มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ประทีปแห่งชีวิต





วิปัสสนานั้น คือปัญญาอันแจ้งชัด เห็นอรรถเห็นธรรม อันมีจริงอันเป็นความจริงอย่างไร ปัญญาอันเห็นตามเป็นจริง กำหนดสามัญญลักษณะทั้ง ๓ คือ ความเป็นของไม่เที่ยง ๑ ความเป็นทุกข์ ๑
ความเป็นอนัตตา ๑ ถอนความถือมั่น ด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิเสียได้ชื่อว่าวิปัสสนาปัญญา เห็นวิเศษ เห็นแจ้ง เห็นชัด ปัญญานั้นก็เป็น
สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เกิดพร้อมกับจิตบางเหล่า เป็นสภาพรู้ชัดตามจริงเป็นไปโดยความเป็นผู้ฉลาด ในความเจริญและความฉิบหายและอุบาย
แห่งความเจริญและความฉิบหาย และความฉลาดในอรรถในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ส่องให้ความชัชวาล ประหนึ่งแสงสว่างในรูปทั้งหลาย.



ทิฏฐิความเห็นทั้งหลายอันไม่มีประโยชน์ เป็นไปด้วยถือผิดต่าง ๆ อย่างไร เป็นไปในโลก
สาธุชนพึงหยั่งด้วยปัญญาพิจารณา และละเว้นทิฏฐิเหล่านั้นเสียด้วยประการทั้งปวง พึงเจริญปัญญาอันมาในคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เกิดมีขึ้นในจิต ปัญญาซึ่งมาในพระพุทธศาสนานั้น คืออุทยัตถคามินี
ปัญญาอันไปยังความอุทัยและอัสดง พิจารณาความเกิดและความเสื่อมสิ้นแห่งสังขารเป็นอารมณ์ เป็นปัญญาอันพิเศษไปจากข้าศึกคือกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตได้ อาจสามารถจะทำลายกิเลสที่ยังไม่เคย
ทำลายให้พินาศได้ จะให้ผู้เจริญบรรลุความสิ้นทุกข์ได้โดยชอบ นำผู้ปฏิบัติออกไป เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบได้จริง เป็นปัญญาอันมั่นคง
ยากที่ข้าศึกจะนำเสียได้.


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ส.ค. 2550 , 07:48:10 น.] ( IP = 58.9.109.81 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ผู้มีความสะสมในทางปัญญาได้ทำแล้ว พึงบำเพ็ญปัญญานั้นเกิดในจิต ให้ไพบูลย์ขึ้นตามอุบายที่ชอบ ที่จะให้เกิดอุทยัตถคามินีปัญญานั้น ให้ผู้เจริญวิปัสสนาปัญญานั้น พึงรู้ฐานะทั้ง ๖ก่อน คือ อนิจจะ ของไม่เที่ยง ๑ อนิจจลักขณะ เครื่องหมายที่จะ
ให้กำหนดรู้ว่าไม่เที่ยง ๑ ทุกขะ ของสัตว์ทนยาก ๑ ทุกขลักขณะเครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่าเป็นทุกข์ ๑ อนัตตา สิ่งสภาพไม่ใช่อาตม
ตัวตน ๑ อนัตตลักขณะ เครื่องหมายที่จะกำหนดรู้ว่าเป็นอนัตตา๑ในฐานะทั้ง ๖ นั้น สังขารที่ปัจจัยแต่งปัจจัยปรุง แตกต่างเป็นอุปาทินนะและอนุปาทินนะ หรือเป็นนามรูป พุทธาทิบัณฑิตแจกโดย
ประเภทเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นต้นนี้ เป็นของไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นด้วย เสื่อมสิ้นไปด้วย แปรปรวนยกย้ายเป็นอย่างอื่น ๆ ไปด้วย. ความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้น และความเข้าไปถึงความ
เป็นอย่างอื่น ๆ ไป เป็นอนิจจลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้รู้ให้เห็นว่าไม่เที่ยง. สังขารนามรูปนั้นเป็นทุกข์ เพราะเป็นของอันความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นหากเบียดเบียนบีบคั้น. ข้อซึ่งความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมสิ้นมาเบียดเบียนบีบคั้นอยู่นั้นแล เป็นทุกขลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้รู้ให้เห็นว่าเป็นทุกข์ สิ่งใดไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นของสูญจากความเป็นตน และความเป็นของ ๆ ตน ไม่เป็นไปในอำนาจ ไม่เป็นสัตว์เป็นบุคคลผู้ใด ไม่เป็นของ ๆ ผู้ใด สังขารนามรูปนั้นเป็นอนัตตา เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ ความไม่เป็นไป ในอำนาจ ความเป็นของสูญสักว่าเป็นสภาวธรรม ความเป็นสภาพ ไม่มีเจ้าของ เป็นอนัตตลักขณะ เครื่องหมายที่จะให้รู้ให้เห็นว่าเป็น อนัตตา.



เมื่อเห็นนามรูปตามเป็นจริงอย่างไรได้ฉะนี้แล้ว ทิฏฐิความเห็น ของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นก็บริสุทธิ์ ควรเจริญวิปัสสนาปัญญาต่อไป แสวง
หาเหตุและปัจจัยแห่งนามรูปนั้น ประหนึ่งแพทย์เห็นโรคแล้วแสวงหาสมุฏฐานแห่งโรคฉะนั้น ดำเนินญาณอันโคจรมาเพราะสดับเป็นต้น
ก็จะเห็นธรรม ๔ ประการ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑ อุปาทาน ๑
กรรม ๑ นี้ว่า เป็นเหตุแห่งรูป เพราะเป็นปัจจัยแก่ความเกิดขึ้นแห่งรูป เห็นอาหารว่าเป็นปัจจัยแห่งรูป เพราะเป็นปัจจัยแก่ความอุปถัมภ์ทำนุบำรุงรูปนั้น ธรรมทั้ง ๓ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
เป็นอุปนิสัยแห่งกายนี้ ประหนึ่งมารดาที่อาศัยแห่งทารกฉะนั้น กรรมเป็นผู้ให้กายนี้เกิด ประหนึ่งบิดาแห่งบุตรฉะนั้น อาหารเป็นผู้อุ้มธารทางกายนี้ไว้ ประหนึ่งพี่เลี้ยงอันอุ้มทรงทารกฉะนั้น กำหนด
ปัจจัยแห่งรูปกายได้อย่างนี้แล้ว กำหนดปัจจัยแห่งนามกายโดยนัยว่าอาศัยจักษุกับรูปทั้งหลายมาประสบเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้เป็นต้น
ถึงความสันนิษฐานว่า นามรูปอาศัยเหตุและปัจจัยอย่างนี้ ถึงธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีตอนาคตเล่า ก็ย่อมเป็นไปเพราะปัจจัยอย่างนี้


โดย Tvb (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ส.ค. 2550 , 07:53:17 น.] ( IP = 58.9.109.81 : : )


  สลักธรรม 2


ปัญญาอันเห็นวิเศษเห็นแจ้งชัดสังขารโดยลักษณะ ๓ เป็นเครื่องบริสุทธิ์หมดจดรอบคอบ แห่งสัตว์ผู้เศร้าหมองด้วยเครื่องเศร้าหมองภายใน ให้บริสุทธิ์โดยนิปปริยาย ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น
สมเด็จพระโลกนาถผู้ฉลาดในมรรคาจึงได้ตรัสโดยสังเขปว่า ปญฺยายปริสุชฺฌติ และอีก ๓ คาถาว่า
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอว มคฺโค วิสุทฺธิยา
เป็นต้น มีความว่า เมื่อใดบุคคลเห็นลงด้วยปัญญาว่า สังขารธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ เมื่อนั้นบุคคลก็เบื่อหน่ายในทุกข์ คือความบริหารขันธ์ร่างกาย อันเป็นมรรคาแห่งความบริสุทธิ์
คือจะให้จิตพ้นไปจากอาสวะทั้งหลาย. เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญา ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์อันสัตว์ทนยากฉะนี้ เมื่อนั้นบุคคลย่อม เหนื่อยหน่ายในทุกข์ คือบริหารทำนุบำรุงรักษาเบญจขันธ์ อันนี้เป็น
มรรคาแห่งความบริสุทธิ์. เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ เมื่อนั้นบุคคลย่อมเหนื่อยหน่ายในทุกข์ คือ
ความบริหารทำนุบำรุงเบญจขันธ์ อันนี้เป็นมรรคาแห่งความบริสุทธิ์.วิปัสสนาญาณที่พิจารณาสังขารโดยเป็นธรรม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตาแล้ว เกิดนิพพานความเบื่อหน่าย เป็นมรรคาอุบายแห่งนิพพานด้วยประการฉะนี้.




ความเข้าใจผิด ๔ ประการ ตามประสงค์ ดำเนินความว่า สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ มีชีวิตอินทรีย์ก็ดี ไม่มีก็ดี ล้วนเกิดแต่เหตุ เป็นไปตามเหตุ สมด้วยคำของพระอัสสชิกล่าวแก่พระสารีบุตร เมื่อครั้ง
พระสารีบุตรยังเป็นปริพาชกอยู่ว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิดมาก่อน ดังนี้ สิ่งทั้งปวงนี้จึงได้ชื่อว่าสังขารแปลว่าสภาพอันเหตุแต่งขึ้นบ้าง ได้ชื่อว่าธรรม แปลว่าสภาพทรงอยู่
ตามลักษณะนั้นเองบ้าง ใคร ๆ จะเข้าใจถูกหรือผิด ก็คงอยู่ตาม ลักษณะนั้นเอง ไม่ยักย้าย แต่ผลแห่งความเข้าใจถูกและผิดย่อมต่าง
กัน ความเข้าใจถูกย่อมทำประโยชน์ให้สำเร็จ ความเข้าใจผิดย่อมทำประโยชน์ให้เสีย เช่นเดียวกับการเดินทาง ระยะทางที่จะไปนั้น ใกล้
ไกลเท่าใด ก็คงอยู่เท่านั้นเอง เมื่อเข้าใจถูกก็ไปถูก ด้วยไม่ต้องเสียเวลา ถ้าเข้าใจผิดก็ไปไม่ถูกหรือหลง ต้องเดินวนเวียนอ้อมค้อมยืดยาวเกินกว่าระยะทางที่ควรเดิน ทำให้เสียเวลาเปล่า แม้สัตวโลกเล่า
ก็ได้ชื่อว่าเดินทางไกล กล่าวคือท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏสงสาร เวียน เกิดเวียนตายอยู่ไม่รู้จักคบ ต่อเมื่อได้พบพระพุทธเจ้าและได้สดับคำสั่งสอนของท่าน ได้ปัญญาเห็นเหตุผลถ่องแท้ จึงอาจบรรลุถึงที่สุด
ชาติ กล่าวคือพระนิพพาน พระพุทธเจ้าย่อมแสดงเหตุผลสั่งสอนสัตวโลกให้เข้าใจถูกตามเป็นจริงอย่างไร ข้อนี้มีแจ้งอยู่



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ส.ค. 2550 , 07:58:02 น.] ( IP = 58.9.109.81 : : )


  สลักธรรม 3


ในธรรมนิยามสูตร
เป็นคำตรัสสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตาน ิตา ว สา ธาตุ ธมฺมฏฺิตตา ธมฺมนิยามตา๑ เป็นต้น ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะเหตุว่าพระตถาคตเกิดขึ้นก็ดี ไม่เกิดขึ้นก็ดี ธาตุอันนั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นอยู่ตามธรรมดา ก็ตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ข้อนี้ คือสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตนแต่พระตถาคตย่อมรู้ถึงธาตุนั้นถูกต้อง ครั้นแล้วย่อบอกให้จะแจ้งสำแดงให้เห็นชัด บัญญัติแต่งตั้งเป็นแบบ เปิดเผยจำแนก ทำให้เข้าใจได้ง่ายดังนั้น เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้เห็นเองแล้ว สั่งสอนสัตวโลกให้ได้ดวงจักษุ คือ ปัญญา เข้าใจถูกตามความเป็นไปแห่งธรรมดา
จึงมีคำของผู้เสื่อมในกล่าวสรรเสริญไว้ว่า เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดเผยของที่มีอื่นกำบังไว้ บอกทางให้แก่คนหลง หรือส่องไฟในที่มืดให้คนมีดวงตาได้เห็นแสง คำเหล่านี้ล้วนเป็นข้ออุปมา มีอรรถสาธกดังนี้.



ข้อต้น สังขารทั้งหลาย ย่อมมีลักษณะเสมอทั่วกันเป็น ๓ ประการคือ
อนิจจลักษณะ อาการเครื่องหมายว่าไม่เที่ยงประการ ๑
ทุกขลักษณะ อาการเครื่องหมายว่าเป็นทุกข์ประการ ๑
อนัตตลักษณะ
อาการเครื่องหมายว่าไม่ใช่ของตัวประการ ๑. ความเกิดขึ้นในเบื้องต้นความแปรปรวนในท่ามกลาง ความแตกสลายในที่สุด นี้เครื่องหมายว่าไม่เที่ยง ความทนได้ยาก นี้เครื่องหมายว่าเป็นทุกข์ ความไม่ได้ตามใจหวัง นี้เครื่องหมายว่าไม่ใช่ของตัว ลักษณะ ๓ ประการนี้
เรียกว่าสามัญญลักษณะ แปลว่า ลักษณะซึ่งมีเสมอทั่วกันไป.ในสามัญญลักษณะ ๓ ประการนั้น อนิจจลักษณะและทุกขลักษณะยังมีผู้พิจารณาเห็น แต่อนัตตลักษณะเป็นของลี้ลับ ไม่มีใครคิดเห็น เปรียบเหมือนของที่คว่ำอยู่ แท้จริง เมื่อบุคคลได้เห็น
หรือได้ยินข่าวว่าคนนั้นคนนี้ตาย มีความสังเวช เปล่งอุทานวาจาว่าอนิจจัง ๆ หรือเมื่อได้เสวยทุกข์กายทุกข์ใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เปล่งอุทานว่า ทุกข์เหลือทน ๆ ไม่มีใครจะกล่าวว่าไม่ใช่ของเรา ช่าง
เถิด. นักปราชญ์นอกพระศาสนาที่เป็นคนมีปัญญายังสามารถสั่งสอนมหาชน ด้วยอนิจจลักษณะ แสดงอายุของสัตว์ทั้งหลายไม่ยืนนาน เกิดแล้วก็จะพลันดับไปบ้าง ด้วยทุกขลักษณะ แสดงทุกข์ภัยไข้เจ็บของ
สัตว์ทั้งหลายเป็นต้นบ้าง แต่ไม่มีใครจะเล็งเห็นอนัตตาลักษณะเลยสักคนไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะสามารถยกขึ้นสั่งสอนชนเหล่าอื่น ข้อนั้นเป็นอัน
ไม่มีเลย


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ส.ค. 2550 , 08:02:56 น.] ( IP = 58.9.109.81 : : )


  สลักธรรม 4


ความข้อนี้ควรสาธกด้วยอรกสูตร
ในคัมภีร์สัตตกังคุตรว่า๑
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อรโก นาม สตฺถา อโหสิ ติตฺถกโร กาเมสุ วีตราโค เป็นต้น มีความเป็นกระแสพระพุทธภาษิตว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ได้เคยมีมาแล้ว มีศาสดาเจ้าลัทธิผู้หนึ่งชื่ออรกะ เป็นคนปราศจากกำหนัดในกามคุณ และสาวกของอรกศาสดานั้นมีหลาย
ร้อย อรกศาสดานั้น แสดงธรรมแก่พวกสาวกว่าดังนี้ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อยนิดเดียว พลันจะดับ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมากควรรู้สึกด้วยปัญญา ควรบำเพ็ญกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มี. ต่อนี้ในพระสูตรแสดงอุปมาเป็นหลายข้อ จะถวายวิสัชนาพร้อมทั้งอรรถาธิบายเป็นลำดับไป.
ข้อ ๑ ว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายเหมือนหยาดน้ำค้าง ธรรมดาว่าหยาดน้ำค้างที่ปลายใบหญ้า เมื่อพระอาทิตย์อุทัยต้องไอร้อน ก็พลันจะหายไป ไม่ตั้งอยู่นานฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนี้เล่า
เมื่อชาติมีแล้ว ก็มีชรา พยาธิ มรณะ คอยรุมเผาไม่ให้เป็นไปนานพลันสาบสูญอันตรธานเสียแต่ไม่ทันไร เกิดแล้วก็แก่เฒ่าเจ็บตายในชั่วยังไม่ทันถึงร้อยปี ข้อนี้ก็อุปไมยฉันนั้น.



ข้อ ๒ ว่า เหมือนต่อมน้ำ ธรรมดาว่าต่อมน้ำอันตั้งขึ้นเพราะฝนเม็ดโตตกกระทบพื้นโดยกำลังแรง ย่อมพลันจะแตกไปไม่ตั้งอยู่นานฉันใด ชีวิตตนเกิดขึ้นเพราะความประชุมแห่งเหตุ เมื่อเหตุสลายจาก
กันแล้ว ก็พลันที่จะดับฉันนั้น.
ข้อ ๓ ว่า เหมือนรอยไม้ขีดลงในน้ำ ธรรมดาว่าน้ำเป็นของไม่แยกจากกัน เมื่อบุคคลเอาไม้ขีดให้แยกจากกัน พอไม่มีไม้คั่น ก็กลับเลื่อนไหลเข้าหากันอีน รอยปรากฏในชั่วเวลาไม้ขีดกำลังลงฉันใด
ชีวิตนี้ยังเป็นไปได้ก็เพราะได้ปัจจัยอุดหนุน หมดปัจจัยแล้วก็หมดกันสมด้วยพระพุทธภาษิตว่า
อายุ อุสฺมา จ วิญฺญาณํ ยทา กายํ ชหนฺติมํ อปวิฏฺโญ ตทา เสติ เอตฺถา สาโร น วิชฺชติ.
ความว่า เมื่อใด อายุ ไออุ่น และวิญญาณ ละกายนี้เสีย เมื่อนั้นกายนี้ย่อมนอนทอดหาแก่นสารมิได้ ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ส.ค. 2550 , 08:06:46 น.] ( IP = 58.9.109.81 : : )


  สลักธรรม 5


ข้อ ๔ ว่า เหมือนลำธารอันไหลมาจากภูเขา ธรรมดาว่ากระแสน้ำในลำธารไหลไปไกล กำลังเชี่ยว นำเอาสิ่งที่อาจนำได้ไปไม่มีหยุดสักขณะ มีแต่จะไหลไปอย่างเดียวฉันใด วันคืนล่วงไป ๆ ก็นำเอาชีวิตล่วงตามไปด้วย ไม่มีพักสักขณะ มีแต่จะรุกไปส่วนเดียวฉันนั้น.
ข้อ ๕ ว่า เหมือนก้อนน้ำลาย ธรรมดาว่าบุรุษมีกำลัง จะถ่มก้อนน้ำลายที่ปลายสิ้นได้โดยไม่ยากฉันใด ชีวิตนี้ก็เป็นของจะดับได้ง่ายฉันนั้น.
ข้อ ๖ ว่า เหมือนชิ้นเนื้อนาบไฟ ธรรมดาว่าชิ้นเนื้อที่บุคคลเอาลงในกะทะเหล็กอันร้อนตลอดวันยังค่ำ ย่อมจะพลันไหม้ ไม่ตั้งอยู่นานฉันใด ชีวิตก็ต้องเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์เผาผลาญให้
เกรียมไม่ทนอยู่นานฉันนั้น.
ข้อ ๗ ว่า เหมือนโคที่เขาจะฆ่า ต้องนำไปสู่ที่ฆ่า ยกเท้าเดินไปเท่าใด ความตายก็ใกล้เข้ามาเท่านั้น ชีวิตนี้วันคืนล่วงไปเท่าใดก็ใกล้ความตายเข้าไปเท่านั้นเหมือนกัน.



ปัญจกังคุตตรนิกายว่า
ปญฺจหิ ภิกฺขเว วฑฺฒีหิ วฑฺฒมาโน อริยสาวโก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเจริญด้วยเครื่องเจริญ ๕ อย่างแล้ว
อริยาย วฑฺฒิยา วฑฺฒติ
ย่อมเจริญด้วยเครื่องเจริญดีไม่มีโทษ
สาราทายี จ โหติ วราทายี จ กายสฺส
เป็นบุคคลผู้พิเศษ ถือเอาซึ่งแก่นสารแห่งร่างกาย ถือเอาซึ่งคุณอันประเสริฐแห่งร่างกายนี้
สทฺธาย วฑฺฒติ คืออริยาสาวกเจริญด้วย ศรัทธาและศีล สุตะ ความสดับ จาคะ ความบริจาค ปญฺญาย วฑฺฒติ เจริญด้วยปัญญา อิเมหิ
โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ วฑฺฒีหิ วฑฺฒมาโน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยสาวกเจริญด้วยเครื่องเจริญ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว ก็เป็นบุคคลถือเอาแก่นสารคุณอันประเสริฐแห่งร่างกายได้ เตสุ จ ปญฺจสุ
ธมฺเมสุ และในธรรม ๕ ประการนั้น ปัญญาเป็นประธานแห่งธรรมทั้งหลาย ย่อมรวบรวมธรรมทั้ง ๔ คือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ นั้น
ไว้ไม่ให้กระจักกระจาย เพราะฉะนั้น จึงควรเจริญติลัขณานุปัสสนานี้ไว้ เป็นนิพัทธภาวนามัยกุศลบริบูรณ์ขึ้นในสันดานตน ด้วยอัปปมาท-
ธรรม ด้วยประการฉะนี้.



องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๙๑.
องฺ. ติก. ๒๐/๓๖๘.


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 ส.ค. 2550 , 08:20:06 น.] ( IP = 58.9.109.81 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org