มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ (๒๗)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๒๗)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา


ก.เจตสิกตัวสำคัญคือ โลภตัณหา หลานก็ได้เรียนไปแล้ว เจตสิกตัวต่อไปก็ใช่ย่อย ไม่น้อยหน้ากว่ากันนักก็คือ ทิฏฐิเจตสิก นั่นเอง

ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น แต่ในวันนี้เราเรียนกันถึงเรื่องอกุศลจิต ดังนั้น ความเห็นก็จะต้องเป็นความเห็นที่ผิดอย่างแน่นอน แต่ทว่าเป็นความเห็นผิดในเรื่องอะไรนั้น ลึงก็จะได้บรรยายต่อไป

ความเห็นที่ผิดไปจากความจริงของธรรมชาตินั้นมีวจนัตถะว่า
มิจฺฉา ปสฺสตีติ = มิจฺฉาทิฏฺฐิ

ธรรมชาติใดย่อมมีความเห็นวิปริตผิดไปจากความจริง ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ ได้แก่ทิฏฐิเจตสิก

ป.คุณลุงขอรับ ที่คุณลุงว่า เป็นความเห็นที่ผิดไปจากความจริงของธรรมชาตินั้น คุณลุงหมายถึงธรรมชาติอะไร เป็นภูเขา ต้นไม้ หรือสายลม แสงแดด หรือมีความคิดเห็นผิดไปว่า ฝนฟ้าที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาลนั้น เป็นด้วยเทพเจ้าเบื้องบนบันดาล

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:46:17 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ก. ลุงได้แคยแสดงมาแล้วว่า ความเห็นผิดต่างๆ ดังที่หลานยกขึ้นมานั้น พระพุทธศาสนาไม่เข้าไปเกี่ยวด้วยเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้คนพ้นทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น พระองค์ไม่มายอมเสียเวลากับวิทยาการที่เรียนกันไม่รู้จบ และไม่มีคุณค่าแก่ชีวิตที่จะพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด

วิทยาการที่พระองค์แสดงแม้จะเป็นเรื่องรูป อันได้แก่สสารและพลังงานในทางวิทยาศาสตร์ แม้จะเป็นไปโดยพิสดาร ก็เป็นไปเพื่อเข้าหาเรื่องชีวิต เน้นหนักไปในหนทางที่จะให้พ้นทุกข์เท่านั้น ไม่ได้สอนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแท้ๆ เลย ด้วยเหตุนี้ ความเห็นผิดดังที่ลุงกล่าวมาก็จะต้องเป็นไปในเรื่องของชีวิตในพฤติกรรมของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ใช่วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือไสยศาสตร์อะไร

เมื่อมีความเห็นผิดในเรื่องของชีวิตดังนี้แล้ว บางทีบางครั้งบางคราวที่มีสติปัญญาเกิดขึ้นมา ความเห็นที่ไม่ผิดคือความเห็นที่ถูกต้องก็เกิดขึ้นมาแทนที่ก็มีบ้างเหมือนกัน สลับกันไปมาอยู่ตลอดทั้งวัน

ป.คุณลุงขอรับ ความเห็นที่ผิดไม่เกิด ความเห็นถูกต้องก็ไม่มี ดังนี้จะมีได้หรือไม่ขอรับ

ก. เอ๊ะ หลานถามมาดังนี้แปลกดี ถ้าไม่มีความเข้าใจในพระอภิธรรมเป็นพื้นฐานแล้วก็เห็นจะตอบได้ยากมาก และก่อนที่ลุงจะตอบคำถามนี้ ลุงจะขอถามหลานสักหน่อย ขอให้หลานตอบมาก่อนว่า ความเห็นถูกหรือความเห็นผิดนั้น มันเกิดขึ้นที่ไหน?

ป. ก็คงจะเกิดที่คิดเห็นถูกหรือคิดเห็นผิด แล้วพูดหรือแสดงออกมากระมังขอรับ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:47:00 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 2



ก.เมื่อเห็นรูป หรือได้ยินเสียง จิตเกิดขึ้นมาทางปัญจทวาร ไม่มีความเห็นถูกหรือเห็นผิดบ้างหรือ

ป. คงจะมีขอรับ

ก. เมื่อหลานนอนหลับอย่างสบายนั้น มีความเห็นถูกหรือความเห็นผิดได้หรือเปล่า

ป. มีความเห็นถูกหรือผิดไม่ได้ทั้งนั้น

ก.ในขณะที่คนกำลังตาย (จุติจิต) และคนกำลังเกิด (ปฏิสนธิ) มีความเห็นอะไรได้หรือไม่

ป. ไม่ได้ขอรับ

ก.หลานก็จะเห็นได้ว่า คนกำลังนอนหลับ คนกำลังตาย คนกำลังเกิดนั้น จะมีความเห็นถูกหรือเห็นผิดไม่ได้ เพราะในขณะนั้นปราศจากความสำนึกรู้สึกตัว ในขณะนั้นจึงไม่มีความเห็น

อย่างไรก็ดี ถ้าจิตเกิดขึ้นทำการเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้ถูกต้องสัมผัส และคิดนึกแล้ว มีความยินดีพอใจแล้ว จะไม่มีความเห็นถูกหรือเห็นผิด คิดเป็นกลางๆ ก็ย่อมไม่ได้

ตามที่ลุงได้ซักถามมานี้ หลานก็จะเห็นว่า ความเห็นต่างๆ นั้น จะเกิดขึ้นตามอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ นี่เอง ไม่ใช่ไปเกิดที่ไหน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:47:27 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 3



ป. คุณลุงขอรับ เรื่องทิฏฐิเจตสิก ตัวการที่ทำให้ความเห็นผิดเกิดขึ้น เช่นไม่เชื่อผลของบุญของบาป ไม่เชื่อผลของกรรม ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ความคิดผิดๆ เกี่ยวด้วยเรื่องของชีวิตเหล่านี้ ก่อนที่ลุงจะอธิบายต่อไป ขอให้ได้โปรดตอบคำถามให้ผมหายสงสัยเสียก่อนสักข้อหนึ่ง

คือผมขอถามคุณลุงว่า โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ อกุศลที่เป็นรากเหง้าเค้ามูลทั้งสองนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ทิฏฐิเจตสิกจะเกิดขึ้นมาร่วมด้วยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ ถ้าไม่มีความเห็นผิดแล้วจะโกรธ จะโง่หลงได้หรือ

ก.ความจริงหลานก็ได้เรียนมาแล้วตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑ ตอนต้น หลานจำไม่ได้หรือว่า ในโลภมูลนั้นมี "โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ" แต่ในโทสะกับโมหะ มี "ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ" บ้างหรือไม่

ป. ไม่มีเลยขอรับ แต่คุณลุงก็คงจะไม่ปฏิเสธว่า คนที่โกรธ คนที่เสียใจ คนที่โง่เง่ามัวเมาทั้งหลาย เขาเหล่านั้นมีความเห็นอันถูกต้อง ไม่มีความเห็นผิดเลย

ก. แน่นอนละ ถ้าเขามีความเห็นอันถูกต้อง ไม่มีความเห็นผิดแล้ว เขาก็ย่อมจะไม่โกรธ ไม่เสียใจ และไม่หลงมัวเมา แต่อย่างไรก็ดี ถ้าว่าตามสภาวธรรมแล้ว คนที่กำลังโกรธ กำลังเสียใจ และที่กำลังมัวเมาอยู่ จิตใจขณะนั้นจะเกิดทิฏฐิเจตสิกร่วมด้วยไม่ได้ หาใช่วิสัยของคนที่กำลังโกรธ คนที่กำลังเสียใจ หรือคนมัวเมาเหล่านั้น จะมาแสดงความคิดเห็น เพราะกำลังโกรธ กำลังเสียใจ และกำลังมัวเมาอยู่ (ในจิตดวงเดียวกัน)

แต่แน่นอนละ ทิฏฐิ คือความเห็นผิดได้เป็นปัจจัยสนับสนุนให้แสดงออกไปเช่นนั้น ถ้าความเห็นผิดมิได้เป็นปัจจัยแล้ว ก็จะแสดงออกเช่นนั้นไม่ได้ หลานต้องทำความเข้าใจให้ดีในขณจิตที่กำลังเกิด กับจิตที่เป็นปัจจัยนั้นต่างกัน คราวนี้หลานพอจะเข้าใจหรือยัง

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:48:01 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 4



ป. เข้าใจดีแล้วขอรับ ขอเชิญคุณลุงบรรยายต่อไปเถิด

ก.พระอรหันต์นั้น จิตของท่านบริสุทธิ์ผ่องใส ความคิดเห็นผิดที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต ไม่มีโอกาสที่จะเกิดได้อีกต่อไป เพราะได้อาศัยปัญญาประหาณเสียจนเป็นสมุจเฉทสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้น ทิฏฐิเจตสิกจึงเกิดขึ้นมาประกอบกับจิตไม่ได้ทั้งความเห็นผิดที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนก็หามีไม่ การแสดงออกของท่านในพฤติกรรมต่างๆ จึงเป็นกิริยาไป

ส่วนพระอริยบุคคลคือ โสดา สกิทาคา อนาคา นั้น เวลามีความพอใจในโลกียอารมณ์ เช่นได้รับสัมผัสทางตา ทางหู เป็นต้นแล้ว แม้จะยังมีกุศลอกุศลได้อยู่ก็จริง แต่ความเห็นผิดต่างๆ ก็ได้ถูกทำลายลงไปแล้วตั้งแต่ได้อริยบุคคลเบื้องต้น ฉะนั้น ท่านเหล่านี้ก็ไม่มีโอกาสที่ทิฏฐิเจตสิกจะเกิดขึ้นมาประกอบกับจิตของท่านได้

สำหรับปุถุชนผู้ซึ่งหนาแน่นไปด้วยกิเลสนั้น เวลาที่บังเกิดความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ต่างๆ ทิฏฐิเจตสิกก็จะเกิดขึ้นเข้าประกอบกับจิตของตนได้เสมอ ยกเว้นกำลังศึกษาเล่าเรียนสภาวธรรมอยู่ หรือกำลังพิจารณาเรื่องของชีวิต ในขณะนั้นจิตเกิดปัญญาอยู่ หรือว่ากำลังกำหนดอารมณ์สังขาร รูปนาม คือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ เป็นต้น ปุถุชนทั้งหลายผู้เสวยความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ ก็ย่อมจะมีความเห็นผิดเข้าร่วมประกอบด้วยอยู่เสมอ โดยจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม (เฉพาะทิฏฐิคตสัมปยุต)

ทิฏฐิเจตสิก ในที่นี้มิใช่สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นที่ผิดไปจากความจริง และมิจฉาทิฏฐินี้ จำแนกออกได้เป็น ๒ ประการ คือ ทิฏฐิชนิดที่เป็นสามัญ และทิฏฐิชนิดพิเศษ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:48:28 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 5



๑. ทิฏฐิชนิดสามัญ

เป็นความเห็นผิดหรือความเข้าใจผิดอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสามัญแก่สัตว์ทั้งหลายโดยไม่เลือกชั้นหรือวรรณะ เกิดขึ้นโดยทั่วกัน เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะมีความยึดถือ คือว่า เป็นคน เป็นสัตว์ เช่นเป็นสุนัขหรือแมว ยึดว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นอ้วนหรือผอม ขาวหรือดำ สวยหรือไม่สวย เป็นต้น

ความจริงเป็นดังว่าหรือ? ความจริงที่แท้นั้นไม่มีดังกล่าวมาแล้ว คน สัตว์ หญิง ชาย อ้วน ผอม ขาว ดำ สวยหรือไม่สวยนั้น มิได้มีจริง มีแต่สมมุติกันขึ้นเพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่าเท่านั้นเอง

การที่เรา "เห็น" ได้นั้น จะต้องอาศัยคลื่นของแสงสะท้อนจากรูปมากระทบกับจิตที่ประสาทตา

คลื่นของแสงก็เกิดสืบต่อเข้ามากระทบติดๆ กันไปโดยรวดเร็ว

ประสาทตาที่เรียกว่า จักขุปสาท ก็ตั้งมั่นไม่ได้ เกิดดับสืบต่อกันเรื่อยๆ ไป

จิตที่รับกระทบคลื่นของแสงที่ประสาทตาก็เกิดดับติดต่อกันไม่ขาดสาย

แต่ละอย่างล้วนไม่มีอะไรตั้งมั่นอยู่ได้แม้แต่สักน้อยหนึ่ง ประชุมกันชั่วขณะๆ แล้วก็แตกสลายมิได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงที่สืบต่อเข้ามากระทบตา ก็หาได้เป็น คน สัตว์ หญิง ชาย อ้วน ผอม ขาว ดำ สวยหรือไม่สวย

ประสาทตาที่บกระทบของคลื่นแสงก็หาใช่เป็น คน สัตว์ หญิง ชาย อ้วน ผอม ขาว ดำ สวยหรือไม่สวย

และจิตใจที่เข้ารับกระทบก่อให้เกิด จักขุวิญญาณ คือการ "เห็น" ก็เห็นเฉยๆ เท่านั้น หาได้มีคน สัตว์ หญิง ชาย อ้วน ผอม ขาว ดำ สวยหรือไม่สวย

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:48:59 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 6



ตามีหน้าที่เห็น "เฉยๆ " เท่านั้น แต่เพราะความรวดเร็วของรูปของนามที่ประชุมกัน จึงทำให้เราเอาอดีต (อดีตกรรม) ที่เก็บไว้ภายในจิตใจมาสร้างเป็นมโนภาพ ทำให้เห็นเป็นคน สัตว์ หญิง ชาย อ้วน ผอม ขาว ดำ สวยหรือไม่สวย

ความจริงเความเข้าใจดังกล่าวเกิดจากความคิดขึ้นทางมโนทวาร เพราะมันรวดเร็วมากแล้วปัญญาไม่มี จึงได้ตกอยู่ในฐานะมีอวิชชา หรือโมหะเข้ามาปิดกั้น ทำให้เกิดความเห็นผิดไป

และได้เห็นผิดไปจากสภาวธรรมความจริงแท้ๆ นี้ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ชาติแล้วชาติเล่า เหมือนๆ กันไปทุกคนเป็นธรรมดาสามัญ จึงทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ไปตามความเข้าใจผิดที่ยึดมั่นนั้นๆ จึงได้เป็นบุญ เป็นบาป จึงได้เกิดแล้วเกิดอีก และมีความทุกข์แล้ว มีความทุกข์อีก

ลุงยกตัวอย่างให้หลานได้เห็นถึงความหลงผิดที่เรียกกันว่า สักกายทิฏฐิ ที่ยึดคนยึดสัตว์ว่าเป็นจริงแท้แน่นอน มั่นคง ชนิดธรรมดาสามัญที่เป็นไปของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจะหลีกเลี่ยงทิฏฐิชนิดนี้ได้ยากมาก แม้หลานจะได้ศึกษาพระอภิธรรมจนเข้าใจดีแล้วก็ตาม ดังนี้ จึงได้เป็นเหตุให้ยึดติดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ อยู่เสมอ ลุงขอได้อธิบายย่อๆ พอเห็นเป็นทาง





๒.ทิฏฐิชนิดพิเศษ

ความเห็นผิดชนิดพิเศษนี้ ได้แก่นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ ที่เห็นว่าเที่ยงแท้แน่นอนไม่ขาดสูญ และได้แก่อุจเฉททิฏฐิ ที่เห็นว่าขาดสูญ ตลอดไปจนกระทั่งถึงความเห็นผิดๆ ในทิฏฐิทั้ง ๖๒

นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ ก็คือ นัตถิกทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ และอกิริยทิฏฐิ

นัตถิกทิฏฐิ มีความเห็นผิดว่า จะกระทำสิ่งใด ผลของการกระทำย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เป็นความเห็นที่ปฏิเสธผลที่ได้กระทำลงไป ผู้ใดมีความเห็นเป็นนัตถิกทิฏฐิแล้วย่อมจะมีอุจเฉททิฏฐิ คือคิดว่าตายแล้วสูญเกิดอีกไม่ได้ เป็นพื้นฐาน พระบาลีสามัญญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรคแสดงถึง นัตถิกทิฏฐินี้ว่า

นตฺถิ ทินฺนํ เห็นว่าการทำบุญนั้นไม่ได้รับผลอย่างไร

นตฺถิ ยิตฺฐํ เห็นว่าการบูชาต่างๆ นั้นไม่ได้รับผลแต่อย่างใด

นตฺถิ หุตํ เห็นว่าการเชื้อเชิญต้อนรับต่างๆ ไม่ได้รับผลแต่ประการใด

นตฺถิ สุกต ทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าการทำดีการทำชั่ว ไม่ได้รับผลแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

นตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าภพนี้ไม่มี คือผู้ที่กำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ที่เรียกกันว่าภพนี้ย่อมไม่มี ไม่มีการเกิดอีกต่อไป

นตฺถิ ปโร โลโก เห็นว่าภพหน้าไม่มี คือภพอันจะเป็นที่เกิดที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ย่อมไม่มี เพราะเมื่อตายแล้ว ก็ย่อมจะไม่มีการเกิดอีก

นตฺถิ มาตา เห็นว่าการทำดี ทำชั่ว ต่อมารดา ย่อมไม่ได้รับผลอย่างไร

นตฺถิ ปิตา เห็นว่าการทำดี ทำชั่ว ต่อบิดา ย่อมไม่ได้รับผลอย่างไร

นตฺถิ สตฺตา โอปฺปาติกา เห็นว่า สัตว์ที่เกิดเติบโตขึ้นทันที คือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม เป็นต้น ไม่มี

นตฺถิ โลเก สมณพฺรหฺมณา สมค์คตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โกดล ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญ สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ เห็นว่าสมณพราหมณ์เหล่าใดมีการรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้าด้วยตนเอง แล้วสามารถชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ สมณพราหมณ์ที่ถึงพร้อมด้วยความสามัคคี และปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านั้นไม่มี เช่นผู้ทำสมาธิได้ฌานอภิญญา ทำวิปัสสนาได้มรรคผลนิพพานนั้นไม่มี และผู้ที่ถือเพศบรรพชิตปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้นล้วนแต่เป็นผู้กล่าวหลอกลวงเพื่อการยังชีพของตน

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:49:31 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 7



บุคคลผู้ไม่เชื่อกรรมไม่เชื่อผลของกรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว ว่าสามารถให้ผลแก่ผู้กระทำได้ ไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ เช่น นรกและสวรรค์ ไม่เชื่อการทำสมาธิและวิปัสสนาว่าจะเกิดผลในประการต่างๆ เหล่านี้ หาใช่คนนอกพุทธศาสนาไม่ เป็นคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง มีอยู่มากมาย แต่มีการศึกษาเล่าเรียวิชาการทางโลกมามาก วิทยาการในทางโลกก่อให้เกิดสติปัญญาละเหตุผลในธรรมชาติทั้งหลายอย่างกว้างขวาง

แต่วิทยาการเหล่านั้นก็เป็นขวากหนามได้มาขวางกั้นความจริงอันลึกซึ้งในเรื่องของชีวิตเสียสิ้น ทำให้ชีวิตพลาดโอกาสที่ดี เวลาอันเป็นนาทีทองค่อยๆ หมดไปๆ แล้วในที่สุดก็ถูกเผาไหม้ด้วยไฟในตอนสุดท้ายของชีวิต พร้อมกับความโง่ความไม่มีวิชาในปัญหาของตัวเอง เพราะไม่ทราบว่าตัวเองนั้นคือใคร มาจากไหน แล้วจะไปไหนต่อไปอย่างน่าเสียดาย

เป็นการแน่นอนทีเดียว ผู้ที่มีจิตใจประกอบด้วยความเห็นผิดชนิดนัตถิกทิฏฐิ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำบาป มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือผิดในกามเสมอไป บางท่านก็มีจิตใจเป็นกุศล ใจอ่อนขี้สงสาร ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชอบทำประโยชน์ให้แก่สาธารณะ แต่กุศลที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นผิดที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ดังนั้น กำลังของกุศลก็ไม่หนักแน่น

เป็นการแน่นอน หรือผู้ที่มีความเห็นผิดเป้นนัตถิกทิฏฐิ จะไม่เคยกระทำบาปทุจริตทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ไม่เคยได้กระทำบาปกรรมใดๆ ให้เกิดขึ้นตลอดชีวิตของตน ถ้าบาปอกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลเหล่านี้แล้ว ก็มีกำลังมาก เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นผิด จิตใจก็จะแข็งกร้าว ความเมตตาปรานีในขณะนั้นจะลดลงไป กำลังของอกุศลก็จะสูง อนาคตชาติก็จะมืดมน

ด้วยเหตุดังนี้เอง จึงเป็นการน่าสงสารบุคคลเหล่านี้ที่นับถือพระพุทธศาสนาเพียงแต่ในสำมะโนครัว อยู่ติดชิดกับพุทธศาสนาแค่มือเอื้อม แต่ไม่ยอมศึกษาเล่าเรียน ไม่ยอมเข้ามาค้นคว้าหาความจริงอันยิ่งใหญ่ในเรื่องชีวิต เพราะเข้าใจไปว่า ขืนทำเช่นนั้นตนจะกลายเป็นคนล้าสมัย จึงกลายเป็นคนใกล้เกลือแต่กลับกินด่าง

วันนี้ลุงก็เห็นว่าเป็นเวลาพอสมควรล้ว ลุงขอยุติการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ ความเห็นผิดที่เหลือ ลุงจะได้บรรยายต่อไปในวันหน้า

ป.สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [10 ส.ค. 2550 , 07:50:07 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 8

เรื่องของการกระทำความเห็นให้ตรงให้ถูกต้องนี้สำคัญมากและไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะครับท่านอาจารย์ เพราะมันฝังรากลึกลงไปในจิตใจ ยากที่จะขุดถอนออกจริงๆครับ

แม้จะได้ศึกษาเล่าเรียนมามากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าขาดการปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว จะไม่สามารถทำลายความเห็นว่าเป็นตัวเราของเราออกได้เลย แม้กระทั่งกำลังปฏิบัติอยู่นั้นถ้าวางใจให้มีมนสิการไม่ตรงแล้วก็ถ่ายถอนอัตตาตัวตนไม่ได้จริงๆเลยนะครับ

ได้มาศึกษาเรื่องทิฏฐิเจตสิกตัวนี้แล้ว เห็นชัดถึงความมีอำนาจของทิฏฐิจริงๆครับท่านอาจารย์



กราบขอบพระคุณในความเมตตากรุณายิ่งของท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงครับ ที่ได้ชี้แจงไว้ให้ศึกษาอย่างชัดเจนครับผม.

โดย เทพธรรม [10 ส.ค. 2550 , 08:18:20 น.] ( IP = 58.9.142.179 : : )


  สลักธรรม 9


มาศึกษาต่อค่ะ

อ่านแล้วทำให้ทราบถึงทิฏฐิสามัญว่าเกิดขึ้นตลอดเวลาที่รับรู้อารมณ์ ท่านอาจารย์บอกว่า เรามีความเห็นผิดไปจากความเป็นจริงแท้ๆ นี้ วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ชาติแล้วชาติเล่า เหมือนๆ กันไปทุกคนเป็นธรรมดาสามัญ น่ากลัวมากเลย แถมยังมีโมหะอวิชชาปิดบังอีก

จึงเห็นได้ว่าการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้นที่ช่วยให้ทราบว่าเรามีความเห็นผิดอยู่

แต่การปฏิบัติวิปัสสนาก็เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถพิสูจน์บทเรียนต่างๆ ให้ประจักษ์ได้ว่าเป็นจริงอย่างไร

จะเพียรสร้างศรัทธาด้วยการศึกษาเล่าเรียนและเพียรปฏิบัติต่อไปค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
ที่อธิบายให้เห็นชัดถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต

อนุโมทนาและและกราบขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งค่ะที่นำสิ่งประเสริฐมาฝาก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 ส.ค. 2550 , 09:41:28 น.] ( IP = 124.121.174.151 : : )


  สลักธรรม 10

เป็นเจตสิกที่สำคัญไม่น้อยเลย..และน่ากลัวมากด้วย
กราบขอบพระคุณในธรรมทานค่ะท่านอาจารย์

กราบขอบพระคุรและอนุโมทนาค่ะพี่เณร

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 ส.ค. 2550 , 09:50:51 น.] ( IP = 58.9.97.137 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org