มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัญญัติ เป็นอนัตตา แต่ไม่มีอนัตตลักษณะ ใช่หรือไม่ครับ?




ในพระวินัยเล่ม 8 แสดงไว้ว่า

นิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็น อนัตตา
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=8&A=5897&Z=5921

ส่วนในอภิธัมมัตถสังคหะ ปริเฉท 6 ของ อชว.
http://oldaphidham.mcu.ac.th/

แสดงไว้ว่า
บัญญัติธรรม ไม่มีสามัญญลักษณะ ๓ อย่าง คือ ไตรลักษณ์นี้แต่อย่าง หนึ่งอย่างใด

เช่นนี้แล้ว หากผมกล่าวว่า
บัญญัติ เป็นอนัตตา แต่ไม่มี อนัตตลักษณะ
จะถูกหรือผิดตามหลักธรรมครับ?

โดย Beckham - [13 ส.ค. 2550 , 10:32:22 น.] ( IP = 125.25.191.226 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

(หรือดูจากในนี้)

ส่วนบัญญัติธรรม ไม่มีสามัญญลักษณะ ๓ อย่าง คือ ไตรลักษณ์นี้แต่อย่าง หนึ่งอย่างใด
http://www.abhidhamonline.org/aphi/p6/002.htm
(บรรทัดที่ 12)

โดย Beckham [13 ส.ค. 2550 , 10:38:57 น.] ( IP = 125.25.191.226 : : )


  สลักธรรม 2

ผมพิจารณา และได้ความเห็นเพิ่มอีกนิดว่า


1.อนัตตา และ อนัตตลักษณะ เป็นคนละอย่างกัน
สิ่งที่จะมีอนัตตลักษณะ ต้องเป็นธรรมที่มีสภาวะ

2.
บัญญัติ ต้อง เป็น อนัตตาแน่ๆ ตามพระวินัยเล่ม๘

3.
บัญญัติ เป็น อสภาวธรรม
จึงไม่ควรจะมีสามัญญลักษณะ(ไตรลักษณ์)ใดๆ


ดังนั้น บัญญัติจึงเป็นอนัตตา แต่ไม่มีอนัตตลักษณะ

โดย Beckham [13 ส.ค. 2550 , 21:49:03 น.] ( IP = 125.25.135.80 : : )


  สลักธรรม 3


สวัสดีค่ะคุณ Beckham

ปรมัตถ์ธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริง ไม่ผันแปรกลับกลอก ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างใดก็ตาม มีสภาวธรรมประจำตัว ๒ ประการ คือสามัญลักษณะ และวิเสสลักษณะ (ลักษณะพิเศษที่มีประจำตัว)

สามัญลักษณะ มี ๓ ประการ ที่เรียกกันว่า ไตรลักษณ์
ธรรมชาติใดที่มี อนิจจลักษณะคือลักษณะที่ไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดกาล ก็เรียกว่าธรรมชาตินั้นเป็นอนิจจัง

ธรรมชาติใดที่มี ทุกขลักษณะ คือลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มีเกิดขึ้นและดับไป ก็เรียกว่าธรรมชาตินั้นเป็นทุกขัง

ธรรมชาติใดที่มี อนัตตลักษณะ คือลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน และบังคับบัญชาไม่ได้ ย่อมสูญสิ้นไปตามสภาพเมื่อหมดเหตุปัจจัย ก็เรียกว่าธรรมชาตินั้นเป็นอนัตตา

จิต เจตสิก รูป ซึ่งมีครบทั้ง ๓ ลักษณะ จึงเรียกว่าจิต เจตสิก รูป เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ส่วนพระนิพพาน นั้น มีเพียงลักษณะเดียวคือ อนัตตลักษณะเท่านั้น พระนิพพานจึงเป็นอนัตตา

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ

ส่วนบัญญัติธรรมนั้น เป็นธรรมชาติที่ไม่มีสภาวะรองรับไม่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง ๓ เลย เป็นเพียงสิ่งที่สมมุติเรียกกันขึ้นมา เพื่อให้เข้าใจในชุมชนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น มิได้มีจริงๆ

ดังนั้นบัญญัติธรรม จึงไม่เพียงแต่ไม่มีสามัญลักษณะเท่านั้น แม้วิเสสลักษณะก็ไม่มีค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 ส.ค. 2550 , 10:14:04 น.] ( IP = 124.121.174.213 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณ และอนุโมทนา พี่ดา นะครับ

โดย Beckham (Beckham) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [20 ส.ค. 2550 , 16:24:21 น.] ( IP = 125.25.149.231 : : )


  สลักธรรม 5

การพิจารณาบัญญัตินั้นผู้พิจารณาต้องตั้งสติให้มั่น
เพราะขณะที่จิตมีโมหะนั้นสติและสัมปชัญญะไม่เกิดร่วมด้วย
สภาพธรรมมี2คือ รูปธรรมและนามธรรม
หรือ มี4คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน
และมีสามัญญลักษณะ ๓ อย่าง เป็น ไตรลักษณ์

ตัวอย่างบัญญัติ เช่น ลมหายใจ ยืน เดิน นั่ง นอน เกิด แก่ ตาย สัตว์ และ บุคคลใดๆ
เป็นบัญญัติไม่มีสามัญญลักษณะ ๓ อย่าง ไม่เป็น ไตรลักษณ์
บัญญัตินั้นจะเป็นสิ่งที่เที่ยงหรือไม่เที่ยงก็ได้ จะเป็นอัตตาหรืออนัตตาก็ได้ แล้วแต่การบัญญัติ
เช่น ลมหายใจ ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นของเที่ยงเพราะสิ่งนี้มีอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง
แต่สัตว์ทั้งหลายเกิดแล้วต้องตายเป็นของไม่เที่ยง
แต่นี้ไม่ใช่ความหมายของความไม่เที่ยงที่เป็นไตรลักษณ์
สัตว์ต่างๆ สิ่งของต่างๆ ตัวเรา เป็นอัตตา เพราะเห็นว่ามีตัวตน
สื่งที่บัญญัติเป็นอนัตตา เพราะเห็นว่าบัญญัติไม่มีสภาพธรรมไม่มีตัวตน
แต่นี้ไม่ใช่ความหมายของอนัตตาที่เป็นไตรลักษณ์

เพียงเจตสิกที่ประกอบด้วย เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก โมหะเจตสิก ก็สามารถทำให้เราเห็น

ผิดว่ามีตัวตนมีเรา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ได้ เมื่อหลง มีอวิชชา ก็เห็นบัญญัติ เป็นอนัตตาหรือเป็น

อัตตาก็ได้เป็นธรรมดา เจตสิกมีทั้งหลง มีทั้งรู้ชัด รู้แจ้ง รู้จำ รู้สึก รู้คิด เราจะจำอารมณ์ต่างๆ

ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันก็ได้ เราคิดถึงอารมณ์ต่างๆที่เป็นทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันก็ได้

เราจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นตัวตนก็ได้ถ้ามีความหลงอยู่ในขณะนั้น แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มี

ใครจำ ไม่มีใครคิดมีแต่ จิต เจตสิก รูปที่อาศัยกันเกิดขึ้น

สภาพธรรม เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจัยปรุงแต่ง แล้วก็แตกทำลาย ตามธรรมดาไม่เป็นไปในอำนาจ

ใด แม้ขณะที่เราคิดพิจารณาว่าบัญญัติเป็นอย่างไร สิ่งนั้นก็ดับและแตกทำลายไปแล้ว เวทนา

สัญญา ตัณหา ทิฏฐิ มีแล้วปัจจัยปรุงแต่งแล้วย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา

เพราจิตจึงมีรูปนาม เพราะรูปนามจึงมีจิต เพราะสังขารจึงมีวิญญาณ เพราะอวิชชาจึงมีสังขาร

ธรรมทั้งหลายต่างอาศัยกันเกิด เมื่อใดที่ความไม่รู้เกิดขึ้น บัญญัติก็เป็นอนัตตาได้ แต่เป็นอนัตตา

เพราะมีเราเป็นอัตตาที่มีความเห็นเป็นทิฏฐิว่ามีบัญญัติเป็นอนัตตา แต่เมื่ออวิชชาดับ ตัณหา ทิฏฐิ

หมดไป ไม่มีเรา เมื่อไม่มีเราจึงไม่มีบัญญัติ ไม่มีสิ่งที่เป็นอนัตตาหรือเป็นอัตตาเปรียบเสมือน

โลกที่ว่างเปล่า

โดย อิคิว (อิคิว) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [2 ก.ย. 2550 , 22:56:21 น.] ( IP = 210.246.75.25 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org