มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ (๒๖)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๒๖)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา


ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

ป. เมื่อคราวที่แล้ว ผมได้ฟังการบรรยายจากคุณลุงในเรื่องของโลภเจตสิก ผมก็เก็บเอาไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความคิดอ่านกว้างขวางยิ่งขึ้น ก็กว้างขวางขึ้นจริงๆ แล้วก็น่ากลัวอกุศลเจตสิกตัวนี้มากขึ้นด้วย ถ้าเราไม่รู้เท่าทันยอมให้มันเป็นจอมบงการอยู่ข้างหลังแล้วก็ยิ่งจะน่ากลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะว่ามันจะพาให้ใจของเราบังเกิดขึ้นซึ่งความเห็นแก่ตัว

เมื่อความเห็นแก่ตัวสูงขึ้นๆ ต่อจากนี้ไปก็ไปวางใจมันไม่ได้เสียแล้ว ว่ามันจะไม่ก่อเหตุร้ายขึ้นมาได้ เช่นคู่รักจากไปมีแฟนใหม่ ก็บังเกิดความเสียใจเพราะไม่สมความปรารถนา จึงได้คิดฆ่าคู่รัก หรือฆ่าตัวตาย เพราะอยากได้เงินจึงหาทางทุจริตคิดมิชอบจนถึงสามารถทำการคดโกงคอรัปชั่นโดยไม่รู้จักอับอายขายหน้าโดยอาศัยโลภเจตสิกตัวนี้

คุณลุงขอรับ คุณลุงได้บรรยายถึงโลภเจตสิกตัวนี้เมื่อคราวที่แล้ว ผมก็พอจะเข้าใจว่ามันเป็นตัวการที่แสนจะร้ายกาจเพียงใด แต่ผู้ที่มิได้ศึกษาให้มีความเข้าใจ กลับหลงใหลว่ามันเป็นสหายคู่กาย ไม่ว่าจะไปถึงไหน อยู่ในที่ใดก็เอามันไปด้วย คุณลุงก็ได้แต่แสดงถึงความร้ายกาจของมันเท่านั้น ยังหาได้แสดงถึงวิธีที่จะกำหราบปราบปรามให้มันสะดุดหยุดลงได้ไม่ อย่างน้อยที่สุดก็ขอวิธีที่จะยับยั้งมันไว้บ้างก็ยังดี

ฉะนั้น ก่อนที่ผมจะได้ศึกษาเจตสิกตัวต่อไป ผมก็จำเป็นจะต้องขอคำอธิบายถึงวิธีแก้ไขเสียก่อนเท่าที่จะทำได้ แม้จะไม่เด็ดขาดจริงๆ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเสียเลย

ก. ลุงก็ลืมไปเสียสนิท ไม่ได้อธิบายถึงวิธีแก้ไขโลภเจตสิกซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุดในบรรดาอกุศลเจตสิกทั้งหลาย เป็นตัวเดียวที่ก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ชีวิต ทำให้รบราฆ่าฟันกันตาย ทำให้ชีวิตต้องแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางกระแสของคลื่นลม และเป็นตัวเดียวที่ทำให้ความเกิดอุบัติขึ้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:04:23 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ผู้กระทำผิดคิดร้าย มีใจอันไม่บริสุทธิ์ หรือผู้ที่เป็นักย่องเบา นักจี้ นักปล้น นักล้วงกระเป๋า เขาจะเข้าทำการดังกล่าว ก็พยายามที่จะไม่ให้ใครล่วงรู้าตนเป็นใคร จะหลบจะซ่อนจะแอบกระทำ หรือมิฉะนั้นก็อาศัยการปลอมแปลงตัวเสียให้ใครๆ จำไม่ได้ ดังนั้น กว่าจะจับจัวได้ ตำรวจจึงต้องอาศัยเวลาและความพยายาม ต้องเข้าโรงเรียนศึกษาวิชาการสืบสวนสอบสวนให้เท่าทันผู้ร้ายที่แฝงตัวเข้ามาทำการด้วยกลวิธีต่างๆ

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง จึงเห็นได้ว่า ผู้กระทำผิดคิดร้ายกระทำการอันไม่บริสุทธิ์ทั้งหลาย มันไม่กลัวใคร ไม่เกรงผู้ใดทั้งนั้น มันจะกลัวอย่างเดียวก็คือ "คนที่รู้เท่าทัน" เท่านั้นเอง

โลภเจตสิก เป็นเหมือนหนึ่งผู้ร้าย เพราะเราไม่รู้เท่าทัน เพราะเรามิได้ทำใจให้แยบคาย จึงได้ร่วมหัวจมท้ายกับมันมาจนนับชาติไม่ถ้วน เรามิได้พิจารณาให้ดี มิได้พิจารณาให้ลึกซึ้ง ดังนั้น จึงตกเป็นข้าช่วงใช้ของโลภตัณหานี้มายาวนานเหลือเกินจนเกิดเป็นความสันทัดจัดเจน จนยึดเอาไว้เป็นเพื่อนคู่ใจ มันจะชี้นกก็เป็นนก มันจะชี้ไม่ก็เป็นไม้ เราไม่เคยต่อว่า ไม่เคยได้ขุ่นของหมองใจกัน ยอมตนเป็นเหมือนข้าในเรือนเบี้ยทุกอย่าง

โลภตัณหามันเกิดติดัวมาจนนับชาติไม่ได้ มันมีความเชี่ยวชาญชำนาญในการงานสารพัดอย่าง มันมีความรอบรู้ในวิชาสารพัดวิชา บางทีมันก็ยุให้กระทำ บางทีมันก็ระงับยับยั้งการกระทำเอาไว้ก่อน บางทีมันก็ยุให้แสดงออกอย่างนั้น บางทีมันก็ยุให้แสดงออกอย่างนี้ ใช้วิธีการและเล่ห์เหลี่ยมเร้นลับสลับซับซ้อนจนเราตามันไม่ทัน

เมื่อมันอยากจะได้อะไรแล้วไม่ได้ มันก็ไม่เลิกหรือทอดทิ้งความตั้งใจเสียง่ายๆ มันจะให้ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไปจนกว่าจะได้มา มันจะค่อยๆ สอนให้เราละทิ้งความเมตตากรุณา มันจะค่อยๆ ฝึกฝนให้เราเห็นแก่แต่จะได้ แล้วให้หาทางเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเพิ่มขึ้นในจิตใจอยู่เรื่อยๆ ไป จนมีความสามารถที่จะกระทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาให้จงได้ แม้จะเหยียบย่ำลงไปบนน้ำตา บนเลือด หรือเหยียบย่ำลงไปบนชีวิตของใครก็ตาม

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:05:02 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 2



โลภตัณหามันไม่กลัวใคร มันไม่เกรงสิ่งใด นอกจากคนรู้เท่าทันมันเท่านั้น คนรู้เท่าทันมันก็ไม่ใช่อะไร ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ได้แก่คู่ปรับที่มีความสามารถพอสมน้ำสมเนื้อกัน นั่นก็คือเจตสิกอีกตัวหนึ่งที่เราไม่ค่อยจะได้คบหาสมาคมด้วย ไม่ค่อยมีใครจรู้จักแล้วไม่มีผู้ใดแนะนำ หรือว่าเราไม่สนใจเพราะเพื่อนโลภตัณหามันยุเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้เสีย

เจตสิกตัวนี้ก็หาใช่ใครที่ไหนไม่ ได้แก่ "ปัญญาเจตสิก" นั่นเอง ไม่ใช่ผู้แปลกหน้าที่เพิ่งจะโผล่เข้ามา หากแต่เราคบหากับเขาห่างเหินมากไปเท่านั้นเอง

ปัญญาเจตสิกตัวนี้มิใช่ว่าจะสามารถทำการประหาณโลภตัณหาได้อย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้อกุศลตัวอื่นๆ ก็ประหาณได้เหมือนกัน เช่นโทสะ ความโกรธ ความเสียใจ อิจฉา เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีแล้วไม่สบายใจ หรืออุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านจับอารมณ์ไม่มั่นเป็นต้น

การที่จิตชอบไถลลงไปฝ่ายต่ำนั้น ก็เพราะเราเผลอไผลขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดความสำนึกรู้สึกตัว ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างสมกำลังของความรู้สึกสำนึกตัวขึ้นมาให้มีกำลังให้มากขึ้น ฝึกให้เสมอๆ จนเคยชินจะได้เผลอตัวน้อยลงไป ความสำนึกรู้สึกตัวนี้ในทางธรรมะ เราเรียกชื่อว่า สติเจตสิก

สติเจตสิกเป็นตัวการทำให้จิตไม่ไหลไปในฝ่ายอกุศล ไม่ว่าอกุศลอะไรทั้งนั้น

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:05:47 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 3



ป. ผมฟังจากคุณลุงว่า ต้องสร้างปัญญาให้รู้เท่าทัน นั่นก็คือ ปัญญาเจตสิก แต่เดี๋ยวนี้คุณลุงกลับกล่าวว่าเป็นตัวเจตสิกที่ชื่อว่าสติ คือเจตสิกที่ทำให้ไม่เผลอไผล คุณลุงจะต้องการให้ผมเข้าใจอย่างไร ผมหวังว่า สติคงจะไม่ใช่ปัญญา เป็นแน่ ถ้าอย่างไรผมขอตัวอย่างสักเล้กน้อย ก็อาจจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ก. จริงทีเดียว หลานกำลังเกิดความสับสน สติกับปัญญานั้นเป็นเจตสิกคนละตัว คนละคน ทำการงานก็คนละอย่าง แต่เวลาเกิดขึ้นนั้น บางครั้งก็เกิดด้วยกัน ลุงเห็นจะต้องยกตัวอย่างขึ้นมา คงจะช่วยคำอธิบายของลุงให้ง่ายขึ้นได้บ้าง

สติเจตสิกนั้นได้แก่ตัวการที่ทำให้เกิดความสำนึกรู้สึกตัว เช่นเมื่อหลานนั่งอยู่ในบ้านเผลอเรอไป ขโมยก็เข้ามาได้ถึงในบ้าน ของมีค่าแม้จะอยู่ใกล้ๆ ตัวก็จะต้องหาย แต่ถ้าหลานรู้สึกตัวอยู่เสมอ หมั่นมองดูบ่อยๆ ผู้ร้ายก็ไม่กล้าย่องเข้ามา โผล่หน้าเข้ามาแล้วเห็นหลานหันไปมองดู มันก็หลบหน้าไปทันที เพราะผู้ร้ายกับคนดี เจอหน้ากันตรงๆ มักไม่ค่อยได้

ดังนั้น ถ้าหลานจะได้ทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอๆ แล้ว ก็คงจะไม่มีผู้ร้ายที่ไหนใจกล้าเข้ามาลักของได้ ความรู้สึกตัวนี้ เท่ากับสติเจตสิก

ในการที่หลานได้เผชิญหน้ากับผู้ร้าย ก็เกิดความรู้ความเข้าใจในหน้าตาของผู้ร้ายเป็นอย่างดี ก็ได้ชื่อว่า มีปัญญา มีความรู้ และจำได้ว่าหน้าไหนเป็นผู้ร้าย หน้าไหนเป็นผู้ดี เป็นการรู้เท่าทัน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:06:18 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 4



ตามที่ลุงได้แสดงไปแล้ว เพื่อให้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่ายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นคนจริงๆ และการรู้สึกตัวแล้วเห็นขโมยนั้นไม่ใช่เป็นสติและปัญญาเจตสิก

สติเจตสิกเป็นตัวการก่อให้เกิดการระลึกได้ มิให้จิตไหลไปในอกุศล เพราะสติเจตสิกเป็นฝ่ายโสภณะ ส่วนปัญญานั้นเป็นตัวการเห็นความจริงที่เกิดอยู่ต่อหน้า คืออารมณ์ตามทวารต่างๆ ส่วนการเป็นหน้าขโมยนั้น เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น

สมมุติว่า มีคนมาชวนให้ไปยิงนกตกปลา ถ้าหลานรู้สึกขึ้นมาว่า การทำลายชีวิตของคนอื่นนั้นไม่ดี ความรู้สึกดังนี้จึงจะเรียกว่ามีสติ ระลึกรู้ไม่ให้จิตไหลไปในอกุศล แต่เมื่อรู้ยิงนกตกปลานั้นไม่ดีอย่างไร มีผลทำให้ได้รับทุกข์โทษภัยอะไรบ้าง ก็ได้ชื่อว่าเป็นปัญญา

เมื่อความโกรธนั้นเกิดขึ้น เผลอไผลเมื่อใดความโกรธก็จะเกิดต่อๆ ไป กว่าจะรู้ตัวบางทีก็ยาวนาน ดังนั้น ผู้ฝึกหัดให้มีสติก็จะตั้งใจกำหนดดูความโกรธที่เกิดขึ้นนั้น การทำความรู้สึกตัวให้ดีขณะนี้ก็มีสติ

ในขณะดูความโกรธนั้นถ้าวางใจให้ดีให้เห็นอารมณ์โกรธนั้นเป็นปัจจุบัน ขณะนี้ก็ได้ชื่อว่ามีปัญญาเข้าประกอบ แล้วไม่หลงใหลคิดอะไรออกไปให้กว้างขวางเพราะตัวโกรธนั้นตัวหนึ่ง เรื่องราวหรือบุคคลที่ทำให้โกรธนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ความรวดเร็วของจิตได้เอามาปนกัน จึงทำให้เกิดความหลงใหล แล้วคิดว่าเป็นเราแล้วสร้างมโนภาพไปในทางเลวร้ายอันไม่ใช่เป็นความจริงที่แท้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:06:47 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 5



โดยทำนองเดียวกันนี้ เมื่อมีโลภตัณหาเกิดขึ้น คืออยากจะได้ อยากจะดี อยากจะเด่น ก็ตั้งสติขึ้นมาดู หรือพูดว่าตั้งใจกำหนดดู ก็เป็นสติ แต่ถ้าดูให้ดี ดูให้เห็นความจริงที่จิตกำลังเกิดก็เป็นปัญญา

หลานก็จะเห็นได้ว่า เพราะขาดปัญญาจึงหาได้เห็นอารมณ์ที่มาปรากฏอันทำให้เกิดโลภตัณหาไม่ ว่าจิตโลภตัณหานั้นตัวหนึ่ง จิตที่เข้าดูโลภตัณหาก็อีกตัวหนึ่ง สาเหตุที่ทำให้เกิดคนละตัวกัน แต่เพราะไม่ดูให้ดีไม่มีปัญญา ไม่มีความเข้าใจ จึงวางจตลงไปในเรื่องราวนั้นไม่ถูกต้อง ดังนี้ก็ได้ชื่อว่า ขาดปัญญาที่จะพิจารณา

แต่อย่างไรก็ดี ปัญญาเจตสิกที่จะดูให้เห็นความจริงนั้น แม้จะเปรียบเหมือนตำรวจที่มีความสามารถก็ตาม แต่ลำพังตัวของตำรวจคนเดียวแล้ว ก็ไม่อาจจะทำการได้สำเร็จ จำเป็นจะต้องมีผู้ช่วยตัวสำคัญ ซึ่งก็ได้แก่ตัวเจตสิก ทำความสำนึกรู้สึกตัวโดยตั้งใจที่จะดูให้รู้ความจริง

ในเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีการฝึกฝน อยู่ๆ จะกำหราบปราบปรามผู้ร้ายตัวสำคัญเฉยๆ นั้นย่อมจะไม่ได้ ต้องฝึกหัดดูให้ดีให้ถูกต้อง เมื่อความโกรธหรือโลภตัณหาเกิดขึ้นแล้วเผลอสติไป (อกุศลเกิด สติย่อมไม่มี) โดยมิได้ดูก็แล้วไป รู้สึกตัวเมื่อใดก็ตั้งใจกำหนดจิตลงไปดูตัวโกรธและโลภตัณหาเมื่อนั้น ตัวโกรธหรือโลภตัณหาก็จะหันหนีเพราะสู้หน้าไม่ได้ แต่มันก็จะวนเวียนมาใหม่เรื่อยๆ ไป

จึงต้องเพียรดูอยู่เสมอๆ ให้มันทนต่อการดูอยู่ไม่ไหว ให้มันทนต่อการรู้เท่าทันไม่ไหว ค่อยๆ หัดไปจนกว่าการดูจะมีกำลังกล้าแข็งขึ้น เมื่อมีกำลังกล้าแข็งขึ้นแล้ว ดูมันสัก ๒ - ๓ ครั้งมันก็จะไม่ค่อยกำเริบเสิบสนมากนัก ความเสณ้าหมองเร่าร้อนเพราะอำนาจของอกุศลก็จะค่อยๆ หายไป จิตใจของเราก็จะแจ่มใสขึ้นมาทีละน้อยๆ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:07:15 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 6



ป. คุณลุงขอรับ การกำหนดดูอกุศลจิตนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องดูอกุศลจิตที่มันเกิดแล้ว เพราะจิตจะเกิดขึ้นครั้งละ ๒ ดวงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี อกุศลมันเกิดแล้วตั้งนาน จึงได้ดู จึงได้รู้สึกตัว เราจะทำอย่างไร จึงจะทำให้สำนึกรู้สึกตัวเร็วๆ ได้

ก.เราต้องหมั่นฝึกฝนอบรมให้บังเกิดความชำนาญ เมื่อชำนาญแล้วการกำหนดจิตก็จะรวดเร็วยิ่งขึ้น เหมือนกับผู้ร้ายที่จะเข้ามาลักของดังกล่าว แล้วหลานหมั่นทำความสำนึกรู้สึกตัวอยู่เสมอ ต่อไปเมื่อผู้ร้ายโผล่หน้าเข้ามาแล้ว หลานมองดู ผู้ร้ายก็จะหนีหน้าไป และถ้าดูบ่อยๆ ก็จะดูได้เร็วยิ่งขึ้น

การกำหนดพิจารณาดูอกุศล จะได้ผลดีเพิ่มขึ้นอีกมาก แล้วไม่ต้องใช้กำลังแรงเข้าหักโหม นั่นก็คือต้องปลูกเพาะปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกให้แตกฉานขึ้นวันละเล็กละน้อย แล้วจะดูอกุศลได้ถูกต้องและกว้างขวางยิ่งขึ้น

ในขณะที่สร้างปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียนอยู่นี้ สติเจตสิกก็จะเกิดขึ้นมาร่วมด้วยทุกครั้งไป เป็นการส่งเสริมทั้งสติและปัญญาเจตสิกให้มีกำลังแก่กล้าขึ้นมาตามการศึกษาที่เพิ่มขึ้นๆ จนก่อให้เกิดความสุขความเยือกเย็นใจ คลายเสียซึ่งความกังวลไปได้เป็นอันมาก และประโยชน์จะเกิดอีกมากหลาย จนไม่สามารถจะพรรณนาเป็นถ้อยคำให้หมดสิ้นได้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:07:55 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 7



ลุงขอให้หลานได้ทดลองกำหนดพิจารณาดูอกุศลต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นอกุศลอะไรก็ได้ ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นโลภะ ตั้งสติกำหนดดูให้ดีๆ วางใจลงไปให้เหมาะสมที่ปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้แล้ว หลานก็จะเห็นหน้าตาของโลภะ โทสะ หรือุทธัจจะ และแม้ถีนะมิทธะตัวง่วงเหงาหาวนอนก็จะเห็น แล้วก็จะทราบว่ามันหายหน้าไปในขณะที่ได้เผชิญหน้ากับปัญญาที่ดูนั้นทันที

ส่วนการศึกษาเล่าเรียนนั้น ขอให้หลานลองสังเกตตัวเองก็พอจะเห็นได้ว่า เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ศึกษากับเวลานี้ จิตใจแจ่มใสเยือกเย็นเปรียบกันแล้วแตกต่างกันมากหรือไม่ แตกต่างกันเพราะเหตุใด

ลุงก็ได้นำเสนอการแก้ไขโลภตัณหาให้แล้ว เป็นเรื่องหนึ่งจากวิธีการอย่างอื่นอีกหลายอย่าง การศึกษาและการทำความรู้สึกสำนึกตัวนั้น ไม่ต้องบีบบังคับ ไม่ต้องข่มหรือขู่เข็ญให้ลำบากแต่ประการใด ปลูกสติกับปัญญาขึ้นมาให้รู้เท่าทันให้มากเท่านั้นก็ใช้ได้ เมื่อรู้เท่าทันแล้ว อกุศลทั้งหลายก็จะตกใจต่างพากันหนีหน้าไป

แม้จะทำได้ยากลำบากอยู่บ้าง แล้วต้องอาศัยความพยายามมากสักหน่อย ผลได้ที่จะเกิดขึ้นก็เกินคุ้มเป็นไหนๆ หลานยังจะซักถามอะไรอีกหรือไม่

ป.ไม่มีคำถามแล้วขอรับ ผมก็พอเข้าใจ แม้เรื่องราวจะไม่ยากเท่าใดนัก แต่ผมก็ไม่เคยเห็นมีในบทเรียนไหนของใครมาก่อนเลย ขอเชิญคุณลุงบรรยายเจตสิกตัวต่อไปเถิด

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [9 ส.ค. 2550 , 07:08:29 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณครับท่านอาจารย์ที่เคารพ ที่ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขโลภะให้มีอำนาจลดน้อยลงได้นั้น ผมขอนำไปประพฤติฝึกฝนครับ เพื่อเป็นการป้องกันความหายนะแห่งชีวิตครับ เพราะอ่านเรื่องโลภะเจตสิกมานี้เห็นความน่ากลัวมากๆเลยครับผม

กราบระลึกบูชาในพระคุณของท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ.

โดย เทพธรรม [9 ส.ค. 2550 , 07:21:32 น.] ( IP = 58.9.143.227 : : )


  สลักธรรม 9


มาศึกษาต่อค่ะ

แม้โลภเจตสิกเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจสักเพียงใด แต่ปัญญาเจตสิก ก็สามารถปราบได้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ส.ค. 2550 , 10:33:35 น.] ( IP = 124.121.174.53 : : )


  สลักธรรม 10


กราบขอบพระคุณ พี่เณร... มากค่ะ

อ่านถึงตอนวิธีแก้โลภะแล้ว ทำให้นึกถึงความเป็นคู่ปรับของแต่ละฝ่าย คืออกุศล และกุศล

เมื่อก่อนนี้บ่อยครั้งที่ได้ยินคำสอนว่าสติ เป็นจอมทัพฝ่ายกุศล จนเมื่อได้มาเรียนเรื่องเจตสิกก็เห็นว่า โมหะก็เป็นจอมทัพของอกุศล เพราะอกุศลแต่ละตัวเกิดได้ต้องมีโมหะ แต่เมื่อใดที่มีสติ อกุศลก็เกิดไม่ได้
และเมื่อพูดถึงตัวการที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิด คือ โลภะ (ตัณหา) ซึ่งคู่ปรับก็คือ ปัญญา ที่จะช่วยทำให้สิ้นสุดการเกิด
...อ่านแล้วต้องบอกว่ารู้สึก โดนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนท้ายที่หลานพูดว่า…ผมไม่เคยเห็นมีในบทเรียนไหนของใครมาก่อนเลย ..แต่เพราะนี่คือ คำสอนของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ที่สอนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และชัดเจนนั่นเอง

กราบระลึกถึงพระคุณท่านอาจารย์บุญมี และกราบขอบพระคุณพี่เณรอีกครั้งค่ะ

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [9 ส.ค. 2550 , 18:32:40 น.] ( IP = 203.113.39.55 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org