ๔. อโนยิโสมนสิการ ปทฏฺฐาโน มีการไม่เอาใจใส่เป็นอันดีต่ออารมณ์นั้น เป็นเหตุใกล้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:37:44 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 8
ลุงก็ได้นำโมหเจตสิกมาอธิบายให้หลานฟัง ให้บังเกิดความเข้าใจพอสมควรแล้ว หลานยังมีความข้องใจสงสัยตรงไหนบ้างก็ขอให้ซักถามมา
ป. เท่าที่คุณลุงอธิบายมาแล้ว ผมก็พอจะเข้าใจ แต่ผมก็หวังว่าโมหเจตสิกนั้นคงจะมีรายละเอียดมากขึ้นกว่านี้ และในวันหนึ่งผมคงจะได้ศึกษา
ก.โมจตุกเจตสิก ก็ได้แก่เจตสิกที่เป็นพวกโมหะ ซึ่งมีอยู่ ๔ ดวง ลุงได้บรรยายโมหเจตสิกไปแล้ว ๑ ยังคงเหลืออีก ๓ คือ อหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะ ลงก็จะได้ขอไปบรรยายเอาในคราวหน้า คงจะได้ศึกษาหมดทั้ง ๓ ตัว
ขอให้หลานจงได้ทำความเข้าใจในเรื่องของโมหเจตสิก ตามที่ลุงอธิบายไปซ้ำๆ อีกจากที่ได้บันทึกหัวข้อเอาไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการศึกษามากทีเดียว
ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [3 ส.ค. 2550 , 05:38:15 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 9วันนี้ได้เข้ามาเรียนรูในเรื่องของโมหเจตสิก ยิ่งทำให้เห็นว่าตนเองนั้นตกอยู่ในความหลงอย่างมากมาย และนอกจากนั้นยังเห็นทางออกจากความหลงได้ครับจากที่ท่านอาจารย์อธิบายมาในเรื่องของความหลงผิดเข้าใจผิดทั้ง ๘ ประการนั้นนะครับ
ยิ่งเข้าใจมากเท่าใดก็จะสะท้อนย้อนเห็นความเป็นไปของชีวิตตนเองและเพื่อนร่วมเกิดทั้งหลายที่ยังวางชีวิตไว้ด้วยความประมาทมากขึ้นเท่านั้นครับผม ยิ่งถ้าไม่ได้ศึกษาให้เกิดความเข้าใจด้วยแล้วยากที่จะพาชีวิตไปสู่ปรมัตถประโยชน์ได้เลยจริงๆนะครับผม
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงสุดครับ ในความเสียสละและความเมตตาของท่านอาจารย์ครับโดย เทพธรรม [3 ส.ค. 2550 , 06:52:57 น.] ( IP = 58.9.137.117 : : )
สลักธรรม 10โมหเจตสิกทำให้มีความหลงผิดต่อความจริง เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากค่ะ เพราะทำให้เกิดความประมาทในการใช้ชีวิต
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะโดย เซิ่น [3 ส.ค. 2550 , 15:18:13 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |