มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๔๓)








ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์(๔๓)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

ป. การที่ถีนมิทธเจตสิกเข้าประกอบกับจิตที่เป็นอสังขาริกไม่ได้เช่นนี้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่า ถีนมิทธะนั้นมีอำนาจน้อยจึงปล่อยให้จิตที่มีความโสมนัส คือยินดีมาก และจิตโทมนัส คือความเสียใจเกิดได้ตามสบาย

ก. ถ้าหลานเข้าใจดังนั้น ก็เห็นจะไม่เป็นการถูกต้อง ลุงเห็นควรที่จะอธิบายเพิ่มเติมเสียแล้ว และการอธิบายนี้ จะต้องยกเอาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานขึ้นมาจึงจะได้ความกระจ่าง แล้วก็เป็นบทพิสูจน์อันเกิดจากผู้ปฏิบัติที่เขาไม่รู้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้าด้วย

ป. ผมก็ชอบขอรับ สำหรับบทพิสูจน์ แต่วิปัสสนาที่คุณลุงว่านั้น จะเข้าไปเห็นเรื่องราวที่ไม่มีตัวตนก็น่าอัศจรรย์

ก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสั่งสอนอะไร พระองค์ก็มิได้ทิ้งการสอนของพระองค์เอาไว้ให้คนอยู่หลังต้องลำบากใจเพราะพิสูจน์ไม่ได้ เว้นเสียแต่จะไม่ยอมศึกษาให้เข้าไปจนถึงขั้นที่ละเอียด หรือไม่กล้าที่จะเข้าไปสู่การพิสูจน์เท่านั้น

โดย พี่เณร....นำมาฝากดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:38:08 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่นานเท่าใดนัก พอให้จิตใจสงบระงับลงบ้างเท่านั้น ก็พอจะมองเห็นรูปเห็นนามปรากฏขึ้นมา แม้มันจะมิได้มายืนอยู่ต่อหน้าจริงๆ เหมือนกับผู้ได้ญาณปัญญา ที่เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณตามนัยของวิปัสสนา แต่มันก็มองเห็นความเกิดดับของรูปนามตามนัยของปริยัติและปฏิบัติได้ ซึ่งก็นับว่าผู้ปฏิบัติมีกำไรเหลือหลาย

การเข้าปฏิบัติวิปัสสนานั้น เป็นการเข้าไปพิสูจน์ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายมาร่วมประชุมกันมากมาย จึงได้กลายเป็นชื่อต่างๆ มีคน สัตว์ ต้นไม้ แม่น้ำ ภูเขา และนามเจตสิกทั้งหลายก็มาร่วมประชุมกันทำงาน อันทำให้สัตว์หลงใหลเข้าใจผิดไปต่างๆ โดยเรียกว่าเป็นโลภะบ้าง โทสะ เห็น ได้ยินบ้าง แท้จริงนั้นเป็นแต่รูป เป็นแต่นามที่เกิดดับสืบต่อกันไป หาได้มีคนหรือมีสัตว์ไม่

ผู้เข้าวิปัสสนา จะต้องกำหนดพิจารณารูปกับนามให้เห็นเป็นแต่รูปกับนามจริงๆ ต้องพยายามคอยกันมิให้สมมุติบัญญัติ หรือมโนภาพเกิดขึ้น แต่พยายามที่จะให้ได้อารมณ์อันเป็นปัจจุบันจริงๆ เพราะอารมณ์ที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น จึงจะกันสมมุติบัญญัติได้ แล้วก็จะได้เห็นรูปนามมาปรากฏขึ้นในใจ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณตามนัยปฏิบัติ ซึ่งผู้ปฏิบัติไปไม่นานเท่าใดนักก็จะได้ประสบพบเห็น และได้บทพิสูจน์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง

ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องเผชิญหน้ากับตัวถีนมิทธะ คือความง่วงเหงาหาวนอนผู้เข้าวิปัสสนาที่มาใหม่ไม่ได้กี่วัน ย่อมจะหาอารมณ์ที่ชอบใจให้เป็นอสังขารริกไม่ได้ เพราะต้องอยู่ภายในขอบเขตที่สำนักปฏิบัติกำหนดเอาไว้ จึงไปแสวงหาอารมณ์ที่สนุกสนานเพลิดเพลินตามใจไม่ได้ ดังนั้นจิตใจก็ไม่แจ่มใสเบิกบาน แต่กลับสลดหดหู่ เพราะไม่เหมือนอยู่ที่บ้านจะทำอะไร จะพูด จะคุย จะกินจะอยู่เวลาไหนก็ได้ตามชอบใจ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:38:53 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 2



แต่ในห้องวิปัสสนานั้น จะต้องคอยเฝ้าดูอยู่ทุกฝีก้าวว่า อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม เหลือแต่รูปกับนาม ๒ อย่างเท่านั้น จึงหาอารมณ์ที่ดีๆ ที่สนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่จิตใจไม่ได้ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติจึงมีโอกาสมากเหลือเกินที่จะมองดูตัวถีนมิทธเจตสิกว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร ก็จะเห็นว่ามันเป็นความง่วงที่เข้ามาแอบแฝงอยู่ในจิตใจ หาใช่คนใช่สัตว์ไม่ เป็นนามเจตสิกที่เกิดขึ้นแล้วก็สลายตัวไป ประเดี๋ยวก็เกิดขึ้นมาอีกแล้วก็หายไปอีก เป็นไปอยู่เช่นนี้วันหนึ่งนับจำนวนไม่ไหว เพราะจิตใจเกิดขึ้นมาเป็นสสังขารวันหนึ่งๆ มากมายอย่างเหลือเกิน ผู้เข้าปฏิบัติจะพบเห็นตัวง่วงเหงาหาวนอนนี้ทุกคน มากบ้าง น้อยบ้าง ไม่รอดพ้นไปได้

ผู้ปฏิบัติที่มิได้ท้อถอยในการกำหนดพิจารณา ไม่ช้านักความสงบของจิตก็จะค่อยๆ เกิดขึ้นมา เมื่อจิตใจค่อยสงบลงแล้ว จิตก็จะเกิดประสิทธิภาพขึ้น สามารถเข้าถึงความละเอียดอ่อนที่คนภายนอกมิได้คาดฝันถึงมาก่อน จะมองเห็นถีนมิทธะ ตัวการที่มาทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซ้ำมากยิ่งขึ้นด้วย

ผู้ปฏิบัติที่มีจิตใจสงบระงับ หรือดับความวุ่นวายได้บ้างแล้ว ก็จะมองดูปรากฏการณ์ คือนามรูปที่อยู่ต่อหน้าละเอียดลออขึ้น จะมองเห็นถีนมิทธะที่เข้ามาประกอบจิตแม้เพียงเล็กน้อยได้ ทั้งๆ ที่ในขณะนี้จิตใจก็แจ่มใสมิได้มีความง่วงเหงาหาวนอนเลยแม้แต่น้อย

ครั้นดูต่อไปก็จะเห็นถีนมิทธะนี้เพิ่มมากขึ้นๆ จนปรากฏความง่วงนอนชัดเจนขึ้นทุกทีๆ ผู้ปฏิบัติจึงมีปัญญารู้ความจริงว่า ถีนมิทธเจตสิกนั้น มันมิได้กระโดดพรวดเข้ามาเต็มตัวในทันที หากแต่มันจะค่อยๆ เสริมสร้างกำลังของมันขึ้นทีละน้อย ๆ

ถ้าผู้ปฏิบัติมิได้ดูให้ดี หรือมิได้มีอารมณ์อื่นๆ มาเร้าด้วยกำลังที่แรงแล้ว ความง่วงเหงาหาวนอนก็จะเพิ่มกำลังของมันมากขึ้นๆ แล้วในที่สุดก็จะครอบครองจิตใจเอาไว้ได้ ถีนมิทธเจตสิกก็จะเป็นฝ่ายชนะ และจะหลับสนิทในไม่ช้า

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:39:23 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 3



ผู้ปฏิบัติที่มีจิตใจสงบระงับพอสมควร ก็จะเกิดปัญญารู้เห็นด้วยตนเองว่า อารมณ์ที่ประกอบด้วยความโสมนัสยินดีมีมากขึ้น ถ้ากำลังของความยินดีมากเริ่มจะตกลงเมื่อใด (สสังขาริก) ถีนมิทธเจตสิกก็จะไม่ละเลยปล่อยให้ช่องโอกาสนั้นผ่านเลยไป

หากแต่จะแทรกแซงเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็เพิ่มเติมกำลังของตัวเองมากขึ้นๆ ทุกที จนความยินดีหายไป แล้วถีนมิทธเจตสิกก็เข้าครอบครองจิตใจโดยสมบูรณ์ ในขณะนี้ก็ใกล้จะหลับคือเป็นภวังค์เต็มทีแล้ว

ผู้ปฏิบัติที่มีจิตใจสงบระงับพอสมควร ก็จะเกิดปัญญารู้เห็นด้วยตนเองว่า แม้โทมนัส คือความเสียใจก็เหมือนกัน ถ้ากำลังของความเสียใจลดน้อยถอยลงแล้ว (สสังขาริก) แม้แต่เพียงไม่มาก ถีนมิทธเจตสิกชนิดที่ยังอ่อนๆ มองไม่ค่อยจะเห็นก็มีความสามารถย่างกรายเข้ามาให้ได้เห็นหน้าได้แล้ว

แต่ผู้ที่มิได้มีความแยบคายในใจจะเห็นได้ยาก (จะเห็นได้ก็เมื่อง่วงมากเสียแล้ว) ถีนมิทธะมันก็จะทวีกำลังของมันเองมากขึ้นมาตามโทมนัสที่ลดลงไป ดังนั้น ผู้ปฏิบัติจึงทราบว่า ถีนมิทธเจตสิกนั้นมันมิได้กระโดดเข้ามาเต็มตัวในทันใด หากแต่จะใช้วิธีการแทรกซึมไปทีละน้อยๆ โดยผู้ปฏิบัติมิได้รู้สึกตัว

แต่ถ้าผู้ปฏิบัติมิได้มีความแยบคายในใจให้ดีแล้ว จะเห็นได้ยาก (ในขณะที่ยังอ่อน) เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาจึงได้ง่วงนอนมากเสียแล้ว

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:39:50 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 4



ด้วยเหตุดังนี้เอง หลานอย่ากล่าวว่า ถีนมิทธเจตสิกนั้นมันมีกำลังอ่อนเพราะมันมิได้อ่อนตามที่หลานคิด ถ้ามันรวมตัวกันทำงานอย่างแข็งขันเมื่อใดแล้ว จิตอะไรก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้โดยง่าย

หลานไม่เห็นหรือ คนง่วงนอนจัดๆ นั้น แม้จะล้างหน้าแล้ว หรือแม้แต่จะกิน จะเดิน แล้วก็หนีง่วงไปไม่พ้น เอาอะไรมาเร้าก็ไม่สำเร็จ ตัวของหลานเองไม่เคยบ้างดอกหรือ ฉะนั้น อย่าได้ไปกล่าวหาว่าถีนมิทธะนั้นกำลังอ่อน ลุงอธิบายย่อๆ ดังนี้พอเข้าใจหรือยัง

ป. ผมก็พอจะเข้าใจแล้วขอรับ นับว่าเรื่องของความง่วงเหงาหาวนอนนั้นเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอยู่ ทั้งมันแสดงออกมาอย่างเร้นลับมากเหลือเกิน จึงได้เป็นการเหลือวิสัยที่จะให้ผู้ใดค้นคว้าเข้าไปให้ถึงความจริงได้ ผมก็ศึกษาวิทยาการที่ว่าด้วยเรื่องชีววิทยาหรือจิตวิทยามามาก ก็ยังไม่เคยได้พบว่าตำราเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องง่วงนอนว่าอย่างไร

แต่ผมจะขอถามคุณลุงเป็นประการสุดท้ายในเรื่องนี้สักหน่อย ผมขอทราบว่า ความง่วงนอนนั้น เวลาปฏิบัติวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติเห็นรูปร่างหน้าตามันจริงๆ หรือ คุณลุงเคยเห็นมันมาจริงๆ บ้างหรือเปล่า

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:40:16 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 5



ก. แน่นอนทีเดียวหลาน หลานอยากจะพิสูจน์เมื่อใดก็ได้เสมอ เวลานี้สถานที่ปฏิบัติวิปัสสนาของอภิธรรมมูลนิธิก็เปิดรอรับอยู่แล้ว

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา ก็คือผู้เข้าไปหาหนทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ หนทางที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์นั้นก็จะต้องเป็นความจริงของเรื่องชีวิตนั่นเอง และความจริงของเรื่องชีวิตก็จะเกิดขึ้นมาให้ได้เห็นอยู่ต่อหน้านั้นก็จะปรากฏอยู่เสมอๆ

เช่น โลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก ทุกขเวทนา สุขเวทนา และมหากุศล เป็นต้น ผู้ที่มีสติ มีสมาธิ และมีปัญญาพอสมควร ก็จะได้มองเห็นภายในเวลาไม่ช้า ยิ่งตัวถีนมิทธเจตสิก ที่เป็นตัวการทำให้จิตใจหดหู่ง่วงงุนจับอารมณ์ไม่ได้ด้วยแล้ว มันจะเกิดขึ้นมาให้ดูวันละมากมาย

ผู้ปฏิบัติตนให้ได้เห็นความจริงดังกล่าวนี้แล้ว แม้จะเป็นการเห็นเมื่อมันได้ดับหายไปแล้วก็จริง แต่ก็จะเกิดปัญญาความรู้ได้อย่างกระชั้นชิด เมื่อใดจิตบังเกิดความสงบลงบ้างก็จะเห็นหน้าตาของมันชัดแจ้งขึ้นทุกทีๆ

พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีบทพิสูจน์ให้เสมอ สำหรับผู้ที่ได้พบเห็นมันจริงๆ นั้น ใครๆ ก็เห็นได้ แล้วก็เห็นกันมากมาย ไม่ต้องถามลุงว่าเคยเห็นมันมาบ้างหรือเปล่า หลานจะทดลองพิสูจน์ดูหรือยังเล่า

ป. ผมต้องขอรอโอกาสก่อนขอรับ คิดว่าจะศึกษาให้มากเพียงพอเสียก่อน แล้วจึงจะหาช่องทางเข้าปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ในภายหลัง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:40:55 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 6



ก. ลุงคิดว่า เรื่องของถีนมิทธเจตสิกที่ลุงอธิบายมา หลานก็คงจะพอเข้าใจได้ดีแล้ว จึงขอสรุปหัวข้อและแสดงลักขณาทิจตุกะ ดังต่อไปนี้

ถีนเจตสิก ได้แก่เจตสิกที่ทำให้จิตหดห่อท้อถอยในการรับอารมณ์ เจตสิกตัวนี้เป็นตัวการที่ทำให้จิต คือการประชุมกันของเจตสิกที่มาร่วมประชุมกันในขณะนั้นจับอารมณ์ไม่มั่น หรือท้อทอยในการรับอารมณ์นั้น

มิทธเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำให้เจตสิกที่เกิดร่วมกันกับตนบังเกิดความท้อถอยที่จะรับอารมณ์

เจตสิกทั้ง ๒ นี้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องเกิดขึ้นมาเป็นคู่ทั้งสองตัวเสมอ แยกกันเกิดไม่ได้เลย จึงได้เรียกย่อๆ ว่า ถีทุกะ ซึ่งก็ได้แก่ ถีนเจตสิก กับมิทธเจตสิกนั่นเอง

ถีนเจตสิก มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้
๑. อนุสฺสาห ลกฺขณํ มีการไม่อุตสาหะ เป็นลักษณะ
๒. วีริย วิโนทน รสํ มีการทำลายความเพียร เป็นกิจ
๓. สํสีทน ปจฺจุปฏฺฐานํ มีความท้อถอย เป็นผล
๔. อโยนิโสมนสิการ ปทฏฺฐานํ มีการไม่เอาใจใส่เป็นอันดีต่ออารมณ์นั้น เป็นเหตุใกล้

มิทธเจตสิก มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้
๑. อกมฺมญฺญตา ลกฺขณํ มีความไม่ควรแก่งาน เป็นลักษณะ
๒. โอกาหน รสํ มีการปิดกั้นกำบัง เป็นกิจ
๓. ลีนตา ปจฺจุปฏฺฐานํ มีความท้อถอย เป็นผล
๔. อโยนิโสมนสิการ ปทฏฺฐานํ มีการไม่เอาใจใส่เป็นอันดีต่ออารมร์นั้น เป็นเหตุใกล้

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก (พี่เณร) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:41:36 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงเลยครับ ที่ได้อธิบายเรื่องถีนมิทธให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียดละออทีเดียวครับ เพราะผมเองก็ยังไม่สามารถที่จะตอบปัญหาเรื่องนี้แก่ผู้ที่ได้เข้าปฏิบัติ และเขามักจะบอกว่ามีแต่ความง่วงมากมายทุกวันนะครับ ซึ่งผมเองก็นึกไม่ถึงว่า อำนาจของถีนนี้ค่อยๆคืยคลานเข้ามาทีละน้อยๆจนอาการมากขึ้น

แต่ด้วยเพราะขาดการสังเกตนั่นเอง จึงไม่รู้สึกได้เลยว่ากำลังถูกแทรกซึมด้วยถีนะมิทธนั่นเอง กว่าจะรู้ก็หลับสัปงกไปเสียแล้ว เพราะไม่ได้คอยดูแต่มามัวหาว่าทำไมง่วงจังเลย จึงไม่ได้รู้ถึงธรรมะตัวนี้นั่นเอง ทั้งๆทีถีนะมิทธก็เป็นธรรมตัวหนึ่งซึ่งโผล่หน้ามาให้ผูสังเกตเห็นได้



กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับในความเมตตากรุณาของอาจารย์ครับผม

โดย เทพธรรมดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 07:58:56 น.] ( IP = 58.9.140.228 : : )


  สลักธรรม 8


กราบขอบพระคุณคำอธิบายความเป็นไปของถีทุกะในการปฏิบัติฯ ของท่านอาจารย์ค่ะ ทำให้เข้าใจในกระบวนการของความง่วงได้มากขึ้นทีเดียว

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาและอนุโมทนาด้วยค่ะที่นำมาเผยแพร่ให้ศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 09:54:31 น.] ( IP = 203.113.67.39 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ ที่ช่วยชี้แนะและให้เข้าใจในถีนะมิทธะเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ดูตัวถีนมิทธะ ในขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเกิดขึ้นมาให้ดูมากมาย

จะนำไปปฏิบัติค่ะ มิเคยได้สังเกตถีนะมิทธที่ค่อยๆคลืบคลานเข้ามา แต่มาดูอีกทีอำนาจมันก็มากมายแล้ว จึงพ่ายแพ้ตลอดกาล

นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่ชี้แจงแสดงให้เห็นชัดถึงความมหัศจรรย์ของจิตจริงๆ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 09:56:47 น.] ( IP = 124.121.175.114 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในคำอธิบายค่ะ

ความง่วงนอนที่เกิดขึ้น ก็เพราะไม่ได้สังเกตว่ามีถีนะมิทธะ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีกำลังมากขึ้น

กราบขอบพระคุณพี่เณรและอนุโมทนาค่ะ ที่นำความรู้มาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 ก.ย. 2550 , 17:25:30 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org