| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การดูแลชีวิตที่ถูกต้อง
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
นิพพานัง ปรมัง สุขัง ...พระนิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง
เพราะเมื่อถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว เป็นการหยุดทุกอย่าง โดยเฉพาะหยุดเหตุ หยุดที่ตั้งของความทุกข์ต่อไป ฉะนั้นที่ตั้งแห่งความทุกข์ก็คือ ชีวิต แล้วทำอย่างไร ? เราจึงจะไปพ้นจากชีวิตได้ ก็คือต้องหมดกิเลส แล้วทำอย่างไร ? จึงจะหมดกิเลส ...มันต้องค่อยๆคิดไป ให้รู้ว่า กิเลสคืออะไร ไม่ใช่รู้ว่าต้องหมดจากกิเลส แต่ไม่รู้ว่ากิเลสคืออะไร กิเลสเป็นภาพรวม แม้ตัวกิเลสต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอนมีถึง ๑๐ เราจึงต้องค่อยๆ หลีก ละ ลด แล้วจึงจะเลิกได้ ข้อสำคัญระหว่างการหลีก ละ ลด นั้นเราต้องมีคุณธรรมประจำใจ
(มาถึงตรงนี้หลวงพ่อท่านได้สาธิตให้ดู....โดยที่อุปกรณ์ที่ใช้มี แก้วน้ำ มีหินก้อนใหญ่ ก้อนเล็ก กรวด ทราย และแก้วน้ำ)
![]()
หากแก้วเป็นชีวิต เราจะทำอย่างไรกับชีวิต ....แก้วเปรียบเหมือนชีวิตของเรา หินก้อนใหญ่ที่ใส่ลงไปก่อนนั้นอุปมาเหมือนคุณธรรม ซึ่งต้องมีอยู่ก่อนเป็นทุนของชีวิต ที่สำคัญหินก้อนใหญ่มีความหนักแน่นเมื่อเทียบกับอย่างอื่น (ถ้าชีวิตใดขาดคุณธรรมเป็นชีวิตที่ใช้ไม่ได้) ฉะนั้นเราต้องมีคุณธรรม หรือนำคุณธรรมมาบรรจุลงในชีวิตให้ได้ นอกจากคุณธรรมแล้ว ชีวิตเรายังต้องมีความรักความเมตตา ความสามัคคีกลมเกลียว (หินก้อนเล็ก) เพราะเราไม่ได้เกิดมาอยู่ตามลำพังคนเดียว ฉะนั้นแต่ละชีวิตต้องมีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน และการที่จะอยู่ในสังคมที่ทำให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี เราต้องมีความเมตตา ความรัก ความสามัคคีกลมเกลียว รวมอยู่ด้วย ส่วนก้อนกรวดที่พ่อใส่ลงไปเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีในชีวิตตลอดเวลา คือ ความรับผิดชอบในหน้าที่ มีหน้าที่เป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง มีหน้าที่เป็นลูก ต้องรับผิดชอบในความเป็นลูก มีความรับผิดชอบที่ผสมผสานไปกับคุณธรรม และยังมีความรักความเมตตาแทรกไปทั่ว ส่วนทรายนี้อุปมาเหมือนมิตรภาพ ที่เมื่อเติมน้ำซึ่งหมายถึงความโอบอ้อมอารีลงไปอีก ทรายก็จะแทรกซึมลงไปทั้วแก้ว นั่นคือมิตรภาพที่อาบแน่นไปด้วยความโอบอ้อมอารี ซึ่งยิ่งเติมลงไปเท่าไร คือมีน้ำใจจนล้นไปเถอะ ชีวิตก็จะอยู่ได้โดยไม่แห้งแล้ง ไม่กันดาร ฉะนั้นตรงนี้พ่อจึงอยากฝากให้ทุกคนได้รู้จักใช้ชีวิตให้เป็น
อย่าลืมว่าคุณธรรมประจำชีวิตสำคัญที่สุด ให้ชีวิตมีความหนักแน่นด้วยคุณธรรม ความเมตตาความรักความสามัคคีกลมเกลียว ความรับผิดชอบในหน้าที่ และความโอบอ้อมอารี ธรรม ๕ ประการนี้จะทำให้ชีวิตมีความสุข และความอบอุ่นได้ ที่สำคัญการที่ชีวิตจะมีความสุขได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ชีวิตที่ไม่เห็นแก่ตัวเป็นชีวิตที่มีความสุข นั่นคือ ชีวิตที่เต็มไปด้วยการให้ โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:22:22 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 2
ทำไม ? จึงบอกว่า ชีวิตที่เต็มไปด้วยการให้ เป็นชีวิตที่มีความสุข
เพราะ ความสุข หากเปรียบเสมือนลูกบอล หรือลูกปิงปอง การให้ก็เป็นเสมือนการปาลูกปิงปองไปที่ผนังอย่างแรง ยิ่งปาแรง ผลสะท้อนของความแรงนั้นก็มีเป็นเงาตามตัวเท่ากับที่เราปาออกไป มันก็จะกระเด้งกลับมาที่เราตามความแรงของการปานั้น นั่นคือ ยิ่งทำ ยิ่งได้ ใครทำใครได้ ทำมากได้มาก ทั้งดี ทั้งชั่ว นี่คือความสำคัญที่เราต้องดูแลชีวิตให้ถูก(ต้อง)
ทุกวันนี้โลกของเราเดือดร้อน คนในสังคมก็เดือดร้อน มีแต่คนตั้งคำถามว่า ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมเดี่ยวนี้คนเป็นแบบนี้ ทำไมสังคมเป็นแบบนี้ ก็เพราะชีวิตคนส่วนใหญ่ขาดธรรมทั้ง ๕ ประการ นั่นคือ คุณธรรม (หินก้อนใหญ่) ความเมตตา ความรัก สามัคคีกลมเกลียว (หินก้อนเล็ก) ความรับผิดชอบ (กรวด) มิตรภาพ (ทราย) และความโอบอ้อมอารี (น้ำ) ถ้าเผื่อทุกคนมีธรรม ๕ อย่างนี้รวมกัน โลกก็จะสงบ
ที่ทำ(สาธิต)ให้ดู ก็เพื่อให้พวกเราได้รู้ว่า เราควรเติมอะไรให้กับชีวิต ทุกคนเกิดมาไม่มีอะไรเลย แต่พอเติมลงไป เราไม่ได้เติมธรรมทั้ง ๕ นี้ให้เต็มที่ แต่เรากลับเติมความโลภ เมื่อเติมโลภมากก็นำมาซึ่งความไม่พอใจมาก ไม่สมปรารถนามาก คือความโกรธ ทำไมล่ะ ? ก็เพราะเรามีความหลงผิดเป็นทุน ที่ผ่านๆ มา พ่อก็เตือนมาแล้ว ให้อุทาหรณ์มาก็แล้ว ตั้ง ๑๗ ๑๘ ตอนแล้ว (ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก) โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:26:30 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 3
ในเมื่อเราได้ศึกษาพระอภิธรรมมาแล้ว ได้ศึกษาแนวทางการปฏิบัติมาแล้ว เราควรใช้ชีวิต ที่นอกจากประกอบด้วยธรรม ๕ ประการดังกล่าวมา เราควรเพิ่มพลังใจให้กับตัวเองอีก ๕ อย่าง คือ มั่นใจ ไม่ถอย รู้ตัว แน่วแน่ และรู้รอบ
๑. ต้องมั่นใจ ...มั่นใจอย่างไร ศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ต้องมั่นใจในบาป บุญ คุณ โทษ ต้องมั่นใจว่าทำไปแล้วได้ประโยชน์หรือโทษ เรียนเรื่องความดีแล้ว เราต้องมั่นใจว่า ความดีทำไปแล้วเป็นประโยชน์ อาจเป็นประโยชน์ต่อตนเอง หรือเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือเป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น แล้วที่สำคัญเราต้องมั่นใจว่า มรรค ผล นิพพาน เราทำได้แน่ๆ ไม่มีอะไรเลยที่เราทำไม่ได้ เราทำได้แน่นอน มรรคมีองค์ ๘ เราทำได้ ๑๐๐% อาศัยความเพียร และความตั้งใจที่จะเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์แล้ว ย่อมทำได้แน่นอน แล้วประกาศกับตนเองบ่อยๆ ว่า ทางที่สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานให้ประเสริฐที่สุด เราต้องทำได้แน่ๆ แม้นจะต้องต่อสู้กับอุปสรรคใดๆก็ตาม เราจะต้องสู้ และเราจะต้องทำให้ได้ เมื่อเรามั่นใจแล้วก็ต้องไม่ถอย
๒. ต้องไม่ถอย เมื่อมีอุปสรรคมาก เราต้องไม่ถอยและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ใช่ทำไปแล้วพอมีอุปสรรคก็เลิกกลางคัน เราต้องยอมแลกด้วยชีวิต ประกาศตนเองเลยว่า ขอแลกทางมรรคผลนิพพานนี้ด้วยชีวิต ถ้าเผื่อเราไม่แลกด้วยชีวิตก็น่าสงสาร เพราะเท่ากับเรารักชีวิต หวงชีวิตไว้ ทั้งๆที่ชีวิตนั่นแหละคือความทุกข์
๓. ต้องมีความรู้ตัว (ในความเป็นอยู่) คือรู้ทั้งสภาพร่างกาย และความรู้สึก คือมีสตินั่นเอง ฝึกฝนให้มีสติให้มาก มีความรู้สึกตัวตลอดเวลา
๔. ต้องแน่วแน่ คนเราจะทำสิ่งใดให้ได้ดี ต้องมีจิตฝักใฝ่ในสิ่งนั้นจึงจะได้ดี จะทำแบบจับจดหรือหยิบโหย่งไม่ได้ ฉะนั้นต้องมีความแน่วแน่
๕. ต้องมีความรู้รอบ หรือ รอบรู้ รอบรู้อย่างไร ชีวิตเราเมื่อจะไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็แล้วแต่ ต้องรู้ผลของสิ่งนั้นก่อน คือจะทำอะไรลงไปต้องรู้ว่า การทำนั้นเป็นอย่างไร และผลของการทำสิ่งนั้นจะเป็นอย่างไร นั่นคือ มันเป็นบาป หรือบุญ ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ ซึ่งพ่อก็เคยสอนแล้วว่า ก่อนจะทำอะไรให้ คิด พิจารณา ทบทวน ไคร่ครวญ แล้วจึงค่อยตัดสินว่า ทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ นี่คือ ความรู้รอบและรอบรู้ อย่าทำโดยไม่รู้ว่า สิ่งนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นเป็นโทษ หรือไม่เป็นโทษ เราทำกันมานานแล้ว หัดเปลี่ยนแปลงชีวิตกันเสียที เพราะว่าหลายต่อหลายครั้งในชีวิตที่เราตอบปัญหาตัวเองไม่ได้ แก้ไขตัวเองไม่ออก คือมืดมนและวุ่นวาย ความมืดมนและวุ่นวายนี่เองที่ทำให้ชีวิตเราอยู่กับความไม่รู้โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:30:37 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 4
ความไม่รู้นี้ ที่จริงเป็นเรื่องของปุถุชน ปุถุชนนี้ไม่รู้ทุกอย่าง ไม่มีทางเข้าใจทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรหาทางปลีกออกจากปุถุชนตั้งแต่วันนี้ไหม ? ความไม่รู้ ความวุ่นวาย ความสับสน ๓ อย่างนี้เป็นเรื่องของปุถุชน และ ๓ อย่างนี้ทำให้ชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า และไปจากความทุกข์ไม่ได้ เท่ากับว่าขณะนั้นมืด ฉะนั้นเราควรกลับมาถามตนเองว่า เราควรหาทางปลีกออกจากความเป็นปุถุชนหรือไม่ คำตอบคือต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ และเริ่มต้นทุกวินาที เพราะเราต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า เราทุกคนได้เวลามาเท่ากัน แต่บางคนใช้ไปแบบไม่คุ้มค่า ที่เราได้เวลามานี้ถ้าเผื่อคิดเป็นเงินแล้วได้มากันคนละ ๕๗,๖๐๐ บาท ซึ่งในความเป็นจริงต้องได้กันคนละ ๘๖,๔๐๐ บาท แต่เพราะหักเวลานอนไปวันละ ๘ ชั่วโมงจึงเหลือเพียงแค่นี้
พ่อจึงอุปมาว่า ถ้าเผื่อทุกเช้ามีคนเอาเงินมาเข้าธนาคารให้เรา ๕๗,๖๐๐ บาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้ให้หมดภายในวันเดียว ไม่หมดริบคืน เช้าขึ้นมาก็ให้ใหม่อีก ทบต้นไม่มี เมื่อเราได้มาทุกวัน เราจะเอาไปทำอะไรในแต่ละวันเพราะมีข้อแม้ดังกล่าว ซึ่งนั่นก็คือ การใช้เวลาไปนั่นเอง ถ้าเผื่อเราใช้เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษก็กลับมาเป็นกุศลของเรา เช่นบางคนเอาไปทำบุญ หรือทำทาน ช่วยเหลือกิจการต่างๆมากมาย เท่ากับว่าทำดีทุกวัน เราใช้เวลาไปในด้านดีทุกวัน เวลาที่หมดไปนั้นจึงเป็นประโยชน์กลับมาสู่ชีวิต ...นี่แหละทุกอย่างต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ หัดทำ
เวลาเป็นของมีค่า และเวลาของทุกคนก็เหลือน้อยลงทุกทีๆ เราทำอะไรให้กับชีวิตบ้าง ...เริ่มต้นได้แล้ว นับตั้งแต่วันนี้ แม้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เตือนให้เรานึกถึงความตาย คือมรณานุสติให้มาก เรามีความตายเป็นของธรรมดา ให้นึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่นึกถึงความตายเท่ากับประมาท ...ประมาทในวัยว่า เรายังไม่แก่ ยังไม่เจ็บ เราทุกคนลืมตาย ตอนกินก็ลืมตาย ตอนอยู่ก็ลืมตาย ลืมกันหมด แต่พระพุทธองค์สอนให้นึก พอเช้าขึ้นมาให้ระลึกว่า เป็นวันที่เรามีโชค ยังมีโชคดี ความโชคดีนั้นก็คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์ ยังมีลมหายใจอยู่ ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหลือแต่ตรงนี้ว่าจะโชคดีมากหรือน้อย นั่นคือ การตั้งตนเองไว้ชอบ นี่ล่ะเป็นยอด
ตอนนี้ทุกคนกำลังเดินไปสู่ความสิ้นสุดแห่งกรรมในชาตินี้ ลองนึกซิลูก เราเคยไปงานศพ เราต่อคิวถือดอกไม้จันท์เพื่อไปวางบนศพ คนอายุน้อยก็เหมือนเข้าแถวไกลๆ คนอายุมากเข้าแถวใกล้ๆ ทั้งไกลและใกล้ล้วนเดินขึ้นเมรุกันทั้งนั้น
![]()
คนไกลอาจไปก่อนก็ได้ คนใกล้อาจไปเดือนหน้าหรือปีหน้าก็ได้ ซึ่งเป็นของแน่นอนเพราะเรามีความตายเป็นของธรรมดา แต่ข้อสำคัญ เรามีความพร้อมที่จะตายหรือยัง เรามีเสบียงรับรองชีวิตเราหรือยัง พ่อถึงให้เร่งทำกุศลกัน สอนมาถึง ๑๗ ตอนแล้ว (ห้องนั่งเล่นแห่งความรัก)ก็เพื่อเป็นเสบียงใช้ในการเดินทาง เพราะเรายังต้องเดินทางไกล ถ้าเผื่อไม่มีเสบียงติดตัว น่ากลัว ...เบาๆทางโลกลงเสียบ้าง ลองคิดว่าสิ่งที่พ่อพูด พ่อเตือน ให้เป็นเราซิ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำให้กับชาติหน้าของตนเอง เราทำเพื่อหน้าของเรามามากแล้ว หน้าตาของเราทำมามากแล้ว แต่เมื่อปิดฝาโลงมันก็จบแล้ว เขาก็ไม่เห็นหน้าของเราอีกต่อไปแล้ว
จงทำเพื่อชาติหน้าเถอะ ลูกเอ๊ย อายุงานก็ทำกันมาเต็มที่แล้ว จนบางคนเกษียณแล้ว เป็นเวลาบอกถึงความแก่ คำว่าเกษียณเป็นเวลาบอกถึงความแก่ ฉะนั้นชีวิตวัยแก่ คือชีวิตที่เป็นวัยเดินไปสู่ความตาย ที่เขาปลดเกษียณก็เพื่อให้มีเวลาเหลือว่างจากธุระการงานมาบำเพ็ญกุศลผลบุญให้เกิดขึ้นในจิตตนเองให้มากเพื่อพร้อมเดินทางไกลไปเริ่มต้นใหม่อีก ...น่ากลัวนะความตาย ถ้าเผื่อเราไม่เตรียมพร้อม โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:40:02 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 5
ชีวิตการเดินทางของเราทุกคนเหมือนอยู่กับความมืด แม้สัตว์ร้ายต่างๆยังกลัวความมืด ทุกชีวิต(แม้เสือ งู ตะขาบ ฯลฯ)จะหยุดหมด ...ความมืดเป็นของน่ากลัว (โมหะเปรียบเสมือนความมืด) จากประสบการณ์ที่พ่อออกธุดงค์ผ่านความมืดมามาก ระหว่างการเดินทางสัตว์ต่างๆไม่ค่อยมีในความมืด สัตว์ยังกลัวความมืด
แต่มีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่ไม่กลัวความมืด จะมาตอน มืดๆ เพราะมันมาพร้อมแสงไฟ สัตว์ตัวเล็กๆ นั้นก็คือ หิ่งห้อย
เนื่องจากมันมีไฟพกของมันมาด้วย มันจึงไม่กลัวความมืด ฉันใดฉันนั้น ลูกเองก็จง
พยายามนำไฟพระธรรมเข้าไปจุดในใจให้ได้ การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการนำความสว่างเข้าไปจุดในดวงใจ ถึงจะมีมากมีน้อยก็เปรียบ เสมือนแสงของหิ่งห้อยซึ่งมันจะช่วยให้ตัวเองมองเห็นทาง การที่จะบินไปเกาะต้นนั้นต้นนี้ไปได้อย่างไร เพราะมันมีแสง ในขณะที่สัตว์ใหญ่ๆ ยังกลัวความมืดกันหมดเลย สงบนิ่งอยู่ในความมืด เสือก็เข้าถ้ำ งูก็เข้าตามโพรงตามคบ แต่หิ่งห้อยจะออกมาตอนกลางคืน มาพร้อมแสงไฟที่อยู่ในตัวของมันเอง
ลูกรักของพ่อก็เช่นกัน เรียนธรรมะแล้วต้องปฏิบัติ หัดไป หาความชำนาญในการเดินทาง ...ให้ชีวิตมีแสงเสียก่อน แล้วค่อยๆเดินทาง อย่าลืมว่า อุปสรรคท้าทายความสามารถ วิบากท้าทายปัญญา
เราเกิดมาคนเดียว อยู่คนเดียว แล้วก็ต้องไปคนเดียว สองข้างทางชีวิตแก้ไขได้ก็แก้ไขไป แก้ไขไม่ได้ก็ให้รู้ว่าเป็นวิบาก เราเร่งทำกรรมดีไปข้างหน้า ศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติไป และตั้งเจตนาแรงๆ รับรองว่าได้ แต่ต้องสร้างความมั่นใจว่า เราทำได้ แม้พระอริยเจ้ามากมายก็เช่นกัน ตอนที่พระพุทธองค์ประกาศธรรม เทวดาสำเร็จเป็นแสนๆ พระอรหันต์เกิดขึ้นเป็นพันๆ ในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นทางที่พระพุทธองค์สอนไม่ยาก แต่ที่ยากเพราะกิเลสเรามันเยอะ แต่เมื่อกิเลสค่อยๆถอยออกไปทีละน้อย ๆ ผลมันก็ให้เอง ต้องค่อยๆถ่ายถอน และต้องมั่นใจในทางว่า วิปัสสนาไม่ยาก (วิปัสสนึกยาก ทำไปก็ไม่สำเร็จ เพราะนึกเอาเอง) วิปัสสนานั้นเมื่อทำเกิดขึ้นแล้ว แม้กระทั่งไม่ทำ อาการเช่นนั้นมันก็เป็นเช่นนี้ หากเราได้เข้าไปรู้ในอาการสักครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องมั่นใจว่า วิปัสสนาเป็นประโยชน์แท้ และเราต้องทำได้แน่ จะมีอุปสรรคแค่ไหนเราต้องทำให้ได้ถ้าเผื่อเราไม่ล้มเลิกจากเจตนา เมื่อมั่นใจมาเป็นข้อที่หนึ่งแล้ว เราก็ต้องตามมาด้วยข้อสองคือ ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค อย่าลืมว่าเราต้องเดิมพันด้วยชีวิต ชีวิตเป็นของดีไหม ? แลกไปเลย ถ้าเผื่อเมื่อไรเราคิดว่าชีวิตเป็นของดี เราก็จะไม่ให้หรอก
ฉะนั้นแม้จะมีอุปสรรค เราก็ไม่ถอยแม้จะต้องตายไป ...แล้วค่อยสร้างข้อสาม คือความรู้สึกตัวให้มีให้มากๆ ...และเราต้องแน่วแน่ว่าเมื่อเราจะทำสิ่งไหนให้ได้ดี ต้องมีจิตใจมั่นคงและแน่วแน่ในสิ่งนั้น จากนั้นเราต้องรู้รอบในสิ่งที่เราไปเกียวข้อง ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เกิดปริโพธขึ้นมาไหม หรือถ้าคุยกับคนนี้แล้วจิตใจเราขุ่นมัว เรารู้ว่าเราห้ามจิตไม่ได้ เราก็อย่าไปพบปะในเมื่อสติของเราไม่แรงพอที่จะรู้กระทบรู้กระทำ เราก็พยายามห่างออกจากสิ่งที่เป็นเครื่องทำร้ายชีวิตของเรา ปลีกออกมา ค่อยๆ หลีก ละ ลด แล้วคำว่า เลิก ก็จะมีเอง โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:48:36 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 6อย่าไปกลัวอะไร ...จงกลัวอย่างเดียว คือกลัวการเกิด เพราะความเกิดเป็นทุกข์
มีลูกศิษย์ถามว่า ตอนปฏิบัติใหม่ๆ หลวงพ่อเคยท้อไหม ? ต้องขอบอกให้ทราบว่า..
ชีวิตที่พ่อดำเนินอยู่นี้เป็นชีวิตที่เลือกมา พ่อตั้งใจเลือกชีวิตมาด้วยความแรงกล้า เลือกชีวิตที่มีกรอบ คืออธิษฐานมาตลอด เมื่อใดก็ตามวัฏฏะที่มีอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าขอเป็นบุรุษเพศ ขอให้ได้บุพการีมีคุณธรรมศีลธรรม เห็นคุณค่าของการบวชเรียนเพียรปฏิบัติเป็นสำคัญ และส่งข้าพเจ้าได้เรียนในพระธรรมวินัยนั้น ฉะนั้นชีวิตพ่อมีกรอบ ชีวิตพระมีกรอบ ทำวัตรเช้า สวดมนต์ อ่านตำราศึกษาเล่าเรียน ...เพล สวด ปฏิบัติ ทำวัตรเย็น อบรมสั่งสอนทั้งตนเอง และผู้อื่น พอเช้าบิณฑบาต มันอยู่ในกรอบ เมื่อมีกรอบชีวิตก็ดูสะดวก มันไม่มีเรื่องเสวนากับคนอื่นมาก เมื่อไม่มีเรื่องข้างนอกเวลาปฏิบัติมันก็ไม่มีเรื่องมากระทบมาก มันก็จะมีแต่อารมณ์ของตนเอง ....แต่ถึงจะมีมากถ้าเผื่อเราโยนิโสมนสิการและวางใจถูก สิ่งเหล่านั้นไม่มีอุปสรรคเลย ถามว่าท้อไหม ไม่ถึงขนาดท้อ แต่เคยอ่อนแรง(ใจ) คือใจตก เมื่ออ่อนแรงต้องทำอย่างไร ก็ต้องกิน กินธรรมะเข้าไปอีก เตือนตนเองว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้า พระสุปฏิปัณโณทั้งหลาย ท่านได้ดำเนินไปด้วยความอดทนต่อความลำบาก และท่านได้ผ่านทางนี้ไปด้วยตนเอง... เราล่ะ ? ในเมื่อมีความปรารถนาตรงนี้ เราต้องเดินข้ามสิ่งกีดขวางให้ได้ด้วยตนเอง ... จำไว้นะ คนเราท้อแท้ได้ แต่ท้อถอยไม่ได้
แล้วนึกเลยว่า ขนาดเรารู้ธรรมะอย่างนี้แล้ว และชาตินี้ พระพุทธศาสนาขณะนี้ยังมี ผู้สอนก็ยังมี ผู้แนะก็มี ถ้าเผื่อเราไม่เร่งทำตอนนี้ แล้วพุทธกาลกำลังทิ่มลง หากเราตายแล้วไปเกิดใหม่ในชาติหน้า เราไม่อาจทราบได้เลยว่า เราจะได้กัลยาณมิตร หรือได้สิ่งที่เป็นมิตรดีเท่าชาตินี้ไหม ฉะนั้นชาตินี้อย่าปล่อยให้เสียเวลา เร่งทำไป
กรรมดี ทำให้มีมากๆ กรรมดีก็คือธรรม ๕ ประการที่พ่อให้ไว้ในตอนต้น คุณธรรม ความรักความเมตตา ความรับผิดชอบ นอกจากรับผิดชอบหน้าที่แล้ว ต้องรับผิดชอบชีวิตด้วย คือดูแลชีวิตให้เป็น ดูแลชีวิตให้ถูก รวมทั้งมิตรภาพ และความโอบอ้อมอารี พยายามเติมคุณธรรมเหล่านี้ให้เต็มชีวิต แล้วถักสานที่หุ้มแก้ว(ชีวิต)ไว้เพื่อไม่ให้แก้วแตกง่ายๆ ด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นการหาลวดลายให้แก้ว เป็นลวดลายของชีวิตที่ดูขาวสะอาด ...เมื่อเราทำกรรมดี กรรมดีก็จะกวักมือเรียกกรรมดีทั้งหลายมาคุ้มครองเอง โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:53:28 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 7
อาจารย์วิชิตตั้งคำถามพ่อว่า กลัวตาย กลัวเกิดไหม ? ...พ่อตอบว่า เมื่อก่อนในอดีตอันไกลโพ้น กลัวมากกับความตายความเกิด แต่ ณ วันนี้หวั่นใจกับการเกิดเท่านั้น (ที่อาจารย์วิชิตถามคงหมายถึงกลัวการเจ็บตายหรือไม่) ...เคยกลัว แต่ปัจจุบันความรู้สึกนั้นไม่มี แล้วในเทวภูมิไม่มีการเจ็บตาย และถ้าเผื่อเกิดในมนุษยภูมิก็ไม่กลัวเจ็บตาย เพราะได้ตั้งใจและกระทำมานานโพ้นแล้ว ไม่เคยฆ่าสัตว์เลยเป็นเวลานานแล้ว ปราศจากการฆ่าสัตว์เบียดเบียนสัตว์ด้วย เพราะว่าได้รักษาศีลในการไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนสัตว์ จนได้รับคุณภาพของการไม่ฆ่า จนแน่ชัดว่าชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปย่อมเป็นผู้มีโรคาพยาพาธอันเบียดเบียนและเสียดแทงน้อยมากๆ เรียกว่ารู้ตัวเองว่าไม่มี มันจะมีไปตามอายุขัย ไปตามกรรม ...ดังนั้นหากเป็นลูกล่ะ จะตอบได้ไหมว่า ไม่เจ็บตาย ตอบไม่ได้ เพราะว่าจะต้องมีกรรมอยู่ในชวนะดวงที่ ๒ ๖ ที่เราทำไว้ส่งผลมา ถ้าเผื่อเราดูมือเราว่าชาติปัจจุบันนี้สะอาดพอที่จะภูมิใจไหม ? เคยฆ่าไหม ? อาจจะเคยแต่หยุดหรือยัง ? ...หากหยุดแล้วสบายใจได้ มือที่เคยเบียดเบียนไว้ บัดนี้เรียนธรรมะแล้ว หยุดหรือยัง หยุดแล้ว สบายใจได้ มีความตั้งใจที่จะน้อมรับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติ คือ เป็นผู้มีศีล มีธรรมประจำใจ
ตอนนี้โลกทั้งโลกร้อนระอุ ที่พึ่งอื่นไม่มีเลย นอกจากพระรัตนตรัย แล้วชาตินี้หากเราไม่เตรียมพร้อม ...อย่างเช่นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีประกายไปในตนเองแล้ว...น่ากลัว เพราะชีวิตมืดตลอด
ฉะนั้นจงศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติ เติมเชื้อแห่งธรรมะเข้าไปในใจให้มากๆเท่าที่มีโอกาส เราจะมัวผลัดวันประกันพรุ่งไปไม่ได้แล้ว เพราะอะไร ...ถ้าชาตินี้เราตายไป ต่อให้มีอายุต่อไปอีก ๓๐ ปีกว่าจะถึงขัยอายุ ก็บอกได้ว่า โลกตอนนั้นร้อนจัด จิตใจคนก็เร่าร้อน คนก็แก่งแย่งชิงดี มีการตกงาน ทุกอย่างอยู่ในภาวะแย่งกันอยู่ แย่งกันใช้ แย่งทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด และอีก ๓๐ ปี พุทธศาสนาก็เสื่อมลง จิตใจคนก็โหดร้ายกว่านี้ ถ้าเผื่อตอนนั้นตาย แล้วได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ในยุคที่น่ากลัวมาก เป็นยุคที่มีแต่คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ มีแต่ความเดือดร้อน เท่ากับว่าเราต้องไปอยู่ในที่ไม่ควรอยู่ แล้วลูกจะรอชาติหน้าหรือ ? ฉะนั้นรีบทำความดีเสียแต่ตรงนี้ เพื่อจะได้มีเกราะ มีกำบัง มีร่มธรรม เมื่อเราจะต้องระเหเร่ร่อนไปเกิด อย่างน้อยเราก็มีเสื้อกันฝน กันเปียก มีร่มกันแดดที่ถือไปเป็นเศวตรฉัตรกางกั้นใจเราที่จะต้องตกอยู่ในความรุ่มร้อนของคนทั้งโลก ...แต่ไม่ได้ให้ไปมุ่งหวังในชาติหน้า ทำเสียในชาตินี้ สถานที่ก็มีให้เรียน มีสถานที่ให้ปฏิบัติ สัปายะเหล่านี้ยังมีอยู่ ถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจ ๑๐ ปีไม่น้อยเลยกับการเดินทางที่ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตขึ้นมา ใน ๑๐ ๓๐ ปีมันจะตายก็ให้ตายไปในเมื่อเรามีเสบียงแล้ว ฉะนั้นลูกพ่อไม่ต้องอยากรู้วันตายว่าเมื่อไร แต่เราทำทางไม่มีวันเกิดดีกว่า เพราะเมื่อไม่มีวันเกิด นั่นเป็นวันที่สิ้นสุดทุกข์ของลูกเอง โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 08:58:54 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 8
ขณะนี้ทุกคนเหมือนยืนอยู่บนบันไดเลื่อน ถึงเราไม่อยากเดินมันก็เลื่อนไปถึง ก็เหมือนกับเราไม่อยากตาย แต่ก็ต้องตาย ทุกคนไม่อยากตาย ไม่อยากก้าว แต่บันไดมันเลื่อนไปสุดทางแน่ๆ แล้วเราขึ้นมานานหรือยัง นานแล้ว ลองนึกซิ เหลืออีก ๕ ขั้นบันไดก็พาไปสุด มากสุดอีก ๕ ปี อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้ ถึงไม่อยากก้าวมันก็ต้องถึง แต่ในระหว่างที่ยังไม่ถึงนั้น ชีวิตต้องเร่งรีบที่จะทำความดี เร่งรีบที่จะปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการทางใจออกไปให้มากๆ ตัดความกังวลออกไป อะไรไม่ควรทำ อะไรไม่ควรคิด อะไรไม่ควรมานั่งเสพสร้องก็หยุดเสีย เหลือเวลากันคนละไม่เท่าไรก็ย้ายภพภูมิกันไปแล้ว
ที่ลูกเรียนๆกันมา ในทั้ง ๙ ปริเฉทได้บอกหมดว่า ชีวิตเป็นอย่างไร สภาพจิต เจตสิก รูป นิพพาน กรรม วิบาก ฯลฯ และสภาพของความมีเหตุ มีปัจจัยเกื้อหนุนกัน สรุป ๙ ปริเฉทก็คือ ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ด้วยการนำชีวิตของสัตว์ต่างๆในภพภูมิ ต่อให้กระจายไปอยู่ในภพภูมิใดก็แล้วแต่ พระพุทธองค์ก็ทรงพระปรีชาสามารถหยั่งรู้ได้ทั่วทั้งหมด แล้วนำชีวิตต่างๆออกมาแสดงถึง ๓๑ ภูมิ ให้เราได้เห็นสภาพธรรมะที่มีความแตกต่างกันในการเกิด ที่ต่างกันนั้นทรงสั่งสอนให้เห็นเป้าหมายที่ไปต่างกันว่าเพราะเหตุอะไร แต่พระพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ที่มีเจตนาทำมาถึง ๔ อสงไขยนั้นก็เพื่อให้เห็นว่า ...คุณควรจะอวสานการเกิดด้วยการทำชีวิตให้ถึงซึ่ง มรรค ผล นิพพาน ...ทุกอย่างรวมอยู่ใน ๙ ปริเฉทหมด เพราะทุกปริเฉทเป็นการบอกถึงชีวิตน่ากลัว เป็นการชี้แสดงให้เห็นว่า ความเกิดเป็นทุกข์ นั่นคือ สัพเพ สังขารา อนิจจา, สัพเพ สังขารา ทุกขา และ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ...เนื้อหาในพระอภิธรรมโดยเฉพาะ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหมดทั้งมวลไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร เพราะธรรมทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด อาศัยเหตุผลจึงตั้งอยู่ หมดเหตุหมดปัจจัยผลนั้นก็ดับไป และยังกล่าวถึงเหตุที่มีองค์ประกอบมีปัจจัยเข้าเกื้อหนุนเหตุนั้นให้เกิดความสมบูรณ์ในสิ่งที่ปรากฏขึ้นต่างๆนานา หาใช่คนสัตว์ไม่นอกเหนือการบังคับบัญชาของเรา นี่แหละจึงต้องรู้ว่า เมื่อเรียนธรรมะแล้ว นักธรรมะเขาดูอย่างไร นักธรรมะคิดอย่างไร นักธรรมะพูดอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ความเดือดร้อนวุ่นวายจะออกไปจากชีวิตได้ดจริงๆ ถ้าเผื่อเราเข้าถึงธรรมะ ไม่ใช่เพียงแค่อ่านธรรมะ นี่เป็นสิ่งที่เราควรเข้าใจ พ่ออยากให้ลูกทุกคนมีความเห็นถูก ปลูกความเข้าใจ และพาชีวิตทุกคนไปสู่ความอิสระ โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 09:20:37 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 9(มีลูกศิษย์ถามว่า อายุมากแล้ว ควรเลิกเรียนปริเฉท(พระอภิธรรม) แล้วมาปฏิบัติเพียงอย่างเดียวดีไหม)
เรียนพระอภิธรรมชาตินี้ครบ ๙ ปริเฉทก็ดีแล้ว พ่อเองก็ขอให้ได้เรียนพระอภิธรรม ๑๐๐ ชาติขึ้นไป แต่เมื่อข้าพเจ้าเรียนทุกๆชาติ ได้รู้สภาวธรรม รู้หลักความจริงของชีวิต ขอให้มีจิตโน้มน้าวนำการเรียนนั้นมาปฏิบัติขัดเกลาตลอดทั้งชาติเยี่ยงความรู้นั้นตลอดไป... ไม่ได้อธิษฐานเรียนอย่างเดียว ต้องเรียนแล้วนำความรู้มาปฏิบัติขัดเกลากิเลส
ฉะนั้นเรียนให้เกิดความเข้าใจว่า นี่แหละที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่ตัวเรา แต่มันคือสิ่งที่อยู่บนกระดาน ...แต่ไม่ใช่อยากได้สิ่งที่อยู่บนกระดานมาเป็นของเรา เมื่อไรอยากได้เป็นของเรานั่นแหละหนักแล้ว
แต่เมื่อไรเรียนแล้วเห็นความจริงว่า ที่ว่าเป็นเรานั้นพระพุทธองค์ทรงแจกแจงออกมาเป็นบนกระดาน แล้วเราก็มีความซึ้งใจที่ได้รู้ ที่ได้เข้าใจอย่างนั้น แม้กระทั่งในภูมิอื่นภพอื่นก็เป็นธรรมะทั้งนั้นที่ปรากฏขึ้น แม้เรียนในวิถีจะมีภวังค์หน้าเท่าไรภวังค์หลังเท่าไร มันก็คือธรรมะที่ประกอบกันให้สิ่งหนึ่งๆสำเร็จได้ เมื่อเราเข้าใจตามเนื้อหา ตามครูบาอาจารย์แนะนำ ก็เอาสิ่งนั้นกลับมาสะท้อนย้อนบอกใจ สัปดาห์ที่แล้วก็ไม่ใช่ตัวเรา คิดคำนึงสักนิดหนึ่ง แม้จะยกตัวอย่างอะไรขึ้นมา เมื่อเราตอบได้ เราเข้าใจ สภาพธรรมที่เราตอบได้ เราเข้าใจ นั้น ก็คือสภาวธรรมล้วนๆที่เกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีเรา เรียนแล้วอย่าออกไปเฉยๆ รำพึงสักนิดหนึ่ง เขาเรียกว่ากลับมาทบทวน บอกตัวเองว่า สภาพธรรมต่างๆยิ่งมากยิ่งลึกซึ้ง มีความกว้างขวาง ละเอียดละออ วิจิตรมาก นั่นก็คือ เรื่องราวของธรรมะที่พระพุธทองค์ทรงตรัสรู้เข้าไปในสัตว์และบุคคล ซึ่งทำลายความเห็นผิดว่าเป็นเรา
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วกลับไปหาเวลา ก็อาศัยความเชื่อที่เรียนว่า ไม่ใช่เรา เชื่อชั้นแรก มาเติมศรัทธา นำมากำหนดหรือทำความรู้สึกตัวเพื่อเห็นชัดที่ตัวเองอีกทีหนึ่ง ว่า ตัวเองนี่แหละที่เรียนมา เขาบอกว่าไม่ใช่เรา แต่เมื่อปัญญาญาณเกิดขึ้น ปัญญานั้นก็จะมาบอกกับผู้ปฏิบัตินั้นเองว่า ขณะนี้เป็นธรรมะจริงๆที่ปรากฏขึ้น ไม่ใช่เรา ในชั้นที่ ๒ อีกที ฉะนั้นอาศัยกันเข้าไปดีที่สุด แต่ต้องมีหลักในการเรียนแบบนี้ มีหลักในการมองแบบนี้ แล้วเก็บสิ่งเหล่านี้มาทำประโยชน์ให้ได้
ฉะนั้นคนเราจะประกอบไปด้วยปัญญาได้ตลอด ก็ต่อเมื่อเราต้องมีความรู้รอบ และรอบรู้ แล้วอาศัยความรู้รอบ และรอบรู้ที่มีนี้เดินไปกับความศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ให้มีความตั้งมั่นอยู่เช่นนี้ สุดทางพ้นทุกข์แน่นอน
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ทั้งหมดนี้คือคำสอนที่หลวงพ่อท่านได้เมตตามาสอนพวกเราไว้ในวันวันอาสาฬหบูชาที่ ๒๙ กรกฏาคม ๒๕๒๙ คะ
![]()
โดย วยุรี [7 ส.ค. 2550 , 09:21:55 น.] ( IP = 58.9.135.25 : : )
สลักธรรม 10
อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความห่วงใย ที่หลวงพ่อมีต่อลูกๆ ซึ่งท่านไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ว่าควรประกอบด้วยคุณธรรม ความรักความเมตตา หน้าที่ความรับผิดชอบ มิตรภาพและความโอบอ้อมอารีแล้ว
อีกทั้งยังเน้นย้ำให้ตระหนักถึงการใช้ชีวิตแลกกับการไม่มีชีวิตว่า ควรที่จะคิดและปฏิบัติอย่างไร
กราบขอบพระคุณในความรักความเมตตาที่หลวงพ่อมีให้เสมอม่ค่ะโดย พี่ดา [7 ส.ค. 2550 , 09:39:58 น.] ( IP = 124.121.174.235 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |