| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ (๒๔)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๒๔)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
อุทธัจจเจตสิกคืออะไร
อุทธัจจเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำความไม่สงบให้เกิดขึ้นแก่จิต เพราะจิตจะฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมาไม่มีความสงบเลย ก่อนที่ลุงจะอธิบายต่อไป ลุงจะขอถามหลานสักหน่อย ขอให้ตอบมาตามที่เป็นไปจริงๆ
หลานเคยคิดอะไรต่างๆ ฟุ้งซ่านมากจนจิตตั้งมั่นไม่ได้เลย จึงได้เป็นเหตุให้นอนไม่หลับจนดึกดื่นบ้างหรือไม่
ป. เคยขอรับ
ก. เคยเรื่องอะไร คงจะเป็นด้วยเรื่องคู่รักของหลานที่มีแต่ความระแวงสงสัยว่า ใจจะเป็นอื่นขึ้นมาใช่หรือไม่ เมื่อเดือนที่แล้วเห็นท่าทางไม่ดีต่อกัน
ป. ผมไม่ได้คิดว่า คุณลุงจะสังเกตเห็น นั่นก็เรื่องหนึ่ง แม้ใกล้ๆ จะถึงเวลาสอบไล่ผมก็เคยนอนไม่ค่อยหลับ ด้วยความเป็นห่วง เป็นกังวล แล้วก็เรื่องอื่นๆ อีก
ก. ตัวการที่ทำให้จิตใจตั้งมั่นไม่ได้ ก็เพราะอุทธัจจเจตสิกนี่เอง ที่เข้ามาประกอบ เหตุที่เจตสิกตัวนี้เข้ามาประกอบ ก็เพราะว่า จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนจากอารมณ์ต่างๆ
ป. ผมขอให้คุณลุงช่วยยกตัวอย่างของอารมณ์ต่างๆ ที่คุณลุงกล่าวว่า มากระทบกระเทือนจิตใจนั้น เช่นอย่างไรบ้าง
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:53:41 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ก. อารมณ์ที่จะเข้ามากระทบกระเทือนใจนั้น เป็นอารมณ์จากภายนอกก็มี หรือเป็นอารมณ์จากภายในก็ได้ ทั้งอารมณ์เหล่านี้จะเป็นรูปหรือเป็นนาม บุญหรือบาปก็ไม่ขัดข้องอะไร ขอแต่ให้มีกำลังมากๆ หรือมากระทบแรงๆ ก็แล้วกัน
เมื่อคู่รักของหลานเกิดความระแวงสงสัยความไม่มั่นคงในความรักของหลาน จนถึงต่อว่าต่อขานกันเป็นการใหญ่แล้ว ตอนกลางคืนก็นอไม่หลับ ต้องครุ่นคิดในเรื่องราวที่เกิดทุ่มเถียงกันเหล่านั้น
อารมณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันที่รุนแรงพอใช้ มิได้หายสาบสูญไปไหน หากแต่เก็บเอาไว้ภายในจิตใจ ทั้งๆ ที่มันไม่มีตัวมีตนที่เราจะเห็นได้ ทั้งๆ ที่ใครต่อใครพากันคิดพากันเข้าใจว่า กรรมที่ได้กระทำลงไปแล้วนั้นตามมาให้ผลไม่ได้ แต่มันก็แสดงออกให้ผู้ศึกษาสภาวธรรมบังเกิดความเข้าใจว่า อำนาจของมันนั้นร้ายแรงอย่างไร เพราะมันกระทบจิตใจให้กระเทือนครั้งแล้งครั้งเล่า จนต้องลืมตาอยู่จนดึกจนดื่น มิได้มีความปรานีเลย จะเคี่ยวเข็ญบังคับให้มันหลับนอนสักเท่าใดก็เอาชนะมันไม่ได้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีรูปมากระทบกระเทือนถึงใจให้หลับไม่สนิทได้ก็มีเหมือนกัน เช่นคนเป็นโรคหัวใจ โลหิตสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายไม่เป็นปกติ ความไม่ปกตินั้นได้กระทบกระเทือนเอาแก่ระบบประสาทของร่างกายแล้วกระเทือนไปถึงจิตใจ หรือเป็นโรคทางเดินอาหาร แก๊สที่มีมากมายกระทบกระเทือนประสาทในกระเพาะอาหารหรือลำไส้กระทำให้จิตตั้งมั่นไม่ได้ เป็นต้น
จะเป็นด้วยสาเหตุจากอันไหนก็ตาม ก็ย่อมจะเกิดอุทธัจจเจตสิกเข้ามาประกอบกับจิตอยู่เสมอๆ ดังนั้น จิตใจจึงตั้งมั่นไม่ได้ จึงได้ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ และทำให้นอนไม่หลับและหลับไม่สนิทตามที่เราต้องการ
เมื่อหลานต้องการทราบถึงสาเหตุ ลุงก็ได้ยกสาเหตุขึ้นมาเล็กน้อย จากสาเหตุอีกมากมายนำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อหลานจะได้ทราบว่า เมื่ออุทธัจจเจตสิกเกิดขึ้นแล้วมันก็ทำให้จิตคิดไปสารพัดทาง ดังนี้ ก็เพราะอุทธัจจะตัวนี้เป็นตัวการที่จับอารมณ์ไม่มั่นคง หรือจะพูดว่า จับอารมณ์อะไรเอาไว้แล้วก็หลุดไปเสียง่ายๆ แล้วก็จับใหม่ จับใหม่ เรื่อยๆ ไป อารมณ์จึงเกิดขึ้นมาจนนับจำนวนไม่ไหว แล้วจะให้นอนหลับสนิทได้อย่างไรเล่า
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:54:18 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 2
ป. ผมขอถามเพิ่มเติมสำหรับอุทธัจจเจตสิกอีกสักหน่อยเถิดขอรับ คือว่า เมื่อจิตเกิดอุทธัจจะขึ้นมามากๆ จนเป็นสาเหตุให้นอนหลับได้ยากดังนี้แล้ว คุณลุงจะแนะนำให้แก้ไขอย่างไร จิตใจจึงคลายความวุ่นวายนี้ลงไปได้
ก. เมื่อจิตเกิดอุทธัจจะมากๆ ขึ้น เราก็จะต้องศึกษาถึงสาเหตุให้ได้เสียก่อนว่า อุทธัจจะนั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร เพราะมีสาเหตุมากด้วยกัน แล้วก็พยายามแก้ให้ถึงสาเหตุอันนั้น นอกจากนี้ก็ต้องฝึกฝนจิตใจให้ตั้งอยู่ในความสงบพอสมควร จึงจะช่วยตัวเองได้ แต่อย่างไรก็ดี ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อนอนไม่หลับแล้ว จึงฝึกหัดสมาธิเหมือนตกน้ำแล้วจึงจะฝึกหัดว่ายน้ำ ต้องฝึกซ้อมมาก่อนเสียให้เคยชิน นอกจากนี้แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่จะต้องทำความเข้าใจ ลุงจะอธิบายต่อไปก็จะยืดยาว เพราะลุงได้เคยเขียนเอาไว้เป็นเล่มมาแล้ว เรื่องการนอนหลับคืออะไร เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ขอให้หลานหาอ่านเอาเถิด
ป. ความข้องใจสงสัยในปัญหาต่างๆ ของผมนั้นมีมากมาย เมื่อเรียนอะไรแล้วถ้ายังไม่หายสงสัย ก็จะเป็นเหตุกระทำให้ไม่สะดวกใจในการที่จะศึกษาต่อไป ยิ่งเรียนปรมัตถธรรมด้วยแล้ว ก็เป็นเรื่องของชีวิตอันลึกซึ้ง ข้อความละเอียดบางอันผมก็คิดไม่ออก ถ้าใครเขาถามเข้าแล้วก็คงจะตอบเขาไม่ได้แน่ มีอยู่ ๒ ข้อที่ผมเฝ้าครุ่นคิดตอบปัญหานี้ด้วยตนเองแล้ว ไม่ทราบว่าจะเป็นเหตุทำให้คุณลุงต้องลำบากใจหรือเปล่า
ก. ไม่ต้องกลัวว่าลุงจะลำบากใจอะไรดอกหลาน ลุงได้เคยพูดมาแล้วว่า หลานจะซักถามอะไรก็ได้ทุกๆ อย่าง ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องกลัวว่า ลุงจะตอบไม่ได้ ขออย่าได้เก็บเรื่องที่สงสัยเอาไว้ให้ไม่สะดวกใจเลย
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:54:59 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 3
ป. ขอบพระคุณขอรับ
ผมได้เคยเรียนมาแล้วว่า จิตทุกๆ ดวงที่เกิดขึ้นมานั้น จะต้องมี เอกัคคตาเจตสิก อันได้แก่สมาธิ ความตั้งมั่นในอารมณ์อันเดียวแล้วเกิดแก่จิตทุกดวง แต่บัดนี้ ผมมาเรียนถึง อุทธัจจเจตสิก อันได้แก่ความฟุ้งซ่าน จิตไม่มั่นคง ซึ่งเป็นอกุศลสาธารณเจตสิก จะต้องประกอบกับอกุศลจิตทั้งหมด บาปเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่มีอุทธัจจะร่วมด้วยเลยไม่ได้
เมื่อเป็นดังนี้ก็จะหมายถึงว่าอกุศลจิตเกิดขึ้นครั้งใด จิตนั้นจะต้องมีเอกัคคตาเจตสิกตัวหนึ่ง แล้วก็จะต้องมีอุทธัจจเจตสิกอีกตัวหนึ่งอย่างแน่นอน เมื่อเป็นดังนี้ก็จะเห็นได้ว่า เจตสิกสองดวงนี้จะต้องเกิดขัดแย้งงกันขึ้นเสียแล้ว มีการงานที่ตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด เพราะเอกัคคตาก็จะทำจิตใจให้สงบ อุทธัจจะก็จะทำจิตใจให้ฟุ้งซ่าน ฉะนั้น สงบด้วย ฟุ้งซ่านด้วย จะเกิดร่วมกันได้อย่างไรขอรับ
ก. หลานตั้งคำถามมาดังนี้ก็นับว่าดี ถามแล้วมีประโยชน์มาก จะทำให้เข้าใจธรรมะได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
สภาพจิตนั้นเกิดดับติดต่อกันไปโดยรวดเร็วไม่ขาดสาย ประหนึ่งสายน้ำไหล จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นมาดับลงเมื่อใด จิตดวงต่อไปก็จะเกิดขึ้นติดตามมาทันที เมื่อนั้นจิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้นก็ย่อมจะต้องตั้งมั่นในอารมณ์นั้นขณะหนึ่ง การตั้งมั่นของจิตแต่ละขณะนั้นอาศัยเอกัคคตาเจตสิกเข้าไปทำให้ตั้งมั่น ถ้าจิตมิได้มีเอกัคคตาเจตสิกแล้ว จะตั้งมั่นแม้ขณะจิตเดียวได้อย่างไร แต่ถ้าผู้ฝึกฝนสมาธิมามากจนมีความชำนิชำนาญแล้ว กำลังอำนาจของเอกัคคตาเจตสิกก็มีความสามารถทำให้จิตเกิดขึ้นได้มากขณะจนถึงตั้งมั่นอยู่ได้ในอารมณ์นั้นๆ เป็นชั่วโมงหรือมากกว่า
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:55:27 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 4
ส่วนสภาพของอุทธัจจเจตสิกนั้นตรงกันข้าม เพราะเป็นตัวการที่จับอารมณ์ไม่มั่น จับอารมณ์อะไรขึ้นมาแล้วก็ซัดส่าย จับอารมณ์อื่นๆ ต่อไป และต่อไป ตั้งมั่นไม่ได้ ย่อมจะขัดแย้งกับเอกัคคตาแน่นอน ฉะนั้น จึงต่อสู้กันอยู่ในตัว
ฉะนั้น ผู้ที่ฝึกฝนสมาธิเอาไว้เสมอจนมีความสามารถแล้ว ก็ย่อมจะเกิดอุทธัจจะได้ยาก ขณะนี้เราก็พูดว่า มีสมาธิเป็นประธาน ขณะนี้อุทธัจจะเป็นประธาน
ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับเราปลูกบ้านขึ้นมา ก็ด้วยหวังว่าจะให้ทนต่อธรรมชาติที่แวดล้อมทั่วๆ ไป แต่บางครั้งบ้านก็โดนลมจนหวั่นไหว หรือบางทีโดนมรสุมใหญ่จนบ้านพังทลาย
เรื่องของธาตุในพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน แม้ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม จะเกิดร่วมกันก็จริง แต่ก็ขัดแย้งกันบ้าง สมคล้อยเข้าหากันบ้าง หรือจะพูดว่า เป็นศัตรูกันบ้างเป็นสหายกันบ้างก็พูดได้
เช่น ธาตุน้ำ ก็มีแต่จะเกาะกุมธาตุดินไว้ให้อยู่กันเป็นปึกแผ่นแน่นหนา แต่ ธาตุไฟ มักจะมาทำให้เคลื่อนไหวตั้งมั่นไม่ได้ ถ้า ธาตุดิน เป็นใหญ่มีกำลังมาก ก็จะรักษาให้อยู่ในความมั่นคงได้ แต่ถ้า ธาตุไฟ มีกำลังมากกว่าแล้ว ธาตุดิน ก็จะถึงกาลย่อยยับเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ไม่เหมือนรูปเดิมจนหมดสิ้น ข้อเปรียบเทียบดังกล่าวหวังว่าหลานคงจะเข้าใจ ด้วยเหตุดังนี้เอง เอกัคคตาก็เกิดร่วมกับอุทธัจจะได้ เพราะต่างก็ผลัดกันเป็นใหญ่เป็นประธาน
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:56:08 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 5
ป. ผมฟังคำอธิบายของคุณลุงพร้อมทั้งตัวอย่างที่ยกขึ้นมา ทำให้มองเห็นจิตใจของสัตว์ทั้งหลายว่า น่าอัศจรรย์เพียงใด ทำให้มองเห็นถึงสัพพัญญูของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เข้าถึงความละเอียดลออของจิตใจแทบไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ดี ผมก็เป็นผู้ที่ช่างสงสัยเสียจริง เพราะคุณลุงอธิบายจนหายสงสัยในเรื่องหนึ่งไปแล้ว ผมก็กลับไปสงสัยในอีกเรื่องหนึ่ง
ก. หลานถามเรื่องที่สงสัยนั้นมาได้แล้ว
ป. คุณลุงเคยบรรยายว่า อุทธัจจะนั้นเป็นตัวการที่ทำให้จิตไม่มีความมั่นคง เหมือนลมที่คอยพัดเทียนที่เราจุดไว้ให้หวั่นไหวไปเรื่อยๆ นิ่งไม่ได้เลย ด้วยเหตุที่ไม่มีความมั่นคง ดังนี้ อุทธัจจะจึงไม่มีกำลังเพียงพอที่จะทำให้ปฏิสนธิได้ ในอกุศลจิต ๑๒ นั้น ให้ผลปฏิสนธิได้ ๑๑ แต่อุทธัจจะต้องยกเว้นและเว้นเพียงจำนวน ๑ นี้เท่านั้นที่ไม่มีกำลังไม่มีความสามารถ นอกจากนั้นจิตที่ยังเหลือมีกำลัง มีความสามารถทั้งหมดทำให้ปฏิสนธิได้ คุณลุงสอนมาดังนี้ใช่หรือไม่ขอรับ
ก. หลานเข้าใจถูกต้องแล้ว
ป. คุณลุงเคยสอนมาว่า จิตที่เป็นบาปอกุศลเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมจะมีอุทธัจจะเข้าประกอบด้วยทุกๆ ครั้งไป หมายความว่า บาปเกิดขึ้นครั้งใด จะเว้นจากอุทธัจจะเสียมิได้เลยเป็นอันขาด เพราะอุทธัจจะเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ย่อมประกอบกับจิตทุกดวงไม่มีเว้นเลย มิใช่หรือขอรับ
ถ้าเช่นนั้น จิตที่เป็นบาปอกุศลก็คงจะไม่มีโอกาสปฏิสนธิได้เลย คนทำบาปแล้วก็จะไปเกิดในชาติต่อไป เพื่อรับผลบาปไม่ได้แน่ เพราะว่าเมื่อใกล้จะถึงแก่ความตาย จิตเกิดอารมณ์อกุศลขึ้นมา ก็มีอุทธัจจเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกๆ ครั้ง เมื่ออุทธัจจะเกิดร่วมด้วยดังนี้แล้วกำลังก็อ่อน หมดความสามารถที่จะผลักส่งให้การปฏิสนธิบังเกิดขึ้น ตกลงคนทำบาปมากๆ ตายแล้วก็คงจะไม่ไปเกิด ไม่ต้องไปชดใช้กรรมที่ได้กระทำมา
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:56:39 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 6
ก. ในข้อนี้ ลุงคิดว่าหลานยังเข้าใจไม่ดีพอ จึงได้แสดงเหมือนกับว่าธรรมชาตินั้นมิได้มีความยุติธรรม
แน่นอนทีเดียว จิตใดที่เป็นอกุศลจะต้องมีอุทธัจจเจตสิกเข้าประกอบ แต่ลุงก็ได้พูดมาแล้วเหมือนกันว่า อุทธัจจเจตสิกเกิดขึ้นแก่จิตใดแล้ว จิตนั้นก็ย่อมจะมีกำลังน้อย และมีกำลังน้อยจนให้การปฏิสนธิไม่ได้
แต่อย่างไรก็ดี ที่ว่ามีอุทธัจจะเข้าประกอบแล้วให้การปฏิสนธิไม่ได้นั้น หลานจะต้องจำเอาไว้ว่า เฉพาะอุทธัจจะที่เป็นประธานเท่านั้น อุทธัจจะที่เป็นชั้นลูกน้องไม่มีโอกาสเช่นนั้นเลย คิดเรื่องไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็นอนหลับไป แต่ถ้ามีเรื่องราวร้ายแรงกระทบกระเทือนจนจิตฟุ้งซ่านมากจริงๆ แล้ว โอกาสที่จะนอนหลับไม่มีเลย
ป. ผมก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ ว่าความฟุ้งซ่านมากๆ หรือคิดอะไรยุ่งเหยิงจริงๆ แล้วก็จะไปเกิดไม่ได้ ถ้าเช่นนี้ เมื่อเราป่วยเจ็บจวนจะตาย เราก็คิดอะไรเสียให้ยุ่งๆ มากๆ ก็คงจะไม่ไปเกิดกระมัง ทำแบบนี้ทำได้ไม่ยากอะไร เห็นทีจะดีกว่ามัวนั่งหลับตาภาวนาซึ่งเอาแน่นอนก็ยังไม่ได้
ก. ถ้าเป็นไปได้อย่างหลานว่าก็เห็นจะดี ไม่ต้องทำวิปัสสนาให้ลำบากลำบน ฝึกหัดคิดอะไรยุ่งๆ เข้าไว้แล้วก็พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดได้
ธรรมชาติทั้งหลายมิได้อยู่ในอำนาจของใคร ใครจะตั้งใจทำอะไรก็จำเป็นจะต้องอาศัยเหตุประกอบไปด้วยเหตุด้วยผลถ้าเราบังคับเอาได้ก็คงจะไม่มีใครลำบากยากจน คนใกล้จะตายก็จะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยจะบังคับให้อุทธัจจะเกิดขึ้นมากๆ ตามใจได้อย่างไร เมื่อมีเหตุอันน่าขบขันเราก็หัวเราะชอบใจ เมื่อมีอะไรมากระทบกระเทือนใจทำให้เศร้าเสียใจแล้วเราก็ร้องไห้ เหตุปัจจัยไม่มี เราจะหัวเราะจะร้องไห้ได้หรือจะแกล้งทำมันก็ไม่เป็นไปได้ลึกซึ้งถึงใจ แม้ใครเขาจะเห็นไม่ได้เราก็รู้อยู่ โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 07:57:49 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 7
ป. ผมขอขอบพระคุณที่คุณลุงได้ให้ความสว่าง บัดนี้เรื่องอหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะตามที่คุณลุงอธิบายมา ผมก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ
ก. ลุงขอให้หลานจำเอาไว้ว่า โมหเจตสิก อหิริกเจตสิก อโนตตัปปเจตสิก และอัทธจจเจตสิก เรียกว่าโมจตุกเจตสิก หมายถึงเจตสิกจำพวกโมหะมี ๔ เมื่อเวลาอกุศลเกิดขึ้นมาจะมากน้อยสักเท่าใดก็ตาม จะเกิดขึ้นทางทวารไหนก็ดี เจตสิกเหล่านี้ย่อมจะประกอบพร้อมกันทั้ง ๔ ดวง ด้วยเหตุดังนี้ จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า สัพพากุศลสาธารณเจตสิก ซึ่งหมายความว่า เป็นเจตสิกที่สาธารณะแก่จิตทั้งหมด คือเจตสิกทั้ง ๔ นี้ เข้าประกอบกับจิตที่เป็นอกุศลทั้ง ๑๒ ดวง
อุทธัจจเจตสิก คือความฟุ้งซ่านวุ่นวายไม่มีความสงบนั้น มีลักขณาทิจตุกะดังต่อไปนี้
๑. อวูปสม ลกฺขณํ มีความไม่สงบ เป็นลักษณะ ๒. อวตฺถาน รสํ มีความไม่มั่นในอารมณ์เดียว เป็นกิจ ๓. ภนฺตตฺถ ปจฺจุปฏฺฐานํ มีความหวั่นไหว เป็นผล ๔. อโยนิโสมนสิการ ปทฏฺฐานํ มีการไม่เอาใจใส่เป็นอันดีต่ออารมณ์นั้น เป็นเหตุใกล้
หลานเอ๋ย การศึกษาหาความรู้ในวิทยาการต่างๆ เพื่อประดับตนนั้น มีประโยชน์มาก เพื่อจะได้อาศัยความรู้เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งในการอาชีพและในเหตุผลต่างๆ แต่อย่างไรก็ดี ความรู้อันเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกนั้น ผู้ศึกษาก็ยิ่งจะได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น จะได้เป็นเข็มทิศให้เดินไปในสายทางที่มีคุณค่ามหาศาล ไม่มีวิทยาการใดเปรียบปาน
ดังนั้น ถ้าหลานมีโอกาสที่จะขยายวิทยาการที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตนี้ออกไปสู่บรรดาญาติมิตรทั้งหลาย หรือต่อประชาชนทั่วไปด้วยแล้ว ก็จะได้ชื่อว่าได้ทำงานอันสำคัญ ได้ทำงานอันมีสาระประโยชน์แก่ชีวิตให้กับตนเองและให้กับผู้อื่น ซึ่งจะได้รับคำสรรเสริญจากทั้งเทวดาและมนุษย์ทั่วไป ในงานเหล่านี้มีผู้กระทำจริงเป็นส่วนน้อย เพราะต้องอาศัยความเสียสละค่อนข้างมาก ลุงหวังว่าหลานคงจะได้เก็บเอาไปคิดพิจารณาดู
บัดนี้เวลาที่ได้ศึกษากันมาก็นับว่าพอสมควรแล้ว ลุงขอยุติการบรรยายเพียงเท่านี้ก่อน ในคราวหน้าลุงจะได้ให้การศึกษาบทใหม่แก่หลานต่อไปในเรื่องของโลภเจตสิก
ป. ขอขอบพระคุณ คุณลุงมาก สวัสดีขอรับ
ก. สวัสดี หลาน
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [7 ส.ค. 2550 , 08:00:49 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 8
มาศึกษาต่อค่ะ
เห็นการทำงานของเจตสิกได้อย่างอัศจรรย์
เจตสิกแต่ละดวงต่างก็มีอำนาจ หน้าที่ในตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้นต่างก็เคารพในสิทธิของกันและกันด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในอุทธัจจเจตสิกนี้แหละ เมื่อใดตนเองมิได้เป็นประธานอำนาจของตนก็มีขอบเขตจำกัดไม่ก้าวก่ายเจตสิกที่เป็นประธาน แต่หากเมื่อใดตนเองเป็นประธาน ก็แสดงพลังอำนาจของตนได้เต็มที่
และก็ยิ่งให้เห็นซึ้งถึงพระสัพพัญญุตญานค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่กระจายให้เข้าใจถึงการทำงานของเจตสิกแต่ละดวงได้ด้วยภาษาง่ายๆ
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรด้วยค่ะโดย พี่ดา [7 ส.ค. 2550 , 09:06:37 น.] ( IP = 124.121.174.235 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |