| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๓๐)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๓๐)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป.ผมก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ ผมขอเชิญคุณลุงบรรยายต่อไปได้แล้ว
ก. อกิริยทิฏฐิ นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิตัวที่ ๓ ในพระบาลีสามัญผลสูตรแห่งศีลขันธวรรค ว่า "กโรโต การยโต ฉินฺทโต เฉทาปยโต ปจโต ปจาปยโต โสจยโต โสจาปยโต กิลมยโต กิลมาปยโต ผนฺทโต ผนฺทาปยโต ปาณมติปาตยโต อทินฺนํอาทิยโต สนฺธึฉินฺทโต นิลฺโลปํหรโต เอกคาริกํกโรโต ปริปนฺเถติฏฐโต ปรทรํคจฺฉโต มุสาภณโต กโรโตนกรียติปาปํ"
แปลความว่า ผู้ที่มีความเห็นผิดชนิดที่เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ คือเห็นว่า
"การกระทำดี การกระทำชั่วของสัตว์ทั้งหลาย จะทำเองหรือใช้คนอื่นทำก็ตาม
ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาปหรือเป็นบุญ
การทำร้ายโดยการตัดอวัยวะของผู้อื่น เช่นการเชือดเฉือนอวัยวะของผู้อื่น จะเป็นผู้กระทำเองหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ตาม
ก็ไม่ได้ชื่อว่ากระทำบาป
การลงโทษผู้อื่นโดยปรับเงินทองหรือเฆี่ยนตีทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จะทำเองหรือใช้ให้คนอื่นทำ
ก็ไม่ชื่อว่าทำบาป
การยึดถือเอาวัตถุสิ่งของต่างๆ หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเศร้าโศกเสียใจ โดยจะทำเองหรือใช้ให้คนอื่นทำก็ตาม
ไม่ชื่อว่าทำบาป
การลงโทษตนเองโดยทรมานให้อดอยากลำบากหรือยอมติดอยู่ในเรือนจำ หรือแนะนำสั่งสอนผู้อื่นที่เชื่อถือตนให้ได้รับความทุกข์ทรมานโดยสอนให้คนอื่นกระทำตาม
ก็ไม่ได้ชื่อว่ากระทำบาป
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:28:36 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ความทุกข์ความเดือดร้อนของตนหรือทำให้ผู้อื่นทุกข์ระทมขมขื่นอย่างไร
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาป
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยตนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาป
การลักทรัพย์ด้วยตนเอง หรือใช้ผู้อื่น
ก็ไม่ชื่อว่าเป็นขโมยหรือไม่ได้ชื่อว่าเป็นบาป
การตัดช่องย่องเบาหรือใช้ผู้อื่น
ก็ไม่เป็นบาป
การช่วงชิงทรัพย์สินเงินทองด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่น
ก็ไม่ได้ชื่อว่ากระทำบาป
การบุกรุก การแย่งชิงทรัพย์สินด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่น
ก็ไม่เป็นบาป
การประพฤติผิดในกามในภรรยาของผู้อื่น
ไม่เป็นบาป
การพูดมุสา
ไม่เป็นบาป
การกระทำต่างๆ ดังกล่าวไม่ว่าจะกระทำด้วยตนเองก็ดี หรือจะใช้ให้คนอื่นทำก็ดี
เหล่านี้ก็ชื่อว่าไม่เป็นบาปทั้งสิ้น"
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:29:47 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 2
อกิริยทิฏฐิ เป็นความเห็นผิดชนิดที่ปฏิเสธกรรม ดังนั้นจึงเท่ากับปฏิเสธผลของกรรมสำเร็จลงไปด้วย
ในเรื่องของชีวิตนั้นลึกลับสลับซับซ้อนยิ่งนัก จึงมีผู้ที่มีความเห็นผิดในแง่มุมต่างๆ มากมาย มีความรู้ในวิทยาการต่างๆ ทางโลกอย่างไร ก็หาแก่ความเห็นผิดเหล่านั้นได้ไม่ นอกจากจะเพียงได้อาศัยวิทยาการเหล่านั้น เป็นบาท เป็นเท้า สนับสนุนให้ก้าวเข้าไปในเรื่องของชีวิตสะดวกขึ้นเท่านั้น
คนสมัยใหม่บางคน ที่รู้เรื่องราวของชีวิตไม่กระดิกหู ได้แสดงความคิดเห็นผิดเหมือนกับพวกเดียรถีย์ในครั้งพุทธกาล เพราะมีความเชื่อว่า เมื่อเอามีดฟันผู้อื่นให้ตาย มีดก็เป็นวัตถุ เป็นสสาร ร่างกายของมนุษย์ก็เป็นวัตถุ เป็นสสารเหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อเอามีดอันเป็นวัตถุสสารผ่านลงไปในมนุษย์ซึ่งเป็นวัตถุสสาร จะเป็นบาปเป็นกรรมได้อย่างไร
เมื่อมีความเห็นเป็นแต่กิริยาสักแต่ว่ากระทำไปเช่นนี้แล้ว เขาก็จะกล้ากระทำบาปกรรมอย่างรุนแรงได้โดยง่าย จะกินเหล้าเมายาสักเท่าใดก็ไม่มีความกระเทือนใจ จะเบียดเบียนผู้อื่นก็จะกระทำอย่างโหดร้าย เพราะไม่เห็นเป็นโทษอะไร
ความมักได้เห็นแก่ตัวก็จะเกิดขึ้นมากมาย จะกระทำได้ทุกอย่าง ขอให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนาเท่านั้น แม้จะย่ำลงไปบนน้ำตาหรือบนกองเลือดของใคร ก็ไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว เขาจะยืดคอขึ้นแล้วประกาศในใจว่า ตนเองเป็นคนมีความฉลาด มีความสามารถ มีอำนาจมาก จึงได้เปรียบผู้อื่น ได้สิ่งซึ่งจะมาสนองความต้องการของตนอย่างบริบูรณ์
บุคคลชนิดนี้ เป็นผู้ที่น่ากลัวอันตราย เพราะภายในจิตใจนั้นดำมืดซ่อนเร้นความเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดอกิริยทิฏฐิเอาไว้ ใครเข้าใกล้มักจะประสบอันตราย เขาจะหวาดกลัวก็แต่มือกฎหมาย หรือมีใครได้ล่วงรู้ถึงความโสมมของเขาเท่านั้น โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:30:21 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 3
ป. คุณลุงขอรับ ผมคิดว่า ถ้าคุณลุงได้ยกตัวอย่างอันเป็นบุคคลขึ้นมาให้ได้เห็นบ้างแล้ว ก็คงจะมาประกอบความเข้าใจและบังเกิดความสนใจมากขึ้นด้วย
ก. ได้ซีหลาน ลุงเห็นควรจะยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาลเอามาให้หลานได้ฟัง เพราะความเห็นผิดทั้งหลายในครั้งพุทธกาลมีมากนัก
คณาจารย์ใหญ่เดียรถีย์ ผู้ตั้งตัวเป็นผู้รู้ดีสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตนไปในหนทางที่ไม่ถูกต้อง แล้วได้รับอันตรายเมื่อชีวิตหาไม่แล้วอย่างแสนสาหัส คณาจารย์เดียรถีย์เหล่านี้ มีความเห็นผิดชนิดนิยตมิจฉาทิฏฐิ ที่มาในสุตตันตปิฎก เล่ม ๑ ทีฆนิกาย ศีลขันธวรรค ผสามัญญผลสูตร)
ท่านที่ ๑ คือ อาจารย์อชิตเกสกัมพล
สั่งสอนศิษย์ของตนว่า การให้ทาน การเคารพกราบไหว้ การบูชา และการเซ่นสรวง โลกนี้ โลกหน้า ตลอดจนถึงผลกรรมว่าไม่เป็นจริง ถือว่าผลทั้งหลายเกิดขึ้นมามากมายกับคนทั่วไปนั้นเกิดขึ้นเอง ด้วยความคิดสติปัญญาของตนเอง สัตว์ทำปัญญาให้แจ้งโลกนี้โลกหน้า ก็ด้วยปัญญาอันยิ่งของตน บุคคลก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ คนก็คือการประชุมของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อตายแล้วก็กลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไปหมด
การให้ทาน การเคารพกราบไหว้ การบูชา การเซ่นสรวง โลกนี้โลกหน้าเป็นเรื่องของคนเขลาบัญญัติเอาไว้ ความกล่าวเหล่านั้นล้วนแต่ไม่เป็นผล ล้วนแต่เป็นคำเท็จทั้งสิ้น
อาจารย์อชิตเกสกัมพลผู้นี้ ถ้าว่าตามความคิดเห็นของท่านก็เป็นความคิดเห็นผิดชนิดนัตถิกทิฏฐิ คือ เชื่อว่าจะทำอะไรๆ ลงไปก็ตาม ผลจากการกระทำนั้นจะไม่เกิดขึ้น
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:30:46 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 4
ท่านที่ ๒ คือ อาจารย์มักขลิโคศาล
สั่งสอนศิษย์ของตนว่า ความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเองตามธรรมดาสามัญ เช่น ความเศร้าหมองของสัตว์ก็มิได้มีเหตุปัจจัยมาสนับสนุน ทั้งไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยอะไรเพื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์นั้นด้วย แล้วก็เปรียบว่า เหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างออกไปย่อมค่อยๆ คลี่ออกๆ แล้วก็หมดม้วนเอง
ความเห็นผิดของท่านอาจารย์มักขลิโคศาลนี้ เป็นความเห็นผิดชนิดอเหตุกทิฏฐิ ผู้มีความเห็นว่า ความเป็นไปในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้น ไม่ได้มีเหตุเป็นแดนเกิดแต่ประการใด
ท่านที่ ๓ คือ อาจารย์บูรณกัสสป
ท่านอาจารย์ผู้นี้สั่งสอนศิษย์ของตนว่า กระทำเองหรือใช้ให้คนอื่นกระทำ ก่อให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจต่อผู้อื่น หรือแม้การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ปล้นหรือจี้ก็ตาม ไม่ถือว่าเป็นบาปกรรมอะไร เป็นความเป็นไประหว่างวัตถุกับวัตถุ แม้การบูชา การให้ทาน การบวงสรวง การรักษาศีล ย่อมไม่ทำให้ผลเกิดขึ้น
ความเห็นผิดของท่านอาจารย์บูรณกัสสปนี้ เป็นความเห็นผิดชนิดอกิริยทิฏฐิ โดยมีความเห็นผิดว่า การกระทำต่างๆ ของสัตว์ทั้งหลาย กระทำลงไปแล้ว ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาปแต่ประการใด
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:31:18 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 5
ความเห็นผิดของท่านอาจารย์ทั้ง ๓ นี้ เป็นความเห็นผิดของบุคคลชั้นอาจารย์ ซึ่งมีความเห็นยึดเหนี่ยวที่เหนียวแน่นเป็นพิเศษ ถ้าจะจัดเป็นอกุศลคันถธรรม ซึ่งหมายถึงการผูกมัด หรือผูกคล้องสัตว์เอาไว้ เพราะด้วยอาศัยความเห็นที่ผิดของตนเอง
หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เอาความคิดเห็นที่ตื้นๆ เผินๆ ที่ขาดเหตุผลที่ลึกซึ้งของตนเองที่ขาดการศึกษา ขาดการพิจารณาโดยแยบคายของตนเองมาผูกพันมัดรัดตนเองเอาไว้ให้ต้องตกลงไปสู่ความทุกข์ยากลำบากที่สุดที่จะพรรณนาได้
เพราะเป็นความเห็นผิดของบุคคลชั้นอาจารย์ที่มีความเห็นผิดชนิดเหนียวแน่น ดังนี้เรียกว่า อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ได้แก่ความยึดมั่นผิดๆ จริงจังเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อย ถือว่าความเห็นของใครๆ ไม่ถูกต้องไปเสียหมด โดยไม่ได้อาศัยเหตุผลให้เพียงพอ จึงเป็นเหตุให้ถูกผูกมัดเอาไว้ให้เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์เป็นเวลานานแสนนาน
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:32:29 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 6
อาจารย์ผู้ตกอยู่ในฐานะมีความเห็นผิดทั้ง ๓ นี้ เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ ย่อมจะเผยแพร่ความเห็นอันไม่ถูกต้องของตนออกสู่ประชาชน กระทำให้ประชาชนเป็นอันมากประพฤติปฏิบัติผิดๆ ไปจากทำนองคลองธรรม เช่นว่า บาป บุญ ให้ผลไม่ได้ เป็นต้น
กำลังอำนาจของความเห็นผิดนี้มีกำลังมีความสามารถส่งผลให้ไปบังเกิดในนิรยภูมิ คือเป็นสัตว์นรกในลำดับแห่งจุติจิต โดยไม่มีระหว่างคั่น หมายความว่า ตายเมื่อใดก็ลงนรกทันทีเมื่อนั้น ไม่ต้องไปเกิดยังที่อื่นใดเสียก่อน
ทั้งนี้ก็เพราะความเห็นผิดของท่านทั้ง ๓ นี้ ยึดมั่นเหนียวแน่นมาก ทั้งได้ขยายการงานที่ทำให้เกิดความเสียหายออกไปอย่างกว้างขวาง
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ทรงทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อจะได้เพิกถอนความเห็นผิดอันน่าเกรงอันตรายนั้นเสีย ก็ไม่บังเกิดผลสำเร็จ โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:32:57 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 7
แต่อย่างไรก็ดี พวกลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้ง ๓ นี้ แม้จะได้ติดตามความคิดเห็นของอาจารย์ของตนไป ก็เป็นไปในระยะแรกๆ เท่านั้น กำลังของอกุศลกรรมจึงยังอ่อนอยู่ เหมือนต้นพืชที่ยังไม่เติบโต ยังไม่ได้แผ่กว้างออกไป ทั้งยังลงรากไม่ลึก จึงยังมิได้สำเร็จเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิที่แน่วแน่อย่างไร
เมื่อได้พิจารณาหรือใคร่ครวญเข้าถึงเหตุผลแล้ว กลับใจเสียได้ ความเห็นที่ไม่ถูกต้องเล่านั้นก็อาจค่อยๆ เสื่อมคลายลงไปได้ ซึ่งแตกต่างกับบุคคลชั้นอาจารย์ทั้งหลาย ถึงอย่างไรๆ ก็ยังยึดไว้ไม่ยอมให้คลายตัวลงไปเลย
ตามที่ได้เล่ามาแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาลที่บุคคลมีความคิดอ่านเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ แต่ในสมัยไหนๆ ก็ย่อมจะมีความเห็นผิดชนิดนี้ได้เสมอๆ แม้ในสมัยนี้ซึ่งเป็นยุคของปรมาณู ยุคของอวกาศ ก็มีผู้มีความเห็นผิดนี้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน
พื้นฐานการศึกษาในวิชาการทางโลกในสาขาวิชาแขนงต่างๆ ที่ได้ช่วยให้ผู้ศึกษาบังเกิดความรู้ความฉลาดมีเหตุผลมากขึ้นก็จริง แต่เป็นความรู้ความฉลาดมีเหตุผลในเรื่องที่นอกไปจากตัวเอง หาได้ช่วยให้เข้ามาใกล้ความจริงอันลึกซึ้งของเรื่องชีวิต คือตัวเองได้ไม่
ถ้าหากว่าผู้นั้นมิได้เอาความรู้ความฉลาด เอาเหตุผลต่างๆ ของตนเองเข้ามาค้นคว้าหาความจริงในปรมัตถสัจจธรรม เรื่องก็จะออกจากกันห่างไกลไปลิบลับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรื่องของชีวิตอันลึกซึ้ง เช่นเรื่องบุญหรือบาป ผลของกรรม เรื่องตายเรื่องเกิด ตลอดจนการไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดาเหล่านี้ ใช่วิสัยของปุถุชนผู้หนาไปด้วยกิเลสทั้งหลาย หรือนักปราชญ์ราชบัณฑิตชั้นใดจะค้นคว้าศึกษาเอาได้เองโดยมิได้อาศัยพระสัพพัญญูของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:33:54 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 8
ผมก็ได้นำท่านทั้งหลายเข้ามาสู่เรื่องเหลือเชื่อ เหลือกำลังปัญญาที่จะคิดพิจารณาให้เห็นจริงได้ว่า การไปเกิดเป็นเปรต หรือเป็นเทวดานั้น ไปเกิดอย่างไร เปรต อสุรกายและเทวดานั้น มีรูปร่างหน้าตาตลอดจนถึงความเป็นไปทั้งหมดว่า เป็นอย่างไรบ้าง เพราะในขณะนี้ก็มิใช่เป็นเวลาที่จะบรรยายถึงเรื่องดังกล่าว หากแต่แสดงถึงความเห็นผิดที่ผู้ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีนั้นชื่อว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเห็นอันไม่ถูกต้อง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงว่า มีเปรต อสุรกาย และเทวดานั้น พระองค์มิได้บอกว่ามี แล้วขอให้ใครเชื่อโดยมิได้มีเหตุผล หากแต่เปิดโอกาสให้ศึกษาเล่าเรียนจนบังเกิดความรู้ แล้วก็ตัดสินเอาด้วยตนเอง
ผมได้แสดงมาแล้วถึงนิยตมิจฉาทิฏฐิประเภทที่ ๓ คือ อกิริยทิฏฐิ อันเป็นบุคคลจำพวกหนึ่งที่ไม่เชื่อการทำบุญการทำบาป การทำดีหรือการทำชั่วว่าให้ผลต่อไปได้ เพราะการกระทำทั้งหลายก็สักแต่ว่ากระทำลงไปเท่านั้นเอง
ผมได้อธิบายถึงผลอันเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เชื่อผลของกรรมดังกล่าวว่า จะก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ตนเองอย่างไร ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป สำหรับในวันนี้ ผมก็จะได้ขอเสนอความเห็นผิดชนิดนิยตมิจฉาทิฏฐิในรายละเอียดเพิ่มเติมอีก โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:34:33 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 9
ธรรมดาของความมืดกับความสว่างนั้นเป็นของคู่กัน แต่ก็หาได้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ หากแต่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หรือเป็นธรรมที่ตรงกันข้าม เมื่อมีความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะหนีหน้าไปหมดสิ้น แต่ถ้าความมืดเข้ามา ความสว่างก็อยู่ต่อไปไม่ได้ ผลัดกันเกิดผลัดกันดับอยู่เช่นนี้
อันความคิดเห็นของคนเราก็เหมือนกัน ย่อมจะมีความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวหรือสอดคล้องกันก็ได้ มีความคิดเห็นชนิดตรงกันข้าม เป็นฟ้ากับดินเลยก็มี เช่นความคิดเห็นว่า คนตายแล้วก็สูญ คนตายแล้วก็เกิดได้ หรือทำบุญทำบาปแล้วให้ผลในวันข้างหน้าไม่ได้ และทำบุญทำบาปลงไปแล้ว จะต้องให้ผลได้ในวันหนึ่งอย่างแน่นอน
ความเห็นผิดกับความเห็นถูก หรือความโง่กับความฉลาดนั้น ก็อยู่ร่วมกันไม่ได้เช่นเดียวกับความมืดความสว่างเหมือนกัน ความเห็นผิดกับความมีปัญญานั้นมีสภาพตรงกันข้าม แม้จะเห็นว่าเป็นคนเหมือนกัน มีหน้า ตา แขน ขา อย่างเดียวกัน มีรูปร่างงดงามสวยสง่าน่ารักหรือน่าเกรงขาม ก็ไม่ต่างกัน มีการศึกษามาดี มีความเฉลียวฉลาดสารพัดอย่างไรก็ตาม แต่ก็หาได้มีหลักประกันอันใดไม่ในความคิดอ่าน เพราะความคิดเห็นที่อยู่ภายในนั้น อาจไกลกันลิบลับจนนับจำนวนของความห่างไกลไม่ได้เลย
เช่นผู้หนึ่งเข้าใจว่าบาปบุญที่ทำไปแล้วให้ผลไม่ได้เลย แต่อีกคนหนึ่งมีความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในกรรมและผลของกรรม เชื่อว่าตายลงไปแล้วย่อมจะปฏิสนธิ คือมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้ มีจิตศรัทธา มีวิริยะ มีสติ และมีสมาธิ ตลอดไปจนถึงมีปัญญาพิจารณาในเรื่องของชีวิตอย่างลึกซึ้ง
ในเรื่องนี้ย่อมเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ ใครๆ ก็พากันอยากจะทราบว่า ด้วยเหตุผลเป็นไฉน ทำไมคนจึงได้มีความคิดเห็นแตกต่างกันมากมายดังนั้นได้
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:35:00 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )
สลักธรรม 10
สัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งยังมีกิเลสอันได้แก่ตัวการที่ทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อนแอบแฝงอยู่ภายในจิตใจนั้น ก็ย่อมจะกระทำการใดๆ ลงไปด้วยอำนาจของเจตนาที่เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง แล้วเจตนาที่เป็นบุญที่เป็นบาปนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน ย่อมจะฝังประทับอยู่อย่างมั่นคงภายในจิตใจ แล้วก็พร้อมที่จะแสดงผลของตนขึ้นมาได้ และอยู่เสมอตลอดเวลา
ถ้าสิ้นชีวิตลงเมื่อใด อำนาจของกิเลสที่ประทับอยู่ภายในจิตใจนั้น ก็จะผลักส่งให้เกิดการปฏิสนธิขึ้นมาในชาติใหม่ภพใหม่ต่อไป
สัตว์ทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในสังสารวัฏนั้น ก็ย่อมจะได้ฝึกฝนการกระทำของตนในชาติต่างๆ มาหลายสิ่งหลายอย่าง บางอย่างก็ฝึกฝนเสียจนมีความสันทัดจัดเจน บางอย่างก็มีความชำนิชำนาญชนิดที่เรียกว่า ชำนาญเป็นพิเศษ บางอย่างก็มีความรู้ความชำนาญเล็กๆ น้อยๆ และในบางอย่างก็ไม่รู้และไม่มีความสนใจในเรื่องนั้นๆ เลย
ด้วยเหตุนี้เอง บางคนจึงมีความสนใจรักที่จะเป็นนายช่าง บางคนก็ถนัดในการที่จะเป็นนักประพันธ์ และบางคนก็มีความสันทัดจัดเจนในทางดนตรี บางคนก็มีความรักในการที่จะกระทำความชั่ว แต่ทว่าบางคนกลัวเกรงหรือหวาดเสียวในการกระทำชั่วมากเหลือเกิน บางคนเห็นแก่ตัวมากจนน่าตกใจ เพราะจะต้องเอาให้ได้ไม่ว่าใครเขาจะเดือดร้อนทุกข์ทรมานประการใดก็ตาม
และบางคนเห็นแก่ตัวน้อย มีจิตคิดสงสาร มีเมตตากรุณาเผื่อแผ่ไปทั้งคนและสัตว์เดรัจฉาน จนไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ เพราะคิดแต่จะช่วยให้คนอื่นอยู่รอดแล้วปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งทีเดียวที่ช่วยเหลือผู้อื่นจนตนเองต้องลำบาก
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร..นำมาฝาก [16 ส.ค. 2550 , 10:35:25 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |