มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความต่างกันของสภาวธรรม




ความต่างกันของสภาวธรรม



วิตก, เจตนา, มนสิการ
วิตก เจตนา และ มนสิการเหล่านี้ มีความต่างกัน คือ วิตก เป็นเหมือนบรรจุสัมปยุตธรรมเหล่านั้นไว้ในอารมณ์นั้นเพราะความเป็นสภาพคือ ยกสหชาตธรรมไว้ในอารมณ์, เจตนา ประกอบอยู่แม้ซึ่งธรรมทั้งหลายตามที่เกิดแล้วไว้ในอารมณ์นั้นด้วยตน โดยการยึดถืออารมณ์เป็นเหมือน จอมทัพ มนสิการ เป็นเหมือน นายสารถีผู้ควบคุมม้าอาชาไนยทั้งหลาย เพราะประกอบสัมปยุต-ธรรมเหล่านั้น ให้มุงหน้าเฉพาะต่ออารมณ์ ฯ
ในอธิการว่าด้วยความต่างกันแห่งธรรมนี้ มีอนุสาสนีกถาของท่านอาจารย์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า จริงอยู่ บุคคลเชื่อในพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า “ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแทงตลอดลักษณะแห่งธรรมทั้งหลาย พร้อมทั้งรสะ ตามความเป็นจริงนั้น ๆ โดยสภาวะได้ทรงจำแนกธรรมเหล่านั้น ๆ ไว้” ดังนี้ เชื่อมั่นว่า ธรรมเหล่านี้ มี ความแปลกกันอย่างนี้ แล้วพึงทำความเพียรพยายาม เพื่อบรรลุ (รู้) สภาวะแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยอำนาจการเรียน และการสอบถาม เป็นต้น ถึงเป็นผู้ปฏิบัติผิดปรกติ ในธรรมนั้น ๆ ก็จะไม่ถึงความหลง งมงาย ดังนี้ ฯ



อธิบาย วิตก หยาบกว่า วิจาร
ในอัฏฐสาลินี กล่าวว่า อนึ่ง เมื่อความไม่แยกกัน แห่งวิตกและวิจาร ในจิตตุปบาทบางแห่งแม้มีอยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ การที่จิตตกไปในอารมณ์ครั้งแรก ชื่อว่า วิตก เพราะอรรถว่า เป็นธรรมหยาบ เพราะอรรถว่า ถึงก่อน เพราะอรรถว่า ยกจิตขึ้นในอารมณ์ เหมือนการเคาะระฆัง, การผูกพันจิตไว้ในอารมณ์ ชื่อว่า วิจาร เพราะเป็นธรรมสุขุม และเพราะเคล้าคลึงในอารมณ์ ดุจเสียงครางแห่งระฆัง ฉะนั้น ฯ
ในธรรม ๒ นั้น วิตก มีการแผ่ไป เป็นการแผ่ไปโดยรอบในขณะเกิดขึ้น แห่งจิตที่ยึดอารมณ์ครั้งแรก เหมือนการขยับปีกของนกที่ต้องการบินไปในอากาศ และเหมือนภมรที่มีจิตผูกพันในกลิ่น มุ่งหน้าบินลงสู่ดอกปทุม ฉะนั้น ฯ วิจารมีความเป็นไปสงบ ไม่มีการแผ่ไปของจิตเกินไป เหมือนการกางปีกของนก ที่บินไปในอากาศ และเหมือนภมร ที่บินลงสู่ดอกปทุมเคล้าเคลียเบื้องบน ฉะนั้น ฯ การแปลกกันแห่งวิตกและวิจาร ย่อมปรากฏชัดในฌานที่หนึ่งและฌานที่สอง ฯ


โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ส.ค. 2550 , 13:11:41 น.] ( IP = 58.8.35.179 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ความต่างกันของสภาวธรรม



อธิบาย สัญญา วิญญาณ ปัญญา ต่างกัน
ถามว่า ถ้าอย่างนั้น สัญญา วิญญาณ และปัญญา ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร
ตอบว่า สัญญา ย่อมทำหน้าที่เพียงหมายรู้ (จำ) ด้วย อำนาจรู้จักสี มีสีเขียวเป็นต้น แต่ไม่สามารถเพื่อทำแม้การแทง ตลอดลักษณะได้ ฯ วิญญาณ ย่อมให้สำเร็จแม้การแทงตลอดลักษณะแต่ขวนขวายแล้วก็ไม่อาจเพื่อถึงมรรค ฯ ส่วนปัญญา ย่อมทำหน้าที่ทั้ง ๓ อย่าง ฯ
ในข้อนี้ มีการดูเหรียญกหาปณะ ของเด็ก, ผู้ใหญ่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่การเงิน เป็นอุทาหรณ์เถิด ฯ ก็ ในสัญญา, วิญญาณและปัญญานี้ ในเวลาที่สัญญา ซึ่งไม่ประกอบด้วยญาณเกิดขึ้น ด้วยอำนาจการยึดเอาอาการ วิญญาณเป็นอัพโพหาริก (ไม่เป็นประธาน) ในกาลที่เหลือจากกาลที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการถือเอา อาการนั่นแหละ วิญญาณย่อมมีกำลัง ฯ แต่สัญญา และวิญญาณ ทั้ง ๒ สัมปยุตด้วยญาณ ย่อมเป็นไปตามคติของปัญญานั้น ฯ
สัมพันธ์ความว่า โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙, วิรตี ๓, อัปปมัญญา ๒ เหล่านี้ รวมกับ ปัญญินทรีย์ เป็น ๒๕ อย่าง แม้โดยประการทั้งปวง สังคหะแห่งเจตสิกทั้งหลาย ที่กล่าวแล้ว โดยราสีทั้ง ๓ คือ อัญญสมานราสี ๑๓, อกุสลราสี ๑๔ และ โสภณราสี ๒๕ รวมเป็นเจตสิกธรรม ๕๒ อย่าง ด้วยประการฉะนี้ ฯ


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ส.ค. 2550 , 13:13:55 น.] ( IP = 58.8.33.129 : : )


  สลักธรรม 2

ความต่างกันของสภาวธรรม



ความต่างกันของหิริและโอตตัปปปะเจตสิก
หิริ มีวจนัตถะว่า :-
หิริยติ กายทุจฺจริตาทีหิ ชิคุจฺฉตีติ หิริ ฯ ธรรมชาติ ชื่อว่า หิริ เพราะอรรถว่าละอาย คือ เกลียดแต่ทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้น ฯ



ลักขณาทิจตุกกะ หิริ
ปาปโต ชิคุจฺฉนลกฺขณา มีความรังเกียจบาป เป็นลักษณะ
ปาปานํ อกรณรสา มีการไม่ทำบาป เป็นกิจ
ปาปโต สงฺโกจนปจฺจุปฏฺ?านา มีการถอยจากบาป เป็นอาการปรากฏ
อตฺตคารวปทฏฺ?านา มีความเคารพในตน เป็นเหตุใกล้ ฯ

โอตตัปปเจตสิก
โอตตัปปะ มีวจนัตถะว่า :-
เตหิเยว โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปํ ฯ ธรรมชาติ ชื่อว่า โอตตัปปะ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวทุจริตเหล่านั้นนั่นแหละ ฯ



ลักขณาทิจตุกกะ โอตตัปปปะ
อุตฺตาสลกขณํ มีความสะดุ้งกลัว เป็นลักษณะ
ปาปานํ อกรณรสํ มีการไม่ทำบาป เป็นกิจ
ปาปโต สงฺโกจนปจฺจุปฏฺ?านํ มีการถอยจากบาป เป็นอาการปรากฏ
ปรคารวปทฏฺ?านํ มีความเคารพในผู้อื่น เป็นเหตุใกล้ ฯ
อธิบาย หิริ และ โอตตัปปะ กุลบุตร ย่อมให้หิริตั้งอยู่ด้วยภาวะของตน และให้โอตตัปปะตั้งอยู่ด้วยภาวะของคนอื่น เปรียบเหมือนแท่งเหล็ก ๒ อัน แท่ง ๑ เย็น แต่เปื้อนคูถ แท่ง ๑ ร้อนจัดด้วยไฟ ใน ๒ แท่งนั้น คนฉลาดไม่จับแท่งเหล็กเย็นที่เปื้อนคูถ เพราะรังเกียจ ไม่จับแท่งเหล็กที่ร้อนจัดเพราะกลัวความร้อน ฉันใด พึงทราบหิริและโอตตัปปะ ฉันนั้น ฯ


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ส.ค. 2550 , 13:15:45 น.] ( IP = 58.8.35.179 : : )


  สลักธรรม 3


อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำบทสรุปมาไว้ในที่นี้

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [30 ส.ค. 2550 , 14:10:44 น.] ( IP = 203.113.67.46 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org