มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์(๓๓)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๓๓)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

มานะได้ถูกแบ่งออกไปอีกเป็น ๒ ประการ คือ

๑. อยาถาวะมานะ ถือตัวที่ไม่เป็นไปตามความจริง
๒. ยาถาวะมานะ ถือตัวที่เป็นไปตามความจริง

ความรู้สึกถือตัวที่เป็นมานะนั้น เกิดขึ้นมาจากการเปรียบเทียบระหว่างเขากับเราด้วยอำนาจของความรู้สึกที่มีอยู่ในใจ ด้วยอำนาจของการดูหมิ่นถิ่นแคลน แล้วการเปรียบเทียบก็เกิดขึ้นมาในเรื่องต่างๆ หลายอย่าง นอกจากความมั่งมีกับความยากจน ซึ่งคนโดยมากไม่ค่อยจะได้คิดไปถึง เช่นอาจจะเป็นเรื่องชาติ โคตร สกุล ทรัพย์สมบัติ ความเฉลียวฉลาด ความโง่ หรือศิลปวิทยาการต่างๆ

ในข้อที่ ๑ ที่ว่า ถือตัวไม่เป็นไปตามความจริงนั้นมี ๖ ประการ คือ

ตัวเป็นคนชั้นสูง ก็ถือว่าเป็นคนชั้นกลาง เป็นคนชั้นต่ำ
ตัวเป็นคนชั้นกลาง ก็ถือว่าเป็นคนชั้นสูง เป็นคนชั้นต่ำ
ตัวเป็นคนชั้นต่ำ ก็ถือว่าเป็นคนชั้นสูง เป็นคนชั้นกลาง

ในข้อที่ ๒ ที่ว่า ถือตัวไปตามความเป็นจริง มี ๓ ประการ คือ

ตัวเป็นคนชั้นสูง ก็ถือว่าเป็นคนชั้นสูง
ตัวเป็นคนชั้นกลาง ก็ถือว่าเป็นคนชั้นกลาง
ตัวเป็นคนชั้นต่ำ ก็ถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ

โดย พี่เณร....นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:15:43 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ป. เรื่องของมานะ ผมคิดว่าจะไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ครั้นเรียนไปแล้วกลับไม่ใช่เป็นของง่ายๆ ถ้าคุณลุงมิได้ยกตัวอย่างขึ้นมา ผมก็เห็นจะต้องสงสัยอยู่ต่อไป ผมไม่คิดเลยว่าจะมีความซับซ้อนถึงดังนี้

แต่อย่างไรก็ดี ก็นับว่า เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอยู่ไม่น้อย ผมได้เคยอ่านพบในหนังสือพระพุทธศาสนาบางเล่ม ก็เห็นว่าชาวอินเดียในสมัยนั้นมีการถือชั้นวรรณะกันมากเหลือเกิน

ก. มานะตัวนี้เข้าแฝงอยู่ภายในจิตใจของใครๆ ทุกระดับชั้น ไม่ว่าในอดีตอันไกลแสนไกล ในปัจจุบัน หรือในอนาคตที่นับเวลาไปอีกสักเท่าใด ทั้งไม่เลือกว่า คนผู้นั้นจะอยู่ในประเทศหรือชาติไหน หากแต่มีมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

คนวรรณะต่ำในอินเดีย ถือว่าตนเป็นคนวรรณะต่ำ แล้วจะต้องไม่สวมเสื้อผ้าแพรพรรณที่เป็นสีสวยสดต่างๆ ภาชนะที่ใช้สอย เช่น ขันน้ำ เป็นต้น คนชั้นต่ำจะใช้สอยร่วมกับคนชั้นสูงไม่ได้ คนชั้นสูงเดินสวนทางมา จะต้องหลีกให้ห่างตั้งหลายวา หาไม่แล้วก็จะเป็นอัปมงคลกับตน ความจริงเขาสร้างห่วงให้มาคล้องคอของตนเองด้วยความเต็มใจ ดังนี้เป็นต้น

คนยากจนฐานะการเงินการทองไม่ดีเลย แต่มีความหวาดเกรงอย่างเหลือเกินว่า จะมีคนรู้เห็นว่าตนเป็นคนจน จึงได้สู้อุตส่าห์กู้หนี้ยืมสินเขาเอามาใช้จ่าย เอามาตกแต่งที่อยู่อาศัย หรือเอามาแต่งตัว ทำทีท่าหรือแสดงตัวว่าเป็นคนมีทรัพย์เหลือหลาย แต่ในกระเป๋านั้นแห้งแล้งแทบจะอดตาย ด้วยอดทนอยู่ไม่ไหวที่จะไม่แสดงความยิ่งใหญ่ต่อหน้าบุคคลทั้งหลาย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:16:22 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : )


  สลักธรรม 2



วันหนึ่ง ลุงได้เข้าไปสู่วงการสนทนาของบุคคลกลุ่มหนึ่ง แล้วลุงก็ได้สังเกตเห็นว่า มีท่านสุภาพบุรุษผู้หนึ่งแต่งตัวอย่างภูมิฐาน และท่านผู้นี้เองได้แสดงความไม่พอใจเอากับลุงหลายครั้ง ลุงองก็อดสงสัยอยู่มิได้ พอท่านผู้นี้ลุกไปแล้ว ลุงก็ได้ถามขึ้นว่า เหตุใดเขาจึงได้แสดงท่าทีและวาจาที่ไม่ค่อยจะเป็นกันเองนักเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ลุงมิได้แสดงกิริยาวาจาที่ไม่เรียบร้อยต่อเขา

คนทั้งหลายในที่นั้นจึงได้ตอบว่า เขาไม่มีความพอใจ เพราะไปใช้คำแทนชื่อของเขาว่า "คุณ" และคำแทนตัวเองว่า "ผม" เพราะเขาเป็นหม่อมเจ้าจะต้องพูด "ฝ่าพระบาท " และ"กระหม่อม" จึงจะไม่เป็นที่ขัดขวางน้ำใจ ลุงก็ได้แต่พูดว่า จะทราบได้อย่างไรเล่าว่าเป็นหม่อมเจ้า เพราะเป็นหม่อมเจ้ามิได้มีอะไรเป็นเครื่องแสดงให้ทราบให้เห็น ในเรื่องคล้ายๆ กันนี้เราจะพบได้โดยทั่วไป เช่นไม่เรียกว่า "ใต้เท้า" แล้วก็ไม่มีความพอใจ เป็นต้น

คนชั้นสูงร่ำรวยเงินทองแล้วทำตัวเป็นคนชั้นต่ำเราก็จะเห็นอยู่เสมอๆ เหมือนกัน ทั้งนี้ไม่ใช่ความถ่อมตัว เช่น ชอบสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่เลื่องลือไปในหมู่ของผู้ที่รู้จัก จะได้พูดกันให้แซดไปว่า เขาเป็นคนมีความดีเป็นพิเศษ เพราะร่ำรวยมีเงินมีทองมหาศาล แต่กลับไม่มีความถือตัวเลย คลุกคลีแล้วเป็นกันเองกับคนชั้นต่ำทุกๆ คน ใครๆ ก็พากันพูดว่า ท่านเป็นคนน่ารักจริงๆ ไม่มีความถือตัวเลยจนนิดเดียว ความคิดดังนี้มิได้เกิดขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากแต่อยากจะใหญ่แล้วได้รับความนับถือจากคนทั้งหลาย

มีถ้อยคำที่ใช้อยู่ในประเภทของมานะนี้อีกหลายคำ ลุงคิดว่าหลานทราบเอาไว้ด้วยก็จะดี เมื่อไปพบปะคำนี้ที่ไหนจะได้ตัดสินเรื่องราวเอาเองได้ เช่น อติมานะ = ดูหมิ่นท่าน, สารัมภะ = แข่งดี, ถัมภะ = หัวดื้อ และสาเถยยะ = โอ้อวด

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:16:58 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : )


  สลักธรรม 3



ป. คุณลุงขอรับ คุณลุงกล่าวว่า มานเจตสิกตัวนี้เกิดขึ้นกับคนทุกคน จะมีเว้นก็แต่พระอรหันต์ท่านเดียวเท่านั้น แล้วก็พระอริยบุคคลที่รองลงมาจากพระอรหันต์ เช่น โสดา สกิทาคา อนาคา เล่าขอรับ ทำไมยังคงมีมานะอยู่ได้

ก. มานเจตสิกตัวนี้ เป็นตัวการสำคัญที่สั่งสมอบรมมานานแสนนานในชาติอดีตที่นับกาลเวลาไม่ได้ แฝงฝังประทับอยู่อย่างแน่นหนาและเหนียวแน่นอยู่ภายในจิตใจ แล้วหนุนเนื่องให้ออกมาในทางกำเริบในความยินดี ในความติดใจอันมีองค์ธรรมเป็นฝ่ายโลภะ ซึ่งไม่ว่าใครก็เป็นไปเช่นนี้ นั่นก็คือ ตัวมานานุสัย อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ดองอยู่ในจิตใจที่รู้เห็นได้ไม่ใช่ง่าย

ในความคิดเห็นต่างๆ ที่เรียนมาแล้ว จากเวลาที่ยาวนานมาก็ค่อยๆ อบรมจิตใจของตนให้บังเกิดความเห็นอันถูกต้องได้ เมื่อมีสัปบุรุษเข้ามาให้คำอธิบาย หรือผู้ปฏิบัติได้เพียงโสดาบันบุคคลเท่านั้น ความเห็นผิดทั้งหลายที่จะชักพาให้หลงทางก็แฝงอยู่ในจิตใจไม่ได้ต่อไป

ในเรื่องของโทสะ อันได้แก่ความเจ็บใจ เสียใจ ทุกข์ร้อน กังวล ห่วงใยก็เหมือนกัน แม้ปฏิบัติได้ถึงโสดา สกิทาคา แล้ว จะยังคงมีอยู่เพราะประหาณยังไม่หมดสิ้นก็ดี แต่พอถึงอนาคามีเท่านั้น โทสะอันได้แก่ความเร่าร้อนทั้งหลายก็เกิดขึ้นมาไม่ได้อีกต่อไป เพราะได้ถูกปัญญาประหาณออกไปโดยเป็นสมุจเฉทคือเด็ดขาดแล้ว

ส่วนมานะนั้น มีความเหนียวแน่นเป็นพิเศษจริงๆ เพราะจะต้องไปประหาณหมดสิ้น ไม่มีเชื้อเหลือเลยเมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่อย่างไรก็ดีพระอริยบุคคลเบื้องต้นทั้งหลาย แม้ว่าจะยังมีมานะอยู่ก็จริง หลานก็อย่าได้เอามาปะปนกับมานะของเราซึ่งเป็นปุถุชนเป็นอันขาด เพราะพระอริยบุคคล เช่น พระอนาคามี เป็นต้น ก็ไม่ได้มายกตัวให้เราได้เห็นได้รู้สึกอะไรเลย เป็นไปโดยละเอียดอ่อนหรือเบางบางที่สุด ชื่อว่า มีเท่านั้นเอง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:17:32 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : )


  สลักธรรม 4



ป. มานะเป็นฝ่ายอกุศล ก็จะต้องมีผลอันเป็นทุกอข์อย่างแน่นอน ผมจึงขอให้คุณลุงช่วยอธิบายด้วยว่า ผลที่ปรากฏเกิดขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติข้างหน้านั้นมีประการใดบ้าง

ก.หลานคงจำคำของลุงได้ว่า มีความตั้งใจ (กรรม) อย่างไรก็จะได้อย่างนั้น ขอให้มีความตั้งใจให้จริงแล้ว มีเวลาให้มากพอก็แล้วกัน ผลก็จะเกิดขึ้นตามที่ตั้งใจเสมอ

การที่บุคคลยกตัวถือตัวว่าเก่ง ว่ารวย ว่าดีกว่าผู้อื่นนั้น เป็นการเห็นคนอื่นต่ำต้อยกว่าตน เป็นการหมิ่นคนอื่นว่าสู้ตัวไม่ได้ ฉะนั้น เจตนาหรือกรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นอกุศลกรรมชนิดที่เป็นไปในทางต่ำ ผลที่เกิดขึ้นกับตนในปัจจุบันนี้ก็คือ ทำให้มีคนรังเกียจเพราะแต่ละคนเขาก็ชอบยกตน คือมีมานะด้วยกันทั้งนั้น ใครๆ ก็ไม่ชอบการยกตนจนเกินไป นอกจากจะมีความรักอย่างไม่ลืมหูลืมตา เช่นคนบางคนเห็นลูกของตนน่ารัก ทำอะไรก็ถูกต้องและดีไปทุกอย่าง คนอื่นสู้ไม่ได้และไม่ดีไปทั้งหมด

สำหรับชาติข้างหน้าจะเป็นผู้ที่มีเกียรติยศชื่อเสียงน้อย ไม่ค่อยมีใครยกย่องนับหน้าถือตา คบหาสมาคมกับใครๆ ก็มีแต่ผู้รังเกียจ เป็นคนคับแคบเหงาหงอยขาดความสนใจจากใครๆ เหล่านี้เป็นต้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:18:03 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : )


  สลักธรรม 5



ประเด็นสุดท้ายที่ลุงอยากจะให้หลานได้ทราบเอาไว้ก็คือ เราจะทำอย่างไรมานเจตสิกตัวนี้จึงจะเบาบางออกไปจากจิตใจ และถูกทำลายย่อยยับไปในที่สุด

การทำลายมานเจตสิกนั้นไม่ใช่ง่าย ถ้าขาดความเข้าใจหรือโยนิโสมนสิการไม่มีแล้ว ก็ทำลายมันไม่ได้ ฉะนั้น การทำลายมานะจึงต้องอาศัยปัญญา

ปัญญาที่เกิดจากการฟัง การอ่าน การศึกษาเล่าเรียน การคิดพิจารณาเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎก จะช่วยให้มานะลดกำลังแรงลง ทั้งเมื่อลดลงไปแล้วก็มั่นคงเพราะมิได้ข่มเอาไว้เฉยๆ

เพราะเมื่อเข้าใจถึงเรื่องการให้ผลของกรรมแล้วก็จะได้ไม่เห็นว่าตัววิเศษไปเสียทุกอย่าง สมัยใดผลของกรรมในอดีตนำตนให้เป็นไปอย่างไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ก็เป็นการชั่วคราวไม่จีรังยั่งยืนอะไร ก็จะได้ไม่เห่อเหิมคิดว่าตัวเก่งกล้าสามารถ เช่น ร่ำรวยขึ้นมาก็รู้ว่าเพราะการบริจาคทานในอดีตเข้ามาร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ดี ความร่ำรวยหรือความยากจนข้นแค้นก็เคยผ่านมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว

จะเข้าถึงเหตุผลว่า เพราะมีเหตุหลายสาเหตุเข้ามาสนับสนุน ทั้งจะได้หวาดกลัวว่าขืนดูหมิ่นยกตนข่มท่านเหยียดหยามผู้อื่นอยู่เสมอๆ แล้ว ในชาติข้างหน้าจะเป็นคนต่ำต้อยด้อยวาสนาจริงๆ และเมื่อเชื่อการเวียนว่ายตายเกิดก็จะเห็นได้ว่า ชีวิตนี้ช่างสั้นเสียเหลือเกิน การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเราได้ผ่านมาแล้วในเวลานานแสนนาน ความยากดีมีจน แม้แต่การเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา เราก็ท่องเที่ยวมาแล้วจนเจนจบ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:18:34 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : )


  สลักธรรม 6



ความเข้าใจชีวิตดังกล่าวเป็นปัญญาที่มิได้อยู่ในวงคับแคบ หรือจะเป็นผู้เห็นกาลไกลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้น จึงได้บังเกิดความเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย แล้วอยากให้ใครๆ ได้ดีมีความสุข หลานเองก็มีความคิดเห็นเป็นอย่างไรเมื่อได้ศึกษาไปแล้ว พูดอยู่สักครู่มานี้มิใช่หรือว่า จะชักชวนญาติมิตรให้มาสู่หนทางอันแสนประเสริฐนี้

นอกจากนั้น ปัญญาก็จะเกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้นมาเป็นชั้นๆ ตามความสามารถ แล้วตัวปัญญานี้เองจะเป็นผู้ทำลายกิเลสตัวนี้ให้ออกไปจากจิตใจเสียได้ทีละน้อยๆ จนหมดจดสิ้นเชิงในที่สุด

มานเจตสิก คือความถือตน ความอวดดีนั้น มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

๑. อุณฺณติ ลกฺขโณ มีการทะนงตน เป็นลักษณะ
๒. สมฺปคฺค รโส มีการยกย่องเชิดชูตนและสัมปยุตตธรรม เป็นกิจ
๓. เกตุกมฺยตา ปจฺจุปฏฺฐาโน มีความปรารถนาสูง เป็นผล
๔. ทิฎฺฐิวิปฺปยุตฺตโลภ ปทฏฺฐาโน มีโลภจิตที่เป็นทิฎฐิวิปปยุตต์ เป็นเหตุใกล้

วันนี้ลุงก็ได้บรรยายมานเจตสิกจบลงแล้ว เห็นว่าเวลาพอสมควรจะได้พักผ่อนกันเสียที ลุงจึงขอยุติแต่เพียงเท่านี้

ป. ขอบพระคุณขอรับ คุณลุง

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 09:19:04 น.] ( IP = 58.9.144.7 : : )


  สลักธรรม 7


มาศึกษาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ ที่อธิบายให้เข้าใจถึงสภาพของมานะที่ร้ายกาจมาก และบุคคลที่ปราศจากมานะโดยสิ้นเชิงก็มีเพียงบุคคลเดียวเท่านนั้นคือ พระอรหันต์

และยังให้ทราบว่า มีเพียงปัญญาเทานั้นที่จำกำจัดกิเลสตัวนี้ไปได้

จะเพียรศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติให้มากด้วยศรัทธามั่นค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 10:08:50 น.] ( IP = 124.121.175.20 : : )


  สลักธรรม 8

ติดตามมาศึกษาต่อด้วยความกระตือรือร้นค่ะ ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบเห็นข้อบกพร่องของตนว่ายังมีสิ่งที่ต้องแก้ไขอีกมาก โดยเฉพาะการปล่อยตนให้ตกอยู่ภายใต้การบงการของกิเลส

กราบขอบพระคุณในคำอธิบายของท่านอาจารย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาที่นำมาให้ศึกษาทำความเข้าใจค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 ส.ค. 2550 , 19:59:24 น.] ( IP = 58.9.154.182 : : )


  สลักธรรม 9

มาศึกษาต่อครับผมและยิ่งเห็นความน่ากลัวในสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจตนเองอย่างเหนียวแน่นมานานแสนนาน ยากที่จะทำลายให้ออกไปจากจิตใจได้ง่ายๆเลย

กราบขอบพระคุณในคำอธิบายขยายความชี้ให้เห็นถึงการแสดงออกในลักษณะต่างๆของมานะนะครับท่านอาจารย์และขอกราบแทบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ ที่เคารพนับถืออย่างสูง

โดย เทพธรรม [22 ส.ค. 2550 , 09:32:37 น.] ( IP = 58.9.136.94 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org