มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์(๓๙)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๓๙)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ป. คุณลุงขอรับ ผมได้เคยพบหนังสือเล่มหนึ่ง แสดงเอาไว้ว่า พระโสดาบันบุคคลนั้น ท่านละมัจฉริยะได้เด็ดขาดแล้ว ข้อนี้เป็นความจริงหรือไม่

ก. ถูกแล้วหลาน

ป. พระโสดาบันบุคคลนั้น แม้ว่าจะเป็นผู้ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ครั้งแรกก็ดี พระโสดาบันนั้นจะว่าเป็นผู้ตัดกิเลสได้เด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ก็หาได้ตัดขาดไปทั้งหมดมิได้ พระโสดาบันนั้น เฉพาะกิเลสโทสะยังมิได้ตัดออกไปเลยมิใช่หรือขอรับ

ก. ถูกของหลานแล้ว

ป. ถ้าเช่นนั้น เหตุไฉนเล่าจึงได้กล่าวว่า พระโสดาบันบุคคลนั้นตัดมัจฉริยะออกไปแล้วเป็นสมุจเฉท เพราะว่ามัจฉริยะอันได้แก่ความตระหนี่ ความหวงแหนในทรัพย์สินเงินทองข้าวของของตนโดยไม่สมควรซึ่งเป็นฝ่ายโทสะ แต่พระโสดาบันบุคคลโทสมูลจิตทั้งสองยังอยู่ครบถ้วน ไม่เห็นว่าตัดโทสะอะไรเลยสักตัวเดียว

ก. หลานนี้ไม่ใช่เล่น ถ้าใครสอนธรรมะให้แก่หลานแล้วก็จะต้องระวังตัวให้ดี มิฉะนั้นก็คงจะต้องลำบากใจ

จริงของหลานแล้วที่ว่าพระโสดาบันบุคคลนั้นยังตัดกิเลสโทสะไม่ได้ แต่หลานก็ต้องไม่ลืมว่าพระโสดาบันนั้นตัดกิเลสโทสมูลจิตไม่ได้ทั้งสองตัวก็จริง แต่ท่านก็ได้ทำให้บาปของโทสะมูลทั้งสองตัวนี้อ่อนกำลังแล้ว

ลุงจะขอถามหลานสักหน่อยว่า การฆ่าสัตว์ เป็นการกระทำฝ่ายโทสะหรือมิใช่

ป. ใช่ขอรับ

โดย พี่เณร....นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:15:15 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ก. พระโสดาบันทำลายกิเลสโทสะยังไม่ได้ ท่านก็คงจะยังชอบฆ่าสัตว์อยู่กระมัง

ป. ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนละขอรับ เพราะการฆ่าสัตว์นำให้ไปเกิดในนรก แต่พระโสดาบันบุคคลพ้นแล้วจากอบายภูมิได้โดยเด็ดขาด

ก. ถ้าเช่นนั้น พระโสดาบันคงจะชอบเบียดเบียนสัตว์ ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน ชอบดื่มสุรายาเมา อันจะนำให้โทสะเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ

ป. คงจะไม่ละขอรับ

ก. พระโสดาบันผู้ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์มาแล้วตัดกิเลสบ้างแล้วก็จริง แต่กิเลสตัวสำคัญอันจะนำให้สัตว์ทั้งหลายได้รับทุกข์โทษภัยไม่จบสิ้นที่เรียกว่า ทิฏฐิอันเป็นความเห็นผิดในเรื่องของชีวิต อันเป็นเหตุสำคัญที่สุดนั้น ท่านก็ตัดได้แล้วด้วย

ดังนี้เอง แม้โทสมูลจิตทั้งสองตัวยังละไม่ได้ก็จริง โทสะดังกล่าวมันก็อ่อนกำลังลงมากแล้วด้วยอำนาจของปัญญาสัมมาทิฏฐิอันเป็นความเห็นที่ถูกต้อง อันเกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนา จึงเข้าใจถึงความจริงในเรื่องของชีวิต

เหตุนี้เอง กิเลสโทสะที่เป็นทุจริต กิเลสโทสะที่หยาบๆ ก็พลอยถูกทำลายลงเป็นสมุจเฉทด้วยโดยอัตโนมัติ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:15:56 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 2



อีกประการหนึ่ง ขอให้หลานได้ทำความเข้าใจเอาไว้ว่าให้ดีว่า โทสะนั้นเป็นสภาพที่มีความประทุษร้ายในอารมณ์ต่างๆ ทั่วไป ถ้าหากว่าเป็นความไม่พอใจแล้วจะเป็นอารมณ์อะไรก็ชื่อว่าโทสะทั้งนั้น พระโสดาบันมิใช่จะละแต่มัจฉริยะได้เป็นสมุจเฉทเท่านั้น แม้อิสสาที่หลานได้เรียนมาแล้วก็ละได้เป็นสมุจเฉทด้วย แต่อย่างไรก็ดี ยังละความไม่พอใจในอารมณ์ต่างๆ ไม่ได้

และข้อสุดท้ายที่ลุงขอให้หลานพิจารณาก็คือ มัจฉริยะ นั้น มีสมบัติของตนเป็นแดนเกิด มีการไม่ยินดีให้สมบัติของตนแก่ผู้อื่นเป็นกิจ มีความเหนียวแน่นไม่เผื่อแผ่เป็นผลปรากฏ แต่ โทสะ นั้นเป็นสภาพประทุษร้ายหยาบกระด้างในอารมณ์ และมีการทำลายตนหรือคนอื่นเป็นผลปรากฏ

แต่อย่างไรก็ดี แม้พระโสดาบันจะละอิสสากับมัจฉริยะได้จนถึงเป็นสมุจเฉท คือเด็ดขาดก็ตาม แต่ โทสะที่เป็นอปายคมนิยะ อันจะนำไปสู่ภพภูมิขั้นต่ำโดยไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน นั้นย่อมจะไม่เกิดภายในจิตใจของพระโสดาบันเลยเป็นอันขาด

ป. ผมได้ฟังคุณลุงอธิบาย พร้อมทั้งยกตัวอย่าง ก็เห็นความจริงว่า พระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นธรรมะที่ประเสริฐจริงๆ ประกอบไปด้วยหลักฐานเหตุผลข้อเท็จจริงพร้อมบริบูรณ์ ทั้งลึกซึ้งเข้าถึงจิตใจดีแท้ๆ ผู้ใดที่กล้ากล่าวว่าพระอภิธรรมนั้นมิใช่เป็นพุทธพจน์เป็นของนักปราชญ์ราชบัณฑิตรุ่นหลังๆ แต่งขึ้นมา ก็ย่อมแสดงว่า เขาผู้นั้นไม่เคยได้ศึกษาพระอภิธรรมมาก่อนเลย เพราะคนธรรมดา คนที่มีกิเลสจะมีความเข้าใจได้ลึกซึ้งดังนี้ ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

คำกล่าวที่ปราศจากความเข้าใจในพระอภิธรรมดังนี้เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนถูกปิดหูปิดตาในเรื่องของชีวิต ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดที่ควรจะได้ในสัจธรรมความจริงของตัวเอง ผมก็มีความเสียใจ มีความเสียดาย เพื่อนร่วมทุกข์ หลานคนพูดกันว่า จะมามัวสนุกสนานเพลิดเพลินกับการถกเถียงกันด้วยเรื่งอะไร ท่านผู้ใหญ่ที่มีความรู้มากๆ มีคนเคารพนับถือทั่วเมือง ท่านประกาศอยู่เสมอว่า พระอภิธรรมนั้นมิใช่เป็นธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:16:28 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 3



ก. เรื่องที่หลานมีความกังวลใจหรือห่วงใยนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นมาในสมัยนี้เท่านั้น ความจริงเกิดมานานมากแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่า พระอภิธรรมปิฎกนั้นลึกซึ้งอย่างยิ่ง ยากเย็นต่อการศึกษาอย่างเหลือเกิน ทั้งตัวเลขก็มากมาย มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนยากแก่การทำความเข้าใจ แม้รู้บาลีแล้วจะศึกษาเอาแต่ลำพังตนเองก็ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงได้ถกเถียงกันอยู่วุ่นวาย เพราะผู้ใดมิได้ศึกษาจริงจัง หรือไม่มีครูอธิบายขยายความให้ดีจริงๆ แล้ว ก็จะเข้าใจไม่ได้เลย

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นไป พระพุทธศาสนาจะเจริญและจะเฟื่องฟูยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่พระธรรมจะเจริญขึ้นต้องมีพระอภิธรรมรวมด้วยอย่างแน่นอน บัดนี้ก็ พ.ศ. ๒๕๑๒ แล้วหลานก็จะเห็นว่าพระอภิธรรมกำลังขยายตัวออกไปทั่วประเทศไทยแล้ว เปรียบกับ พ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ได้เลย เสียงที่พูดว่า พระอภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์ก็ค่อยๆ สร่างซา เราสองคนได้พูดไถลออกไปนอกขอบเขตที่กำลังศึกษาเสียไกล บัดนี้ลุงก็ได้บรรยายมัจฉริยะเจตสิกให้หลานฟังแล้ว หลานมีอะไรที่ซักถามบ้างหรือไม่

ป. ผมเข้าใจดังนี้จะถูกหรือไม่ขอรับ มัจฉริยเจตสิกนั้น ได้แก่ความตระหนี่เหนียวแน่นในสมบัติของตน ไม่ยอมให้สมบัติของตนแก่ผู้อื่นเมื่อสมควรจะให้ได้

ก. ถูกต้องแล้วหลาน

ป. ผมจะขอทำความเข้าใจคำว่า "สมควร" สักเล็กน้อย แต่ละคนก็มีความสมควรของตนเอง แล้วเราจะยึดเอาความสมควรของใครมาเป็นหลักจึงจะถูกต้อง ผมจะขอเล่าถึงความสมควรของเพื่อนผมคนหนึ่งให้คุณลุงฟัง เพื่อคุณลุงจะได้เห็นว่า บางคนทำดังนั้น บางคนทำดังนี้ ก็สมควรของเขาแล้ว

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:16:59 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 4



เพื่อนของผมคนหนึ่ง ในสมัยที่เป็นนักเรียนฝึกหัดครูมาด้วยกันในจังหวัดหนึ่ง เราพักอยู่ในหอพักนักเรียนฝึกหัดครูด้วยกัน ตั้งแต่ในสมัยที่เราทั้งสองเป็นเด็กๆ บ้านของเราก็อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก แต่การกลับไปบ้านขเงเราทุกๆ วันเสาร์นั้น จำเป็นจะต้องข้ามคลองเล็กๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าเรือจ้างข้ามฟากคนละ ๑ สตางค์ เพราะว่าเวลานั้น ข้าวของมิได้แพงมากมายเหมือนเดี๋ยวนี้ ข้าวสารถังละ ๗๕ สตางค์ถึง ๑ บาทเท่านั้น จ่ายกับข้าววันละ ๑๐ ถึง ๑๕ สตางค์ก็พอ หมูเนื้อแดงๆ ซื้อเพียง ๕ สตางค์ก็ได้ ไข่ไก่ฟองละ ๒ - ๓ สตางค์ ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑ - ๕ สตางค์

วันหนึ่งเป็นวันเสาร์ โรงเรียนปิด ผมก็ชวนเพื่อนของผมคนนี้ว่า กลับบ้านกันเถอะ เขาก็ผลัดว่า เย็นๆ เถิดจึงค่อยไป ผมก็รบเร้าจะให้เขากลับไปบ้านด้วยกัน แต่พูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอม ตกลงผมก็เลยกลับบ้านไปก่อนคนเดียว

ในวันจันทร์เมื่อพบกันที่โรงเรียนฝึกหัดครู ผมจึงได้ขอถามเขาว่า มีธุระอะไรสำคัญนักหรือจึงไม่ได้ไปพร้อมกัน เขาเผลอตอบออกมาว่า " เปล่า เย็นๆ น้ำมันลงแห้ง ไม่ต้องเสียค่าเรือจ้าง ๑ สตางค์ มันไม่จำเป็นจะต้องเสียก็ไม่ควรเสีย"

ผมได้ฟังแล้วก็บังเกิดความตกใจ มีคนคิดคอยให้น้ำในคลองแห้งเพื่อจะได้เดินข้ามไปโดยไม่ต้องเสียสตางค์เพียง ๑ สตางค์ก็ยังมีด้วยหรือ ความจริงเขาคงจะไม่ได้เสียดายเพียง ๑ สตางค์เท่านั้น ถ้าเขาไปกับผมเขาก็คงออกค่าเรือจ้างอีก ๑ สตางค์ให้ผมด้วย เพราะเขาเป็นคนมีหลักฐานมั่นคงดีกว่าผมมาก ด้วยเหตุนี้ เวลาลงเรือจ้างครั้งใดเขาเป็นต้องพูดว่า "อั๊วออกค่าเรือจ้างให้เอง"

ในเวลานั้นผมก็มิได้คิดอะไร แต่เดี๋ยวนี้เมื่อได้ฟังคำที่เขาพูด ผมจำต้องคิดเสียแล้ว เพราะ ๑ หรือ ๒ สตางค์ของคนขี้เหนียวนั้นมันก็เหมือนมาก มันมากเสียเหลือเกินถ้าจะต้องเสียไป เขาคงจะคิดว่า คอยไปจนเย็นให้น้ำในคลองแห้งแล้วเดินข้ามไป คงจะประหยัดได้ ๒ สตางค์ ไม่ต้องเสียค่าเรือจ้างให้ตัวเองแล้วก็ไม่ต้องเสียให้ผมด้วย

เรื่องมันเป็นเช่นนี้แหละขอรับ แล้วจะให้ผมตัดสินอย่างไรเรื่องของความตระหนี่เหนียวแน่น เพราะแต่ละคนเขาก็คิดว่าพอสมควรของเขาทั้งนั้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:17:38 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 5



ก. ฟังเรื่องของหลานแล้วก็รู้สึกสนุกดี ลุงก็ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่า คนขี้เหนียวอย่างนี้ก็มีด้วย ในเวลาต่อมาหลานเคยติดต่อใกล้ชิดกับเขาอีกหรือไม่ ยังคบหาสมาคมกันดีอยู่หรือ เพื่อนฝูงของเขาที่สนิทๆ กันมีสักกี่คน

ป. ก็ไม่ได้พบกันนานแล้วขอรับ เมื่อจากกันไปแล้วก็ไม่ได้ติดต่อหรือเคยมีจดหมายถึงกันเลยแม้แต่สักฉบับเดียว ในเวลานั้นดูเหมือนว่าผมเป็นเพื่อนที่สนิทกับเขาคนเดียวเท่านั้น เพราะบ้านของเราอยู่ไม่ไกลกันนัก คนอื่นๆ ก็ดูเขาจะไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ก. เรื่องของความตระหนี่นั้น จะตัดสินว่าขนาดไหนจึงจะเห็นว่าเป็นการสมควรโดยวางหลักตายตัวลงไปไม่ได้ คนยากจนมากๆ เช่น ขอทานบางคนมีเงินติดกระเป๋าทั้งเนื้อทั้งตัวเพียง ๑๐ บาท ถ้าเขาจะเผื่อแผ่แก้ผู้อื่นสักสลึงสองสลึงก็จะต้องลำบาก แต่คนร่ำรวยจ่ายไป ๑๐ บาทก็จะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ในเรื่องนี้ต้องดูตรงที่เจตนาที่เกิดเรื่องขึ้นในขณะนั้น กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ว่าจะสมควรเพียงใดจึงจะตัดสินได้ จะต้องจัดให้เกิดความเป็นกลางขึ้นมาให้ได้ จะใช้ความคิดเห็นของคนตระหนี่ขึ้นมาเป็นเกณฑ์จะได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ได้ศึกษาชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกเข้าใจ ก็ย่อมจะเกิดปัญญาในปัญหาของชีวิต ความคิดที่จะตระหนี่ถี่เหนียวก้จะลดลงมาก แล้วความเมตตากรุณาก็จะเข้ามาแทนที่ เพราะจะได้คิดว่า กุศลผลบุญที่ได้กระทำลงไปแล้วในอดีตเป็นตัวการอุปถัมภ์ค้ำชูให้ดำรงอยู่ด้วยดีในขณะนี้ นอกจากกรรมที่ได้กระทำในปัจจุบัน ดังนั้นจึงทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเพิ่มเติมขึ้น ซึ่งก็คือเป็นการแผ้วถางทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ของตนนั่นเอง

บรรดาผู้มีความตระหนี่ทั้งหลาย จะไม่ได้มิตรสหายที่รักใคร่ จะไม่ได้เพื่อนคู่ใจขาดความแจ่มใส และขาดผู้เสนอแนะหรือปรึกษาหารือ ขาดผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนเทื่อถึงคราวได้ยากทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะรู้สึกเป็นผู้ว้าเหว่ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่ลำพัง มีคนคบหาสมาคมน้อย ทั้งความตระหนี่เหนียวแน่นนี้ก็จะกลายเป็นอุปนิสัยใจคอติดตัวไปในชาติข้างหน้า ก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ตัวเองต่อไปชั่วกาลนาน

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:18:11 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 6



อำนาจของความตระหนี่ถี่เหนียวจึงได้กลายเป็นคนขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดังนั้น เมื่อมีการทำบุญให้ทานลงไปแล้ว บางครั้งบางคราวก็จะเกิดความไม่สบายใจด้วยเกิดความเสียดาย ด้วยเหตุนี้เอง กุศลที่ควรจะได้มาก จึงได้ลดน้อยลงไปเสีย

อำนาจของความตระหนี่ถี่เหนียว จึงได้กลายเป็นคนที่ไม่ชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้ใด จิตใจก็แข็งกร้าวขาดความเมตตาปรานีเห็นอกเห็นใจในผู้อื่น จิตที่จะเกิดกุศลขึ้นมาโดยคิดที่จะทำบุญให้ทานบ้าง ความตระหนี่ก็เข้ามาขวางกั้นเอาไว้เสีย เป็นเหตุให้กิเลสต่างๆ พอกพูนมากขึ้น

ดังนั้น โอกาสจึงมีมากที่สุดสำหรับบุคคลที่ชอบความตระหนี่เหนียวแน่นที่จะได้รับเมื่อตอนถึงแก่ชีวิตลง เพราะมีช่องทางเป็นอันมากที่จะนำไปเกิดในอบายภูมิ เฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเปรต อสุรกาย

เมื่อลุงได้อธิบายเรื่องมัจฉริยเจตสิกไปแล้ว ลุงก็เห็นควรว่าจะต้องแสดงถึงเหตุที่ทำให้เกิดมัจฉริยเจตสิกขึ้นมาเสียด้วย ว่าเกิดมาจากเหตุอะไร

หลานก็เคยได้เรียนมาแล้วแตั้งแต่ต้นว่า ปุถุชนทั้งหลายย่อมจะมีกิเลสซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เศร้าหมองเร่าร้อนซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิดภายในจิตใจ เราเรียกว่า กิเลสอย่างละเอียด

บุคคลใดทำอะไรไว้อยู่เสมอๆ จนมีความสันทัดจัดเจนแล้ว สิ่งที่ทำอะไรไว้ภายในจิตใจอย่างชำนิชำนาญเหล่านั้นก็จะคอยสนับสนุนให้จิตเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ คนที่ชอบทำนาก็ชอบพูดถึงเรื่องของการทำนา คนค้าขายก็ชอบพูดเรื่องการค้าขาย คนที่ชอบเล่นหนังเล่นละครก็ชอบพูดถึงเรื่องเล่นหนังเล่นละคร คนที่ชอบหากินทางล้วงกระเป๋าของคนอื่นก็ชอบขึ้นรถลงเรือ ชอบสดส่ายสายตามองไปตามกระเป๋าของคนที่ชอบเผลอเรออยู่เสมอ

ทั้งหมดเหล่านี้ก็ด้วยอำนาจที่มีอยู่ภายในจิตใจซึ่งก็ได้แก่ ความสันทัดจัดเจนที่ได้กระทำอยู่บ่อยๆ นั่นเอง เป็นกำลัง เป็นอำนาจ เป็นเครื่องบันดาลจิตใจ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:18:39 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 7



ด้วยเหตุผลดังนี้เอง การสั่งสมความตระหนี่เหนียวแน่นที่ได้เคยกระทำมาในอดีตจนมีความสันทัดจัดเจน ก็จะหนุนเนื่องให้เกิดความคิดอ่านที่ไม่พอใจที่จะต้องเสียสมบัติของตัวไป แม้จะเพียงเล็กน้อย และแม้ว่าจะเป็นการสมควรประการใดก็ตาม

เมื่อเกิดหรือปฏิสนธิขึ้นมาแล้วในชาติใหม่ภพใหม่ ความตระหนี่เหนียวแน่นที่ได้ฝึกฝนอบรมมาก็ตามตัวมาด้วย คอยจะหนุนเนื่องให้เกิดความตระหนี่เรื่อยไปเมื่อได้โอกาส ครั้นเมื่อเกิดขึ้นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยอยู่ในครอบครัวที่มีความตระหนี่เหนียวแน่นตลอดจนสิ่งแวดล้อมก็เปิดช่องโอกาส เช่นคนใกล้ชิดมิตรสหายเป็นต้นเข้าด้วย ก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดความเหนียวแน่นที่มีอยู่แล้วทวีจำนวนหรือผูกมัดให้แน่นขึ้นไปอีก

เพื่อนของหลานคนที่คอยให้น้ำในคลองแห้งเสียก่อนจึงจะเดินข้ามฟากไปเพราะเสียดายสตางค์ ๑ สตางค์ที่จะต้องให้เรือจ้างนั้น ก็คงจะมีความตระหนี่ถี่เหนียวติดตัวมาไม่น้อย แล้วลุงก็ขอทำตัวเป็นนักโหราศาสตร์ ขอทำนายว่า ในครอบครัวของเขา เช่นพ่อแม่เป็นต้น ก็คงจะมีความตระหนี่ไม่แพ้กันแน่

ป. คุณลุงนับว่าเป็นนักโหราศาสตร์ที่มีความสามารถจริงๆ เพราะว่าคนในบ้านของเพื่อนผมที่ว่านั้นขี้เหนียวกันแทบทุกคน มีความขยันขันแข็งทำมาหากินตัวเป็นเกลียว จนมีหลักฐานเป็นปึกแผ่น มีเรือนฝากระดานหลังโต แต่เงินทองที่ได้มาเท่าใดก็คุมขังวังล้อมไว้อย่างแน่นหนาไม่ค่อยจะกระดิกออกไปตกถึงมือผู้อื่น ปีหนึ่งจะเห็นทำบุญให้ทานสักครั้ง

ชาวบ้านแถวนั้นเขาเล่าลือกันอยู่โดยทั่วไป แล้วก็ไม่ค่อยมีใครเข้าออกนอกใน เขาก็อยู่กันไม่เห็นเดือดร้อน เว้นแต่ครั้งหนึ่งโดนคนร้ายมาบุกปล้นเอาทรัพย์สินเงินทองไปหลายอย่าง เจ้าของบ้านบางคนเป็นลมแล้วเป็นลมอีกอยู่หลายวัน เรื่องของเพื่อนผมคนนี้ยังมีอีก วันหลังผมจึงจะเล่าให้คุณลุงฟัง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:19:13 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 8



ก. มัจฉริยเจตสิกมีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้

๑. อตฺตโน สมปตฺตีนํ นิคหนลกฺขณํ มีความหวงแหนสมบัติของตน เป็นลักษณะ
๒. ตาสํเยว ปเรหิ สาธารณภาวอกฺขมนรสํ มีการไม่ชอบให้สมบัติของตนเป็นสาธารณแก่บุคคลอื่น เป็นกิจ
๓.สงฺโกจนปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเหนียวแน่นไม่เผื่อแผ่ เป็นผลปรากฏ
๔. อตฺตสมฺปตฺติปทฏฺฐานํ มีสมบัติของตน เป็นเหตุใกล้

วันนี้หลานก็ได้ศึกษามัจฉริยะ คือความตระหนี่ไปพอสมควรแล้ว ลุงเห็นว่าควรจะได้พักผ่อนกันเสียที วันหน้าจึงค่อยมาต่อกันใหม่

ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง

ก. สวัสดี หลาน

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:20:33 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 9

วันนี้ได้มาเรียนและมีความตื่นใจในเรื่องที่ท่านอาจารย์ยกมาเป็นตัวอย่างประกอบในครั้งนี้ครับ ที่ว่าตื่นใจคือนึกไม่ถึงเช่นกันครับว่าความมัจฉริยะนี้จะบงการจิตใจให้ได้มากขนาดนี้เลยครับ ขนาดจนต้องรอน้ำแห้งแล้วเดินข้ามฟาก แหมน่ากลัวจริงๆนะครับ นี่ถ้าน้ำไม่แห้งคงลำบากแน่นอนเลย แต่ก็ทำให้เห็นถึงอำนาจของมัจฉริยะได้เป็นอย่างดีครับผม

และที่เป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ผมมากนั้นก็คือ การตั้งเจตนาในการกระทำทานที่ได้ทำตามโอกาสนั้น จะต้องมีเจตนาแรงๆในการที่จะสร้างจริตนิสัยเพื่อเป็นผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ได้มากขึ้นครับ เพราะไม่เช่นนั้นเจ้ามัจฉริยะนี้ก็จะบงการจิตใจทำให้ตนเองลำบากทั้งในปัจจุบันและอนาคตทีเดียว



กราบของพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงยิ่งครับผม ที่ช่วยคลี่คลายธรรมให้เห็นชัดเจนในเรื่องมัจฉริยะนี้ครับผม

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 08:43:53 น.] ( IP = 58.9.136.246 : : )


  สลักธรรม 10


มาศึกษาต่อค่ะ

หากไม่ศึกษาแล้ว ก็ไม่คาดคิดเลยว่าแม้กระทั่งการมัจฉริยะก็เป็นอกุศล น่ากลัวเหลือหลาย
และอำนาจของความตระหนี่ถี่เหนียวนี้เอง ทำให้เป็นคนขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ดังนั้น ต่อไปก็จะสร้างนิสัยของการเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้มากค่ะ เพื่อสะกัดกั้นกำลังอำนาจของมัจฉริยะให้เบาบางลงค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ ที่อธิบายให้เห็นชัดถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรเป็นอย่างยิ่งค่ะที่นำสิ่งประเสริฐมาฝาก

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [29 ส.ค. 2550 , 10:20:37 น.] ( IP = 124.121.175.213 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org