มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ (๒๕)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๒๕)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

เมื่อคราวก่อนลุงได้บรรยายถึงอหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะว่าคืออะไร ตลอดจนการเกิดขึ้นของเจตสิกเหล่านี้ว่า เกิดขึ้นมาทำการทำงานอะไรกันบ้าง หวังว่าหลานก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่า อหิริกะ อโนตตัปปะ และอุทธัจจะนั้น เป็นเจตสิกฝ่ายโมหะ แล้วเข้าประกอบกับฝ่ายที่เป็นบาปทั้งหมด ไม่ว่าบาปนั้นจะเล็กน้อยหรือเป็นบาปใหญ่โตอย่างไรก็ได้ชื่อว่าไม่มีความอาย ไม่มีความกลัวต่อการกระทำบาป และจะต้องประกอบด้วยเจตสิกที่มีชื่อว่าอุทธัจจะ อันได้แก่ความฟุ้งซ่านทั้งนั้น สำหรับในวันนี้ลุงจะได้บรรยายถึงเจตสิกตัวต่อไป ที่เราเรียกกันว่า โลภะ ทิฏฐิ และมานะ

ถ้านับอกุศลเจตสิกตัวต้นเป็นหมายเลข ๑ แล้ว โมหะก็เป็นหมายเลข ๑ อหิริกะก็เป็นหมายเลข ๒ อโนตตัปปะเป็นหมายเลข ๓ อุทธัจจะเป็นหมายเลข ๔ โลภะเป็นหมายเลข ๕ ทิฏฐิเป็นหมายเลข ๖ และมานะเป็นหมายเลข ๗

กลุ่มของโมหะมี ๔ ที่เรียกว่า โมจตุกเจตสิก ลุงก็ได้อธิบายไปแล้ว วันนี้ลุงจะได้อธิบายถึงกลุ่มของโลภะซึ่งมีอยู่ ๓ เรียกว่า โลติกเจตสิก คือโลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก มานเจตสิก และจะเริ่มต้นด้วย โลภเจตสิกเป็นลำดับไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:31:59 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



โลภเจตสิกคืออะไร


หลานได้เคยเรียนเจตสิกมาแล้วแต่ต้น ก็คงจะยังจำได้ว่า เจตสิกนั้นเป็นธรรมชาติที่ประกอบจิต หรือปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆ เช่น โทสเจตสิก เมื่อเข้ามาประกอบกับจิตแล้ว ก็ทำให้เกิดความโกรธหรือความเสียใจ หรือถีนมิทธเจตสิก เมื่อเข้ามาประกอบกับจิตเมื่อใด ก็จะทำให้จิตใจหดหู่ง่วงงุน จับอารมณ์ไม่ค่อยได้ ไปจนถึงง่วงเหงาหาวนอนแล้วก็อาจทำให้นอนหลับไป

ตามที่ลุงบรรยายมานี้ หลานก็จะเห็นได้ว่า เจตสิกแต่ละตัวนั้นมีการงานต่างๆ หรือเจตสิกแต่ละตัวก็แสดงออกซึ่งอำนาจต่างๆ แล้วก็ทำให้จิตเป็นไปตามแต่เจตสิกตัวไหนเข้ามาประกอบ ด้วยเหตุนี้เอง โลภเจตสิกก็เหมือนกับเจตสิกทั้งหลาย เมื่อเข้าประกอบกับจิตใดแล้วก็จะทำให้จิตโน้มเอียงไปตามอำนาจของตน

โลภเจตสิก เป็นเจตสิกที่อยากได้ เป็นเจตสิกที่มีความติดใจในอารมณ์ต่างๆ ถ้าเห็นอะไร รู้อะไรที่ตนสนใจแล้วก็อดทนอยู่ไม่ไหวจึงได้ไหลไปตามอำนาจของโลภะ ดังนั้น เมื่อโลภเจตสิกเข้าครอบงำจิตใด จิตนั้นก็เกิดความเร่าร้อนวุ่นวายไปด้วยความอยากได้ ตั้งแต่ความอยากได้เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงความอยากได้ที่กว้างใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้

เมื่อรูปที่ดีมากระทบตาก็ดิ้นรนไขว่คว้าหารูปที่ว่าดีเหล่านั้น จะได้เอาเข้ามาไว้ในครอบครองให้จงได้ แล้วก็มีความกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเสียงที่ไพเราะมากระทบหู ก็อดทนอยู่ไม่ไหวอยากได้ยินเสียงนั้นมาบำรุงบำเรอใจให้เพลิดเพลินขวนขวายใฝ่หา แม้ว่าจะเสียเวลาหรือเสียเงินเสียทองก็อุตส่าห์ยอม และเมื่อมีเรื่องราวอะไรที่มากระทบใจอันทำให้บังเกิดความปลาบปลื้มโสมนัสแล้ว ก็จะหลงใหลเพ้อฝันไปไม่สร่างซา ครุ่นคิดแต่จะหาอารมณ์ที่ดีเหล่านั้นให้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

สัตว์ทั้งหลายต่างก็หนีไปไม่พ้นซึ่งความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาก็วุ่นวายแต่จะแสวงหาอารมณ์ที่ตนชอบ เมื่อได้มาสมความปรารถนาแล้วก็ดิ้นรนค้นคว้าหาต่อไปใหม่และต่อไปใหม่ไม่มีหยุดเลยจนกว่าจะสิ้นชีวิต

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:32:45 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 2



ด้วยอำนาจแห่งโลภเจตสิก คือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เข้าฝังมั่นลงรากลึกเอาไว้ในจิตใจมันก็บันดาลใจสร้างกำลังอำนาจขึ้นมาให้บังเกิดความอยากได้ อยากจะดี อยากจะเด่น อยากจะใหญ่โต เมื่อกำลังอำนาจดังกล่าวเหล่านั้นมากขึ้นแล้ว ก็จะบังเกิดความสามารถที่จะก่อให้เกิดการกระทำขึ้น นั่นก็คือการแสดงออกของกาย วาจา และใจ แล้วอำนาจของโลภเจตสิกก็บงการไปตามกาย วาจา ใจ นั้นๆ ให้แสดงออกเป็นความเห็นแก่ตัว เห็นแก่แต่จะได้

ถ้าความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น หรือมีกำลังกล้าขึ้นแล้ว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็จะถอยห่างออกไป เมื่อความโลภกล่าวคือ ความยินดีติดใจอยากจะได้เกิดขึ้นถึงขนาดเมื่อใด สัตว์ทั้งหลายก็จะละทิ้งความกลัว ตลอดจนความอายต่อบาปกรรมเสียได้ทุกอย่าง จนสามารถแสดงความเห็นแก่ตัวออกมาได้อย่างชัดแจ้ง ทั้งต่อหน้าต่อตาใครๆ หรืออาจทำทุจริตได้ต่างๆ นานาสารพัดอย่าง อาจจะคดโกง จี้ ปล้น หรือคอรัปชั่น อาจรบราฆ่าฟันกันตายอย่างโหดเหี้ ยมดุร้ายราวกับสัตว์ป่าก็ไม่ปาน โลภเจตสิกยุให้ทำได้ทุกๆ อย่าง อะไรๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น ขอให้ได้สิ่งที่ต้องการมาก็แล้วกัน

ป.ถ้าเช่นนั้น คุณลุงก็หมายความว่า โลภเจตสิกนั้นเป็นตัวการที่มีความเห็นแก่ตัวใช่หรือไม่ขอรับ

ก. แน่นอนทีเดียวหลาน เพราะโลภเจตสิก ที่มีความอยากได้ไม่รู้สร่างได้ผลักไสให้เกิดการเห็นแก่ตัวอยู่ตลอดเวลา ความเร่าร้อนจึงได้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เพราะเมื่อแต่ละคนมีความโลภเห็นแก่ตัวเกิดขึ้น ก็ย่อมจะช่วงชิง ต่อสู้กันอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งจะก่อให้ความโลภความเห็นแก่ตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็จะทำให้เกิดโทสะ โมหะต่อไปอีก

ป. คุณลุงว่าโลภะเป็นต้นเหตุให้เกิดโลภะ เป็นต้นเหตุให้เกิดโทสะ และเป็นต้นเหตุให้เกิดโมหะ สำหรับในข้อนี้ผมต้องขอให้คุณลุงยกตัวอย่างขึ้นมาประกอบด้วย เพราะผมเคยเรียนเคยทราบมาว่า โมหะเป็นต้นเหตุให้เกิดโลภะ ให้เกิดโทสะ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:35:07 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 3



ก. ความจริงโมหะเป็นต้นเหตุ เป็นรากเหง้าเค้ามูลของอกุศลธรรมทั้งสิ้น หมายความว่า เพราะความโง่ความหลง ความไม่เข้าใจต่อสภาวธรรมที่เกิดอยู่ตามอารมณ์ต่างๆ จึงได้บังเกิดโลภอยากจะได้อะไรๆ มาไว้ในครอบครองอย่างไม่รู้จักเพียงพอ บางทีก็ถึงกับกล้าทำทุจริตมีลักขโมย จี้ ปล้น เป็นต้น และเพราะโมหะคือความโง่ความหลงนั่นเองที่เป็นตัวการให้เกิดโทสะขึ้นมาด้วย ไม่ได้อะไรสมความปรารถนา จึงได้ฆ่าฟันกันตาย

แต่อย่างไรก็ดี โมหะนั้นเป็นมูลให้เกิดอกุศลต่างๆ แต่อกุศลต่างๆ ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ ตัวอย่างเช่น เล่นการพนันด้วยหวังว่าจะได้กำไรมาด้วยโลภะ ครั้นได้กำไรแล้ว ด้วยความอยากจะได้ให้มากขึ้นไปอีก จึงได้เล่นต่อไป โลภะจึงเป็นปัจจัยให้โลภะเกิดขึ้น แต่โลภะนี่เองที่สนับสนุนให้โทสะเกิดขึ้นมาก็ได้ เช่น เพราะเล่นการพนันเสีย จึงได้ไม่สบายใจ จึงได้คิดโกง จึงได้พาลหาเรื่อง อันเป็นโทสะ แต่ถ้าเล่นการพนันได้กำไร โลภะก็จะเป็นปัจจัยอยากได้ยิ่งขึ้น จึงได้เกิดโมหะหลงใหลมั่วสุมอยู่กับวงของการพนันมิได้สร่างซา บางทีเล่นไพ่อยู่ได้ถึง ๑ คืนหับ ๑ วัน บางทีคิดแต่ตัวเลขหวยเบอร์วันยังค่ำ หรือซ้ำกินเหล้าเมายาแถมต่อไปอีก

หรืออยากจะร่ำรวย จึงได้บนบานศาลกล่าว ทำบุญให้ทานอธิษฐานขอให้มีลาภ ครั้นมีลาภแล้วก็บังเกิดความพอใจ อยากจะได้ให้มากขึ้นอีก จึงได้ติดสินบนให้มากกว่าเดิม ครั้นไม่ได้สมกับความตั้งใจ ก็มีความโกรธ ความไม่พอใจ และเพราะความโลภได้กระตุ้นเตือนใจให้มัวเมากระทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ลุงได้นำตัวอย่างมาวางไว้ให้หลานได้เห็นเพียงเล็กน้อย หลานอยากจะได้ตัวอย่างให้มากกว่านี้ก็จงคิดสร้างเรื่องขึ้นมาดู ก็คงจะไม่ยากเย็นอะไร

ป. ผมก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ ผมขอให้คุณลุงบรรยายต่อไปเถิด

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:35:47 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 4



ก. เมื่อบุคคลตกอยู่ในอำนาจของโลภะเข้าแล้ว อำนาจของโลภะคือความยินดีพอใจอยากแต่จะได้ จึงไม่มีความสามารถที่จะเสียสละ จึงได้กลายเป็นผู้ที่ไม่รู้จักบริจาค ไม่รู้จักทำบุญให้ทานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น จิตใจก็จะค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้นมาทีละน้อยๆ

โลภะจึงได้ชื่อว่าเป็นมารมาขวางกั้นกุศลที่จะได้ทั้งยังไปสนับสนุนอกุศลต่อไป ผู้ที่อยู่ในโลกนี้ด้วยอาศัยโลภะเป็นหลัก ยอมตนเป็นข้าช่วงใช้ของโลภะ หรือคบกับโลภะเอาไว้เป็นเพื่อนเกลอแล้ว ก็จะอยู่ไปด้วยความเศร้าหมองเร่าร้อนใจ ไม่เบิกบาน ไม่แจ่มใส คบเพื่อนฝูงได้มากมาย ก็มีแต่คนถอยห่าง มีผู้ที่จะเข้ามาเห็นอกเห็นใจน้อย บุญที่เกิดขึ้นเพื่อความโสมนัสก็จะหายาก ชาติหน้าก็จะไปเกิดในภพภูมิที่ไม่สุขกายสุขใจ และได้รับความลำบากยากจนอดอยาก หาความเป็นไปปกติได้ยากมาก

อนึ่ง โลภะเป็นที่น่าหวาดหวั่นพรั่นกลัวของบัณฑิตทั้งหลาย เพราะโลภะนั้นก่อให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ง่าย แล้วทุจริตที่เป็นผลอันเกิดจากโลภะเป็นสาเหตุนั้น ก็จะนำพาไปเกิดในนรก หรือเปรต อสุรกาย ได้รับความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัสชั่วกาลนานต่อไปอีก

นอกจากที่ลุงได้บรรยายไปแล้ว หลานก็ควรจะได้ทราบอีกข้อหนึ่ง คือเหตุใกล้ที่จะให้เกิดโลภะนั้น เกิดขึ้นได้ก็ด้วยมีความเห็นผิดด้วยอำนาจของความยินดีในสังโยชน์ ซึ่งก็ได้แก่ความยินดีติดใจในกามคุณต่างๆ หรือติดใจในรูป อรูป ซึ่งเป็นสังโยชน์อันเป็นเครื่องร้อยรัดยึดเหนี่ยวเอาไว้ เหมือนแมลงมุมชักใยดักสัตว์ตัวเล็กๆ ผู้โง่เขลาทั้งหลายให้มาติดแล้ว ก็จะต้องเป็นอาหารให้แก่แมลงมุมเจ้าของใยนั้น อำนาจของความอยากได้ในอารมณ์แอบแฝงอยู่ในส่วยลึกซึ้งของใจ เป็นตัวการชักใยเครื่องร้อยรัดให้ติดอยู่ ให้ชีวิตต้องเป็นไปต่างๆ ตามอำนาจของมัน

ซึ่งไม่เหมือนกับพระอรหันต์ ท่านได้อาศัยปัญญาที่ได้สั่งสมอบรมมาตั้งแต่ในอดีตเข้าทำลายสังโยชน์ คือตัวการที่ก่อความยุ่งยากเร่าร้อนนั้นเสียได้ มิให้ภพชาติเกิดขึ้นอีกต่อไป ดังนั้น ท่านจึงไม่ต้องทุกข์ยากลำบาก เมื่อท่านสิ้นชีวิตลงไป ความทุกข์ทั้งหลายก็ได้ถูกสะกัดกั้นจนหมดอำนาจลงโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องเกิดไม่ต้องตายต่อไปอีกเลย

หลานได้ฟังลุงบรรยายมามากแล้ว มีความคิดเห็นอย่างไร ชาวโลกทั้งหลายมีความเข้าใจเรื่องของโลภเจตสิกตัวนี้ ตรงไปตามที่มันเป็นจริงๆ หรือหาไม่

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:36:39 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 5



ป. ผมได้เห็นประชาชนทั้งหลายพากันสั่งสอนให้มีความโลภขึ้นมาทั้งนั้น สอนให้ทำมาหากินเก่งๆ สอนไม่ให้เสียเปรียบใคร สอนให้เป็นเจ้าคนนายคน สอนให้หาทางเอาตัวรอดให้ได้ ซึ่งการสอนทั้งสิ้นดังกล่าวบุคคลโดยทั่วไปไม่ทราบว่า เป็นโลภเจตสิกเป็นตัวอกุศล และเป็นต้นเหตุของทุกข์โทษร้ายใหญ่น้อยทั้งปวง ดังนั้นจึงมิได้มีใครสั่งสอนกันให้ถอยโลภะลงเลย ด้วยเหตุนี้ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ควบคุมให้ดี ก็มีแต่จะนำทุกข์มาให้ เพราะมันจะกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นต่อไป แล้วทำให้วัฏฏะเกิดขึ้นมากมายด้วย ความทุกข์ก็ไม่มีทางที่จะสะดุดหยุดลงได้เลย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชาชนทั้งหลายจะได้ส่งเสริมโลภะ แต่เขาก็คอยเตือนกันอยู่เสมอว่า อย่าโลภให้มันมากนัก หรือสอนกันว่า โลภนักมักลาภหาย และพร่ำตักเตือนกันอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่ให้โลภอยากได้ของๆ คนอื่น คือสอนไม่ให้ทำทุจริตนั่นเอง แต่โลภะคือความยินดีติดใจที่เป็นตัวการทำให้อยากได้ อยากใหญ่เขามิได้มองเห็นว่า มันมีอันตรายอะไรเลย

ผมเห็นจริงทีเดียวขอรับ ว่าน้ำในแม่น้ำลำคลองนั้นมันก็มีขึ้นมาทีละน้อยๆ ในเวลาไม่ช้านักก็เต็มฝั่ง ไฟมันก็ลุกไหม้ทีละนิดละหน่อย เผลอไปไม่ช้าเท่าใดก็ลุกท่วมถึงหลังคาได้ ความโลภที่ถูกปล่อยปละละเลยเพราะเห็นว่ามันเล็กน้อย เห็นว่ามันไม่เป็นอันตราย เมื่อมันเพิ่มกำลังมากขึ้นจริงๆ แล้วจึงจะได้เห็นฤทธิ์ ว่ามันมากมายร้ายกาจอย่างเหลือเชื่อทีเดียว เพราะมีความยินดีติดใจในเรื่องเงินเท่านั้น จะมากระซิบกระซาบค่อยๆ หรือพูดดังๆ มันก็ไม่ยอมฟังเสียงใคร เผาตลาดทั้งตลาดก็ทำได้ ไม่เอาใจใสาว่าใครเขาจะเดือดร้อน ฆ่าคนตายหลายๆ คนก็มี ผู้เคยทำมาบ่อยๆ แม้จะทำให้คนเกือบทั้งประเทศทุกข์ยากลำบาก อดอยากยากจนก็ไม่เคยถอย

ก. การที่ลุงนำเอาเรื่องของความร้ายกาจของโลภเจตสิกออกมาคลี่คลายเพื่อให้หลานได้เห็นความความทารุณโหดร้ายของมันนั้น ลุงก็มิได้ปรารถนาจะพยายามให้หลานไม่มีโลภะ ลุงก็มิได้ต้องการให้หลานตัดโลภะนั้นทิ้งไป (ถึงจะทำดังนั้นก็ทำไม่ได้ จะต้องค่อยเป็นค่อยไป) ลุงเพียงแต่ให้หลานได้มีความสำนึก หรือรู้เท่าทันมันเสียบ้างเท่านั้นเอง จะได้ไม่หลงเตลิดเพลิดเพลินตามมันไปจนถึงอาจทำทุจริตขึ้นมาได้ แล้วในโอกาสอันควร ก็จะได้สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติค่อยๆ ทำลายมันให้ออกไปทีละน้อยๆ ถ้าชาตินี้ยังไม่สำเร็จ ก็จะได้มีปัญญาสืบต่อไป ทำในชาติข้างหน้าอีก ซึ่งจะดีกว่าไม่ได้ตั้งต้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:37:11 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 6



ป. คุณลุงขอรับ ความอยากได้ ความยินดีติดใจนั้นเป็นโลภะ ก็ถ้าผมมีความยินดีอยากจะได้กุศล อยากจะศึกษาเล่าเรียนธรรมะ อยากจะได้พระนิพพาน คุณลุงว่าจะเป็นความโลภหรือไม่ ผมขอคำอธิบายด้วย

ก. ลุงได้เคยแสดงมาแล้วว่า บุญหรือบาปนั้น จะเกิดขึ้นมาได้ก็ตรงเจตนา ด้วยเหตุนี้ ลุงจึงขอให้หลานจำเอาไว้ ถ้าจิตใดมีเจตนาอย่างไรในขณะนั้น ก็ขอให้เอาเจตนามาตั้ง แล้วจึงพิจารณาดู

ความปรารถนาอยากจะได้กุศลนั้นหลานจะต้องพิจารณาดูให้ดีว่า ผู้ปรารถนาในกุศลนั้นมีความรู้สึกในขณะนั้นอย่างไร เพราะปรารถนาที่จะได้กุศลด้วยความบริสุทธิ์ใจก็มี หรือปรารถนากุศลโดยมีโลภะแฝงอยู่ในใจก็ได้

การทำบุญให้ทาน การศึกษาเล่าเรียนธรรมะ ก็มีความยินดีติดใจได้ แต่ถ้าใจของผู้ทำบุญให้ทาน ผู้ศึกษาเล่าเรียน เช่นทำลงไปเพราะอยากจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยมีเมตตากรุณา เห็นคนอื่นตกทุกข์ได้ยากแล้วก็สงสาร หรือถวายจตุปัจจัยแก่ภิกษุสงฆ์ ก็ด้วยปรารถนาให้แก่ผู้ทรงศีล ท่านจะได้ไปศึกษาเล่าเรียน เผยแพร่พระธรรมและประพฤติปฏิบัติในหนทางพ้นทุกข์ต่อไป หรือศึกษาเล่าเรียนพระธรรมแล้วจะได้มีปัญญาคุ้มครองตัวเอง ทั้งยังจะได้เห็นหนทางพ้นทุกข์ด้วย

การทำบุญให้ทานดังนี้แม้จะมีความยินดีติดใจซึ่งดูเสมือนหนึ่งเป็นโลภะ แต่ความจริงนั้นหาได้มีโลภะเจือปนด้วยไม่ หากแต่เป็นมหากุศล

ถ้าทำบุญให้ทานด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ ทำลงไปก็ด้วยหวังว่าเกิดในชาติหน้าจะได้กินดีมีความสุข หวังว่ากุศลผลบุญคงจะส่งลาภมาให้ เช่นถูกหวยเบอร์ หวังว่าจะได้รับคำชมเชย หวังว่าจะได้เข้าสมาคมกับผู้ใจบุญทั้งหลายจะได้รับประโยชน์จากการสมาคมนั้น เช่นอยากจะขายที่ดิน ขายบ้านเรือน อย่างน้อยก็จะได้มีช่องโอกาสที่จะหาประโยชน์ให้แก่ตนเองต่างๆ ดังนี้แล้ว เจตนาทำบุญให้ทานเกิดขึ้นก็จะมีผลน้อย แต่เจตนาที่จะได้ประโยชน์นั้นมากกว่า ความยินดีติดใจดังนี้ก็จะเป็นโลภะ และเป็นโลภะที่แอบแฝงหนุนเนื่องอยู่ภายในให้กลายเป็นการกระทำขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังนับว่ามีบุญมีกุศลจิต ถ้าทำต่อๆ ไป ก็อาจจะเปลี่ยนใจได้เหมือนกันเพราะกุศลที่ทำก็สามารถเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลต่อๆ ไปได้ ก็ยังเป็นผู้ที่ควรได้รับการสนับสนุนอยู่

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:38:00 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 7



ส่วนความอยากจะให้ถึงพระนิพพานนั้นจะตัดสินเอาง่ายๆ ว่า ผู้ปรารถนานิพพานมีโลภะหรือไม่ ก็ยังไม่ได้ เพราะว่าจะต้องคำนึงถึงใจของผู้ปรารถนานั้นว่า เป็นอย่างไร มีความเข้าใจพระนิพพานดีแค่ไหน ถ้าหากว่าไม่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนมา ไม่เคยได้ยินได้ฟังผู้ใดผู้หนึ่งให้ความรู้ที่ถูกต้องมา ดังนั้นจึงมีความเห็นอันไม่ถูกต้องว่า นิพพานนั้นเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่เหนือสวรรค์ขึ้นไปเรียกว่าเมืองนิพพาน ผู้ใดทำบุญกุศลมากๆ แล้ว อธิษฐานไปพระนิพพานก็หวังจะได้ไป ณ สถานที่แห่งนี้จะอยู่สบาย กินสบาย มีปราสาทราชวัง อาศัยประกอบไปด้วยเพชรนิลจินดา อาหารก็เป็นทิพย์ เทพบุตร เทพธิดาก็สวยๆ งามๆ เป็นที่เจริญตาเจริญใจไปทั้งนั้น ผู้อยู่อาศัยจะมีความสุขอย่างยอดเยี่ยมหาความสุขใดๆ ที่ไหนๆ เปรียบปานไม่ได้เลย

ความปรารถนาพระนิพพานดังกล่าว ก็ได้ชื่อว่า อกุศลโลภะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ทำทั้งนั้น กุศลที่ได้รับจึงมีกำลังอ่อนเพราะมีอกุศลโลภะเข้ามาพัวพันเสีย ด้วยเหตุที่มีความปรารถนาจะได้กินดีอยู่ดีมีความสุขความสบาย

ถ้าหากว่า ผู้ปรารถนาพระนิพพานนั้นมีความเข้าใจ ได้เหตุได้ผลอันเป็นความจริงตามสภาวธรรม ทราบว่าพระนิพพานนั้นเป็นที่ดับสนิทแห่งทุกข์ พระนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ มิใช่เมืองสวรรค์ หรือเมืองนิพพานอะไร เมื่อได้อารมณ์พระนิพพานเมื่อใดกิเลสตัวร้ายทั้งหลายก็จะถูกปัญญาประหาณให้เป็นสมุจเฉท(ประหาณขาด) ออกไปจากจิตใจแต่ละครั้งๆ เป็นลำดับไปจนกว่าจะหมดลงจนสิ้นเชิง เมื่อกิเลสหมดลงเมื่อใดแล้ว ความทุกข์ใหญ่น้อยทั้งปวงก็จะได้สะดุดหยุดลง ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องมาแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป ความสุขความสงบก็มีหวังได้ เพราะไม่มีชีวิตอะไรที่ความทุกข์จะเข้ามาครอบครองได้แล้ว

ผู้ใดมีความปรารถนาพระนิพพานด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้ แล้วก็อธิษฐานอยากจะได้พระนิพพาน ความอยากได้พระนิพพานดังกล่าวก็ไม่เจือปนด้วยโลภเจตสิก เพราะมิได้อาศัยพระนิพพานไปเพื่อไปกินอยู่หลับนอนอะไร ปรารถนาความหมดสิ้นไปแห่งโลภะ โทสะ โมหะ จะกล่าวว่าเป็นโลภะหาได้ไม่ ดังนั้นกุศลผลบุญที่เกิดพร้อมกับความยินดีพอใจดังนี้ เราเรียกกันในภาษาธรรมะว่า ธรรมฉันทะ เป็นความปรารถนาที่ถูกต้อง มีจิตคิดอยากได้ที่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ กุศลจึงได้เกิดขึ้นมีกำลังมากเพราะมิได้เจือปนด้วยโลภะเลย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:38:27 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 8



ป.ผมฟังคุณลุงอธิบายแล้ว ก็เห็นว่าโลภะนั้นเป็นศัตรูตัวร้ายชอบบั่นรอนทำลายยุให้ทำทุจริตก็ได้ เมื่อมีความอยากจะได้ถึงขนาด พาให้ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกายก็ได้ ถ้าความต้องการเกิดขึ้นเข้าขั้นรุนแรง

ผมเคยได้ยินแต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายพูดกันว่า โลภะนั้นนำให้ไปเกิดเป็นเปรต และอสุรกาย แต่เมื่อสักครู่นี้ผมได้ยินคุณลุงพูดว่า โลภะให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกก็ได้ ความจริงนั้นเป็นอย่างไร

ก. โลภะนั้นพาให้ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย เพราะด้วยอำนาจของการทำทุจริต เช่นชอบคดโกงคอรัปชั่น หรือลักขโมย ยักยอก ฉ้อโกง ซึ่งทำให้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นต้องเสียหาย หรือต้องอดอยากยากจน แต่อย่างไรก็ดี อำนาจของโลภะนั้นมีมากเหลือเกิน ถ้าลงอยากจะได้ถึงขนาดแล้ว เป็นตายอย่างไรก็ย่อมจะทำได้ทั้งนั้น เช่นหล้น หรือจี้ ดีไม่ดีก็ถึงฆ่าฟันกันตาย ชนิดนี้เป็นการหากินอยู่บนความตายของของผู้อื่น หรือคดโกงผู้อื่นเสียจนสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่ว่าที่ดินหรือทรัพย์อื่นโกงเสียจนหมด จนผู้อื่นต้องเศร้าโศกเสียใจได้ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส แล้วบางทีก็ถึงล้มตาย

บางทีก็หลอกต้มผู้อื่น เช่น หลอกลวงหญิงสาวๆ รูปร่างดีๆ ว่าจะหางานให้ทำแท้จริงเป็นความโป้ปดมดเท็จที่ถูกเคลือบแฝงเอาไว้ไม่ให้เห็น แล้วก็เอาไปขายในซ่องโสเภณี หรือพาตระเวณขายตัวทั่วๆ ไป ชนิดนี้เป็นการทำทุกข์กายทุกข์ใจให้แก่ผู้ถูกหลอกลวง บางทีก็ตลอดชีวิตต้องจมอยู่ในปลักแห่งความระทมขมขื่นเป็นเวลายาวนาน พ่อแม่พี่น้องก็น้ำตานองหน้าไม่เว้นแต่ละวัน

บางคนก็อดทนอยู่ไม่ไหวที่จะได้ทรัพย์มาจุนเจือในกิจการอันเป็นธุรกิจของตนที่ง่อนแง่นคลอนแคลนจวนจะล้ม จึงได้ยอมตกลงใจหาหนทางอันแยบยลที่จะเผาตึกแถวหรือตลาดทั้งตลาดให้พินาศลงไปด้วยไฟ แต่ก็แน่ละต้องเผาที่ห้องอื่นให้ผู้อื่นถูกพิจารณาสอบสวนวุ่นวายให้ความผิดตกอยู่แก่ใครๆ ก็ได้ ไม่ใช่ตัวเองก็แล้วกัน เขาอดทนดูความพินาศย่อยยับของผู้อื่นตั้งหลายสิบครอบครัวอยู่ด้วยอำนาจโลภะที่หน่าแน่นของตนเอง เป็นการแก้ตัวแก้ความทุกข์ร้อนของตนเองอยู่บนความพินาศย่อยยับของผู้อื่น

บุคคลซึ่งมีความโลภเกิดขึ้นจริง แต่ความโลภเหล่านั้นเกิดขึ้นมาด้วยมิจฉาทิฏฐิมิได้เกรงกลัวต่อบาปกรรม มีจิตใจแข็งกล้าจนสามารถทำการงานที่เต็มไปด้วยความทารุณโหดร้าย ขาดความเมตตาปรานีได้เช่นนี้ กำลังของอกุศลจึงมิใช่เล็กน้อย ดังนั้น จึงยากนักหนาที่จะพ้นไปจากการเกิดในนรกเสียได้ หลานยังจะเห็นว่า โทษมันหนักไปหรือ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:39:00 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 9



ป. ผมเห็นว่าโทษไม่หนักไปเลย ขอรับ สาสมกับความทารุณโหดร้ายที่กล้ากระทำบาปหนักเช่นนี้ลงไปได้

ผมก็ได้ศึกษาถึงโลภเจตสิก อันได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ผมก็พอจะเข้าใจ แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่คำหนึ่งที่ไม่อาจจะปรับเข้าไปในฝ่ายกุศลหรืออกุศล นั่นก็ได้แก่คำว่า "ความรัก" นั่นเอง ผมขอความกรุณาคุณลุงได้โปรดแยกให้ผมทราบด้วยว่า ความรักนี้เป็นโลภะหรือไม่ ถ้าเป็นโลภะแล้วมันเป็นอย่างไร

ก. คำว่า "ความรัก" นั้น ใครๆ ก็เคยได้ยิน แต่ใครๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้แยกแยะออกไปให้ความรักอยู่ในฝ่ายกุศลหรืออกุศล เป็นคำที่ในทางโลกตีความออกจะยากอยู่สักหน่อย ดังนั้น ในหนังสือที่ลุงเคยพบมาหลายเล่ม ตลอดจนหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับจึงได้มีผู้เขียนถกเถียงกันอยู่ไปมา แม้ในเวลานี้ก็ยังคงถกเถียงกันอยู่แล้วก็จะต่อๆ ไป ต่างก็ใช้เหตุผลตามสามัญสำนึกของตนตามที่ได้ฝึกฝนอบรมมาจากในอดีต

ในเรื่องของความรักนั้นเป็นคำที่มีความหมายมากมายหลายกระแส หรือกินความมาก ดังนั้น ถ้าจะแยกแยะออกไปก็จำจะต้องยกเอาเจตนาเข้ามาตั้ง ดังได้กล่าวแล้วนั่นเอง หาไม่ก็จะกินความไม่เด่นชัดจนเพียงพอที่จะตัดสินได้ แล้วจึงยกเอาบุคคลพร้อมทั้งตัวอย่างขึ้นมาตั้งอีกชั้นหนึ่ง

ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกอาจจะเป็นโลภะก็ได้ อาจจะเป็นมหากุศลก็ได้ เช่นถ้าความรักลูกเพราะลูกของเราคนนี้รูปร่างสวยดีเป็นที่นิยมของใครๆ พ่อแม่ก็เคลิบเคลิ้มหลงใหล ความรักลูกเพราะว่าลูกของเราเรียนหนังสือเก่งใครๆ ก็สู้ไม่ได้ ความรักลูกเพราะว่าลูกของเราว่านอนสอนง่ายจึงได้ชอบใจ อวดใครๆ ว่าลูกของตนดี (ถ้ายินดีเห็นว่าลูกได้ดีก็เป็นกุศล) ความยินดีพอใจเหล่านี้ก็ประกอบไปด้วยโลภะ

ในบางคราวที่พ่อแม่แสดงความรักลูกออกมาจากหัวใจ เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาโอบอุ้มฟูมฟักรักษา มีความเอ็นดูเพราะลูกตกทุกข์ได้ยาก ต้องชอกช้ำใจ หรือมีความลำบาก หรือมีภัยพิบัตินานาประการเฝ้าเป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าลูกจะตกระกำลำบาก (อกุศลเป็นปัจจัยให้เกิดกุศล) เข้าป้องกันภัยแม้จะเสี่ยงอย่างไรก็ยินยอมได้ หรือมีความยินดีที่ลูกได้ดีมีความสุข ตัวอย่างเล่านี้เป็นจิตที่ประกอบไปด้วยมหากุศล เพราะฉะนั้น อันว่าความรักจึงต้องปรับไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเข้าถึงเจตนาว่า มีความมุ่งหมายแฝงฝังอยู่ในใจประการใด

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:39:29 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )


  สลักธรรม 10



ความรักของสามีภรรยาก็เดินตามที่ลุงได้กล่าวไปแล้วนั่นเอง ต่างกันแต่ว่าความรักของสามีภรรยานั้นย่อมจะแฝงไปด้วยความยินดีติดใจอันเป็นโลภะเสียมากกว่า ความมีเมตตา กรุณา และมุทิตาเกิดได้ไม่สู้มากและบ่อยนัก นอกจากบางท่านที่มีความรักที่เต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจกัน หรือตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน ความรักเกิดขึ้นเพราะเห็นความดีของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงยอมเสียสละ ซึ่งมิได้ถูกหนุนเนื่องด้วยความใคร่

หลายเอ๋ย ลุงก็ได้บรรยายเรื่องของโลภะมาก็มากมาย หลานก็คงจะได้เห็นหน้าตาศัตรูตัวร้าย ว่ามันก่อทุกข์โทษภัยประการใดบ้าง มิหนำซ้ำมันยังนำพาให้เราต้องไปเกิดแล้วเกิดอีก บังคับให้เราต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า และยังผลักไสให้เราไหลเข้าไปสู่สายน้ำที่วนจนเราหาทางออกมาไม่ได้

อย่างไรก็ดี ให้เราเห็นหน้าาจำเอาไว้บ้างว่า ทุกข์ภัยใหญ่น้อยมาจากเขาผู้นี้มากมายสักเพียงไหน จะได้ไม่หลงเตลิดเพลิดเพลินตามมันไป จนมิได้มองเห็นข้างหลังเสียบ้างเลย เพราะมันมีวิธีการอันยอกย้อนซ่อนเงื่อน ทำให้เราเผลอไผลไปได้ง่ายๆ จำหน้าตามันเอาไว้ให้ดี ระลึกถึงโทษที่จะได้รับเอาไว้โดยมิได้ประมาท

ที่ลุงต้องเตือนเช่นนี้ก็เพราะว่า เรายังทิ้งศัตรูคู่อาฆาตของเราคนนี้ยังไม่ได้ เราจะต้องคบหามันไปเพราะว่าจำเป็น โลกเรานี้มิได้อาศัยโลภะแล้วจะอยู่กันได้อย่างไร นอกจากจะถึงหนทางที่สุดของทุกข์จริงๆ จึงจะพ้นโลกได้ อันหลานก็คงจะได้คิดฝันมาบ้าง วันนั้นมาถึงเมื่อใด ก็เป็นอันว่าเราพ้นจากกันไป อย่างไม่ได้กลับมาเห็นหน้าตากันอีก เป็นพระอรหันต์เมื่อใด ต่างคนก็ต่างจะหันหลังให้ หวังว่าหลานคงจะจำคำของลุงไว้ ในเวลานี้เราอยู่ในโลก เพียงแต่รู้เท่าทันวันละ ๒ - ๓ ครั้งก็ยังดีถมไป แต่ถ้ามีโอกาสก็ขอให้ออกไปทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ อันไม่มีภารกิจอะไรเทียบเท่า โดยการเข้าไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเสีย

ลุงได้บรรยายมาแล้วว่า โลภเจตสิกนั้นก็ได้แก่ ความรัก ความอยากได้ ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ทั้ง ๖ ทวาร ต่อไปนี้ลุงก็จะขอให้หลานได้ทราบถึงลักขณาทิจตุกะอีกสักหน่อย คือ

๑. อารมฺมณคฺคหณ ลกฺขโณ มีการถือมั่นซึ่งอารมณ์ เป็นลักษณะ
๒. อภิสงฺค รโส มีการติดในอารมณ์ เป็นกิจ
๓. อปริจฺจาค ปจฺจุปฏฺฐาโน มีการไม่บริจาค เป็นผล
๔. สํโยชนิธมฺเมสุ อสฺสาททสฺสน ปทฏฺฐาโน มีความเห็นผิดด้วยอำนาจความยินดีในสังโยชน์ เป็นเหตุใกล้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [8 ส.ค. 2550 , 07:40:06 น.] ( IP = 58.9.138.26 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org