
"การเอาชนะคนต้องยอมแพ้กิเลส การเอาชนะ กิเลสต้องยอมแพ้คน แล้วจะชนะตนได้ในที่สุด"
คนที่มุ่งเอาชนะคนอื่นชนิด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือถ้าฝ่ายหนึ่งแรงมาก็ต้องตอบโต้ให้แรงกว่า จึงจะเอาชนะได้ วิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการของเราท่านผู้ยังมีกิเลส และตัวกิเลสนั้นแหละบงการให้เอาชนะเช่นนั้น กิเลสที่เป็นนายใหญ่มีอยู่ ๓ ตัว คือ โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ และโมหะ ความหลง ผู้ต่อสู้เพื่อต้องการความชนะดังกล่าว มักถูกกิเลสตัวใดตัวหนึ่งบีบบังคับ อาจเป็นโลภะ ความอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ โทสะ ความโกรธแค้น หรือโมหะ ความหลงใหลเข้าใจว่าความชนะเหนือผู้อื่นเป็นเกียรติและสง่างามเป็นต้น ผู้ที่จะเอาชนะ ตามแบบดังกล่าว ต้องมีกิเลสเกิดในใจก่อนจึงคิดต่อสู้เอาชนะ และยิ่งกิเลสเกิดรุนแรงเพียงไร ก็ต่อสู้อย่างรุนแรงเพียงนั้น แสดงว่าเราแพ้กิเลสจึงมุ่งเอาชนะคน การชนะแบบธรรมวิธี แม้จะมีกิเลสมาบังคับให้สู้รบเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ แต่เราฝืนกิเลสโดยไม่ทำตามบงการ และไม่สู้รบตบมือด้วย ซึ่งดูเหมือนเราเป็นฝ่ายแพ้ แต่ที่จริงเราเอาชนะกิเลสที่มาบังคับได้มากกว่า ลักษณะการเอาชนะกิเลสดังกล่าวมานี้ คือ ลักษณะของคนที่สามารถเอาชนะตัวเองได้ โดยไม่ยอมให้โลภ โกรธ หลงมาบงการชีวิต
ในหลักทฤษฎีการเอาชนะตามพุทธวิธี ในราโชวาทชาดก (๒๗/๑๕๑/๕๐) ได้แสดงโดยสังเขป
เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพรหมทัต ครองกรุงพาราณสี ทรงครองราชย์โดยธรรม วินิจฉัยอรรถคดีโดยไม่ล่วงอคติ ทำให้มหาอำมาตย์ฝ่ายวินิจฉัยคดีวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรม ดำเนินตามจริยาวัตรของพระเจ้าแผ่นดินอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งโรงศาลอันเป็นที่วินิจฉัยคดีว่างเปล่า เพราะไม่มีคดีขึ้นศาล พระโพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า เมื่อไม่ต้องวินิจฉัยคดีของประชาชน ก็ควรหันมาพิจารณาโทษของตนเองว่า มีอะไรบกพร่องบ้างจะได้แก้ไขเสีย จึงทรงสืบเสาะหาความผิดของพระองค์เองโดยทางลับ เริ่มแต่คนใกล้ชิดในพระราชวังจนกระทั่งชาวพระนครโดยทั่วไป ก็ไม่เห็นใครตำหนิติโทษพระองค์ มีแต่คนสรรเสริญ จึงคิดจะสืบต่อไปในชนบทด้วย