| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์ (๔๔)
![]()
![]()
ความมหัศจรรย์ของชีวิต เจตสิกปรมัตถ์(๔๔)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ป. สวัสดีขอรับ คุณลุง
ก. สวัสดี หลาน เมื่อคราวที่แล้วหลานได้ศึกษาเรื่องเจตสิก ๒ ตัว คือถีนะกับมิทธเจตสิก ลุงก็ได้อธิบายไปพอสมควร วันนี้หลานยังมีความสงสัยอะไรในเจตสิกทั้ง ๒ ตัวนี้อีกหรือไม่
ป. ผมก็พอจะมีความเข้าใจแล้วขอรับ ถ้าหากว่าคุณลุงจะบรรยายถึงเจตสิกตัวต่อไปอีก ผมก็พร้อมแล้วที่จะศึกษา
ก. ดีแล้วหลาน ลุงจะได้บรรยายถึงเจตสิกให้หลานได้ศึกษาในวันนี้อีกสักตัวหนึ่ง เจตสิกตัวต่อไปนั้นก็ได้แก่ "วิจิกิจฉา" ลุงหวังว่าหลานคงจะเคยได้ยินคำว่า วิจิกิจฉามาแล้ว ลุงใคร่จะถามหลานเสียก่อนว่า ตามความเข้าใจเก่าๆ ของหลานนั้น วิจิกิจฉามีความหมายว่ากระไร
ป. วิจิกิจฉานั้น คนโดยทั่วไปก็มีความเข้าใจคล้าย ๆ กันว่า วิจิกิจฉาก็ได้แก่ ความลังเล ความสงสัย ความไม่แน่นอนใจในอารมณ์ต่าง ๆ ตามหลักของสภาวธรรมนั้น ความหมายดังนี้หรือเปล่าขอรับ
ก. หลานตอบคำถามมาเช่นนี้ก็ดีแล้ว แต่ก่อนที่ลุงจะได้อธิบาย ลุงก็ขอถามหลานต่ออีกสักคำถามหนึ่ง
การที่หลานอธิบายมาว่า วิจิกิจฉานั้นได้แก่ ความลังเล ความสงสัย ความไม่แน่นอนใจนั้นในเรื่องอะไรกันบ้าง
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:02:25 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ป. ที่ว่าในเรื่องอะไรนี้ เห็นทีผมจะตอบคำถามให้เป็นไปตามหลักไม่ได้เสียแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็พากันเข้าใจเหมือน ๆ กันว่า สงสัยในเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ก. ถ้าเอาความสงสัยในเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ดังที่หลานตอบมา ก็อาจจะเป็นสงสัยว่าจะเป็น ก.ไก่ หรือ ข.ไข่ สงสัยเรื่องถนนหนทาง ตลอดจนบ้านเรือน
อันความสงสัยมีมากมายก่ายกอง สงสัยกันไปสารพัดอย่าง ถ้าความสงสัยดังกล่าวนี้ ชื่อว่าเป็นวิจิกิจฉาแล้ว สภาวธรรมนั้นก็ตื้นเขิน ไม่ต้องร้อนถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาเล่าเรียนสภาวธรรมกันให้ลำบากยากเย็น
ตามหลักของปรมัตถธรรม วิจิกิจฉานั้นได้แก่ความลังเลสงสัยไม่แน่นอนในภายในขอบเขตจำกัด เช่น สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
ป. คุณลุงขอรับ ความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้น จำเป็นที่ใคร ๆ เขาจะต้องสงสัย จะไปวางหลักการโดยยึดถือว่าเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาแล้วก็ให้เชื่อโดยไม่มีความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะได้อย่างไร ยิ่งพระสงฆ์ด้วย บางองค์ก็ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ น่ากราบน่าไหว้ แต่บางองค์ความประพฤติของท่านช่างร้ายเหลือ จนทำให้เราไม่อยากแม้แต่มอง
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:03:00 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 2
การที่ลุงแสดงว่า วิจิกิจฉา เป็นความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้ววิจิกิจฉาก็อยู่ในหมวดที่เป็นอกุศลเสียด้วย ดังนั้น ถ้าสงสัยขึ้นมาอกุศลก็จะเกิดขึ้น ถ้าเช่นนี้ก็จะเหมือนกันกับศาสนาอื่นบางศาสนา ขึ้นต้นก็ต้องให้เชื่อคำสอนของศาสดาอย่างแน่วแน่เสียก่อน หาไม่แล้วก็จะเป็นบาป เป็นการปิดหู ปิดตา ปิดปาก เป็นการสะกัดกั้นความเห็นซึ่งเป็นของตนของบุคคลทั้งหลาย ไม่ให้ความเป็นอิสระในความคิดอ่าน มัดมือคนทั้งหลายให้เข้ามาเชื่อถือในสิ่งซึ่งอาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้ นั่นก็คือก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความหลงใหลงมงาย
ถ้าเช่นนั้น ผมก็ขอเป็นคนที่มีวิจิกิจฉาเสียดีกว่า...
ก. ลุงยังพูดไม่ทันขาดคำ หลานก็ลุกขึ้นมาคัดค้าน แล้วก็โจมตีอย่างไม่ยับยั้งทั้ง ๆ ที่ยังมิได้มีความเข้าใจอะไรเลย
ความสงสัยในเรื่องถนนหนทาง ในบ้านเมือง หรือสงสัยในวิทยาการต่าง ๆ นั้น มิได้เข้ามาอยู่ในหลักการนี้
ความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ของบุคคลผู้ซึ่งกำลังค้นคว้าศึกษาหาความจริงในเรื่องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ศึกษาหาความรู้ในพระอริยสงฆ์ว่ามีประการใดบ้างนั้นหาได้เป็นวิจิกิจฉา หาได้เป็นอกุศลไม่
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:03:27 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 3
ความสงสัยที่เป็นตัววิจิกิจฉาเจตสิกเข้ามาประกอบนั้น เป็นอกุศล ก็เพราะว่าเป็นผู้ที่มีความสงสัยอันมีพื้นฐานแห่งความไม่เชื่อ หรือมีหมิ่นประมาทอยู่ในใจมาก่อนแล้วเป็นเครื่องหนุนหลัง
บุคคลเหล่านี้จะพยายามยกเรื่องราว ยกวิทยาการต่าง ๆ ในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาหักล้าง เพราะด้วยความเชื่อมั่นในเรื่องหรือในวิทยาการของตน บุคคลเหล่านี้แม้เป็นชาวพุทธ แต่มีความคิดอ่านเหมือนมิใช่เป็นชาวพุทธ เขาจะไม่ยอมศึกษาเล่าเรียน ไม่ยอมเข้ามาค้นคว้าหาความจริง แม้จะถูกท้าทายก็ตาม
เขาเป็นผู้ซึ่งมีอุดมการณ์อันมั่นคงแต่ไม่ถูกต้องติดตัวมาอย่างเหนียวแน่น และอำนาจแห่งความเห็นผิดอย่างเหนียวแน่นเหล่านั้นมาเป็นตัวการให้วิจิกิจฉาเกิดขึ้น ลุงแก้ข้อกล่าวหาของหลานโดยหลักการขึ้นมาเพียงเท่านี้ หวังว่าหลานคงจะได้คิดแล้วไม่มีความเห็นผิดอีกต่อไป
การที่หลานกล่าวตำหนิพระสงฆ์บางท่านว่า ไม่น่าเคารพ ไม่น่ากราบไหว้นั้น ลุงก็เห็นด้วย เพราะมีจำนวนมากด้วยกัน ก็ย่อมจะมีดีชั่วปะปนกันบ้างเป็นธรรมดา แม้ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ก็มีผู้ประพฤติตนเหลวไหล จนถึงต้องสร้างกฎสร้างวินัยขึ้นมา โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:03:55 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 4
แต่อย่างไรก็ดี หลานก็ไม่ควรจะรีบด่วนคัดค้านก่อนที่จะได้ศึกษาจนมีความเข้าใน เรามาศึกษาปรมัตถธรรม อันเป็นบทศึกษาที่ว่าด้วยธรรมชาติอันเป็นความจริงแท้ของชีวิต ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องยกเอาหลักการขึ้นมาตั้ง ไม่เป็นการสมควรเอาบุคคลบางคนเข้ามาแทรกแซงให้มากนัก หลานจะต้องแยกบุคคลออกจากหลักการเสีย มิฉะนั้นหลานก็ไม่มีวันได้พบของจริง
ได้มีบุคคลเป็นอันมากที่ไปเห็นบุคคลที่เชื่อว่าใกล้ชิดพระพุทธศาสนา แล้วประพฤติเหลวไหลไม่น่านับถือ จึงได้หันหลังให้ไม่ค้นคว้าหาความจริงต่อไป จึงเป็นการน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
อนึ่ง ที่ว่าสงสัยในพระสงฆ์นั้น ก็หาใช่สงฆ์ปุถุชนดังที่หลานคิดไม่ หากแต่เป็นความสงสัยในพระอริยสงฆ์ ในข้อที่ว่าเอากิเลสออกไปจากจิตใจได้นั้น เห็นจะเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ลุงได้อธิบายมาให้ฟังก็มากโขแล้ว หลานพอจะเข้าใจหรือยัง คลายความเร่าร้อนลงไปบ้างหรือไม่
ป. พอแล้วขอรับ ถ้าเป็นดังที่คุณลุงอธิบายมา ผมก็ไม่คัดค้าน ผมจำเป็นจะต้องขออภัยต่อคุณลุงด้วย
ก. พระพุทธศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นเรื่องของชีวิตที่มีความละเอียดลออพิสดารมาก ผู้ศึกษาจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำความเข้าใจผิดไปได้ง่าย ๆ
วิจิกิจฉาที่แปลว่า ความลังเลสงสัยไม่แน่นอนใจนั้นมีขอบเขตจำกัด หรืออยู่ภายในวงที่ท่านได้กำหนดเอาไว้ วิจิกิจฉาเจตสิกในที่นี้ มีความสงสัยไม่เชื่อใจในธรรม ๘ ประการ เช่น มีความลังเลในพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเข้าใจว่า คงจะไม่มีตัวจริง คงจะมีการสมมติให้มีขึ้นเอาเอง เป็นต้น
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:04:20 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 5
ความสงสัยในธรรม ๘ ประการนั้นมีดังต่อไปนี้
๑. พุทเธ กงฺขติ สงสัยว่าคงจะไม่มีพระพุทธเจ้าจริง ๆ หรือสงสัยในพระพุทธคุณมี ๙ ประการ
คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ควรกราบไหว้บูชา เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะ เป็นผู้ไปดีแล้ว เป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นผู้สอนของเทวาดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เป็นผู้รู้อริยสัจจะ ๔ แล้วนำมาสั่งสอนผู้อื่นรู้ตามได้ เป็นผู้มีปัญญาที่น่าอัศจรรย์
๒. ธมฺเม กงฺขติ ความสงสัยในพระธรรม อันได้แก่มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑
ว่าธรรมเหล่านี้นำออกจากทุกข์ได้จริงหรือ ให้ผลโดยไม่มีกาลให้ผลได้แน่นอน ไม่เป็นอโหสิกรรมได้จิรงหรือ ไม่ยอมศึกษาเล่าเรียนในหนทางเดินไปสู่มรรคผลและนิพพาน จึงได้มีความเห็นไปว่า "เหลือเชื่อ"
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:04:51 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 6
๓. สงฺเฆ กงฺขติ ได้แก่ความสงสัยในพระสงฆ์
ว่าสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบจนถึงได้มรรคผลนิพพานนั้น จะมีหรือ แล้วสมควรจะเคารพกราบไหว้หรือเปล่า หรือสงสัยว่าทานที่ถวายแก่สงฆ์นั้น ไม่มีอานิสงส์ประการใด
๔. สิกฺขาย กงฺขติ สงสัยสิกขาทั้ง ๓ อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
ว่าเมื่อใดลงมือปฏิบัติแล้ว จะไม่ปรากฏผลจริง ๆ เมื่อได้รักษาศีล เจริญสมาธิ และกระทำปัญญาให้บังเกิดขึ้นแล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร จะสกัดกั้นหนทางไปสู่อบายภูมิได้หรือเปล่า
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:05:19 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 7
๕. ปุพฺพนฺเต กงฺขติ มีความสงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุที่เป็นส่วนอดีต
อันได้แก่พวกอเหตุกทิฏฐิ ไม่มีความเชื่อแน่ว่า ชาติก่อนนั้นตนได้มีชีวิตจิตใจแล้วจึงได้เกิดมาในชาตินี้
๖. อปรนฺเต กงฺขติ มีความสงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุที่เป็นไปในอนาคต
พวกนี้เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ ไม่มีความเชื่อมั่นว่า ชีวิตจิตใจของบุคคลนั้นสิ้นลงไปแล้ว จะไปมีชีวิตจิตใจขึ้นใหม่ในชาติหน้าได้อย่างไร เพราะก็เห็นฝั่งจมดิน หรือกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
๗. ปุพฺพนฺตาปรนฺเต กงฺขติ มีความสงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ทั้งที่เป็นส่วนอดีตและอนาคต
พวกนี้เรียกว่า อกิริยทิฏฐิ ไม่มีความเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายตายจากชาติก่อนแล้วมาเกิดได้ และไม่เชื่อด้วยว่า ชาติหน้าจะมีได้ เพราะส่วนมากเข้าใจว่า การอภิรมย์สมสู่ของบิดามารดาทำให้เด็กเกิดขึ้นมา อาศัยเหตุตื้น ๆ เผิน ๆ เท่าที่เห็นอยู่ต่อหน้า และเป็นการแน่นอนว่าไม่มีความเชื่อเลยต่อผลของบุญหรือของบาปที่ทำมาแล้วต่างชาติกัน
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:05:48 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
สลักธรรม 8
๘. ปฏิจฺสมุปฺปาเท กงฺขติ มีความสงสัยในปฏิจจสมุปบาทธรรม
ปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นธรรมที่ประกอบด้วยเหตุผลที่จะต้องอาศัยกันเกิดขึ้น ผู้ศึกษามีความเข้าใจดี ก็จะมีความเข้าใจในเหตุผลอันลึกซึ้งของเรื่องความเข้าใจว่าตายแล้วไม่เกิดอีกก็จะค่อย ๆ สลายตัวไปตามความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น
ถ้าหลานได้ศึกษาปฏิจจสมุปบาทให้พอสมควารแล้ว ก็จะได้ทราบความจริงว่า ด้วยเหตุอะไรสัตว์ทั้งหลายตายลงไปแล้วจึงได้เกิดขึ้นมาอีก ชีวิตจิตใจที่ดับสิ้นลงไปในภพนี้แล้วสามารถมีชีวิตจิตใจเกิดขึ้นในภาพใหม่ด้วยเหตุผลประการใดบ้าง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เกิดขึ้นมาในภพใหม่ซึ่งเป็นผลนั้น บางครั้งต้องอาศัยเหตุมากมาย
ลุงก็เห็นจะไม่สามารถอธิบายรายละเอียดให้มาก พอที่หลานจะเข้าใจได้อย่างละเอียด เพราะเป็นธรรมที่กว้างขวางและลึกซึ้งมากเหลือเกิน ขอให้หลานรับฟังเอาไว้ก่อน
หลานยังจะสงสัยอีกหรือไม่ในวิจิกิจฉาเจตสิกที่เป็นตัวการตัดสินอารมณ์ไม่ได้ในธรรม ๘ ประการตามที่ลุงได้อธิบายมา
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [5 ก.ย. 2550 , 08:06:16 น.] ( IP = 58.9.142.77 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |